fbpx

พี่บ่าวตูน, ลอง เรื่องสั้น, น้องฉัตรทอง และ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

แล้วความรู้สึกของผมก็ฉับพลันหวนนึกถึง ‘จำลอง ฝั่งชลจิตร’ ขณะกำลังทอดเรือนร่างมิค่อยอ้อนแอ้นอรชรนอนฟังสำเนียงแบบชาวนครศรีธรรมราชของพี่บ่าวตูน เดอะโกสต์ไอดอลแห่งปากพนังผ่านทางรายการ The Ghost Radio ส่วนผมจะนอนด้วยท่วงท่าไหน หากคุณผู้อ่านปรารถนาจะทราบ บางที อาจต้องลองจับเจ้าตั๊กแตนตัวเขียวๆ มาเคาะๆ วนๆ เหนือศีรษะ พร้อมเอ่ยปากสอบถามดู วิธีการนี้ผมเองเคยมีประสบการณ์ในวัยเยาว์ช่วงทศวรรษ 2540 พออยากรู้ว่าเมื่อคืนตนเองนอนท่าไหนจะกระทำดังที่กล่าวมา เจ้าตั๊กแตนจะสำแดงให้ประจักษ์ เห็นเข้าก็ชวนให้หัวเราะคิกคักตามประสาเด็กๆ

พี่บ่าวตูนเป็นคนภาคใต้เฉกเช่นเดียวกันกับผมก็จริง ทว่าผมเริ่มทำความรู้จักเดอะโกสต์ไอดอลแห่งปากพนังครั้งแรกสุดตอนอยู่ระหว่างการเดินทางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 สืบเนื่องจากบักแน็ค – วีรวรรธน์ สมนึก ขับรถยนต์มารับผมจากทุ่งเชียงรากไปเยือนขอนแก่นรวมถึงจังหวัดอื่นๆ และผู้บ่าววารินชำราบมักเปิดรายการ The Ghost Radio ให้รับฟังเสมอๆ แทบทุกวัน ผมจึงไม่เพียงได้คุ้นเคยกับเสียงของผู้ดำเนินรายการเยี่ยงพี่แจ๊ค – วัชรพล ฝึกใจดี แต่ยังสะดุดหูเข้ากับน้ำเสียงของนักเล่าเรื่องผีสำเนียงใต้ผู้มีประสบการณ์เคยเป็นสัปเหร่อ และยังกล่าวขานนาม ‘พ่อท่านเชื่อง’ หรือพระครูสุธรรมสมาจาร (เชื่อง สุทนฺโต) แห่งวัดรัตนาราม สุดยอดพระเกจิอาจารย์แห่งปากพนัง

ด้านเนื้อหาที่เขาถ่ายทอดมิแคล้วเชื่อมโยงกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธภาษิต “นัตถิ กัมมัง สมะ พลัง แรงใดเสมอด้วยแรงกรรม ไม่มี” ที่เอ่ยเคลือบริมฝีปากเนืองๆ แม้ทีแรกจะดลให้ผมระลึกถึงอาจารย์ยอด (ปรีชา เรืองเดช) ผู้ส่งเสียงบรรยายเรื่องกฎแห่งกรรมและเรื่องเล่าชาวบ้านที่เคยแว่วยินสุดแสนจะซ้ำบ่อย กระนั้น ท่วงทีลีลาในถ้อยคำของพี่บ่าวตูนช่างเปี่ยมมนต์เสน่ห์บางอย่างที่เร้าอารมณ์ให้ผมต้องตามไปหาฟังเรื่องเล่าอื่นๆ ของเขาอีกมากมายซึ่งล้วนเป็นเรื่องเก่าๆ เพราะห้วงยามนั้น ดูเหมือนพี่บ่าวจะห่างหายไปนาน แต่ตลอดช่วงระหว่างโควิโทสายพันธุ์เดลต้ากัดแทะอารมณ์จนสลดหดหู่อยู่หลายเดือน การย้อนหลังไปรับฟังพี่บ่าวตูนตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เพิ่งจะมาเล่าเรื่องผีนี่แหละครับ คอยช่วยปลอบประโลมและผ่อนคลายความเปลี่ยวคว้างกลางทุ่งเชียงรากของผม จวบกระทั่งราวกลางปี พ.ศ. 2565 เดอะโกสต์ไอดอลแห่งปากพนังหวนกลับมาปรากฏเสียงอีกครั้งในรายการหนึ่ง และเปิดเผยว่าตนกำลังบวชเป็นพระสงฆ์ ก่อนที่ต่อมาหลังจากลาสิกขา พี่บ่าวตูนก็มาอวดสำเนียงใต้ในรายการ The Ghost Radio ให้แฟนๆ สร่างซาความคิดถึงอย่างแรง หรือถ้าพูดแบบคนเมืองคอนคงได้ว่า “โอ๊ย คิดถึงจังหู”

เหตุที่ผมฟังพี่บ่าวตูนแล้วพลันผุดพรายนามของจำลอง ฝั่งชลจิตรขึ้นมานั้น ก็เพราะเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ผมกอดหมอนนอนไม่ค่อยหนาวเงี่ยหูฟังเสียงเล่าของเดอะโกสต์ไอดอลแห่งปากพนังในเรื่อง ปานดวงใจ ชาติไหนก็แก้แค้น คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นวันครบรอบวันเกิดของพี่บ่าวด้วย และเขายังมานั่งเล่าในห้องจัดรายการร่วมกับพี่แจ๊คซึ่งถือเป็นครั้งแรกสุดตั้งแต่เคยไปปรากฏตัวเล่าเรื่องในรายการสถานีผีดุมาก่อน

พี่บ่าวตูนเอ่ยว่าพี่แจ๊คเคยถามตนทำนองมีเรื่องอะไรในตอนบวชเป็นพระมาเล่าบ้าง การเล่าเรื่องคราวนี้จึงเหมือนการมาใช้หนี้ และเท้าความไปเมื่อ 8 ปีก่อนที่ตนโทรศัพท์มาเล่าเรื่องผีกับทางรายการเป็นครั้งแรกสุดคือเรื่อง ผงอาถรรพ์ ซึ่งตอนนั้นนั่งเล่าในรถทัวร์ (ใช่แล้วสิ ! เท่าที่เคยฟังเรื่องเล่าช่วงแรกๆ ของพี่บ่าว มักจะเป็นประสบการณ์เจอผีขณะขับรถทัวร์เดินทาง)

สำหรับเรื่อง ‘ปานดวงใจ ชาติไหนก็แก้แค้น’ เดอะโกสต์ไอดอลแห่งปากพนังเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าถึงตอนเขาไปบวชพระ ณ วัดแห่งหนึ่งในชนบท โดยพี่บ่าวบวชช่วงต้นปีและเป็นพระใหม่ที่จะต้องไปอยู่ร่วมกุฏิกับพระเก่า เป็นกุฏิปูน 2 ชั้น พระใหม่อยู่ชั้นบน ส่วนชั้นล่างมีพระชราพำนักอยู่ 2 รูปคือ พ่อหลวง น. กับพ่อหลวง ช. (ในภาคใต้จะเรียกหลวงพ่อว่า ‘พ่อหลวง’) ซึ่งพ่อหลวง ช. นี่แหละคือบุคคลผู้เป็นเจ้าของเรื่องเล่าตัวจริง ครับ พี่บ่าวขอใช้เป็นชื่อย่อ ให้เหตุผลว่าปัจจุบันท่านยังคงเป็นพระและคงจะไม่ลาสิกขา น่าจะบวชไปตลอดชีวิต แม้อายุล่วง 75-76 ปีแล้ว แต่ถ้าเราฟังไปเรื่อยๆ จะสะดุดหูที่พี่บ่าวเผลอหลุดมาว่าพ่อหลวงเชียร หรือบางตอนก็เรียกตาหลวงเชียร (‘ตาหลวง’ คือ หลวงตา)

