อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

 

“คุกมีไว้ขังหมา” หรือ “ตะรางมีเอาไว้ขังคนจน” เคยเป็นวลีฮิตหรือประโยคยอดนิยม ที่ครั้งหนึ่งผู้คนมักจะหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง พูดจาประชดประชัน เสียดสีแดกดันความอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ไปจนกระทั่งถึงศาลสถิตยุติธรรม

สิบกว่าปีก่อนหน้านี้ ดูจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

เพราะเงินซื้อได้ทุกอย่าง อำนาจบารมีเสกสรรบันดาลได้ทุกเรื่อง

ปราศจากซึ่งประจักษ์พยาน ไม่มีหลักฐานชัดแจ้งตำตาจริงๆ เสียแล้ว ยากนักที่จะได้เห็นชนชั้นนำ เหล่าบรรดาคนซึ่งมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง ต้องคำพิพากษาติดคุกติดตะราง

ทุกวันนี้จะว่าไป ต้นทางกระบวนการยุติธรรมคือ ‘ตำรวจ’ ก็มิได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงอะไรไปมากมายนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่ปรากฏกรณีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ประจานให้อับอายขายหน้ากันไปทั่วโลก

เซ็งลี้ขายได้แม้แต่ศพลูกน้องของตัวเอง แล้วนับประสาอะไรกับการซื้อขายตำแหน่งเก้าอี้

ที่เปลี่ยนไปกลับเป็นผลแห่งคดีต่างหาก

เพราะถ้าพินิจพิจารณาคดีความในห้วงซึ่งบ้านเมืองตกอยู่ภายใต้บรรยากาศของความขัดแย้งทางการเมือง ทุกฝ่ายต่างถูกลากโยงเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้พิพากษา ศาลสถิตยุติธรรม

จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย ที่นักการเมือง ชนชั้นนำ ผู้มีชื่อเสียง คนเด่น คนดัง จะพาเหรดกันต้องคำพิพากษาจำขังเข้าคุกเข้าตะรางมากมายเหมือนเช่นทุกวันนี้

ไล่เรียงตั้งแต่จำเลยที่ยังคงหลบหนีคำพิพากษาจำคุกในคดีเกี่ยวด้วยจริยธรรมทางการเมือง อย่าง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ตามมาด้วยบุคคลซึ่งหลบหนีคำพิพากษาในคดีทุจริตคอร์รัปชัน คือ นายประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีทุจริตรถ-เรือดับเพลิงกทม. และ นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กับกรณีทุจริตโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

ขณะที่ผู้ซึ่งอยู่ระหว่างจำคุกหรือพ้นโทษไปแล้ว ได้แก่ นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ อดีตประธานและกรรมการการเลือกตั้ง, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย, ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย

นายสนธิ ลิ้มทองกุล นักหนังสือพิมพ์ ผู้นำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, พล.ท.มนัส คงแป้น จำเลยในคดีความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์, นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์

นอกจากนั้น ยังปรากฏผู้นำและสมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหลายคน ต้องคำพิพากษาจำคุกหรือจำขังระหว่างพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นนายจตุพร พรหมพันธ์ุ, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ฯลฯ

ล่าสุดที่เพิ่งหลบหนีหรือต้องคำพิพากษาจำคุก คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย

รวมไปถึง นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตสื่อมวลชน นักเล่าข่าวชื่อดัง

ทั้งนี้ ในจำนวนนักการเมือง ชนชั้นนำ คนเด่นคนดัง บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม ซึ่งต้องคำพิพากษาจำคุกติดตะราง ส่วนใหญ่แล้วถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชัน หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยผ่านการชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาตามมา

ขณะที่อีกหลายสิบหรือนับร้อยคนอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการทางคดี โดยคาดเดากันว่า ภายใต้มาตรฐานที่ผ่านมา น่าจะมีชนชั้นนำ นักการเมือง บุคคลซึ่งมีชื่อเสียง ติดคุกติดตะรางตามมาอีกเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นในยามนี้ จะพูดจากันโดยบอกว่าคุกมีไว้ขังหมา หรือตะรางมีเอาไว้ขังคนจน ก็คงกล่าวได้ไม่เต็มปากเต็มคำอีกต่อไป แต่ถึงขนาดจะให้เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมเสียเลยก็ดูจะเกินไป

เพราะแม้ในสายตาของใครบางคน เริ่มจะมองเห็นความยุติธรรมหลั่งไหล โปรยปรายลงมา พอให้ชื่นฉ่ำใจ เหมือนดังสายฝนในวสันตฤดู แต่ก็ยังมีข้อสังเกตให้เป็นที่เคลือบแคลงว่า สายฝนแห่งความยุติธรรมดูจะตกไม่ค่อยทั่วฟ้านัก

