วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เรื่อง

 

ไวรัสโควิด-19 ไม่ได้มีอานุภาพแค่ทำลายปอดเท่านั้น แต่ยังสามารถทำลายปากท้องของผู้คน พาโลกทั้งใบเข้าสู่ “วิกฤตแฝด” ที่ความหายนะทางสุขภาพเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง

จีดีพีแทบทุกประเทศจะติดลบในปี 2020 และกว่า 90 ประเทศทั่วโลกติดต่อขอความช่วยเหลือจาก IMF อย่างเป็นทางการแล้ว

บทความนี้อยากชวนผู้อ่านแบ่งการมองวิกฤตเศรษฐกิจ-โควิดออกเป็นสามระยะ เพราะแต่ละช่วงมีประเด็นสำคัญแตกต่างกัน

ในระยะสั้น มาตรการ “บาซูก้าการคลัง” ที่เตรียมฉีดเงินเข้าเศรษฐกิจไทยต้องออกแบบให้ดี มิฉะนั้นอาจกลายพันธุ์เป็นกามิกาเซ่ อาวุธพลีชีพตายหมู่กันหมดทั้งประเทศ เราควรถือโอกาสกระจายงบประมาณและอำนาจตัดสินใจสู่ท้องถิ่น เปลี่ยนบาซูก้าเป็น “บั้งไฟ” ที่เหมาะกับปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่

ในระยะกลาง เราต้องอ่านให้ออกว่าโควิดกำลังพัดพาเศรษฐกิจโลกไปทางไหน โดยเฉพาะบทบาทของเทคเฟิร์ม แนวโน้มปลาใหญ่กินปลาเล็ก และการพลิกผันของซัพพลายเชนโลก

ส่วนระยะยาว นี่คือโอกาสดีในการแสวงหาฉันทมติใหม่เพื่อปรับทิศทางเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ เราต้องเปลี่ยนตั้งแต่วิธีคิดนโยบาย นำปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคมสูงวัย และระเบียบโลก เข้ามาอยู่ในสมการเศรษฐกิจไทยหลังโควิด

ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ใช้งบประมาณมหาศาลที่เปรียบดัง “เงินก้นถุง” ของประเทศเพียงเพื่อรักษาอดีต แต่ต้องใช้อัดฉีดเพื่อสร้างอนาคต

 

ระยะสั้น: ระวังบาซูก้ากลายพันธุ์

 

“บาซูก้าการคลัง” (fiscal bazooka) กลายเป็นคำพูดติดปากในแวดวงนโยบายช่วงนี้ เพื่อให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่มหึมาของแผนการฟื้นฟูที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสิงคโปร์ เพิ่งประกาศใช้

รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ไม่น้อยหน้าประเทศอื่น พร้อมยิงบาซูก้าการคลังเช่นกัน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการดูแลและเยียวยาโควิด-19 ระยะที่ 3 วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท

มีจุดอันตรายที่ต้องระวังอย่างน้อยสามจุดที่อาจทำให้บาซูก้ายิงไม่ออกหรือกลายพันธุ์

 

อันตรายที่หนึ่ง : บาซูก้าอาจกลายเป็นกามิกาเซ่พลีชีพ

ลักษณะ “รัฐรวมศูนย์แตกกระจาย” ของกลไกราชการส่งผลต่อคนไทยเด่นชัดขึ้นในการจัดการไวรัสโควิดช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา การยึดกรมกองของตนเป็นที่ตั้ง โบ้ยความรับผิด และยึดติดกับเอกสาร ทำให้การช่วยเหลือประชาชนขาดประสิทธิภาพ

ไล่ตั้งแต่การขาดแคลนหน้ากากอนามัย ที่สุดท้ายรองนายกรัฐมนตรีอธิบายว่าเป็น “เรื่องเก่าไม่ต้องพูดถึง” มาจนถึงความวุ่นวายที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ผู้อำนวยการท่าอากาศยานขอลาออกเพราะไม่สามารถประสานงานกับหน่วยราชการอื่นได้ และล่าสุด คือข้อสงสัยต่อมาตรการตรวจคนเข้าเมือง และความคลุมเครือในการรับคนไทยในต่างประเทศที่อยากเดินทางกลับบ้าน