คืนที่สองของการบวช พี่บ่าวตูนได้ยินเสียงร้องสะอึกสะอื้นแว่วดังขึ้นมา ทีแรกเข้าใจว่าเป็นเสียงภูติผี เลยกัดฟันข่มความกลัวหลับตานอนต่อ นอนฟังหลายวันเข้าก็คิดว่าคงจะเป็นเสียงคนเสียมากกว่า คืนหนึ่งจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าเดินลงมาดูบริเวณชั้นล่างของกุฏิ พบว่าเสียงร้องนั้นเล็ดลอดออกมาทางมุ้งลวดหน้าต่างห้องของพ่อหลวง ช. ครั้นพี่บ่าวแอบมองทางช่องรอยผุของประตูไม้อัด เห็นภาพร่างพ่อหลวง ช. กำลังนอนในห้องที่เปิดไฟสว่าง และมีเท้าสองข้างสีซีดๆ ของใครคนหนึ่งยืนเหยียบอยู่บนหน้าอกของพ่อหลวงด้วย พี่บ่าวผงะตกใจรีบวิ่งขึ้นไปบนกุฏิชั้นสอง ทบทวนว่าต้องเห็นผีแล้วแน่ๆ แต่ก็เก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่เคยได้สอบถามพ่อหลวง ช.

เวลาล่วงผ่านไปจวบจนช่วงเข้าพรรษา มีพระบวชใหม่เข้ามาอีกหลายรูป (ในเรื่องเล่า พี่บ่าวใช้คำลักษณนามว่าหลายองค์ ซึ่งอาจเป็นความเคยชินของคนใต้) แต่ละวันบรรดาพระบวชใหม่จะชอบมานั่งสนทนากันหน้ากุฏิใต้ร่มเงาต้นฉำฉา และเนื่องจากเป็นวัดสายธรรมยุติกนิกาย พอเย็นย่ำพระมิสามารถฉันนมไวตามิลค์ได้ จึงฉันแค่กาแฟแล้วพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ขณะที่พ่อหลวง ช. มีลักษณะการดื่มกาแฟชวนให้แปลกใจ คือไม่ใส่น้ำตาลหรือเกลือ แต่เหยาะผงชูรสลงไปแทน (ตรงนี้ พี่แจ๊คเตือนว่าอย่าทำตามนะ น้องๆ หนูๆ)

เย็นวันหนึ่งมีพระนั่งสนทนาสภากาแฟกันรวม 4 รูป ยิ่งมืดค่ำพระ 2 รูปก็แยกย้ายกลับไปกุฏิ เหลือเพียงพี่บ่าวตูนกับพ่อหลวง ช. หลังจากพี่บ่าวเล่าเรื่องของตนจนหมด พ่อหลวง ช. จึงถามว่าอยากฟังเรื่องราวความหลังของท่านหรือเปล่า เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง แน่นอน พี่บ่าวตูนมีหรือจะปฏิเสธ เรื่องเล่าของพ่อหลวง ช. เป็นเหตุการณ์ย้อนไปเมื่อ 50 ปีก่อนคือในช่วงทศวรรษ 2510

พ่อหลวง ช. ถือกำเนิดในครอบครัวที่ยากจน พ่อตายตั้งแต่เด็ก ต้องอยู่กับแม่แค่สองคน พออายุ 9 ขวบก็ออกจากโรงเรียนและไปลงเรือประมงอวนลาก ยึดงานนี้หาเลี้ยงชีพเรื่อยมาจนเติบหนุ่ม ไต้ก๋งหรือเรียกแบบคนใต้ว่า ‘นายหัวเรือ’ รักใคร่เอ็นดูพ่อหลวง ช. ประหนึ่งน้องชาย

ครั้งหนึ่งที่ พ่อหลวง ช. ออกเรือไปหาปลากับนายหัวเรือ ได้ไปพบเข้ากับเรือญวนอพยพกลางท้องทะเล ซึ่งเป็นเรือบรรทุกชาวญวนหรือชาวเวียดนามผู้หลบหนีภัยสงครามกลางเมืองออกมาจากประเทศของตน (แม้พี่บ่าวตูนจะไม่ได้บอกว่าเป็นทะเลแห่งใด แต่ย่อมมิแคล้วท้องทะเลฝั่งอ่าวไทย) เมื่อเรือประมงแล่นผ่านเรือญวนอพยพ ไต้ก๋งและลูกเรือแลเห็นบนเรือลำนั้นมีชาวญวนจำนวนราว 10 คน และที่สำคัญอันกระตุกดวงตาลุกวาวคือมีหีบสมบัติที่ชาวญวนนำติดตัวมาด้วย สมาชิกเรืออวนลากพลันบังเกิดความละโมบ มองว่าไหนๆ ชาวญวนก็ไม่ใช่คนไทย เป็นเพียงผู้ลี้ภัยสิ้นไร้ไม้ตอก จึงประชุมปรึกษากันและตัดสินใจปล้นเรือญวนชิงทรัพย์สินมา ก่อนสังหารปลิดชีพชาวญวนบนเรือทั้งหมด มิหนำซ้ำยังเผาเรือลำนั้นจนมอดไหม้

ได้ทรัพย์สินของชาวญวนมาแล้ว กลับไม่กล้าจะนำเข้ามาฝั่งไทยเพราะเกรงกลัวความผิด ไต้ก๋งจึงล่องเรืออวนลากไปที่เกาะแห่งหนึ่งในเขตอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเกาะที่โจรสลัดทั้งหลายจะนำสมบัติที่ปล้นมาแลกเปลี่ยนหรือจับจ่ายใช้สอยกัน เรียกว่าเป็นเกาะสวรรค์ของพวกโจรสลัด พร้อมสรรพทั้งสุรา นารี และสารพัดอบายมุขไว้บำรุงบำเรอ

ภายหลังการปล้นเรือญวนครั้งแรก นายหัวเรือและลูกเรือเล็งเห็นว่านี่เป็นวิธีหาเงินอย่างง่ายดายเหลือเกิน ยิ่งใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ความหอมหวานของกิเลสยิ่งเข้าครอบงำ พอไปออกเรือประมงอวนลากแล้วพบเจอเรือญวนอพยพเข้าก็ปล้นฆ่าชิงทรัพย์สินอีก แต่การปล้นครั้งที่สองนี้ ชาวญวนในเรืออพยพแสดงความขัดขืน นายหัวเรือจึงเชือดไก่ให้ลิงดูด้วยการลากร่างชาวญวนผู้กระด้างกระเดื่องมาบนเรืออวนแล้วใช้เชือกมัดโยงไปกับเสากระโดงเรือ ชาวญวนที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ผู้หญิง และคนชราเกิดความหวาดกลัวลนลาน บางคนพยายามกระโดดหนีลงทะเล แต่ไปไม่รอด พอผุดขึ้นมาจากน้ำ เป็นอันถูกพวกหนุ่มเรืออวนที่ประพฤติตนเยี่ยงโจรโหดเหี้ยมฆ่าตายจนหมดสิ้น ก่อนจะจุดไฟเผาเรือญวน พ่อหลวง ช. ที่ยังมีสำนึกความเป็นคนพยายามท้วงติงนายหัวเรือว่าปล้นชิงทรัพย์สินอย่างเดียวมิได้หรือ ไม่ต้องฆ่าพวกชาวญวน แต่นายหัวเรือกล่าวว่าไม่ได้ ถ้าคิดจะเป็นโจรแล้วยังมีความเมตตาปรานีในหัวใจ อย่าเป็นโจรเลย การเป็นโจรจะต้องทำอะไรไม่ให้หลงเหลือพยานและหลักฐานไว้มาเป็นภัยแก่ตน

