ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่องและภาพ

 

‘VKL’ เป็นชื่อของแรปเปอร์หนุ่ม นามว่า มิกซ์ – เพทาย วงษ์คำเหลา และใช่ VKL คือคำย่อของนามสกุลเขาเอง

ในหมู่คนฟังเพลงฮิปฮอป ชื่อของ VKL คือแรปเปอร์ที่มีแนวทางของตัวเองชัดเจน ไม่ซ้ำใครในไทย และแทบจะเรียกได้ว่าในโลก เพราะเขาหยิบเอาจังหวะแบบฮิปฮอป ผสมอาร์แอนด์บี มาแต้มสีด้วยเนื้อร้องภาษาอีสาน

ในบางท่อนเป็นภาษาอังกฤษ ถัดมาเป็นภาษาไทย และในวรรคเดียวกัน เขาแรปด้วยภาษาอีสานได้อย่างเนียนหู กระแทกใจ

 

Oh อีเเม่

ตามหาฝันถ่าผมเเน

เพื่อบ้านเกิด

กูไม่เเคร์ขอให้เกิด

Real b เเละ V มึงควร respect

ถ้ายังไม่เจ๋งมึงอย่าพึ่ง obsessed

ยโสยโสมึงอย่าทำกูโมโห

เพราะกูมาทังยโส

 

 

จังหวะกระแทกกระทั้นในน้ำเสียง มีพิณดีดคลอเป็นฉากหลัง และเนื้อหาตรงไปตรงมาไม่กลัวใคร ทำให้เพลง ยโส ได้รับการพูดถึงว่าเป็นฮิปฮอปที่ ‘ม่วน’ และ ‘มัน’ ขนาด

ยังไม่นับเพลง แมนแล้วบ่ ที่ร้องร่วมกับ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ และ Trip J ที่ซัดท่อนฮุกติดหู และเพลง ฟังกันแหน่ ที่พูดถึงความรักแบบ ‘นักเลง’ อย่าง ‘น่ารัก’ จนน่าเก็บไว้ในเพลย์ลิสต์ เป็นหนึ่งในเพลงของอัลบั้มล่าสุดที่ชื่อว่า Over Control

ก่อนหน้านี้ เขาได้รับรางวัล Hometown Hero จาก Rap is Now Awards 2017 และได้รับการพูดถึงอย่างมากว่าเป็นศิลปินหนุ่มที่ทำเพลงผสมผสานวัฒนธรรมได้อย่างน่าจับตามอง ตอนนี้เขาทำค่ายเพลง Sweed Dreamz Records มีศิลปินทั้งแนวอาร์แอนด์บีและฮิปฮอป และยังผลิตเพลงใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพลงล่าสุดของ VKL คือ Vong Vision เพิ่งออกมาต้นเดือนพฤศจิกายน มีท่อนร้องช่วงต้นที่เฉียบขาดว่า

 

อีพ่ออีเเม่ข่อยสอนมาดี THEY GUARANTEE

บ่ฮู้อิหยังข่อยล้มลุกมาหลายที

STAY SHARP GO HARD VONG VISION

LIVE FAST DIE HARD VONG VISION

 

101 นัดคุยกับเขาที่ร้านกาแฟย่านบางใหญ่ เขานั่งแต่งเพลงอยู่กับเพื่อนอีกคน และทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องเพลง แววตาของเขาเป็นประกาย ในวัย 23 ปี เขามีความคิด ความฝันอะไร การนำวัฒนธรรมอีสานมาผสานกับเพลงฮิปฮอปเกิดขึ้นได้อย่างไร ยากง่ายแค่ไหน

ถัดจากนี้ คือบทสนทนาว่าด้วยชีวิตและบทเพลงของ ‘เพทาย วงษ์คำเหลา’ ในวันที่กำลังก้าวพ้นจากร่มเงาของพ่อ

 

คุณเติบโตในบ้านแถวนนทบุรี แล้วได้ความเป็นอีสานจากไหน

ถ้าให้พูดตรงๆ อีสานมีตั้งแต่ก่อนผมจะเกิดอยู่แล้ว พ่อกับแม่ผมเป็นคนอีสาน เป็นคนยโสธร แต่ตอนที่ผมวัยยังไม่ถึง 18 ผมยังไม่ได้ใส่ใจความเป็นอีสาน คือเราอยู่กับมันมาตลอด แต่ยังไม่รู้ว่าจะหยิบความเป็นอีสานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ยังไง

