fbpx

ใครผูกขาด ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ภาคการเงินไทย?

เราคงคุ้นเคยกับ ‘เบื้องหน้า’ ของธนาคารไทยที่มีหลากสีหลายแบรนด์ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าผู้เล่นคนใดบ้างที่ให้บริการ ‘เบื้องหลัง’ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงินไทย และคงจะแปลกใจไม่น้อยเมื่อทราบว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินที่สำคัญถูก ‘ผูกขาด’ โดยบริษัทภาคเอกชน

หากคุณต้องการเปิดบัญชีธนาคารผ่านระบบออนไลน์หรือโอนเงินมากกว่า 50,000 บาท ก้าวแรกที่ต้องผ่านด่านคือการลงทะเบียนระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลหรือ NDID ซึ่งปัจจุบันมีผู้บริการรายเดียวคือบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด เมื่อต้องการจับจ่ายใช้สอยด้วยการโอนเงินหรือรับเงินเดือนก็ต้องใช้บริการ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด หากต้องการสมัครบัตรเครดิตหรือขอสินเชื่อก็ต้องค้นประวัติเครดิตจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด แม้แต่การรับสวัสดิการจากภาครัฐหรือซื้อสลากดิจิทัลก็ต้องติดตั้งแอปฯ เป๋าตังของธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน)

คำว่า ‘ผูกขาด’ ไม่นับว่าเกินความเป็นจริง เพราะทั้งประชาชน ธนาคาร บริษัทด้านการเงิน รวมถึงเหล่าสตาร์ตอัปฟินเทคต่างต้องใช้บริการบริษัทเหล่านี้เพราะในตลาดไม่มีตัวเลือกอื่น นำไปสู่คำถามว่ารัฐบาลควรมีบทบาทอย่างไรในการส่งเสริมการแข่งขัน หรือเข้ามากำกับดูแลเพื่อไม่ให้บริษัทเหล่านี้ใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อแสวงหากำไร

บริษัทเหล่านี้คือใคร?

หากค้นดูงบการเงินเราก็จะเห็นภาพชัดเจนว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบริษัทลูกของเหล่าผู้เล่นรายใหญ่ในภาคการเงินการธนาคาร

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด คือธนาคารออมสิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทย บริษัทนี้นับว่าเป็นน้องใหม่ในตลาดที่รัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้เกิดขึ้นจากการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บุคคลที่สามอย่างบริษัทแห่งนี้สามารถดูรายละเอียดและเข้าถึงข้อมูลการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของคนไทยได้ โดยการรับรองตัวตนแต่ละครั้งจะเก็บค่าธรรมเนียมไม่เกิน 300 บาทต่อคน เมื่อปีที่ผ่านมาบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัดมีรายได้รวม 115 ล้านบาท

ส่วนบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด เป็นการต่อยอดจากบริษัทที่ดูแลระบบเอทีเอ็มสู่โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของไทยแบบเต็มตัวเพื่อตอบสนองนโยบายของคณะกรรมการระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทนี้เกิดจากการลงขันของเหล่าธนาคารยักษ์ใหญ่ในประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้มากกว่า 2,800 ล้านบาท

ขณะที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด มีผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งคือกลุ่มสถาบันการเงินภาครัฐอย่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในมือของกลุ่มทุนธนาคารพาณิชย์และบริษัทด้านการพัฒนาฐานข้อมูลสัญชาติไทยและอเมริกัน โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้มากกว่า 1,100 ล้านบาท

ทั้งสามบริษัทครอบครองโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินโดยเรียกว่าแทบจะไร้คู่แข่ง โดยเฉพาะบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัดที่ครองตลาดมายาวนานหลายทศวรรษจึงมีอำนาจในการกำหนดราคาค่าธรรมเนียมตามต้องการ สะท้อนจากอัตรากำไรสุทธิสูงลิ่วถึงราว 40-50 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่ว แม้ว่าประชาชนจะไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายทางตรง แต่ค่าใช้จ่ายราคาแพงในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินกลายเป็นกำแพงกีดกันสำหรับผู้เล่นขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาด รวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่อย่างเหล่าสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีการเงินหรือฟินเทคที่ยากจะเติบโต

หนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงอุปสรรคในการเริ่มทำธุรกิจในภาคการเงินอย่างชัดเจนสำหรับผู้เล่นรายใหม่คือเงื่อนไขเช่นการเข้าเป็นสมาชิกกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ที่นอกจากจะกำหนดว่าบริษัทต้องมีทุนจดทะเบียนสูงถึง 50 ล้านบาท ยังต้องเสี่ยงเสียค่าปรับตามบทกำหนดโทษของ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูล ที่สูงถึง 300,000 บาทและอีกวันละ 10,000 บาทจนกว่าจะแก้ไขข้อมูลได้เสร็จสิ้น

ส่วนกรณีของแอปฯ เป๋าตังของธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) ยิ่งนับเป็นเรื่องที่ชวนฉงนสงสัย แม้ว่าธนาคารกรุงไทยจะมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐ แต่ด้วยสถานะบริษัทมหาชน การที่รัฐเลือกใช้ช่องทางนี้อย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อมอบสวัสดิการแก่ประชาชนก็ไม่ต่างจากเอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชนเพียงรายเดียว ทั้งที่ในตลาดดิจิทัลวอลเล็ตของไทยก็มีผู้เล่นอยู่จำนวนหนึ่ง การกระทำเช่นนี้จึงไม่ต่างจากสกัดการเติบโตของผู้เล่นรายอื่นๆ และส่งผลให้บริษัทที่สายป่านไม่ยาวพอต้องล้มหายตายจากไปหรือตัดสินใจออกจากตลาดเพราะเจอกับคู่แข่งรายหนึ่งที่รัฐบาลมอบสิทธิพิเศษสารพัดที่กลายความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งยากจะต่อกร

แล้วรัฐบาลควรแก้ปัญหาอย่างไร?