ในการปล้นครั้งที่สอง นายหัวเรือและลูกเรือไม่เพียงฆ่าชิงทรัพย์ แต่ยังลากเอาผู้หญิงชาวญวนบนเรือมาข่มขืนกระทำชำเรา อีกทั้งยังนำตัวพวกเธอลงเรืออวนลากเพื่อไปเป็นนางบำเรอ และเมื่อสุขสมอารมณ์หมายจนเบื่อหน่าย ก็จะฆ่าพวกเธอหรือไม่ก็โยนทิ้งลงทะเล

นายหัวเรือแนะนำพ่อหลวง ช. ว่าการปล้นเรือญวนอพยพถือเป็นงานที่หาเงินได้คล่อง พ่อหลวง ช. ควรไปออกเรืออวนลากมาอีกลำ แล้วตั้งตนเป็นหัวหน้าโจรเสียเอง โดยประกอบอาชีพชาวประมงเพื่อบังหน้า และปล้นฆ่าเป็นภารกิจหลัก

มนุษย์เรือเวียดนาม (Vietnamese Boat People) หรือ เรือญวนอพยพ

พ่อหลวง ช. เป็นนายหัวเรือคุมลูกเรือปล้นเรือญวนอพยพต่อเนื่องนานหลายปี สังหารผลาญชีวิตคนจำนวนหลายร้อย ได้ทรัพย์สินมาก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เงินหมดไปกับอบายมุข กระทั่งว่าบางทีลากอวนจับปลาก็ยังลากติดศพของชาวญวนที่พวกตนปล้นฆ่าบ่อยๆ พ่อหลวง ช. จึงปรึกษากับไต้ก๋งเรือลำที่ตนเคยอยู่ด้วย ได้รับคำแนะนำให้ทำ ‘ศพเงียบ’ คือพอฆ่าชาวญวนเสร็จ ให้คว้านท้องของร่างไร้วิญญาณ ล้วงควักตับไตไส้พุงออกมาโยนทิ้ง และโยนศพลงทะเล เมื่อศพไม่มีอวัยวะภายใน ร่างก็ไม่พอง จมหายลงสู่ก้นทะเล ไม่ลอยขึ้นมาอีก

แต่แล้วในการปล้นเรือญวนอพยพครั้งหนึ่งทำให้พ่อหลวง ช. เริ่มตระหนักถึงบาปกรรม เรือญวนลำนั้นมีผู้อพยพมาด้วยกันจำนวน 16 คน หลังการปล้นฆ่าสมาชิกบนเรือญวนจนเกือบหมด พ่อหลวง ช. พบเข้ากับเด็กสาวชาวญวนคนหนึ่งหน้าตาดี ผิวพรรณผ่องผุด เธอลี้ภัยมากับพ่อแม่ของเธอซึ่งเพิ่งถูกปลิดชีพไป พ่อหลวง ช. นึกหลงรักในความงาม จึงไม่ฆ่าเธอและนำตัวไปกับเรืออวนลากเพื่อให้เป็นนางบำเรอปรนเปรอกามารมณ์หื่นกระหาย เหตุที่พ่อหลวง ช. หลงใหลเด็กสาวชาวญวนคนนี้ เพราะพอถอดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกจะพบผิวพรรณขาวเนียนมาก โดยเฉพาะหน้าอกหรือเต้านมมีสัณฐานสัดส่วนที่สวยตราตรึงใจ แต่ปรากฏจุดตำหนิเพียงจุดเดียวคือปานแดงรูปหัวใจตรงบริเวณติ่งหลังหูข้างขวา 

เด็กสาวชาวญวนคงรู้สึกเคียดแค้นเสียแน่นอก สบโอกาสเธอจึงเอายาเบื่อหนูหยอดลงไปในข้าวเพื่อให้สมาชิกบนเรืออวนลากกิน หากลูกน้องพ่อหลวง ช. มาพบเจอเสียก่อน พ่อหลวง ช. และลูกเรือประชุมปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับเด็กสาวชาวญวน ลูกเรือเสนอว่าถ้าไม่ฆ่าให้ตายก็โยนทิ้งลงทะเล พ่อหลวง ช. ร้องขอว่าอย่าฆ่าเธอเลย เพราะเขามีใจรักต่อเด็กสาว แต่จะให้อยู่บนเรืออีกต่อไปคงไม่ได้  ฉะนั้น ขอให้ปล่อยเธอลงทะเลไป จะรอดหรือตายขึ้นอยู่กับชะตากรรม

เด็กสาวชาวญวนทราบดีถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเธอหลังการวางยาพิษผิดพลาด แต่แววตาเธอแข็งกร้าวไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นเกรงต่อเรื่องเลวร้ายใดใด และไม่วิงวอนร้องขอชีวิต เธอจ้องหน้าพ่อหลวง ช. อย่างอาฆาตมาดร้าย กัดปากจนเลือดออกพร้อมพึมพำสาปแช่งเป็นภาษาถิ่นของเธอ พยักหน้าคล้ายเรียกให้พ่อหลวง ช. เข้ามาใกล้ๆ ทีแรกนายหัวเรือนึกว่าเธอจะอ้อนวอนขอชีวิต แต่เปล่าเลย เธอถ่มพ่นน้ำเลือดจากการกัดปากใส่หน้าพ่อหลวง ช. ก่อนจะกระโดดทิ้งร่างลงทะเลด้วยยินดี โดยไม่มีใครบนเรืออวนลากเป็นคนผลัก

หลังเหตุการณ์นี้ พ่อหลวง ช. หมายใจแน่วที่จะเลิกประพฤติตนเป็นโจรสลัด นำเงินคงเหลือจากการปล้นฆ่าเนิ่นนานหลายปีมาซื้อที่ดินใกล้ป่าชายเลนตรงปากทะเลของปากพนังแล้วปลูกบ้าน ยึดอาชีพเป็นชาวประมง พอจับปลามาได้ก็นำไปขายที่ตลาด จนพบเจอกับแม่ค้าชื่อ พี่ น. เกี้ยวพาราสีตามประสาหนุ่มสาว ท้ายที่สุดตกล่องปล่องชิ้นกัน พี่ น. ย้ายมาอยู่บ้านตรงปากคลอง เป็นแม่บ้านอย่างเดียว ให้ พ่อหลวง ช. หาเลี้ยง

แม้จะเลิกเป็นโจร หากพ่อหลวง ช. ยังคงนึกเห็นภาพหลอนถึงเหตุการณ์ที่เขาเคยปล้นเรือญวนอพยพ จึงต้องอาศัยการดื่มเหล้าเข้าช่วยเป็นประจำ แต่มิวายมองเห็นเด็กสาวชาวญวนเดินมาหาตนและพูดคุยอะไรสักอย่าง อยู่มาวันหนึ่งขณะพ่อหลวง ช. กำลังมึนเมาด้วยฤทธิ์สุรา เขาเห็นเด็กผู้หญิงชาวญวนเดินขึ้นมาจากน้ำแล้วเข้าไปในบ้าน ต่อมาก็เห็น พี่ น. เดินตามเด็กหญิงคนนั้นออกมา แล้วเดินลงน้ำหายไป วันรุ่งขึ้นเมื่อพ่อหลวง ช. สร่างเมาตื่นมาด้วยความหิวก็ร้องเรียกหาเมีย และพบว่าเมียของตนหายตัวไป พอนึกขึ้นได้ว่าภาพสุดท้ายคือพี่ น. เดินลงน้ำ เขากระโจนลงน้ำแหวกว่ายตามหาร่างเมีย ทว่าหาไม่พบ บ่ายคล้อยจึงไปแจ้งต่อผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านเกณฑ์ผู้ชายสิบกว่าคนให้มาช่วยกันตามหา เพียงประมาณครึ่งชั่วโมงก็พบศพของพี่ น. จมน้ำอยู่ใต้ถุนบ้านนั่นเอง ทั้งๆ ที่คลองปากพนังมีสายน้ำไหลเชี่ยวกราก