ผมไม่ได้เกิดที่ยโสฯ แต่เลือดผมคือคนยโสฯ ผมรู้อยู่แล้ว สิ่งนี้จะอยู่กับผมไปจนวันตาย แต่คนจะเห็นตัวตนที่แท้จริงก็ต่อเมื่อเห็นผลงาน รู้เลยว่าผมคือใคร

อยู่ที่บ้าน พ่อแม่ก็พูดอีสานด้วย ผมก็ฟังรู้เรื่อง แต่ผมก็พูดภาษากลางปรกติ จนชิน ผมอาจจะพูดเวลาไปต่างจังหวัด หรือเจอคนที่ถามว่าพูดภาษาอีสานได้มั้ย ผมก็พูดนิดหน่อย ไม่ได้เยอะมาก

 

ทำไมเลือกที่จะไม่พูดอีสาน?

คนอื่นจะคิดว่าถ้าเป็นคนอีสาน ให้ภูมิใจ ให้พูดภาษาอีสาน แต่ผมรู้สึกว่าภาษาอีสานมีคุณค่าสำหรับผมมาก ถ้าใช้พูดทั่วไปมันเปลืองคำ แต่ถ้าอยากให้มันสำคัญ ต้องอยู่ในเพลง ผมเอาไปใส่ในผลงานผม ให้มันไปทั่วโลก สิ่งนี้ยิ่งใหญ่กับผมมาก บางครั้งไม่ต้องคิดเมโลดี้ เราพูดแค่สำเนียงอีสานก็เข้าคีย์ได้แล้ว นั่นคือความสวยงามของภาษาอีสาน เราเอาไปใส่ในเสียงที่ฟังได้ตลอดดีกว่า เหมือนที่ใส่ในเพลง ยโส หรือ แมนแล้วบ่

 

ที่บอกว่าอยากเอาภาษาอีสานมาใส่ในเพลงมากกว่า ย้อนกลับไปให้ฟังนิดนึงว่าสนใจเพลงแรปตั้งแต่เมื่อไหร่

ประมาณอายุ 13-14 ตอนผมไปอยู่แคนาดากับพี่สาว คือพ่ออยากให้ตามแบบพี่สาวเลย ไปเรียนเมืองนอก เรียนภาษา แต่ไปเรียนได้ปีนึง ผมซนมาก เด็กด้วย ก็เลยกลับมาเรียนที่ไทย แต่ตอนอยู่แคนาดา ผมเริ่มรู้จักฮิปฮอป ที่นั่นคือจุดเริ่มต้นเลย

ก่อนหน้าที่จะไปแคนาดา พี่สาวผมเอาเพลงอาร์แอนด์บีมาให้ฟัง ประมาณปี 2005-2006 มี R.Kelly, Ray J, Trey Songz หรืออย่างแนวเรกเก้ แบบ Sean Paul แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่า เฮ้ย นี่แนวเรกเก้นะ หรืออาร์แอนด์บี ฮิปฮอป ก็ชอบ แต่ยังไม่ได้อะไร จนผมไปอยู่แคนาดา เห็นวัฒนธรรมที่คนดำแต่งตัวฮิปฮอปกัน ก็เริ่มไปศึกษามากขึ้น เข้าไปสืบว่าใครคือ Tupac ใครคือ Rakim กลุ่ม Wu Tang Clan คืออะไร ศึกษาแบบลงลึกเลย ผมเริ่มแต่งตัวแบบฮิปฮอปตั้งแต่อายุ 13 ก่อนที่กระแสจะเข้ามาเมืองไทย

 