ในภาวะตลาดที่ถูกผูกขาด คำแนะนำประการแรกของนักเศรษฐศาสตร์ย่อมเป็นการเพิ่มการแข่งขันในตลาด เช่นระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่หากรัฐบาลไม่ต้องการดำเนินการด้วยตนเองก็ควรสนับสนุนให้มีผู้เล่นรายอื่นเข้าสู่ตลาดโดยสามารถใช้แรงจูงใจ เช่นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางประการในช่วงตั้งต้น

แต่ในกรณีที่เป็นการผูกขาดตามธรรมชาติ กล่าวคือการริเริ่มระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่จะใช้ต้นทุนสูงและการเพิ่มการแข่งขันอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในตลาด เช่นการจัดเก็บข้อมูลด้านเครดิตของประเทศไทยที่บริษัทเพียงแห่งเดียวอาจเพียงพอสำหรับประชากรจำนวน 70 ล้านคน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสามารถป้องกันการผูกขาดข้อมูลผู้บริโภคโดยสร้างกลไกให้ผู้เล่นทุกขนาดในตลาดสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียม ตราบใดที่ผู้บริโภคยินยอมเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

ส่วนระบบชำระเงินที่บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด เป็นรายใหญ่รายเดียวในตลาด ผู้เขียนมองว่าเป็นการผูกขาดตามธรรมชาติเช่นกัน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคืออัตรากำไรสุทธิของบริษัทที่สูงมากๆ คือมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ชวนให้ตั้งคำถามว่าตัวเลขที่สูงขนาดนี้เกิดจากการบริหารจัดการอันยอดเยี่ยมของบริษัท หรืออำนาจเหนือตลาดที่นำไปสู่การเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราสูงกว่าที่ควรจะเป็น

นี่คือประเด็นที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่างธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าไปตรวจสอบ หากพบว่าบริษัทเก็บค่าธรรมเนียมสูงเกินควรจากการใช้อำนาจเหนือตลาดก็ต้องใช้อำนาจตามกรอบกฎหมายจัดการเพื่อปรับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่ให้อัตราค่าธรรมเนียมกลายเป็นอุปสรรคของเหล่าบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต้องการเข้ามาแข่งขันในภาคการเงินของไทย

นอกจากการแก้ปัญหาภาวะผูกขาดในตลาดแล้ว รัฐบาลก็ไม่ควรสนับสนุนสร้างปัญหาขึ้นมาเสียเองโดยผู้เล่นรายใดรายหนึ่งแบบออกหน้าออกตา เช่นในกรณีดิจิทัลวอลเล็ตที่รัฐควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกช่องทางรับสวัสดิการหรือเงินอุดหนุนจากโครงการรัฐผ่านช่องทางที่ตนเองสะดวก รวมถึงบริการจากสลากดิจิทัลที่ควรซื้อได้จากหลากหลายช่องทาง ไม่ใช่ผูกขาดกับแอปฯ เป๋าตังเพียงรายเดียว

โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินควรจะเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้บริการทางการเงิน ‘เกิดขึ้นได้’ พร้อมทั้งสนับสนุนผู้เล่นหน้าใหม่ที่ต้องการเข้ามาในตลาด แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน เงื่อนไขที่เคร่งครัด การจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่ว และการสนับสนุนของภาครัฐอย่างไม่เป็นธรรมกลับกลายเป็นอุปสรรคกีดกันการแข่งขันและเอื้อประโยชน์ให้ผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน

ประเทศไทยโหยหาสตาร์ตอัปล้ำสมัยในแวดวงฟินเทคที่พร้อมจะเติบใหญ่เป็นยูนิคอร์นอย่าง Mynt ของประเทศฟิลิปปินส์ VNPAY ของประเทศเวียดนาม Nium ของประเทศสิงคโปร์ หรือ GoTo ของประเทศอินโดนีเซีย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมของภาคการเงินไทยในปัจจุบัน หากไม่ใช่รายใหญ่สายป่านยาวอย่าง Ascend Money ผู้เขียนก็มองว่ามีโอกาสน้อยมากที่ฝันจะเป็นจริง

MOST READ

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

23 Nov 2023

ไม่มี ‘วิกฤต’ ในคัมภีร์ธุรกิจของ ‘สิงห์’ : สันติ – ภูริต ภิรมย์ภักดี

หากไม่เข้าถ้ำสิงห์ ไหนเลยจะรู้จักสิงห์ 101 คุยกับ สันติ- ภูริต ภิรมย์ภักดี ถึงภูมิปัญญาการบริหารคน องค์กร และการตลาดเบื้องหลังความสำเร็จของกลุ่มธุรกิจสิงห์

กองบรรณาธิการ

23 Nov 2023

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save