จัดการพิธีศพเสร็จสิ้น ดูเหมือนทางพ่อตาแม่ยายจะปักใจเชื่อว่าพ่อหลวง ช. เมาแล้วทุบตีเมียจนเธอตกน้ำตาย หมายมั่นจะเล่นงานเขา พ่อหลวง ช. มิอาจอยู่ในพื้นที่ปากพนังได้อีกต่อไป ทั้งๆ ที่มีแม่ผู้แก่ชราให้ต้องดูแล แต่ขอหลบหนีเอาชีวิตรอดไปอยู่ที่อื่นก่อน

พ่อหลวง ช. ย้ายไปอยู่อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ที่นั่นไม่มีท้องทะเลคอยหลอกหลอน มีแต่การขึ้นเขาไปยึดอาชีพทำสวน กาลเวลาปลิดปลิวเกือบ 2 ปี หนุ่มปากพนังเริ่มไปมาหาสู่กับแฟนสาวที่เป็นชาวสวนละแวกเดียวกัน ในที่สุดก็ตัดสินใจแต่งงานกัน ชีวิตเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น พ่อหลวง ช. ประกอบสัมมาอาชีวะ แทบจะยึดถือศีล 5 มาประดับไว้กลางใจ นั่นเพราะกลัวบาปกรรมในอดีตของตนจะมาตามสนอง ต่อมาภรรยาของพ่อหลวง ช. ได้ตั้งครรภ์ และต่อมาก็คลอดบุตรสาวที่อนามัย สร้างความปลื้มใจให้กับพ่อหลวง ช. แต่เขาต้องตกใจเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกสาวของตนมีปานแดงเล็กๆ ตรงติ่งหลังหูข้างขวา อดีตโจรสลัดชาวปากพนังเชื่อทันทีว่าลูกสาวของตนคือเด็กหญิงชาวญวนคนนั้น และเชื่อว่ากรรมได้เดินทางมาถึงตนแล้ว เจ้ากรรมนายเวรจะต้องมาแก้แค้นอย่างสาสม แต่พ่อหลวง ช. ไม่ได้เกลียดชังลูกสาว กลับเลี้ยงดูเธออย่างดีด้วยความรักและทะนุถนอม ด้านลูกสาวก็เป็นเด็กดีมีอุปนิสัยน่ารัก ไม่เคยสร้างความทุกข์ใจให้กับพ่อแม่เลย จวบจนเติบโตกลายเป็นสาวสะพรั่งอายุ 17 ปี หน้าตาสะสวยเป็นที่เลื่องลือระดับอำเภอ มีทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาติดพัน

วันหนึ่ง พ่อหลวง ช. ใช้ลูกสาวไปซื้อบุหรี่จากร้านขายของชำในหมู่บ้านมาให้ตน ก่อนออกไปทำสวนกับเมีย แต่ลูกสาวหายตัวไปนับตั้งแต่ 11 โมงเช้าจนบ่ายสามโมงยังไม่กลับมาบ้าน พ่อหลวง ช. จึงไปตามหาที่ร้านของชำ เจ้าของร้านบอกว่ามาซื้อบุหรี่จริงแต่กลับไปตั้งนานแล้ว พอออกตามหาทั่วทั้งหมู่บ้านจนเย็นย่ำก็ยังไม่เจอ พ่อหลวง ช. เลยไปแจ้งต่อกำนันให้เกณฑ์คนมาช่วยตามหา ส่วนตนตระเวนไปสอบถามตามบ้านเพื่อนพ้องและญาติ ทีแรกนึกเข้าใจว่าลูกสาวจะหนีตามผู้ชายที่มาติดพันหรือเปล่า แต่เมื่อไปตามตัวยังบ้านผู้ชายเหล่านั้นก็ไม่เห็นแม้เงา กระทั่งดึกดื่นถึงห้าทุ่มทุกคนจึงยุติการตามหา แต่ในวันรุ่งขึ้นจะไปเกณฑ์คนมาช่วยตามหาเพิ่ม ซึ่งพออีกวันมีการตามหาลูกสาวของพ่อหลวง ช. ตั้งแต่เช้า ที่สุดไปพบเธอกลายเป็นศพอยู่ในป่าเต็งช่วงประมาณเที่ยงๆ สภาพศพเปลือยเปล่าล่อนจ้อน ทั้งๆ ที่ตอนออกจากบ้านไปซื้อของเธอสวมเสื้อคอกระเช้าและนุ่งผ้าถุง ร่างของลูกสาวพ่อหลวง ช. กำลังนั่งคุกเข่า มือสองข้างถูกมัดกับไม้ไผ่ในลักษณะกางแขนและผูกติดไว้กับต้นไม้ใหญ่ บริเวณหน้าผากมีรอยกรีดรูปกากบาท ฝังเหรียญสะกดวิญญาณไว้ บริเวณหน้าอกทั้งสองข้างยังถูกตัดออกไป สันนิษฐานว่าก่อนถูกฆ่าตาย เธอน่าจะถูกข่มขืนด้วย ทุกคนช่วยกันตามหาหน้าอกของเธอ แต่ไม่พบ

พ่อหลวง ช. รู้ซึ้งทันทีว่าเวรกรรมที่ตนเคยก่อไว้ได้ตามมาเอาคืนอย่างแสนสาหัส ฝ่ายผู้เป็นเมียและเป็นแม่ของเด็กสาวสติแตกจนแทบกลายเป็นคนวิกลจริต อดีตโจรสลัดชาวปากพนังปรึกษาหารือเรื่องการจัดการศพของลูกสาวกับเจ้าอาวาสวัดบริเวณใกล้หมู่บ้าน เจ้าอาวาสแนะนำว่านี่ไม่ใช่การตายโดยปกติ เป็นลักษณะที่เรียกว่า ‘ตายโหง’ ยังเผาศพไม่ได้ ให้ทำเป็นศพแห้งคือฝังไว้ก่อนเป็นเวลาสัก 3 ปี ค่อยขุดศพมาทำพิธีฌาปนกิจ แต่ทางวัดไม่สะดวกเรื่องสถานที่ให้ฝังศพ พ่อหลวง ช. จึงตั้งใจจะนำศพของลูกสาวมาฝังไว้ในสวนของตนเอง แต่ผู้เป็นเมียร้องขอให้ฝังไว้ข้างบ้านเลย จะได้อยู่ใกล้ชิดกัน 

นับจากนั้นมา มักมีชาวบ้านพบเห็นวิญญาณลูกสาวของพ่อหลวง ช. เดินมาแบบไม่มีหน้าอกเสมอๆ และบางทีพวกคนหากบก็เจอลูกสาวของพ่อหลวง ช. เดินเข้ามาถามว่า “ลุงๆ เห็นหน้าอกของหนูไหม” สิ่งนี้สร้างความหวาดกลัวให้คนในหมู่บ้านอย่างมาก จนต้องมาขอร้องต่อพ่อหลวง ช. ว่าอย่าฝังศพไว้นานถึงสามปีเลย เพราะชาวบ้านอยู่ไม่เป็นสุขแล้ว

ในที่สุด พ่อหลวง ช. ตัดสินใจขุดศพลูกสาวมาทำพิธีฌาปนกิจศพ หลังจากฝังไปเพียงแค่ 1 ปี 4 เดือน เหตุผลหลักๆ คือเมียของเขามักจะเอ่ยว่ามองเห็นลูกสาวมาหาซ้ำบ่อย บอกว่าลูกหิว ลูกอยากได้ยกทรง