ตอนนั้นฮิปฮอปโดนใจยังไง ทำไมถึงเข้าไปศึกษาลึกขึ้น

ผมหาตัวเองมาตั้งแต่เด็กแล้ว ผมรู้สึกว่าผมต่างจากเด็กคนอื่น คือเวลาเขาพูดเรื่องการ์ตูน เกม ผมก็ไม่ชอบ พูดเรื่องเพลง ผมก็ไม่ชอบ ผมก็เลยงงกับตัวเองว่า เฮ้ย เราชอบแนวไหนวะ แต่พอผมอยู่แคนาดา แล้วฟังแนวฮิปฮอป ผมรู้สึกว่าเขาพูดความจริง แล้วพูดเรื่องส่วนตัวโดยไม่อาย พูดถึงด้านแย่ ด้านดี เออ มีแนวอย่างนี้ด้วยเหรอ

ถ้าให้ผมพูดตรงๆ ในฐานะศิลปิน ผมอยู่ไทยมาตั้งแต่เกิด ประเทศไทยมีแต่เพลงสตริง เพลงรักเศร้า เสียน้ำตา วนรีไซเคิลอย่างนั้นตลอด แล้วพอวันนึงเรามาเห็นอะไรใหม่ ผมชอบมาก ผมก็ไม่ได้นึกด้วยว่าจะมาแรป แค่ชอบในวัฒนธรรมเขา จนถึงวันนึงก็กลายเป็นคนที่ไปสร้างวัฒนธรรมเพิ่มเติมให้เขาด้วย

 

สร้างวัฒนธรรมเพิ่มยังไง?

จากการเป็นศิลปิน ทำเพลงออกมา แตกแขนงวัฒนธรรมไป วัฒนธรรมของเขามีฮิปฮอปอย่างเดียวใช่มั้ย แต่ตอนนี้ผมก็แรป เอาวัฒนธรรมไทยมาใส่ เอาอีสานเข้ามาใส่ ก็มาไกลเหมือนกัน ไม่ใช่อย่างที่ผมคิดไว้ ผมแค่อยากเป็นเจ้าของค่ายเพลงเฉยๆ แต่พอมาถึงจุดนึง ผมเป็นทั้งสองอย่าง ไม่ได้ตั้งตัว

 

เพลงแรกที่ทำออกมา ทำตอนอายุเท่าไหร่

น่าจะช่วงปี 2011 อายุ 16-17 แต่ผมลบเพลงออกไปแล้ว ชื่อ ป๊ะติ้งแก๊ส เพลงอะไรก็ไม่รู้

 

ทำไมถึงลบ ไม่ชอบแล้ว?

จะบอกว่าไม่ชอบก็ได้นะ ผมแค่รู้สึกว่าเพลงนั้นคือจุดเริ่มต้น แต่มาถึงจุดนึงที่ผมทำเพลงใหม่ๆ ออกมา เช่น เพลง ยโส ผมไม่อยากเอาเพลงที่ผมลองผิดๆ ถูกๆ มาใส่ในชาแนลผม ผมไม่อยากไปอยู่ 9GAG ที่ทำ before – after ล้อว่า แต่ก่อนผมแรปแบบนี้ ตอนนี้แรปอีกแบบนึง แล้วผมมีศิลปินในค่าย ไม่อยากให้คนมองผมเป็นตัวตลก เพราะผมรู้สึกว่า ในสังคมบ้านเรา จะมีบางกลุ่มที่ชอบทำอะไรปั่นๆ ผมวางคอนเซ็ปต์งานของผมไว้ ไม่ได้ซีเรียสหรอก แต่ก็อยากมีแนวทางชัดเจนว่าเดินไปทางไหน

 

ถ้าให้ลองวิจารณ์เพลงแรกของตัวเองล่ะ จะพูดถึงมันว่ายังไง

เหี้ยมากครับ (หัวเราะ) ผมยังไม่รู้เลย ป๊ะติ้งแก๊ส คืออะไร เราตั้งคำที่เป็นแสลงแบบกว้างๆ ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้มีเนื้อหาอะไรนอกจาก ป๊ะติ้งแก๊ส เราบอกว่า ป๊ะติ้งแก๊ส คือทุกอย่าง เป็นความเซ็งหรืออะไรทำนองนั้น แต่สุดท้ายรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ผมเลยลบออกไป

ถามว่าเพลงดีมั้ย ไม่ดีหรอก แต่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้ว่าเราทำอะไรได้ แล้วก็ปรับปรุงไป ทำให้มีความกล้า ความพยายาม

 