มิหนำซ้ำยังตกหนัก ตกเบา ตกกะปริบกะปรอยไม่ค่อยเป็นธรรมชาติสักเท่าไร

กับบางฝ่ายบางพวกแล้ว ความยุติธรรมถาโถมเข้าใส่ราวกับพายุเฮอริเคน ระดับ 4 ระดับ 5 พินาศราพณาสูรไปตามๆ กัน ขณะที่บางสีบางพรรคมักจะประสบพบเจอกับอภินิหารทางกฏหมายอยู่เสมอ พายุร้ายอ่อนระทวย ความยุติธรรมโบกโบยเข้าหาเอื่อยเฉื่อย ราวกับลมรำเพย

ขณะเดียวกัน ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยกับปฏิกิริยาอารมณ์อันหลากหลายของผู้คนในสังคมต่อ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่แต่ไหนแต่ไรมา สื่อมวลชนไทยเรา มีเรื่องราวเล่าขาน ถึงตำนานของคนข่าว ซึ่งถูกจับกุมคุมขังในข้อหากบฏ นักหนังสือพิมพ์ติดคุกติดตะราง เพราะต่อสู้กับอำนาจรัฐเผด็จการ

มายุคนี้ที่กลับตาลปัตร

มีนักข่าว พิธีกรบางคนสื่อสารแสดงออกต่อสาธารณะ ในลักษณะของการสำแดงความรัก เทิดทูน เป็นกำลังใจให้ โดยมิได้แยแสสนใจรายละเอียดอื่นใด หาได้ตระหนักเลยไม่ว่า นายสรยุทธถือเป็นสื่อมวลชนคนแรกที่ต้องคำพิพากษาจำคุกในข้อหาความผิดเกี่ยวกับทุจริตคอร์รัปชัน

จำเริญรอยตามนักหนังสือพิมพ์รุ่นพี่อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ติดคุกติดตะรางด้วยพฤติกรรม ฉ้อฉล คดโกง ตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

มิใช่ฮีโร่ หรือวีรชน

ไม่ได้เป็นเหยื่ออธรรมทางการเมือง เหมือนเช่นที่ใครบางคนซึ่งอ้างตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย พยายามจะกล่าวหาว่าอำนาจรัฐเผด็จการคุกคามย่ำยีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา

มิพักพูดถึงกรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แน่นอนว่าผู้คนมวลชนฟากหนึ่งไม่เชื่อมาแต่ต้นแล้วเลยว่า จะเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของป.ป.ช. ตรงกันข้ามกลับเห็นเป็นเหยื่อบริสุทธิ์แสนซื่อ ราวกับนางเอกในนิยายหรือละครน้ำเน่า ที่ช่างถูกใส่ร้ายป้ายสี กลั่นแกล้งได้สารพัด

ศาลยกฟ้องพี่เขยขึ้นมาก็บอกว่าเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม แต่มิทันไร ยังไม่ได้ฟังคำพิพากษาเสียด้วยซ้ำ กลับเผ่นอ้าว

ไม่เชื่อมั่นศาลเดียวกันขึ้นมาเสียดื้อๆ หรือเกิดมั่นใจว่าตัวเองกระทำผิดจริง หรืออย่างไรก็ไม่อาจจะทราบได้

ก่อนวันศาลนัดอ่านคำพิพากษา สรรเสริญเยินยอว่าเป็นหญิงเหล็ก ยกย่องเปรียบเสมือน ออง ซาน ซู จี แต่ครั้นนางสาวยิ่งลักษณ์หลบลี้หนีไปไม่มาฟังคำพิพากษา ก็ยังสรรหาเหตุผลสารพันขึ้นมากล่าวอ้าง สร้างความชอบธรรมอีกจนได้

กลายเป็นว่าคุกตะรางมีเอาไว้ขังคนอื่น

จะเอามาขังหมาหรือคนจนไม่ได้  จะไว้ใช้ขังพวกเดียวกันก็ไม่เอา

เป็นอย่างนั้นไป โดยไม่มีใครสำนึกสำเหนียกถึงประเด็นเกี่ยวด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน อันเป็น พื้นฐานปัญหาชาติที่กำลังกัดกร่อนบ่อนทำลายประเทศนี้

ที่ตลกร้ายไปกว่านั้น คือไม่ปรากฏมีผู้ใดออกมาแก้ต่างแก้ตัว รับประกันความบริสุทธิ์ให้กับนายบุญทรง เตยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เลยแม้แต่น้อย

ประโยคที่ว่า “กูพูดไม่ได้” ดูจะติดคอหอยลูกกระเดือกฝ่ายประชาธิปไตย จนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไปตามๆ กัน

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่