หลังการฌาปนกิจ เมียของพ่อหลวง ช. ก็มีอาการป่วยทางจิต ญาติพี่น้องของเธอจึงมารับตัวไปรับการรักษา พ่อหลวง ช. เองรู้สึกว่าการยังอยู่ที่อำเภอกาบัง จะยิ่งทำให้เรื่องน่าเศร้าของลูกสาวคอยหลอกหลอนตน จึงตัดสินใจหวนกลับคืนสู่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และขาดการติดต่อกับเมียไปเลย พอมาอยู่ที่ปากพนัง แม่ของพ่อหลวง ช. ยังมาเสียชีวิตอีก หลังจัดการพิธีศพของแม่ พ่อหลวง ช. ตัดสินใจบวชเป็นพระ และดำรงเพศบรรพชิตเรื่อยมาจวบจนได้มาเจอกับพี่บ่าวตูน นี่แหละคือสาเหตุที่พ่อหลวง ช. ส่งเสียงร่ำไห้ทุกค่ำคืนด้วยความสำนึกผิดบาป

เดอะโกสต์ไอดอลแห่งปากพนังเล่ามาถึงตรงนี้ พี่แจ๊คชายผู้ชอบอุ้มแมวเพื่อโฆษณาอาหารแมวจึงเสริมว่าอาจจะร้องไห้เพราะโดนผีเหยียบ ส่วนพี่บ่าวตูนนึกขึ้นได้อีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือตอนที่ลูกสาวของพ่อหลวง ช. เริ่มหัดพูด ได้เรียกเมียของพ่อหลวง ช. ว่าแม่ แต่กลับเรียกพ่อหลวง ช. ว่าพี่ และพอพูดได้ก็พูดว่า “พี่จำหนูได้ไหม” อีกทั้งเมื่อเด็กสาวค่อยๆ เติบโตขึ้น ปานแดงเล็กๆ ตรงติ่งหลังหูข้างขวาของเธอก็เริ่มเป็นรูปหัวใจชัดเจน

คืนนั้น พี่บ่าวตูนเปิดเผยอีกว่าชื่อจริงๆ ของเขาคือเรวัต (ผมฉับพลันนึกถึงคุณอาเรวัชหรือพลตำรวจโทเรวัช กลิ่นเกสร ผู้เป็นขวัญใจชาวเน็ตช่วงหลังๆ มานี้ขึ้นทันทีทันใด) มิหนำซ้ำ ยังหยอดน้ำคำว่าพี่แจ๊คเป็นคนทำคลอดให้เขาเป็นเดอะโกสต์ไอดอลแห่งปากพนัง อีกทั้งศรีภรรยาบอกให้เขามาซื้อส้มตำ แต่พี่บ่าวขับรถหลงทางมาถึงสถานที่จัดรายการย่านอาร์ซีเอ

‘ปานดวงใจ ชาติไหนก็แก้แค้น’ นับเป็นเรื่องเล่าหนึ่งของพี่บ่าวตูนที่สร้างความสะเทือนใจให้กับแฟนๆ ผู้รับฟังรายการ The Ghost Radio อย่างยิ่งยวด ดูเหมือนส่วนใหญ่จะเชื่อมั่นว่าเป็นเรื่องจริงมากกว่าเรื่องแต่ง ผมเองมองว่าเรื่องเล่านี้มีความสอดคล้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงในเมืองไทย แม้จะสะดุดหูบ้างกับเรื่องเวลาและปี พ.ศ. ที่พี่บ่าวตูนเอ่ยไว้ ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อน แต่ถือว่ายังอยู่ในบริบทเดียวกันคือช่วงทศวรรษ 2510

อย่างที่ ‘แหลง’ (ภาษาใต้หมายถึง พูด, บอก, กล่าว) ไปแล้วว่า เรื่องเล่านี้ของพี่บ่าวตูนสะกิดใจให้ผมนึกเชื่อมโยงถึงผลงานของนักเขียนชาวนครศรีธรรมราชนาม ‘จำลอง ฝั่งชลจิตร’ ผู้มีฝีมือโดดเด่นด้านเรื่องสั้นจนได้รับฉายา ‘ลอง เรื่องสั้น’ ซึ่งเคยหยิบยกประเด็นของเหตุการณ์อาชญากรรมที่คนไทยก่อขึ้นกับชาวเวียดนามผู้อพยพทางเรือช่วงทศวรรษ 2510 มาเขียนเป็นเรื่องสั้นถึง 3 เรื่อง ได้แก่ เรือญวน, บนเส้นทางไปสู่เสรีภาพของทัม ธิ บินห์ และ เรือญวนระลอกสอง ตีพิมพ์เผยแพร่ช่วงต้นทศวรรษ 2520

‘เรือญวน’ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร ชาวกรุง ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2522 ถ่ายทอดเรื่องราวของตาเฒ่าไหลที่ได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์และวิทยุว่ามีชาวเวียดนามหรือชาวญวนอพยพทางเรือเข้ามาในเขตน่านน้ำอ่าวไทย ดังบทสนทนาตอนหนึ่งของตาเฒ่ากับหลานชายที่ว่า

รู้สิ ข้าหากินแถบนี้มาเท่าชีวิตเอ็ง จะเล่าให้ฟัง- เวียดนามเหนือ ก็ญวนนี่แหละ มันรบกับญวนใต้ ญวนเหนือมันเป็นคอมมิวนิสต์ รบกัน…ฝ่ายคอมมิวนิสต์ชนะ พวกทางใต้ที่เคยสุขสบายมันก็หนีสิ มันกลัวว่าจะถูกลากไปทำนาทำไร่ ไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเหมือนกับที่หลวงท่านว่า” แกหยุดนิดหนึ่ง “พอๆ ข้าอิ่มแล้ว…” แกยกมือปรามหลานชายที่กำลังจะคดข้าวเพิ่มให้แก ก่อนจะดื่มน้ำหลายอึกแล้วจึงพูดต่อ “ใครมันจะยอมไปทำนา คนเคยสุขเคยสบายอยู่บนกองเงินกองทอง

จริงหรือเปล่าพ่อเฒ่า ที่พวกคอมมิวนิสต์พาคนไปไถนา?” หลานชายถามซื่อๆ 

จริงๆ เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น!” แกหัวเราะก้อง

ต่อมาเฒ่าไหลได้ฟังจากบุตรสาวของตนว่ามีชาวประมงไทยไปเป็นโจรสลัดปล้นเรือญวน ทั้งยังจับผู้หญิงชาวญวนข่มขืน ฆ่า และโยนทิ้งลงทะเล

พ่ออย่าบอกใครนะคนแหลมยังไม่ค่อยมีใครรู้” ลูกสาวกระซิบเบาๆ “เครื่องเพชร แหวน กำไล ตังเกบางคนเอาสาวญวนขึ้นข่มขืนบนเรือ เชือดคอทิ้งน้ำกันสนุกๆ” ลูกสาวเล่าด้วยสายตาวาวโรจน์

ระยำที่สุด! เอาแค่ของก็พอแล้ว ปล่อยมันไป นึกว่าสงสาร มันเลวพอๆ กับตำรวจที่หัวไทร” แกนึกถึงตำรวจอำเภอหัวไทรที่ข่มขืนญวนจนเป็นข่าวฉาวโฉ่ถึงองค์การกาชาดสากลเมื่อไม่นานมานี้   

เดี๋ยวนี้พวกเรืออวนไม่เป็นอันหาปลากันแล้ว มันมองหาแต่เรือญวน สลัดกลางทะเลยิ่งกว่ายุง มันปล้น ฆ่า ข่มขืน จมเรือ มันว่าพวกนี้ไม่น่าให้ขึ้นที่บ้านเรา พวกคอมมิวนิสต์ทั้งนั้น มันด่าตำรวจ ข้าราชการบางคนที่ปัตตานี สงขลา ที่รับทองญวนแลกกับการขึ้นฝั่ง” ลูกสาวมองหน้าพ่อ

