fbpx

‘เปิดช่องทุนผูกขาด – ตัดอำนาจผู้บริโภค?’ คุยกับสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กรณีควบรวมทรู-ดีแทค

จะเป็นอย่างไร? – หากเราต้องจ่ายเงินค่าอินเทอร์เน็ตแพงขึ้นเพื่อซื้อบริการที่มีคุณภาพเท่าเดิม หรืออาจจะน้อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ

นี่คือความกังวลที่เกิดกับสังคม หลังมีข่าวการดีลควบรวมการให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของประเทศ อย่างทรูและดีแทค ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่เป็นอันดับ 2 และ 3 ของไทย ในขณะที่อันดับ 1 คือ AIS ซึ่งหากการควบรวมนี้เกิดขึ้นจริงจะทำให้ผู้ให้บริการที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดลดลงจาก 3 เจ้าเหลือเพียง 2 เจ้าเท่านั้น

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อคนขายหรือคนให้บริการยิ่งน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตลาดที่มีผู้แข่งขันน้อยรายอยู่แล้ว การแข่งขันในตลาดจะลดลง การผูกขาดในอุตสาหกรรมจะมีมากขึ้น และนำไปสู่การขึ้นราคา (หรือไม่พัฒนาคุณภาพเพื่อแข่งขัน) เพราะคนขายจะมีอำนาจเหนือตลาดมากกว่าเดิม

คำถามสำคัญในเรื่องนี้คือ หากการควบรวมกิจการของทรูและดีแทคครั้งนี้เกิดขึ้นจริง การแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจะเป็นอย่างไร ประเทศจะได้โอกาสในการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างที่ผู้ให้บริการให้เหตุผล หรือเสียโอกาสจากการที่บริการพื้นฐานราคาแพงขึ้น ที่สำคัญคือ ประชาชนหรือใครที่ได้ประโยชน์?

101 จึงชวน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI มาร่วมพูดคุยและจับตามองในเรื่องนี้

หมายเหตุ: เรียบเรียงจากรายการ 101 One-on-One Ep.273: จับตาควบรวมทรู-ดีแทค สู่ยุคผูกขาดโทรคมนาคมไทย? กับ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

เปิดข้อมูลควบรวม ทรู – ดีแทค

เปิดช่องทุนผูกขาด – ตัดอำนาจผู้บริโภค?

101PUB – 101 Public Policy Think Tank ได้ทำผลการศึกษาในประเด็นดังกล่าวซึ่งพบข้อมูลที่น่าสนใจ 2 ข้อ

หนึ่ง–หลังการควบรวม ‘ผู้ให้บริการหลัก’ จะเหลือเพียง 2 รายเท่านั้น โดยแบ่งตลาดกันคนละครึ่ง ทรูกับดีแทครวมกันเกิน 50% ซึ่งในทางวิชาการจะมีการวัดดัชนีการกระจุกตัวหรือ HHI (Herfindahl–Hirschman Index) พบว่าหลังการควบรวมจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% คือ จาก 3,500 ขึ้นไปถึง 4,800 ซึ่งตามข้อกฎหมายของ กสทช. นั้นถ้าเกิน 2,500 ก็อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังแล้ว จุดนี้จึงเป็นข้อสังเกตว่าก่อนการควบรวมก็เกินกว่าเกณฑ์แล้วและหากควบรวมก็จะยิ่งเกินไปอีก 

สอง–การคำนวณราคาโดยเปรียบเทียบกรณีการไม่ควบรวมกับกรณีที่มีการควบรวม พบว่า กรณีไม่มีการควบรวมราคาอยู่ที่ 220 บาท / เลขหมายต่อเดือน แต่หากเกิดกรณีร้ายแรงที่สุดที่รายใหญ่จะเกิดการฮั้วและกำหนดราคาขึ้นมา ราคาจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 66-70% 