พอช่วงหลัง คุณทำเพลง แม่นแล้วบ่ ยโส ฯลฯ ซึ่งเอาความเป็นอีสานเข้ามาผสมกับแรปชัดมาก สิ่งนี้มาตอนไหน

ที่จริงมีมาตั้งแต่ตอน ป๊ะติ้งแก๊ส แล้วนะ แต่รู้ตัวว่ายังไม่พร้อม เราเพิ่งเริ่มทำเพลง เราคงมาแรปอย่างนี้ไม่ได้หรอก ผมเลยปล่อยตัวเองทำมาก่อน 3-4 ปี พอถึงเวลาค่อยลองดู

เวลาผมทำเพลง เมื่อได้ยินเสียงดนตรี ความรู้สึกผมต้องขึ้น ถ้าความรู้สึกไม่ขึ้น ผมไม่เอา ดนตรีต้องจี้จุดความรู้สึกผม แล้วดนตรีเพลง แม่นแล้วบ่ จี้จุด เนื้อเพลงก็ออกมาเองเลย ท่อนนี้อยากพูดอะไร ออกมารวดเดียวเลย เสร็จแล้วผมเลยกลับไปทำเพลง ยโส อีกทีนึง หลังจากแต่งไม่ได้มาเป็นปี จนผมได้รู้ว่า ดนตรีอยู่ที่ความรู้สึกของผม พวกคำอีสาน หรือเรื่องราวที่อยากเล่าจะออกมาเองเลย

ศิลปินต้องทำตามใจตัวเอง แล้วปล่อยให้คนฟังเข้าใจอารมณ์ศิลปิน มากกว่าทำตามใจคนฟังแต่ต้องบังคับความรู้สึกตัวเอง ศิลปินต้องทำศิลปะ

 

สำหรับคุณ การทำเพลงแรป คือการระบายเรื่องอัดอั้นตันใจไหม

ก็ส่วนหนึ่งนะ อย่างหนึ่งผมชอบฮิปฮอป ผมเลยทำเพลงแรป แล้วก็อยากจะเล่าความรู้สึกของตัวเอง

คนชอบเรียกคนอีสานว่า ลาวๆๆ ผมจะทำให้ดูว่า ลาวก็อินเตอร์ได้ นั่นคือเป้าหมายตอนแรก อีกเรื่องคืออยากพรีเซนต์มุมมองของ VKL ที่ไม่ได้เป็นแค่ลูกหม่ำ อยากให้คนมองว่าเขาคือศิลปิน

เคยมีช่วงนึงที่ผมรู้สึกว่าคุยกับใครไม่ได้ อยากไปพบหมอ อยากคุย อยากระบาย แต่พอมานั่งคิดเป็นอาทิตย์ ก็คิดขึ้นมาได้ว่าจะไปหาหมอทำไมวะ มีเพลงอยู่ เราก็เขียนระบายลงไปให้คนเข้าใจได้ ก็จบแล้วนี่ คนจะได้เข้าใจสถานการณ์เราในตอนนั้น แรปอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ระบายได้ เช่น เรื่องการเป็นลูกหม่ำ ผมว่าเพลงสื่อตรงนี้ได้ ผมก็เล่าเรื่องราวออกมา

 

การเป็นลูกชายหม่ำส่งผลต่อคุณอย่างไรบ้าง

แต่ก่อนผมรู้สึกเยอะ เจอคนเข้ามาหาแบบ เฮ้ย ลูกหม่ำๆ ไม่เจอหม่ำ ก็ถ่ายกับลูกเขาก็ได้ ผมรู้สึกว่า เฮ้ย ผมเป็นตัวส่งสารเหรอ ถ่ายผมไปแก้ขัดอย่างนี้เหรอ แต่ผมไม่โกรธเขานะ ผมอาจจะมีผลงานไม่เยอะพอ แต่ผมจะทำให้คุณเห็น