บทสนทนาข้างต้นชวนสะทกสะท้านใจครันๆ เพราะไม่เพียงแค่ชาวประมงเรืออวนลากเท่านั้นที่กระทำย่ำยีต่อหญิงชาวญวนอพยพ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยก็ยังร่วมประพฤติความชั่วร้าย

วันถัดมา ตาเฒ่าไหลได้พบศพหญิงชาวญวนลอยทะเลมาเกยชายฝั่ง มองดูร่างนั้นไม่พบทรัพย์สินอะไรติดตัว ชายชราจึงใช้มีดผ่าท้องของเธอแล้วพบว่ามีทองคำอยู่

ส่วนเรื่อง ‘บนเส้นทางไปสู่เสรีภาพของทัม ธิ บินห์‘ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เมื่อเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน บอกเล่าถึงหญิงสาวมีสถานะและการศึกษาที่ดีตอนยังอยู่ในนครไซ่ง่อน พอต้องลี้ภัยทางการเมืองมาโดยเรือญวนหลังไซ่ง่อนแตก เธอยังโชคดีที่ไม่ถูกปล้นฆ่าข่มขืนบนเรือกลางท้องทะเล และได้ขึ้นฝั่งเมืองไทยมาอยู่ในค่ายกักกันผู้อพยพ แต่เธอก็ต้องถูกเจ้าหน้าที่ของค่ายนั้นข่มขืน หนทางเดียวที่เธอจะมีอิสรภาพจากค่ายกักกัน คือเธอต้องยอมไปขายตัวเป็นโสเภณี

ขณะที่เรื่อง ‘เรือญวนระลอกสอง’ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน ชาวกรุง ฉบับประจำเดือนธันวาคม พ.ศ. 2522 เป็นเรื่องราวของชาวประมงหนุ่มมุสลิมสี่คนที่ตั้งใจจะไปปล้นเรือญวนอพยพกลางทะเล เพราะรับฟังจากชายชราว่าเคยมีชาวประมงอีกคนไปปล้นแล้วได้ทรัพย์สินมาจำนวนมาก แต่พวกเขากลับไปเจอกับเรือญวนลำที่มีกลุ่มชายชาวเวียดนามหลายคนถือปืนพร้อมจะต่อสู้ ชาวประมงหนุ่มมุสลิมจึงถูกทำร้ายร่างกายอย่างหนัก โชคดียังรอดชีวิตกลับเข้ามาชายฝั่ง

ทั้งการเล่าเรื่องภูติผีวิญญาณลี้ลับใน The Ghost Radio ของพี่บ่าวตูนและการเขียนเรื่องสั้นแบบสัจนิยมของจำลอง ฝั่งชลจิตร ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความจริงกรณีที่คนต่างด้าวโดยเฉพาะหญิงชาวเวียดนามหรือชาวญวนอพยพถูกล่วงละเมิดทางเพศและฆาตกรรม ซึ่งควรจะเป็นเรื่องราวแสนเศร้าในโฉมหน้าประวัติศาสตร์ แต่ด้วยความรับรู้ที่ว่าชาวญวนยึดโยงกับลัทธิคอมมิวนิสต์อันปรากฏในสังคมไทยช่วงทศวรรษ 2510 หรือช่วงที่บรรยากาศสงครามเย็น (Cold War) กำลังเข้มข้น พวกเธอจึงมิได้รับความเป็นธรรม มิหนำซ้ำ ผู้ก่อเหตุยังยกเอาภาพลักษณ์ความเป็นพวกคอมมิวนิสต์ของชาวญวนมาเป็นข้ออ้างหลุดพ้นความผิดได้เนืองๆ

การที่รัฐไทยสร้างภาพลักษณ์ของชาวญวนหรือชาวเวียดนามให้เป็นบุคคลอันตรายเพราะมีความเกี่ยวข้องกับลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นนับแต่ช่วงทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ดังในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการควบคุมชาวเวียดนามผู้อพยพเข้ามาในเมืองไทยอย่างเข้มงวด อีกทั้งยังมีความพยายามในการผลักดันชาวเวียดนามอพยพให้กลับประเทศของตน โดยเฉพาะการส่งตัวกลับไปยังเวียดนามเหนือ ล่วงมาถึงทศวรรษ 2510 มีการปลุกระดมโหมกระแสความเกลียดชังต่อชาวเวียดนามทบทวีมากยิ่งขึ้น ชาวเวียดนามอพยพในเมืองไทยจึงถูกคุกคามหลายรูปแบบ ทั้งถูกอุ้มหายและถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต อย่างไรก็ดี ภาพจำของชาวเวียดนามในสายตาและความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากก็คือผู้ร้ายน่าหวาดระแวง

สื่อสารมวลชนต่างๆ มีส่วนสำคัญในการขับเน้นภาพลักษณ์ความเป็นบุคคลอันตรายของชาวเวียดนามให้แพร่หลายไปสู่ประชาชนชาวไทยในวงกว้าง เพลงลูกทุ่งคือสื่อบันเทิงหนึ่งที่นำเสนอภาพเช่นนี้ ซึ่งชาวญวนไม่เพียงแต่เป็นพวกหนีภัยการเมืองจากประเทศตนเองมาพึ่งพาเมืองไทย แต่ยังเป็นพวกก่อกวนความสงบสุขและความมั่นคงทางการเมืองของไทยด้วย

‘ฉัตรทอง มงคลทอง’ หรือชื่อจริงว่าโสภณ ช่วยเจริญ นักร้องลูกทุ่งชาวอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าของเสียงแหบห้วนกระด้างดุดัน และชอบเขย่าลูกคอกระชากเสียงสูง รวมถึงเรียกแทนตนเองอย่างสุภาพกับแฟนเพลงว่า ‘น้องฉัตรทอง’ ซึ่งโด่งดังจนตั้งวงดนตรีเดินสายทั่วภาคใต้ในปี พ.ศ. 2518 ได้ประพันธ์บทเพลงหนึ่งขึ้นร้องเองคือเพลง ‘แฟนชื่อยุพิน’ ถ่ายทอดเรื่องราวของหนุ่มชาวภาคใต้ที่เดินทางขึ้นมาตามหาหญิงสาวคนรักในกรุงเทพมหานคร และตามไปไกลจนถึงจังหวัดเชียงใหม่ทางภาคเหนือ โดยมีท่อนหนึ่งพาดพิงพวกชาวญวนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทย

พี่เป็นคนใต้ตามแฟน หาทั่วแดนก็ยังไม่เจอ ตามหาถึงบางขุนศรี ตามหาคนดีน้องพี่เสมอ ที่ราชเทวีก็ยังไม่เจอ ไม่รู้ว่าเธอไปอยู่หนใด

พี่เป็นคนใต้ตามแฟน หาทั่วแดนไปถึงเมืองเชียงใหม่ พี่ไปตามที่กำแพงดิน  ไม่เจอยุพินน้องอยู่บ้านใคร พี่พูดปักษ์ใต้ เขาก็ฟังไม่ออก ชาวเชียงใหม่ร้องบอก ไม่รู้ว่าญวนหรือไทย

บทพูด 

ฉัตรทอง: พี่ครับ เห็นคนที่ชื่อยุพิน มาทำงานที่นี่มั่งหม้ายล่ะครับ

หญิงชาวเชียงใหม่: อู้อันหยังเจ้า ข้าเจ้าฟังบ่ฮู้เรื่อง   

ฉัตรทอง: ผมถามพี่ว่า คนที่ชื่อยุพินนั่นครับ มาทำงานที่นี่มั่งหม้ายล่ะครับ   

หญิงชาวเชียงใหม่: เอ๊ะ อู้อันหยัง ผี่ผี่ ฟังบ่ฮู้เรื่อง ตำรวจ ตำรวจ   

อยู่ไม่ได้ต้องลากันที ถ้าอยู่อย่างนี้คงจะมีเรื่องใหญ่ เขาหาว่าเราเป็นญวน เป็นพวกก่อกวน พวกญวนหนีภัย ถ้าติดคุกคงไม่ได้ตามแฟน โอ๊ย แฟนพี่อยู่ที่ไหน   