จากข้อมูลดังกล่าว สมเกียรติให้ความเห็นว่า กรณีการควบรวมดีแทคต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ในการอนุญาตควบรวมของ กสทช. ซึ่งมีวิธีคิดเบื้องหลังว่า เมื่อมีการกระจุกตัวเยอะจะมีผลเสียต่อผู้บริโภค และเกณฑ์ที่นำมาใช้ก็เอามาจากสหรัฐอเมริกาที่ว่า ดัชนีการกระตุกตัวห้ามสูงเกิน 2,500 และถ้าควบรวมกันแล้วสูงขึ้นไปอีกตั้งแต่ 100 ขึ้นไป ก็เรียกได้ว่าอยู่ในโซนอันตรายต้องระมัดระวัง 

ยกตัวอย่างกรณี ในปี 2011 AT&T ซึ่งตอนนี้เป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ในอเมริกา ตอนนั้นอยากจะซื้อ T-Mobile ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายหนึ่ง โดยอ้างว่าคลื่นไม่พอใช้ขอควบรวมกัน คำถามคือถ้าควบรวมกันจะเกิดผลอะไรบ้าง อเมริกาได้คำนวนค่าการกระจุกตัว พบว่าก่อนจะรวมตัวเลขอยู่ที่ 2,800 อยู่แล้ว ถ้ารวมกันจะสูงขึ้นไปถึง 730 ซึ่งอยู่ในโซนอันตรายมาก เพราะฉะนั้นหลังจากพิจารณาเรื่องนี้ว่ามีความเสี่ยง ผนวกกับการวิเคราะห์แล้วว่าหากผูกขาดแล้วโอกาสที่จะเกิดรายใหม่ก็เป็นไปได้ยาก เขาเลยตัดสินว่าไม่ให้ควบรวม 

เพราะฉะนั้นกรณีของเมืองไทยตั้งต้นสูงกว่าที่อเมริกาหลังควบรวมด้วยซ้ำ กรณีอเมริกาที่ห้ามควบรวมตั้งต้น 2,800 แล้วสูงขึ้นอีก 700 กว่า เมื่อรวมแล้วตัวเลขคือ 3,500 เกือบเท่ากับของเมืองไทยก่อนที่จะมีการควบรวมเสียอีก แล้วถ้าของไทยหลังการควบรวมมีแนวโน้มจะสูงถึง 4,800 ถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง

“การควบรวมอาจจะทำให้ 2 รายนี้ลดต้นทุนได้บ้างซึ่งก็เห็นว่าจะลดต้นทุนได้ประมาณ 2-7 บาท มันลดได้นิดเดียวแต่โอกาสที่จะขึ้นราคา ขึ้นมาได้เป็นร้อย เพราะฉะนั้นผู้บริโภคมีโอกาสถูกฟันราคา”

กสทช. มีกลไกควบคุมราคาหลังควบรวมอยู่แล้ว ทำไมถึงยังต้องกังวล? 

ต่อกรณีนี้ สมเกียรติ ตั้งคำถามต่อว่า กำหนดราคาแล้วได้ผลหรือไม่? เพราะการควบคุมราคาไม่ง่ายเลย เช่น ถ้ากำหนดว่านาทีละไม่เกิน 1 สลึง ผู้ให้บริการจะออกแพคเกจมาว่า เราต้องใช้ 10,000 นาทีแล้วจึงจะได้ราคา 1 สลึง ซึ่งถ้าเอามาคำนวณเงินจริง ราคาประมาณ 2,500 บาท แปลว่าผู้บริโภคต้องซื้อแพคเกจละ 2,500 บาทจึงจะได้ราคานาทีละ 1 สลึงได้จริง แต่เป็นแพคเกจที่มีคนอยากใช้หรือไม่? แน่นอนว่า, ไม่ 

“ขายในสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการแล้วบอกว่าถูก เหมือนให้ไปกินบุฟเฟ่ต์ปูสดๆ ปูตัวละ 100 บาท แต่คุณต้องจ่าย 3,000 บาท คุณถึงจะกินปูตัวละ 100 บาท ได้ ดังนั้นวิธีการที่ฉลาดกว่า คือ อย่าให้ไปควบรวม มันไม่มีความจำเป็นต้องให้ไปควบรวม จะได้ไม่ต้องไปยุ่งในการคุมราคา ผู้บริโภคก็จะไม่โดนฟันราคา ตรงไปตรงมาดี”

‘เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน – แต่ลดแรงจูงใจในการแข่งขัน’
ปัญหาของข้อโต้แย้งจากฝั่งทุน

เพิ่มศักยภาพเพื่อการแข่งขันที่เท่าเทียม?

ผู้บริหารเทเลนอร์ กรุ๊ป ให้เหตุผลว่า “การแข่งขันที่แท้จริงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเป็นอุตสาหกรรมที่ลงทุนสูงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออุตสาหกรรมมีขนาดไม่แตกต่างกันจนเกินไป แต่ในประเทศไทยตอนนี้มีผู้เล่นเพียง 1 รายที่แข็งแกร่งมากและอีก 2 รายที่อ่อนแอ 2 รายนี้ก็คือ ทรู กับดีแทค สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่การแข่งขันที่แท้จริงเพราะว่าผู้เล่นที่อ่อนแอไม่สามารถที่จะลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพได้เลย ดังนั้นการมีผู้เล่นที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันจะทำให้การแข่งขันเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำไม่ได้ลดลง” 

สมเกียรติ ตอบคำถามต่อประเด็นนี้ว่าศักยภาพในการแข่งขันมันสูงขึ้นจริง เพราะส่วนแบ่งตลาดจะสูสีกัน 48% กับ 51% แต่ขณะเดียวกันแรงจูงใจในการแข่งขันจะลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นต่อให้แข่งกันได้ คำถามคือ การแข่งขันเป็นประโยชน์ต่อเขาไหม? คำตอบคือไม่เป็นประโยชน์เทียบเท่าการฮั้วกัน เพราะฉะนั้นต่อให้มีศักยภาพที่จะแข่งขันได้แต่ความอยากจะแข่งจะลดลง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจากข้อมูลที่ทำกันมาราคาถึงสูงขึ้น 

“ยกตัวอย่างสถานการณ์ เช่น คุณครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ 99% ผมเป็นรายใหม่เข้ามา ผมต้องฟันราคาเพื่อที่จะสามารถได้กำไรจากตลาดนี้ เพราะฉะนั้นถ้าผมฟันราคา คุณต้องสู้แบบนี้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่ถ้าเกิดส่วนแบ่งตลาด 50:50 แรงจูงใจที่จะไปฟันราคากันมันจะน้อยมาก”

“นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ วิเคราะห์ว่า ‘สงครามราคากำลังจะหมดไป’ ซึ่งในมุมผู้ประกอบการ การฟันราคามันคือสงครามราคาเพราะเขาไม่อยากไปฟันราคากัน

ดังนั้น สงครามราคาจะหมดไปก็คือสันติภาพ ซึ่งแปลว่า กอดคอกันฟันพวกเรา”

เพิ่มอำนาจต่อรองแพลตฟอร์มต่างชาติ – พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลไทย?

อีกหนึ่งข้อโต้แย้งที่ฝั่งทรูและดีแทคชี้แจงคือ ตอนนี้อุตสาหกรรมคมนาคมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น Ai และ 5G เพราะฉะนั้นต่อไปนี้คู่แข่งของเราไม่ใช่บริษัทโทรคมนาคมแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่จะรวมถึงบริษัทแพลตฟอร์มระดับโลก อย่างเช่น Google Cloud Microsoft ในด้านกลับกันบริษัทแพลตฟอร์มระดับโลกเหล่านี้ก็จะเป็นพันธมิตรกับบริษัทโทรคมนาคมด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เทเลนอร์พยายามสร้างขึ้นในประเทศไทย จึงไม่ใช่แค่บริษัทโทรคมนาคมหากแต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีใหม่ เรียกว่า Telecom-Tech ที่สามารถจะให้ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีครั้งใหญ่ และจะสามารถเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆได้ การควบรวมจะสามารถทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งพอที่จะลงทุน และพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลของไทย ให้อยู่ในแนวหน้าของภูมิภาค