หากเงิน 1.9 ล้านล้านบาทถูกจัดการอย่างที่เป็นมา รัฐราชการไทยก็มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนบาซูก้าการคลัง ให้กลายเป็น “กามิกาเซ่” อาวุธพลีชีพของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลก นำงบประมาณมหาศาลมาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ปรับโครงการเก่าเติมคำว่าโควิดเข้าไป จัดสัมมนาและจัดซื้อจัดจ้างเหมือนเดิม เท่านี้ก็จะพาคนไทยทั้งประเทศตายหมู่ พลีชีพเพื่อรักษาระบบราชการไว้

รัฐราชการเป็นจุดตายจุดแรกที่พึงระวัง ต้องเปลี่ยนทั้งวัฒนธรรมและแนวทางให้คุณให้โทษกับข้าราชการจากที่เคยสนใจแต่ปัจจัยภายใน มาเป็นการตอบสนองต่อปัญหาประชาชนที่ทันท่วงทีและเป็นธรรม

 

อันตรายที่สอง : บาซูก้าอาจกลายเป็นบาซูก้าประชารัฐ

หากรัฐบาลเกิดตระหนักได้ว่าไม่อยากพึ่งพาราชการเป็นหลัก แต่หันมาหาบริษัทเอกชนใกล้ชิดแทน เราก็อาจเห็นการกลับมาของพันธมิตรประชารัฐ ที่มีการจับคู่ซีอีโอกลุ่มทุนใหญ่ให้มาทำงานร่วมกับรัฐมนตรีในการกำหนดวาระสำคัญของประเทศ

เช่น รัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬาจับมือกับผู้บริหารโรงแรมใหญ่ เพื่อออกนโยบายช่วยเหลือธุรกิจโรงแรม รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์จับมือผู้บริหารธุรกิจน้ำตาล เพื่อออกนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร

ยึดแนวทาง “พี่ช่วยน้อง” ที่ทางการเคยแปลเป็นภาษาอังกฤษเองว่า “Big Brother Project”

บาซูก้าการคลังก็จะกลายพันธุ์เป็น “บาซูก้าประชารัฐ” ก้าวข้ามระบบราชการ ไปฝากความหวังไว้กับทุนใหญ่แทน ให้เจ้าสัวและซีอีโอเป็นผู้นำการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือประชาชนและกิจการขนาดเล็ก

แต่ในภาวะวิกฤตที่ทุนใหญ่ก็เจ็บตัวอยู่เช่นกัน การจัดสรรงบประมาณมหาศาลให้แต่ละธุรกิจจะเป็นไปอย่างโปร่งใสเท่าเทียมได้เพียงใด

เงินทองไม่ได้ไหลจากบนลงล่างเหมือนน้ำ แต่มักติดอยู่ในบัญชีที่ไม่มีใครมองเห็น  นี่คือจุดอันตรายที่สองที่ต้องช่วยกันระวัง

 

อันตรายที่สาม : ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนและพื้นที่

ไวรัสโควิด-19 ไม่ได้ส่งผลกับทุกคนอย่างเท่าเทียม

ข้าราชการยังได้รับเงินเดือนต่อเนื่อง แต่ชีวิตเจ้าของกิจการและลูกจ้างหลายล้านคนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

คนจำนวนหนึ่งหาหน้ากากอนามัยได้เพียงยกหูโทรศัพท์ แต่คนจำนวนมากต้องนั่งรถเมล์หลายกิโลไปซื้อหน้ากากให้ลูกหลานวันต่อวัน ใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

หากยอมรับว่ามีความเหลื่อมล้ำอยู่ในทุกมิติของวิกฤตโควิดครั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการตั้งแท่นของภาครัฐเพื่อเตรียมยิงบาซูก้าไปหาประชาชน มาเป็นการแบ่งสรรงบประมาณเพื่อลดความไม่เท่าเทียมทั้งระหว่างกลุ่มคนและระหว่างพื้นที่

ถือโอกาสกระจายอำนาจทางการคลังไปสู่ประชาชนแต่ละท้องถิ่นไปในตัว ไม่ควรให้รัฐ (ทั้งส่วนกลางหรือภูมิภาค) เป็นผู้ตัดสินใจแทน เพราะแต่ละพื้นที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจต่างกัน บางอำเภอบางจังหวัดมีโครงการก่อสร้างมากพอแล้ว แต่ต้องการโรงเรียนและบุคลากร บางพื้นที่มีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่กำลังมองหางานคุณภาพใกล้บ้าน ไม่อยากไปเสี่ยงชีวิตในกรุงเทพมหานครเหมือนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