ตอนสมัยเด็ก ผมเจอมาเยอะ ไอ้หม่ำ ลูกหม่ำ เพื่อนแกล้ง ทำให้ผมเป็นตัวตลก ก็ไม่ได้อยากคบอะไรอยู่แล้ว แต่พอผมโตมา มีจุดยืนของตัวเอง คนที่เคยเรียกผมลูกหม่ำ อยากมาเป็นเพื่อนผม แต่กูไม่อยากเป็นเพื่อนมึงตั้งแต่มึงพูดกับกูวันแรกแล้ว ผมกัดฟัน รอให้ผ่านวันเวลาพวกนั้น ผมเจอความสัมพันธ์แย่ๆ กับเพื่อนมาเยอะ ผมเลยไม่ค่อยมีกลุ่มแบบไปนั่งกิน รียูเนี่ยน หรือไปผับอะไรอย่างนั้น ผมคบเพื่อนไม่กี่คน แต่เป็นเพื่อนที่ตายแทนกันได้

ถามว่ามาถึงจุดนี้ คนก็ยังมองว่าผมเป็นลูกหม่ำอยู่ เปลี่ยนไม่ได้หรอก แต่เป้าหมายของผมคือ จะทำให้คนทุกวัยไม่ได้เอาคำว่าลูกหม่ำมาเป็นหลัก แต่เอา VKL ขึ้นมาแทน ตอนนี้วัยรุ่นรู้จักผมมากขึ้น แต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ยังมองว่าเป็นลูกหม่ำอยู่ ผมทำกับวัยรุ่นได้แล้ว ผมก็จะทำกับรุ่นใหญ่ให้ได้ ผมไม่ยอม

 

แล้วพ่อสนับสนุนมั้ย ที่คุณมาทำเพลงแรป

ไม่สนับสนุน ห้ามพูดกูมึงด้วย แต่ผมก็ไม่ได้สนอะไร ผมก็ทำของผมไป ผมวางไว้แล้วว่าเป้าหมายของผมต้องเป็นยังไง จะลำบาก ไม่มีตังค์ เป็นคนจน ผมก็ยอม ผมเลือกเส้นทางนี้แล้ว ผมก็จะไปให้สุด

ผมอยากพิสูจน์ตัวเองกับพ่อแม่ ถึงมาทำเพลง ตอนแรกๆ พ่อบอกจะปั้นผม ตอนผมทำ ป๊ะติ้งแก๊ส แล้วผมก็รอไปสองปี เขาก็ยังไม่ปั้นผม ผมก็เลยคุยกับตัวเอง ทำไมรอนานจังเลย ทำไมเราไม่ไปไหนเลย ถึงจุดนึงผมก็คิดขึ้นมาว่า มิกซ์มึงบ้าเปล่า จะมารอพ่อคนเดียว มันไม่ใช่ ทำเองเลยดีกว่า

จนถึงวันนี้ เราไม่ได้คิดว่าจะทำให้พ่อแม่เห็นแล้ว เรานึกถึงวัฒนธรรมที่น่าหยิบมาทำ ผมไม่ได้คิดว่าพ่อจะรู้สึกยังไง เลยจุดนั้นไปแล้ว ผมสนแค่ว่าตัวเองต้องการอะไร ผมทำในสิ่งที่ผมรัก ไม่ได้ไปเกเร ตีคน เล่นยา เที่ยวผับ ผมนอนดึก ตี 1-2 ผมอัดเพลง ก็แล้วแต่ว่าเขาจะคิดยังไง

 

คุยกับพ่อแม่บ่อยแค่ไหน พ่อเล่าประสบการณ์ หรือเรื่องสมัยก่อนให้คุณฟังไหม

ก็มีเจอกันบ้างครับ มีคุยกันเรื่องงาน บางทีพ่อแม่ก็ทำกับข้าวให้กิน เขาก็บอกว่าเขาลำบาก ไม่ได้สบายเหมือนผม เวลาผมทำอะไรที่สบาย เขาก็จะบอกว่า พ่ออิจฉาลูกจัง สมัยพ่อไม่มีแบบนี้เลยนะ โชคดีมากเลย ผมก็เข้าใจเขาในมุมนั้น ผมถึงมาทำเพลงไง ผมจะได้รู้ความลำบากถึงสิ่งที่กว่าจะได้มา ผมรู้คุณค่าขึ้นเยอะ ตั้งแต่ผมมาทำเพลง