พี่เป็นคนใต้ตามแฟน ต้องวิ่งแจ้นออกจากเมืองเชียงใหม่ เขาหาว่าเราพูดญวน ผมไม่ได้พูดญวน ผมพูดปักษ์ใต้ สงสารเถิดครับ อย่าจับเลยนาย ผมเป็นคนใต้ที่มาตามแฟน”

ความโดดเด่นหนึ่งในเพลง ‘แฟนชื่อยุพิน’ ของฉัตรทองคือ ปกติแล้วสายตาของคนภาคใต้จะมองเห็นคนภูมิภาคอื่นๆ เป็นพวกญวน แต่เพลงนี้กลายเป็นว่ากลับกัน เพราะคนภาคใต้ได้ถูกคนภาคเหนือมองเป็นชาวญวน เนื่องจากได้ยินเสียงพูดเพี้ยนแปร่งหรือที่เรียกกันว่า ‘แหลงทองแดง’

ฉัตรทอง มงคลทองบนปกเทปคาสเซตต์ชุดตามแฟน ซึ่งมีเพลง แฟนชื่อยุพิน ในหน้า 2

ยังมีการสร้างภาพลักษณ์ให้ชาวเวียดนามเกี่ยวข้องกับเรื่องพฤติกรรมทางเพศ โดยเฉพาะการสร้างผู้หญิงเวียดนามให้เป็นวัตถุทางเพศเย้ายวนอารมณ์ผ่านสื่อและเสียงเล่าต่างๆ กล่าวคือมีการเผยแพร่เรื่องเล่าทำนองว่าผู้หญิงเวียดนามมีความต้องการทางเพศสูง มีเรือนร่างอวบอัดสมส่วนและผิวพรรณขาวเนียน จนทำให้ผู้ชายชาวไทยจำนวนไม่น้อยอยากลองมีประสบการณ์ทางเพศกับหญิงเวียดนามเพื่อความตื่นเต้น ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่เหตุอาชญากรรมทางเพศที่ชาวไทยก่อขึ้นกับชาวเวียดนาม โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับเรือญวนอพยพ

ภายหลังจากสาธารณรัฐเวียดนามหรือเวียดนามใต้ล่มสลายลงและกองกำลังของกองทัพปล่อยปลดประชาชนเวียดนามเหนือกับกองกำลังของเวียดกงบุกเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน (ปัจจุบันคือนครโฮจิมินห์) ไว้ได้เมื่อวันพุธที่ 30 เมษายน ค.ศ.1975 (ตรงกับ พ.ศ. 2518) เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ชาวเวียดนามใต้อพยพหลบหนีออกนอกประเทศมาทางเรือที่เรียกกันว่า ‘มนุษย์เรือเวียดนาม’ (Vietnamese Boat People) หรือคนไทยเรียกขานเคลือบริมฝีปากว่า ‘เรือญวน’

ชาวเวียดนามผู้รอนแรมมากับเรือญวนต้องเผชิญทั้งพายุ โรคภัยไข้เจ็บ และความอดอยากหิวโหย รวมถึงการถูกปล้นฆ่าโดยพวกเรือประมงอวนลากชาวไทยที่ประพฤติตนเป็นโจรสลัด ซึ่งไม่เพียงเป็นการปล้นเพื่อแย่งชิงทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังก่อเหตุข่มขืนผู้หญิงชาวเวียดนามและฆาตกรรมโยนศพทิ้งลงทะเลด้วย หากพวกเธอไม่ค่อยได้รับความเห็นอกเห็นใจ เพราะในสายตาคนไทยยุคนั้นมองอย่างผิวเผินว่าชาวเวียดนามทุกคนล้วนเป็นพวกคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ผู้อพยพจากเวียดนามใต้จำนวนมากรายอาจจะมิได้เลื่อมใสลัทธิการเมืองดังกล่าวเลย

ฉัตรทอง มงคลทอง เคยโอดครวญถึงชีวิตของหนุ่มเรือประมงอวนลากไว้น่าเห็นอกเห็นใจเหลือหลายผ่านบทเพลง ‘หนุ่มอวนลาก’ ดังเนื้อความ

พี่หนุ่มอวนลากลำบากใจจัง หลายวันกว่าเรือเข้าฝั่ง คิดถึงแฟนจังอยู่กลางทะเล จะมองทางไหน หัวใจมันแสนว้าเหว่ เห็นเพียงแต่คลื่นทะเล มันแสนว้าเหว่เข้าในหัวใจ

พี่หนุ่มอวนลากลำบากเหลือทน ชาวเรือมันแสนหมองหม่น ไม่มีคนจะเฝ้าห่วงใย อยู่กลางทะเล ว้าเหว่ไม่เห็นหน้าใคร หากเรือเข้าฝั่งวันไหน เอาปลามาขายพอได้แก้จน   

มีบ้างไหมสาวใดจะรักคนเรือ โปรดจงช่วยเหลือ ให้ชาวเรือพบรักสักหน สงสารเมตตา ปราณีชาวเรือจนจน ให้พบรักจริงสักหน ชาวเรือจนจนจะได้มีแฟน   

พี่หนุ่มอวนลากลำบากใจจริง ผิดหวังกับเรื่องผู้หญิง ช้ำจริงไม่มีเงินแสน หากมีเงินทอง สาวใดใคร่อยากเป็นแฟน กราบเท้าหลวงพ่อขุนแผน ชาวเรือต่างแดนหาแฟนให้คน”

ทว่าในความเป็นจริง หนุ่มเรือประมงอวนลากจำนวนไม่น้อยได้ก่อเหตุอาชญากรรมอย่างโหดร้ายทารุณต่อชาวญวนกลางท้องทะเลอ่าวไทย เพียงเพราะมองชาวเวียดนามด้วยความเป็นอื่น จนเผลอหลงลืมว่าพวกเขาพวกเธอก็ล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกันกับพวกเรา นี่จึงเป็นโศกนาฏกรรมที่มนุษย์กระทำอย่างบัดซบต่อมนุษย์ด้วยกันได้ลงคอ

การปลูกสร้างจิตสำนึกให้คนไทยมองเห็นชาวญวนหรือชาวเวียดนามเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เป็นเสมือนศัตรูของประเทศ และการกดขี่ข่มเหงคนต่างด้าวกลุ่มนี้หาใช่เรื่องร้ายแรงนั้น ได้สั่งสมถึงขีดสุดจวบจนมาปะทุขึ้นในเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงกลุ่มคนที่บ้าคลั่งกระทำต่อคนไทยด้วยกันเมื่อวันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มีการฆาตกรรมและล่วงละเมิดทางเพศต่อนิสิตนักศึกษารวมถึงประชาชนที่มาชุมนุมกันในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังนำศพมาราดน้ำมันจุดไฟเผานั่งยางบริเวณสนามหลวง ผู้ก่อเหตุอ้างว่าผู้ถูกกระทำเช่นนั้นไม่ใช่คนไทย แต่เป็นชาวญวนและเป็นพวกคอมมิวนิสต์ กลุ่มคนจำนวนไม่น้อยยืนล้อมวงมุงดูการก่ออาชญากรรมอย่างแสยะรอยยิ้ม