จะดีกว่าไหม หากเราเปลี่ยนวิธีคิดจากการยิงบาซูก้ากระสุนหนักออกจากส่วนกลาง เป็นการส่งเสริมการทำ “บั้งไฟ” ที่แต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอมีวัฒนธรรมการออกแบบและประกวดเฉพาะตัว เต็มไปด้วยความหลากหลายและความงดงาม

หากการลดความเหลื่อมล้ำเป็นวาระแห่งชาติของเราจริงๆ และหากเรามองเห็นความเหลื่อมล้ำชัดมากขึ้นในวิกฤตโควิด

รัฐควรมีหน้าที่เป็นผู้สร้าง platform ให้ประชาชนต่างกลุ่ม (อาชีพ อายุ เพศ ฯลฯ) ต่างพื้นที่ ต่างเป้าหมายชีวิต มีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจว่าจะจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับแต่ละกลุ่มอย่างไร (tailor-made fiscal package)

เพราะการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ไม่ควรหมายถึงเพียงการรอรับเงินจากรัฐเท่านั้น แต่ควรหมายถึงการเปิดโอกาสให้ทุกคนมาอยู่ข้างหน้าตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการกำหนดนโยบาย

 

ระยะกลาง: อ่านกระแสเศรษฐกิจโลกให้ออก

 

หลังจากระดมสรรพกำลังช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้นแล้ว เราต้องหันกลับมามองโลกภายนอกอีกครั้ง ประเมินว่าวิกฤตแฝดเศรษฐกิจ-โควิดกำลังพัดพาโลกทั้งใบไปในทิศทางไหน

 

แนวโน้มที่หนึ่ง: เทคเฟิร์มจะขยายอิทธิพลข้ามธุรกิจ

ถัดจากระบอบคอมมิวนิสต์ กลับกลายเป็นไวรัสที่มองไม่เห็นด้วยตาขึ้นมาสั่นคลอนทุนนิยมโลก จนผู้คนเริ่มหวาดกลัวว่าทุนนิยมทั้งระบบอาจถึงคราวล่มสลาย

อย่างไรก็ดี ในภาวะวิกฤตปัจจุบัน เทคเฟิร์มยักษ์ใหญ่กลับผงาดแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

แม้แต่ Huawei ยักษ์ใหญ่จากจีน ประเทศศูนย์กลางการระบาด ยังสามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปี 2020 ได้ถึง 8,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6 เปอร์เซ็นต์

ในขณะที่ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาก็ผงาดยิ่งกว่าเดิม Amazon จ้างงานเพิ่ม 100,000 อัตราเพื่อรับมือกับการขยายตัวของยอดสั่งซื้อออนไลน์ การส่งข้อความใน Facebook เพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ Zoom และ Slack กลายเป็นปัจจัยสี่ในช่วงล็อกดาวน์ที่ขาดไม่ได้พอๆ กับอาหารและน้ำ

เทคเฟิร์มสี่บริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Alphabet, Amazon, Apple และ Microsoft แต่ละรายต่างมีมูลค่าตลาดเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็นสมาชิกของชมรม “Trillion Dollar Club” เรียบร้อย ส่วน Facebook ตามมาไม่ห่างด้วยมูลค่า 620,000 ล้านดอลลาร์

 

 

หนึ่งล้านล้านดอลลาร์มีขนาดมโหฬารเพียงใด ลองเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ของเยอรมนีทั้งตลาดที่มีมูลค่า ทุกบริษัท รวมกัน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับเทคเฟิร์มยักษ์ใหญ่แค่สองบริษัทเท่านั้น

ส่วน ประเทศไทยทั้งประเทศ มีขนาดเศรษฐกิจราว 500,000 ล้านดอลลาร์ น้อยกว่า Facebook บริษัทเดียวเสียอีก

โลกหลังโควิดมีแต่จะต้องพึ่งพาการค้าออนไลน์ (e-commerce) การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (digital payment) และการทำงานระยะไกล (remote working) มากขึ้น

ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมอย่างที่เคยเป็นมา แต่จะรวมไปถึงโรงเรียนและมหาวิทยาลัย กิจกรรมต่างๆ ของรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ร้านค้ารายย่อยตามท้องตลาด กลายเป็นโอกาสให้เทคเฟิร์มยักษ์ใหญ่สามารถขยายอิทธิพลข้ามพรมแดนเดิมที่ครองตลาดอยู่แล้วไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ

ประเด็นถกเถียงที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เช่น Facebook หรือ Google มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราแค่ไหน และควร “จัดข้อมูล” อะไรให้เราก่อนหลัง จะยิ่งซับซ้อนยิ่งขึ้น เกี่ยวพันทั้งเรื่องสิทธิส่วนบุคคล การแข่งขันทางธุรกิจ การสร้างนวัตกรรม จนถึงความมั่นคงระหว่างประเทศ

ผู้คุมกฎของไทยพร้อมแค่ไหนกับบทบาทของเทคเฟิร์มที่มีแต่จะเพิ่มทบทวีคูณ?

 

แนวโน้มที่สอง: ปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็กในแต่ละอุตสาหกรรม

ความเหลื่อมล้ำเห็นชัดทุกภาคส่วน McKinsey & Company วิเคราะห์บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก พบว่าธุรกิจการบินได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด มูลค่าตลาดหดตัวเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยการท่องเที่ยว ปิโตรเคมี ธนาคาร และยานยนต์ ส่วนที่กระทบน้อยหน่อยคือกลุ่มค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค และยารักษาโรค ที่หดตัวราว 10 เปอร์เซ็นต์

ที่น่าสนใจคือ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงเกิดขึ้นภายในแต่ละธุรกิจด้วย เช่น ธุรกิจสุขภาพมีทั้งผู้ได้และผู้เสียจากโควิด ส่วนเคมีภัณฑ์ก็มีทั้งกลุ่มที่ทรงๆ กับกลุ่มที่ทรุดหนัก

 

 

The Economist ประเมินว่า ในบรรดาบริษัทขนาดใหญ่ 2,000 แห่งทั่วโลก มีบริษัทราว 1 ใน 4 ที่ถือเงินสดมากกว่าหนี้สินกระจายอยู่ในทุกอุตสาหกรรม

บริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มจะใช้โอกาสวิกฤตโควิดครั้งนี้เข้าซื้อกิจการคู่แข่งครั้งใหญ่ ทั้งเพื่อตัดคู่แข่ง ขยายตลาด หรือเพื่อลดความเสี่ยงในการจัดการซัพพลายเชนและช่องทางการจัดจำหน่ายในอนาคต

คลื่นการควบรวมกิจการจะเกิดขึ้นอีกระลอกทั้งภายในและข้ามประเทศ เป็นไปได้ที่จะสาดซัดกว้างไกลยิ่งกว่าครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ส่งผลสะเทือนต่อการแข่งขันในธุรกิจและทางเลือกของผู้บริโภค

ผู้คุมกฎ บริษัทธุรกิจ และภาคการเงินของไทยพร้อมแค่ไหนกับแนวโน้มปลาใหญ่กินปลาเล็กที่กำลังจะเกิด?

 

แนวโน้มที่สาม: การพลิกผันของห่วงโซ่การผลิต

จีนเติบโตก้าวกระโดดในสองทศวรรษที่ผ่านมาด้วยยุทธศาสตร์การเป็น “โรงงานของโลก” (World Factory) การหยุดผลิตสินค้าของจีนในช่วงวิกฤตโควิดจึงทำให้การผลิตหลายส่วนในโลกต้องหยุดชะงักลงตั้งแต่ก่อนไวรัสโควิดจะเดินทางไปถึงประเทศต่างๆ เสียอีก

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Chrysler (ทวีปอเมริกาเหนือ) ต้องหยุดการผลิตรถยนต์ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศเซอร์เบีย (ทวีปยุโรป) ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ เพราะไม่ได้รับชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้าจากจีน (ทวีปเอเชีย)

นอกจากแอฟริกาแล้ว ทวีปอื่นๆ ล้วนได้รับผลกระทบจากการพึ่งพาสินค้าขั้นกลาง (intermediate products) จากจีนแทบทั้งสิ้น ดังที่แผนที่ซัพพลายเชนโลกของ Bloomberg แสดงให้เห็น