แต่ก่อนผมเที่ยวเยอะ ใช้เงินวันนึง 5-6 พัน บางทีก็หมื่น เลี้ยงทุกคน เงินจากพ่อแม่ให้ เพราะยังไม่ได้ทำงาน จนมาถึงจุดนึง เงินพวกนั้น เราเอามาทำเพลงแล้วกลายเป็นงานได้ เราชอบ เราทำได้ ผมก็หยุดเที่ยวเลย

ทุกวันนี้เวลาไปเที่ยวผับ ผมไม่อยากไปนั่งตรงโต๊ะแล้วดูคนแสดง ผมอยากเป็นคนยืนอยู่บนเวทีแล้วแสดงให้พวกคุณดู ผมไปเที่ยวผับมาเยอะ จนผมรู้สึกว่าไม่ได้อยากไปเอาความสุข ผมอยากเอาความสุขให้พวกคุณ

 

เรื่องราวที่เล่าออกมาในเพลง นอกจากเรื่องลูกหม่ำแล้ว คุณยังบอกว่าจะทำความลาวให้อินเตอร์ อยากรู้ว่าทำยังไง ต้องเอาความเป็นอีสานใส่ไปในทุกเพลงเลยรึเปล่า

ไม่ต้องก็ได้ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ผม เพลงนี้อาจไม่มีซาวด์เป็นอีสานเลย แต่ท่อนนี้ โอ้โห เมโลดี้ได้ ร้องเป็นคำอีสานนิดนึงดีกว่า ขึ้นอยู่กับว่าเพลงไหนเหมาะสม ถามว่าต้องมีทุกเพลงมั้ย ไม่ อาจมีกลิ่นอายหน่อย ให้รู้สึก เพราะว่าอีสานคือท่าไม้ตายของผม ถ้าจะเอาออกมาใช้ตลอด จะน่าเบื่อไป แต่ถ้ามาทีนึงคือต้องโดน ฟังแล้วต้องยอม

 

นอกจากคุณแล้ว ยังมีนักร้องอีสานรุ่นใหม่ๆ หลายคนที่ลุกขึ้นมาทำเพลงอีสานแนวใหม่ คุณคิดว่าเพลงช่วยสร้างอำนาจให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงขึ้นไหม

ผมว่ากว้างขึ้นนะ เห็นหลายแขนง หลายเรื่องราวมากขึ้น อาจแข็งแกร่งขึ้นในบางส่วน แต่ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่ายังไม่มีคนที่รู้ลึกแล้วมาจับให้ถูกต้อง ถูกโซนของทุกแนว ในวัฒนธรรมอีสานยังไม่มีคนแบบนั้นอยู่เยอะพอที่จะแข็งแกร่งได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่พูดถึงเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังสืบทอดต่อนะ เพราะว่ารุ่นใหญ่รุ่นเก่าเขารู้อยู่แล้ว อันไหนใช่ ไม่ใช่ เขาดูแลมาตลอด

 

สำหรับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่ มองหมอลำยังไง

หมอลำมีอิทธิพล ทำให้คนร้องไห้ ทำให้คนเข้าใจความรู้สึกได้จริงๆ เป็นเพลงที่ไม่ต้องตั้งใจฟัง แค่ลองเปิดใจฟังคุณก็เข้าถึงได้ เวลาหมอลำไปเล่นแถวอีสาน คนเต้นกันเต็มที่ มีความเป็นกันเอง สื่อสารเข้าใจง่าย ไม่เหมือนเพลงบางแนวที่ต้องมานั่งตั้งใจฟัง กว่าจะเข้าใจ เราเต้นหมอลำกันอยู่อย่างนี้ มองหน้าเหมือนรู้จักกัน เป็นพี่น้องกัน แค่ได้ยินเสียงก็เหมือนครอบครัวกลับมาเจอกัน

 

จากที่ฟังเพลงมา ทำเพลงมา และรู้จักความเป็นอีสาน คุณมองความแตกต่างระหว่างเพลงอีสานยุคเก่ากับยุคใหม่ยังไง

สมัยก่อนมีการวางมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินวัยรุ่นหรือวัยกลางคนที่ร้องเพลงลูกทุ่ง จะออกมามีสไตล์ชัดเจนไปเลยว่า คนนี้มาแนวนี้ แต่พอมายุคนี้ ก็คล้ายๆ แบบเดิม แต่ทุกคนดูวัยรุ่นไปหมด ดูสด เฟรช ทั้งที่หลายคนอายุ 30-40 แล้ว แต่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับอายุ 20-25 ได้เลย แบบนี้ดีนะ มีมาตรฐาน แต่คอนเซ็ปต์เพลงหรือสิ่งที่เขาพรีเซนต์ จะมีความเป็นวัยรุ่น เหมือนเด็ก มีความเล่นสนุก ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นคนละฟีลกับสมัยก่อน แต่มาตรฐานไม่ต่างกัน

 

เนื้อหาล่ะ แตกต่างกันมั้ย

ก็ยังมีการพูดเรื่องความลำบาก ออกจากบ้านมาไกล แต่อาจเพิ่มจังหวะให้สนุกได้ ทุกอย่างเหมือนเดิม แค่บางสิ่งปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุค อาจจะไม่ได้มีดนตรีสามช่าอย่างเดียว มีท่อนเมดเลย์เป็นจังหวะดิสโก้ จังหวะเทคโน หลายเพลงใหม่ๆ ผมก็ชอบ

มาถึงตอนนี้ ผมว่าเพลงอีสานมีความสากลมากขึ้นนะ ถึงแม้ว่าเป็นภาษาอีสานทั้งเพลงก็ตาม มีความเป็นกลาง คือคนทั่วไปฟังได้ แต่เรื่องความเข้าใจก็อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบางคนก็เป็นคนภาคกลาง คนเหนือบ้าง แต่ผมว่าถ้าใช้เวลา ค่อยๆ ปรับและพัฒนาไป น่าจะดีขึ้น ขึ้นอยู่กับศิลปินด้วยว่าจะทำยังไง

อย่างเวลาผมจะเอาเนื้อร้องอีสานเข้าไปในเพลง ผมไม่กลัวคนฟังไม่รู้เรื่อง เพราะคนไม่รู้เรื่องอยู่แล้วแหละ ตั้งแต่ผมทำเพลงแรปมา คนก็ไม่รู้ว่าผมแรปอะไร ดังนั้นก็ใส่ไปเต็มที่ ผมไม่ได้คิดเรื่องคนจะเข้าใจรึเปล่า

ที่เมืองนอก ศิลปินเล่าเรื่องราวบางอย่าง ซ่อนความหมายในเนื้อหา ไม่ได้บอกตรงๆ เป็นหน้าที่ของคนฟังที่ต้องหา ถ้าคุณชอบผม ฟังผม คุณต้องรู้สิว่าเพลงซ่อนอะไร ต้องหาช่องว่างแล้วเอาความหมายมาใส่ แรปเปอร์ทุกคนก็ทำแบบนั้น

 

แล้วถ้าให้คุณมองภาพฮิปฮอปในไทยตอนนี้?

ผมว่าช่วงนี้ เหมือนทุกคนทำแนวเดียวกัน แล้วก็พวกใครพวกมัน ผมก็ไม่ได้กลัวนะ พวกผมจะทำเป็นสไตล์ของตัวเอง ตามอารมณ์ของตัวเอง เล่าเรื่องที่อยากจะเล่าจริงๆ หลายครั้งแรปเปอร์ลืมจุดนี้ไป

มีแต่บ้านเรานี่แหละ ที่มาวางขอบเขตไว้ว่าต้องแรปถึงเรื่องรัก คือวนน่ะ เมืองนอกแต่ละคนแรปเป็นตัวเอง บางทีก็เล่าแต่เรื่องตัวเอง พูดเรื่องอะไรก็ได้ แต่เมืองไทยเหมือนเป็นคนเดียวกัน อยู่ในแนวเดียวกัน ต้องมีหลายแนวให้เลือกสิ ถูกมั้ย คุณไม่ชอบผม คุณก็ไปฟังอีกคนก็ได้ แต่ตอนนี้ ผมรู้สึกว่ายังกระจุกอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมันจะบูมแค่ช่วงหนึ่ง แล้วซาไป เราจะกอบโกยเงินแค่ช่วงนี้ให้ตัวเองแค่นั้นเหรอ