บางที สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวงในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม อาจมีเค้ารอยมาจากการปล้นฆ่าเรือญวนอพยพกลางอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นบรรยากาศสงครามเย็นที่แพร่ไปถึงในท้องทะเล ทั้งยังเป็นประเด็นเย้ายวนให้น่าลองศึกษาเรื่อง ‘The Gulf of Thailand during the Cold War’

เหตุการณ์เช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

พอว่ากันเกี่ยวกับอำเภอปากพนังแล้ว อดมิได้ที่จะคิดถึงลูกคอของยิ่งยง ยอดบัวงาม นักร้องลูกทุ่งชาวกันทรารมย์ แห่งเมืองขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ นั่นเพราะเพลง ‘รักสาวปากพนัง’ ในอัลบั้มยิ่งยงแหลงใต้ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2540 ของเขายังก้องกังวานในก้านสมองของผมมิเสื่อมคลาย

“ส่งจดหมายไปถึงแฟน ที่รักสาวปากพนัง อยู่กรุงเทพคิดถึงจัง นั่งเศร้าเช้าและสาย นานแค่ไหนไม่ลืมได้ น้องลืมแล้วหม้าย พี่ชายคิดถึงทุกวัน อยากหลบไปหา เจ้านายไม่ให้ลางาน พี่อยู่ไกลบ้าน นงคราญอย่าลืมกัน   

รับจดหมายแล้วแขบตอบ พี่รอ จม.น้อง เขียนดีๆ นะหน้าซอง เดี๋ยวหายถ้าหลายวัน ส่งรูปถ่ายให้พี่กัน จะหอมทุกวัน จะกอดนอนฝันทุกคืน หัวใจพี่เหอ หากเธอเป็นอื่น พี่คงกล้ำกลืน ตรมสะอื้นอาวรณ์       

เดือนสิบนั่งนับกลับปากพนัง ไปหาร้อยชั่ง คนสวยเมืองคอน ทำหนมบ้าไว้พี่ได้ไปกิน แล้วพายุพินไหว้พระขอพร พระธาตุจงดล ใจงามงอน คนรวยมาวอน บังอรอย่าสนใจฟัง อย่าลืมคนดี คำพี่ร้องสั่ง สองปีความหวัง กลับปากพนังแต่งงาน”

ปากพนังเป็นดินแดนเปี่ยมมนตร์ขลังมาตั้งแต่อดีต อบอวลด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ รวมถึงมีอีกหลากหลายเรื่องราวให้ลองไปค้นหาและดื่มด่ำ แน่ละ ยากจะปฏิเสธว่าบุคคลหนึ่งที่ชักนำให้คนยุคปัจจุบันนี้หันมาสนใจปากพนังคงมิแคล้วพี่บ่าวตูน ซึ่งเขาอาศัยเสียงเล่าเรื่องภูติผีมาสื่อสารกับมิตรรักนักฟัง เฉกเช่นเดียวกับที่ยิ่งยงเคยอาศัยลูกคออันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนถ่ายทอดถึงปากพนังผ่านบทเพลงรักแบบชาวลูกทุ่ง

แม้ยิ่งยงจะไม่ใช่นักร้องชาวภาคใต้แท้ๆ แต่ชายชาวศรีสะเกษผู้ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องลูกทุ่งเพราะหลงใหลลูกคอของพี่เป้า – สายัณห์ สัญญา จนยอมลาสิกขาจากการเป็นเณรมาตามหาความฝัน กลับสามารถแจ้งเกิดได้ครั้งแรกสุดด้วยการเดินสายวงดนตรีในภาคใต้ กล่าวคือเมื่อสากล อนันตวิชัย นักจัดรายการลือนามแห่งสถานีวิทยุ จส. 2 ที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับฟังเพลง ‘ไอ้หนุ่มเลี้ยงควาย’ ที่ภมร อโนทัย แต่งให้ยิ่งยงขับร้องบันทึกเสียงเมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2528 ก็บังเกิดความชอบใจและตกลงจะเป็นนายทุนตั้งวงดนตรีให้ ซึ่งวงดนตรีของยิ่งยงเดินสายจัดแสดงทั่วภาคใต้จนสร้างชื่อเสียงมิใช่น้อย ก่อนที่จะมาโด่งดังเปรี้ยงปร้างด้วยบทเพลง ‘สมศรีขายตัว’ ผลงานการประพันธ์ของวุฒิ วรกานต์ ซึ่งบันทึกเสียงเผยแพร่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2535 พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘สมศรี 1992’

ความที่เคยเดินสายวงดนตรีในหลายจังหวัดภาคใต้  จึงไม่แปลกถ้านักร้องชาวอีสานใต้เยี่ยงยิ่งยงจะขับขานบทเพลงแหลงใต้ได้ถึงอรรถรสอารมณ์

ยิ่งยง ยอดบัวงาม บนปกอัลบั้มเพลงชุด ยิ่งยงแหลงใต้

ขบวนตัวอักษรหลายบรรทัดดังผมสาธยายมามีจุดเริ่มต้นจากการที่สองหูของผมสะดุดเข้ากับน้ำเสียงเล่าเรื่องผีว่าด้วยการปล้นเรือญวนอพยพโดยพี่บ่าวตูน เดอะโกสต์ไอดอลแห่งปากพนังผ่านทาง The Ghost Radio แหละนั่นจึงเป็นเหตุให้ทั้งจำลอง ฝั่งชลจิตร, ฉัตรทอง มงคลทอง, เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 และเพลงแหลงใต้ของยิ่งยง ยอดบัวงาม พากันทยอยมาโลดแล่นพรั่งพรูในห้วงคำนึงเสียอย่างคึกคักครามครัน ผมเลยขอทำตนเป็น ‘น้องบ่าวแครสเปอร์’ เดอะเฟรนด์ลี่โกสต์แห่งลุ่มแม่น้ำตาปีบอกเล่าเรื่องราวต่อคุณผู้อ่านทั้งหลายผ่านทาง The101.World บ้าง

ก่อนจะอำลากันไป ขอกระซิบกระซาบเสียงดังๆ ว่านักเล่าเรื่องผีด้วยสำเนียงใต้ในรายการของพี่แจ๊คอีกคนหนึ่งซึ่งผมมักติดตามรอคอยรับฟังโดยระทึกหทัย นั่นคือ ‘คุณเก่ง สายดาร์ค’ และยังมีความหวังว่าจะสบโอกาสได้เดินทางไปยังหน้าวัดโคกสมานคุณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อลิ้มชิมรสชาติไก่ทอดฝีมือของเขาให้สมองแจ่มใส จนเปี่ยมล้นพละกำลังมานั่งเขียนบทความให้ทุกๆ ท่านซาบซึ้งกับอเวจีของความหรอยแรงหลาวต๊ะ ไอยาละก๊ะ!

เอกสารอ้างอิง

คุณบ่าวตูน. “ปานดวงใจ ชาติไหนก็แก้แค้น,” TheghostradioOfficial (22 กรกฎาคม 2566) เข้าถึงได้จาก https://www.youtube.com/watch?v=VsjQWbmZYVk

จำลอง ฝั่งชลจิตร. กองคาราวาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ผจญภัย, 2557.

ธัญญาทิพย์ ศรีพนา. เหวียต เกี่ยว ในประเทศไทยกับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม. กรุงเทพฯ : สถาบันเอเซียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548.

พวงทอง ภวัครพันธ์. สงครามเวียดนาม สงครามกับความจริงของ “รัฐไทย”. กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2549.

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

22 Feb 2022

คราฟต์เบียร์และความเหลื่อมล้ำ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เขียนถึงอุตสาหกรรมเบียร์ไทย ที่ผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์รายเล็กไม่อาจเติบโตได้ เพราะติดล็อกข้อกฎหมาย และกลุ่มทุนที่ผูกขาด ทั้งที่มีศักยภาพ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

22 Feb 2022