 

 

วิกฤตโควิดจึงทำให้แต่ละองค์กรต้องประเมินซัพพลายเชนใหม่ทั้งองคาพยพ แม้แต่กิจการตึกแถวริมถนนในต่างจังหวัดของไทยยังขาดวัตถุดิบเมื่อการผลิตในจีนหยุดชะงัก

นักวิเคราะห์หลายคนหวาดกลัวว่ายุคสมัยแห่งการผลิตเสรีไร้พรมแดนหรือ Global Supply Chains จะสิ้นสุดลง ยิ่งรวมกับกระแสชาตินิยมที่ก่อตัวก่อนหน้า อาจนำไปสู่กระแสปิดประเทศหลังโควิด เกิดสภาวะ Nationalization ทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

แต่การปรับฐานการผลิตไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น ทักษะการผลิตไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างกันได้เพียงชั่วข้ามคืน

ในระยะสามสี่ปีข้างหน้า ซัพพลายเชนโลกมีแนวโน้มปรับตัวเข้าสู่ “ห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค” หรือ Regional Supply Chains เสียมากกว่า

หน่วยคิดซัพพลายเชนจะกลายเป็น “ภูมิภาค” อย่างอเมริกาเหนือ / อเมริกาใต้  / ยุโรปตะวันตก / เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพราะองค์กรธุรกิจต้องการลดความเสี่ยงด้วยการหาแหล่งสินค้าขั้นกลางในประเทศใกล้เคียงมากกว่าเดิม ถึงแม้จะมีต้นทุนแพงกว่าการนำเข้าจากจีน แต่การกระจายความเสี่ยงเชิงพื้นที่จะกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากขึ้นเมื่อยามเกิด Supply Chain Shock

หน้าต่างแห่งโอกาสจึงเปิดกว้างสำหรับประเทศจำนวนมากที่เคยถูกจีนแย่งชิงตลาดไปก่อนหน้า อย่างน้อยๆ ก็กว้างที่สุดในรอบสองทศวรรษ

เมื่อรวมสามแนวโน้มเข้าด้วยกัน ประเทศไทยพร้อมรับมือกับการผงาดของเทคเฟิร์ม คลื่นการควบรวมกิจการ และการพลิกผันของห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติแค่ไหน?

 

ระยะยาว: สร้างเศรษฐกิจไทยให้มีสีสัน

 

ไม่ว่าจะใช้บาซูก้าหรือบั้งไฟยิงเศรษฐกิจ ก็ต้องคิดต่ออยู่ดีว่าจะใช้เงินก้นถุงก้อนนี้ไปเพื่ออะไร

ประเทศอย่างสิงคโปร์ถือโอกาสวิกฤตนี้ในการจูงใจผู้ประกอบการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง

แล้วไทยจะใช้งบประมาณเพื่อรักษาอดีต ให้เศรษฐกิจไทยเป็นอย่างที่เคยเป็นมาก่อนวิกฤตโควิด หรือจะถือเป็นโอกาสในปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่

คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ แล้วเศรษฐกิจไทยควรขยับไปทางไหน

 

 

ในหนังสือ “เศรษฐกิจสามสี เศรษฐกิจแห่งอนาคต” ผมถอดบทเรียนจากประเทศทั่วโลก และเสนอว่าในขั้นแรก การออกแบบนโยบายเพื่อรับมือกับโลกยุคใหม่ต้องคิดผ่านกรอบ “ห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ”

ใช้ห่วงโซ่การผลิตในการวาด “แผนที่” และตั้ง “เข็มทิศ” ของเศรษฐกิจไทย ประเมินอย่างละเอียดว่าในแต่ละอุตสาหกรรม บริษัทไทยอยู่ตรงจุดไหนบ้าง รู้เท่าทันการกระจายของมูลค่าเพิ่มในแต่ละจุดของห่วงโซ่ วางเป้าหมายให้ชัดว่าจะไต่บันไดห่วงโซ่อย่างไร จุดไหนทิ้งได้ จุดไหนควรสู้ โดยตระหนักว่าการสร้างตราสินค้าไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปอีกต่อไป

 