ไม่รู้สิ ผมคิดถึงวัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่แค่ตัวผมน่ะ แต่ผมคิดถึงวัฒนธรรมฮิปฮอป วัฒนธรรมอีสาน เพราะฉะนั้นถ้าผมทำอะไร ต้องส่งผลไปที่วัฒนธรรมฮิปฮอป หรือคอมมูนิตี้ในฮิปฮอปด้วย

อย่างศิลปินในค่ายเพลงผม มีนักร้องอาร์แอนด์บีอีสาน มีแรปเปอร์คนใต้ มีลูกทุ่งอีสาน ผมพยายามไม่ให้ศิลปินเหมือนผม ต้องแตกต่างกัน แต่มีความลูกผสมได้ เพราะถ้าเหมือนกันหมด ผมจะเอามารวมกันในค่ายทำไม ทำของผมคนเดียวดีกว่า

การเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นมารวมกับวัฒนธรรมสากล รวมถึงการผลิตงานที่หลากหลาย มันสำคัญยังไง 

ผมเป็นคนอีสาน ก็ทำให้คนรู้แล้วว่าอีสานเป็นยังไง หรืออย่าง Young แรปเปอร์คนใต้ ก็ทำให้คนเห็นเด็กใต้อีกมุมหนึ่ง ที่ไม่ได้มีแต่ พี่โต้ง Twopee Southside หรืออย่าง Beem เขาอยู่จังหวัดเลย สำเนียงไม่เหมือนยโสธร ก็ได้ความรู้สึกอีกแบบ ร้องแบบอาร์แอนด์บี นี่ไง ต้องหลากหลาย ให้เห็นความแตกต่าง ธีมยังคงเดิมคือเป็นตัวของตัวเอง แต่หลากหลายวัฒนธรรม คุณไม่ชอบผม ก็ไปฟัง Beem ไม่ชอบ Beem ก็ไปฟัง BT ไม่ชอบ BT ก็ไปฟัง Young ได้รสชาติเผ็ด หวาน เปรี้ยว มัน

ตอนนี้ผมยังไม่ประสบความสำเร็จ ยังต้องพัฒนาตัวเอง บางเพลงคุณอาจจะไม่เข้าใจผมเลยก็ได้ แต่ว่าอีกปี สองปี คุณอาจเข้าใจผมมากขึ้น แล้วตอนนั้นผมอาจขยับไปอีกสเต็ปนึงแล้ว

 

มีภาพฝันมั้ยว่าสิ่งที่อยากจะไปให้ถึงคืออะไร

อีสานต้องไปอินเตอร์ ถ้าผมตายแล้ว ผมต้องเป็นผู้บุกเบิกฮิปฮอปอีสาน อีก 300-400 ปี คนต้องจำผม นั่นคือเป้าหมาย ผมไม่ได้บอกว่าผมเจ๋งสุด แต่ผมเป็นคนเปิดฮิปฮอปอีสานที่เป็นแนวของตัวเอง ผมอยากให้แรงบันดาลใจ เป็นความหวังของศิลปินรุ่นใหม่ว่าทำอะไรต้องเป็นตัวของตัวเองนะ ไม่ใช่ทำไปเพราะเงินอย่างเดียว

 

ถ้าให้ลองแต่งเนื้อร้องมาสักบาร์ สองบาร์ตอนนี้ คุณอยากจะแรปอะไร

ผมเอาจากอัลบั้มล่าสุดของผมแล้วกัน น่าจะแทนความรู้สึกผมได้ดี

(แรปให้ฟัง)

พ่อกูเป็นตลก ส่วนกูน่าตบ

อาจจะเป็นเพราะความจริง ความสด

ไม่ใช่พรสวรรค์ นี่พรแสวง

สนพันล้าน ไม่ได้คิดหลักแสน.

 

Author

Panis Phosriwungchai

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย - นักเขียนอิมพอร์ตจากขอนแก่น ชอบลงพื้นที่ทำสารคดี สนใจวิถีชีวิตและผู้คน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ เคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ตอนนี้ย้ายจากหน้ากระดาษมาเขียนบนออนไลน์ เน้นที่ความลื่นไหลและงดงามของชีวิต ศิษย์เก่า วารสารฯ ไอซีที ศิลปากร ปัจจุบันเรียนปริญญาโทด้านข่าวและสารคดีที่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