ต่อประเด็นนี้สมเกียรติ กล่าวว่า บริษัทแข็งแกร่งขึ้นจริง เขามีอำนาจต่อรองกับบรรดาพวกผู้ผลิตอุปกรณ์หรือบรรดาพวก Tech ได้ดีขึ้น แต่ผลประโยชน์ของการต่อรองนั้นกลับมาที่ผู้บริโภคหรือไม่? 

“สิ่งที่เราในฐานะผู้บริโภคจะเจอ คือ การผูกขาด 2 ชั้น ชั้นแรก – เข้าถึงโทรศัพท์มือถือก็ผูกขาด เข้าไปเจอ Facebook ก็เป็นแพลตฟอร์มที่กินรวบตลาด Social media ก็ถูกผูกขาดอีกทอดหนึ่ง ถูกผู้ขาด 2 ชั้นแบบนี้ แล้วจะไปอยู่รอดได้อย่างไร” 

‘กสทช. ต้องทำหน้าที่’

ผลการพิจารณาในทางทฤษฎีมี 3 ทาง 

หนึ่ง–เห็นว่าอันตรายถ้าควบรวมแล้วมีความเสี่ยงต่อผู้บริโภคเยอะ ความเห็นนี้จะไม่ให้ควบรวมอยู่แบล 3 รายเหมือนเดิม 

สอง–เห็นว่าควบรวมแล้วไม่ค่อยดีแต่พอมีวิธีแก้ไขได้ โดยใช้วิธีให้ควบรวมแต่สั่งให้แก้ไขบางเรื่องที่เรียกว่าเยียวยาหรือมีมาตรการป้องกัน

สาม–ให้ควบรวมไปเลยโดยไม่ต้องทำอะไร

สมเกียรติ ยอมรับว่าไม่อาจคาดเดาใจของ กสทช. ได้ แต่ในทางวิชาการชัดเจนว่ากรณีเช่นนี้ กสทช. ไม่ควรจะให้ควบรวมเพราะยิ่งตัวเลือกเหลือน้อย อำนาจต่อรองในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภค, ในฐานะที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ก็จะยิ่งเหลือน้อย ผนวกกับข้อมูลที่ถูกทำออกมาจาก 101PUB, จุฬาฯ หรือแม้กระทั่งคณะอนุกรรมการของ กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์เองก็ตาม ต่างก็พูดชัดว่าถ้าควบรวมกันแล้วผู้บริโภคจะเสียประโยชน์

เมื่อหน่วยงานทางด้านเศรษฐศาสตร์บอกว่า ควบรวมแล้วผู้บริโภคเดือดร้อนไม่ควรให้ควบรวมและอนุกรรมการด้านกฎหมายที่ กสทช. ตั้งขึ้นมาก็พูดไว้ชัดเจนว่า กสทช. มีอำนาจในการพิจารณาว่าจะให้ควบรวมก็ได้ ไม่ให้ควบรวมก็ได้หรือให้ควบรวมแต่มีเงื่อนไขก็ได้

“แต่บางคนใน กสทช. ทำท่าจะยอมแพ้ตั้งแต่ในมุ้งเหมือนกับกรรมการการแข่งขันทางการค้า ถ้าเป็นอย่างนี้ผมคิดว่า ประเทศไทยไม่รู้จะจ่ายเงินเดือนให้หน่วยงานอิสระต่าง ๆ เหล่านี้ไปเพื่ออะไร?”

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save