กรอบคิดนโยบายใหม่  =  ห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ  +  หนึ่งนโยบายหลายโจทย์

 

เช่นในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ เพราะสนใจแค่แบรนด์เนมที่มองเห็นด้วยตา ทั้งผู้กำหนดนโยบายและคนจำนวนมากจึงเข้าใจผิดคิดว่าบริษัทอย่าง Nokia และ Ericsson ตายไปแล้ว

แต่หากมองผ่านกรอบห่วงโซ่การผลิต เราจะเข้าใจว่าการผลิตมือถือแยกออกเป็น 5 ส่วนหลักๆ ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานพื้นฐานของโครงข่าย การวิจัยและออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิตชิ้นส่วนหลัก และการใช้แรงงานประกอบ

กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเป็นเจ้าของแบรนด์ บริษัทอย่าง Nokia และ Ericsson อยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะผันตัวไปเป็นผู้ครอบครองมาตรฐานและเทคโนโลยีต้นน้ำ เช่น Ericsson เป็นเจ้าของสิทธิบัตรถึง 39,000 รายการ จนทำให้มีรายรับจากการขายสิทธิบัตรถึงปีละ 1,600 ล้านดอลลาร์

ไม่ว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Samsung และ Huawei จะห้ำหั่นกันรุนแรงเพียงใด ทั้งสามบริษัทต่างก็ต้องพึ่งพามาตรฐานพื้นฐาน อาทิ เทคโนโลยี 4G หรือระบบสัญญาณ wifi จากเจ้าของสิทธิบัตร จนต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรเหล่านี้รวมกันถึงประมาณร้อยละ 5 ของต้นทุนการผลิตมือถือแต่ละเครื่อง

นอกจากนี้ การคิดนโยบายแห่งอนาคตจำเป็นต้องให้หนึ่งนโยบายสามารถตอบหลายโจทย์ไปพร้อมกัน เช่น นโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น

 

เทคโนโลยีสีเขียว  =  ปรับสมดุลสิ่งแวดล้อม  +  ยกระดับเทคโนโลยี  +  สร้างงานคุณภาพ

 

ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยยังต้องการการเจริญเติบโต แต่การใช้พลังงานฟอสซิลต้องลดลง ต้องกล้าปรับโครงสร้างจริงจัง งานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันต้องทยอยลด โยกย้ายเพิ่มเติมโอกาสงานไปสู่อุตสาหกรรมและบริการใหม่ๆ ที่ใช้พลังงานสะอาด การเปิดสัมปทานพลังงานทดแทน แล้วนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศเข้ามา เป็นเพียงการถ่ายโอนทรัพยากรของสังคมไปสร้างมหาเศรษฐีทำงานน้อยร้อยล้านอีกกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เราต้องใช้การเติบโตสีเขียวเป็นโอกาสในการยกระดับเทคโนโลยีของประเทศ กระจายงานคุณภาพให้ทั่วถึง ดังเช่นที่เยอรมนีทำสำเร็จด้วยบทบาทของหัวหอกธนาคารเพื่อการพัฒนาอย่าง KfW แม้ว่าจะเป็นผู้มาทีหลังและต้องไล่กวดหลายประเทศก็ตาม

 

ในขณะเดียวกัน การรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ก็ต้องไปไกลกว่าเรื่องงบประมาณและสุขภาพ

เราควรมองปรากฏการณ์นี้เป็น “ตลาดสีเงิน” หรือ Silver Markets เปรียบเปรยกับผมสีดอกเลาของผู้สูงอายุ

พลิกมุมมองจากที่เคยเห็นสังคมสูงวัยเฉพาะด้านที่เป็นภาระของประเทศ เปลี่ยนเป็นการมองให้รอบด้านขึ้น เพื่อตระหนักถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

 

ตลาดสีเงิน = สังคมที่เอื้อกับผู้สูงวัย + ตลาดสินค้า/บริการใหม่ + โอกาสทางเทคโนโลยี

 

อย่าลืมว่า ผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยคือคนที่ทำงานมาทั้งชีวิต จึงมีเงินออมสะสมเพื่อใช้จ่ายในชีวิตบั้นปลาย และถ้ามองให้ไกลกว่านั้น คนกลุ่มนี้ต้องการสินค้าและบริการที่แตกต่างจากคนวัยทำงานอย่างมีนัยสำคัญ

นี่คือพื้นที่ที่เราสามารถออกแบบนโยบายเศรษฐกิจโดยคิดถึงโอกาสการจ้างงานใหม่และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัยไปพร้อมกัน ผู้สูงวัยไม่ได้ต้องการแค่ระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่ต้องการที่อยู่อาศัยเฉพาะแบบ การคมนาคมแบบใหม่ หุ่นยนต์ดูแล รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันอย่างเครื่องสำอาง และมิติทางสังคมอย่างสถานที่ออกกำลัง เต้นรำ ดูภาพยนตร์

สินค้าและบริการที่ว่ามาทั้งหมดนี้มีศักยภาพในการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของประเทศไปอย่างพลิกผัน ยุทธศาสตร์การเป็นครัวโลกจะสำเร็จแค่ไหนก็ว่ากันไป แต่ถ้าโฟกัสมากกว่าเดิมเป็น “ครัวโลกของผู้สูงวัย” ประเทศไทยน่าจะมีศักยภาพไม่น้อย สร้างซัพพลายเชนใหม่ได้ทั้งระบบ

 

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว มาตรการด้านอุตสาหกรรมและการค้าถูกผูกรัดไว้ด้วยกรอบกติการะหว่างประเทศ แต่กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว เริ่มมีข้อเรียกร้องสู่การจัดระเบียบโลกใหม่ สร้างโลกาภิวัตน์ที่เปิดกว้างยืดหยุ่น ดังที่เราเคยมีในกรอบเบรตตันวูดส์ที่สร้างยุคทองของทุนนิยมในช่วงปี 1945–1973 ซึ่งแต่ละประเทศมี “พื้นที่นโยบาย” (policy space) มากกว่าปัจจุบัน จนทำให้เสถียรภาพด้านการผลิตและการจ้างงานสูงเป็นประวัติการณ์

 

ระเบียบโลกสีทอง = โลกาภิวัตน์ปลายเปิด + การปรับตัวของผู้คุมกฎ

 

แน่นอนว่ายุคทองที่เปิดกว้างไม่ได้หมายถึงการไร้กฎเกณฑ์ ผู้คุมกฎต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย ดังที่เราสามารถเรียนรู้จากสหภาพยุโรป เช่น การตัดสินให้ Google จ่ายค่าปรับมูลค่า 2,400 ล้านยูโรในปี 2017 เพราะนำบริการค้นข้อมูลที่ควรเป็นกลาง มาเอื้อประโยชน์ให้บริการซื้อสินค้าของตนเอง

คณะกรรมาธิการการแข่งขันของสหภาพยุโรปประมวลข้อมูลมหาศาลด้วยการสุ่มค้นหาจำนวน 1,700 ล้านรายการ เพื่อยืนยันว่าอัลกอริทึมของ Google จงใจทำให้การค้นหาไม่เป็นธรรม เอาเปรียบผู้ค้ารายอื่น นี่เป็นตัวอย่างการปรับตัวของผู้คุมกฎเพื่อรักษาการแข่งขันของตลาด ซึ่งนับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของทวีปที่เป็นจุดกำเนิดทุนนิยมโลก

 

Never let a good crisis go to waste.

ดังที่ วินสตัน เชอร์ชิล เคยเตือนไว้ว่า “อย่าปล่อยให้วิกฤตกลายเป็นความสูญเปล่า”

ระยะสั้น เราต้องช่วยกันเฝ้าระวังบาซูก้าการคลังกลายพันธุ์ ระยะกลางต้องจับกระแสเศรษฐกิจโลกไว้ให้มั่น

ส่วนระยะยาว เทคโนโลยีสีเขียว ตลาดสีเงิน และระเบียบโลกสีทอง คือ “สีสัน” ของเศรษฐกิจแห่งอนาคต

 

อ้างอิง

 

Author

Veerayooth Kanchoochat

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร - อาจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองมหาวิทยาลัย National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประเทศญี่ปุ่น จบการศึกษาด้านการพัฒนาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สอนและทำวิจัยเรื่องรัฐพัฒนาในเอเชียตะวันออก ความหลากหลายของระบบทุนนิยม นโยบายอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจการเมืองไทย