เพชร มโนปวิตร เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ผู้หญิงทั้งสองคนแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย

เกรต้า อายุ 16 เกิดที่สต็อกโฮล์ม สวีเดนในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ เป็นคนเก็บตัว สุขุม พูดน้อย ช่างคิด AOC หรือ อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ คอร์เตส อายุ 29 เกิดในย่านบรองซ์ ของนครนิวยอร์ก ในครอบครัวชนชั้นแรงงานผู้อพยพเชื้อสายเปอโตริกัน เป็นคนเปิดเผย ร่าเริง กล้าแสดงออก และไม่ยอมใครในเรื่องความยุติธรรม

เกรต้า เริ่มต้นประท้วงเพื่อให้มีการแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนหน้ารัฐสภาสวีเดนอย่างเงียบๆ คนเดียวในเดือนสิงหาคม เมื่อปีที่แล้ว ก่อนขบวนการหยุดโรงเรียนประท้วงเพื่อสภาพภูมิอากาศ (School Strike for Climate) จะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน และแพร่ขยายไปทั่วโลก เธอกลายเป็นโฉมหน้าของนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ที่จุดประกายการต่อสู้เรื่องสภาวะโลกร้อน ได้รับเชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ งานประชุม World Economic Forum และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้

AOC สร้างปาฏิหาริย์การเมืองยุคใหม่ของอเมริกาด้วยการเอาชนะโจ โครว์ลีย์ ส.ส. 10 สมัยพรรคเดียวกันที่ครองตำแหน่งมานาน 20 ปีได้เป็นผู้แทนลงสมัครในนามพรรคเดโมแครตเมื่อเดือนมิถุนายนเมื่อปีที่แล้ว และต่อมาก็เอาชนะการเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกสภาที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน หลังเข้าสู่สภาเธออภิปรายการทำงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกายุคนายโดนัลด์ ทรัมป์ได้อย่างเฉียบแหลมทั้งในเรื่องประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปัญหาผู้อพยพ หนี้การศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือนำเสนอ Green New Deal แผนการแก้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในระยะเวลา 10 ปี พร้อมกับการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นต้นแบบนโยบายสายก้าวหน้าอย่างแท้จริง

เร็วๆ นี้ เกรต้าเพิ่งมีหนังสือของตัวเองเล่มแรกออกมาในชื่อ No One is Too Small to Make a Difference รวบรวมคำกล่าวสุนทรพจน์อันทรงพลังของเธอในวาระต่างๆ โดยจะบริจาครายได้ทั้งหมดให้การกุศล ส่วน AOC ก็เพิ่งมีสารคดี Knock Down the House เกี่ยวกับการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งประวัติศาสตร์ของเหล่า ส.ส. หน้าใหม่ที่ AOC สามารถโค่นแชมป์เก่าจากพรรคเดียวกันได้

เพียงเวลาแค่หนึ่งปี ทั้งคู่มีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนการแก้วิกฤตการณ์ของโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งคู่กลายเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่กล้าเผชิญหน้าอย่างท้าทายกับกลุ่มอำนาจเก่า เหล่านักการเมืองโบราณ และระบบทุนนิยมทรงพลังที่มีอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลหนุนหลัง ทั้งคู่หยัดยืนด้วยเหตุด้วยผลและเป็นกระบอกเสียงสำคัญให้กับคนส่วนใหญ่  The Guardian Weekend Magazine จับทั้งคู่มาพบและนั่งคุยกันครั้งแรกผ่านการประชุมทางไกล และนี่คือบางส่วนของบทสนทนาว่าด้วยความหวังในโลกที่กำลังมอดไหม้ด้วยปัญหาสารพัด (เรียบเรียงและคัดเลือกบางส่วนจากบทสนทนาเต็ม)

………………………………………………………………

 

AOC: เป็นเกียรติอย่างมากเลยที่ได้พบกับคุณ!

Greta: เช่นเดียวกันค่ะ!

AOC: ขอบคุณจ้ะ ฉันตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้คุยกัน ฉันจำได้ว่าได้ยินคุณกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกเมื่อหลายเดือนก่อนกับเพื่อนในย่านฮาร์เร็ม ฉันได้ยินแล้วดีใจสุดๆ เพราะในสหรัฐอเมริกา แม้แต่ตอนที่ฉันลงเลือกตั้ง คนมักจะบอกว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดเรื่องนี้ (สภาวะโลกร้อน) มันสุดโต่งและไม่มีประโยชน์ การได้ฟังคุณพูดเรื่องนี้อย่างมีเหตุมีผลเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและทำให้มีน่าเชื่อถือมากๆ ฉันอยากจะขอบคุณในสิ่งที่คุณทำและข้อเรียกร้องต่างๆ ของคุณ

Greta: ขอบคุณมากเช่นกันค่ะที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องนี้ และเป็นความหวังให้กับผู้คนจำนวนมาก แม้แต่ที่นี่ในสวีเดน

AOC: เรื่องหนึ่งที่ฉันอยากฟังว่าคุณคิดยังไงที่คนมักจะบอกว่า “อย่าให้เด็กๆ มายุ่งกับการเมือง มันแทบจะเป็นเหมือนข้อห้าม และเป็นสิ่งที่ผิดในการที่คนในวัยอย่างคุณแสดงความคิดเห็นหรือมีจุดยืนทางการเมือง ฉันรู้สึกว่ามันดูถูกกันมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกอย่าง ทำไมเราถึงมีความคิดของตัวเองไม่ได้ หรือเลือกที่จะออกมาเรียกร้องให้กับตัวเราเอง มีใครเคยถามคุณเรื่องนี้ไหม

Greta: ฉันเจอเรื่องพวกนี้ตลอดเวลาเลยค่ะ มันเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ได้ยินบ่อยที่สุด ว่าฉันถูกใช้ และคุณไม่ควรใช้เด็กๆเป็นเครื่องมือทางเมือง เพราะมันเป็นการทำร้ายเด็กๆ ฉันคิดเรื่องพวกนี้เองไม่ได้หรอก มันน่ารำคาญมากๆ ถ้าฉันสามารถแสดงความคิดเห็นได้ ทำไมฉันถึงไม่สามารถคิดเองได้ หรือแม้แต่พยายามจะเปลี่ยนความคิดคนอื่น ฉันแน่ใจว่าคุณก็คงเจอแบบเดียวกัน เพราะคุณยังเด็กและไม่มีประสบการณ์ เวลาที่ฉันเห็นถ้อยคำสร้างความเกลียดชังที่คุณได้รับ ฉันไม่รู้เลยว่าคุณจัดการกับมันได้ยังไงและยังคงเข้มแข็งอยู่ได้

AOC: สิ่งหนึ่งที่คนไม่รับรู้มากนักคือในสหรัฐอเมริกา เพราะช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน คนทั่วไปจึงมองว่าวอลล์สตรีทมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมาก ด้วยกติกาของเรา นักการเมืองสามารถรับเงินบริจาคมากมายมหาศาลอย่างที่คงไม่เกิดขึ้นในประเทศไหนๆ แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมีอำนาจในการล็อบบี้ขนาดไหน เรียกว่า The Koch Brothers  (พี่น้องในตระกูล Koch ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจในเครือ Koch มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับสองในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา) ซื้อพรรครีพลับลิกันไปได้ทั้งพรรค โดยที่คนลืมไปว่าพวกเขาทำเงินจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มันคือรายได้และความมั่งคั่งของเขา และนั่นคือสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า แรงต้านที่รุนแรงบ่งบอกถึงอำนาจของคนกลุ่มที่เรากำลังท้าทาย คุณจะมองด้วยความท้อแท้ หรือมองด้วยความหวังก็ได้ นั่นขึ้นอยู่ว่าเราเข้มแข็งขนาดไหน แต่เราแข็งแกร่งพอที่จะท้าทายอำนาจเหล่านั้นอย่างมีหลักการ และสร้างความเคลื่อนไหวที่ไม่ยอมจำนน  คุณคิดว่าวิธีไหนที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการทำให้คนหันมาสนใจขบวนการสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาคุณได้ลองทำแบบไหนบ้าง

Greta: ฉันคิดว่าการที่ฉันนั่งประท้วงหน้ารัฐสภาคนเดียวได้ผลอย่างมาก เพราะทำให้คนเห็น คนรู้สึก จนเกิดอารมณ์ร่วม เด็กๆ หลายล้านคนทั่วโลกออกมาประท้วงและบอกว่า “เราจะเรียนไปทำไม ถ้าโลกนี้ไม่มีอนาคต” ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้นที่รู้สึกแต่เป็นทุกคนในความเคลื่อนไหวครั้งนี้

AOC: อีกคำถามที่ฉันอยากรู้ หลายคนพูดถึงสวีเดนและประเทศนอร์ดิคในฐานะที่เป็นแรงบันดาลใจ คนมักจะบอกว่าแนวคิดที่ก้าวหน้าแบบนั้นคงไม่มีวันเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเพราะเราเป็นประชาธิปไตยแบบหลากหลายเชื้อชาติ ความจริงที่ว่าสวีเดนและหลายๆ ประเทศมีความคล้ายคลึงกันในทางเชื้อชาติ หมายความว่าคนน่าจะเห็นตรงกันและไปด้วยกันได้มากกว่า ในขณะที่ความหลากหลายทางเชื้อชาติและประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการอพยพในสหรัฐอเมริกาทำให้เกิดความแตกแยกและคงไม่มีวันที่จะเห็นตรงกันและลุกขึ้นมาต่อสู่ในเรื่องนี้ได้

Greta: คนจำนวนมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกามองว่าประเทศอย่างสวีเดน หรือนอร์เวย์ หรือฟินแลนด์ คือต้นแบบ เรามีพลังงานสะอาดและอื่นๆ นั่นอาจจะจริง แต่เราไม่ใช่ต้นแบบแน่ๆ สวีเดนเป็นหนึ่งในสิบประเทศที่มีรอยเท้านิเวศ (Ecological footprint) หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด ตามข้อมูลของ WWF ถ้านับรวมดัชนีด้านผู้บริโภคด้วยแล้ว เราน่าจะเป็นประเทศที่แย่ที่สุดประเทศหนึ่งเมื่อคิดถึงผลกระทบรายบุคคล

ในสวีเดน ข้ออ้างที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือเราไม่ควรจะต้องแก้ปัญหานี้เพราะเราเป็นแค่ประเทศเล็กๆ มีคนแค่ 10 ล้านคน เราควรมุ่งให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นๆ มันน่าหงุดหงิดมากๆ เพราะทำไมเราต้องมานั่งเถียงกันว่าใครควรจะต้องแก้ปัญหาก่อน ทำไมไม่ทำเป็นตัวอย่างล่ะ

AOC: เราก็ได้ยินข้ออ้างแบบเดียวกันเลย ทั้งๆ ที่นี่คือสหรัฐอเมริกา!! คนชอบบอกว่า “รอให้จีนลงมือก่อนสิ” ในขณะที่เรามีวัฒนธรรมการเมืองที่พยายามบอกว่า America First อเมริกาคือที่หนึ่ง ว่าเราเป็นชนชาติที่ดีที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันก็บอกว่า “ถ้าจีนไม่ทำ เราจะทำไปทำไม” ดูเหมือนว่าเราจะภูมิใจที่เป็นที่หนึ่งในการใช้น้ำมัน ในการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แต่ดูไม่มีความอยากจะเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม เป็นผู้นำให้เด็กๆ ของเรา

Greta: ประเทศอย่างสวีเดนหรือสหรัฐอเมริกา ความที่เราเป็นประเทศที่ร่ำรวย เราควรที่จะต้องทำก่อนคนอื่น เพราะผู้คนในประเทศที่ยากจนอาจยังมีความจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐานความเป็นอยู่ เรามีหน้าที่ที่ต้องนำการเปลี่ยนแปลง เพราะเอาจริงๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เรามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

AOC: บางทีฉันก็สงสัยว่าอะไรคือแรงขับให้คุณก้าวไปข้างหน้า มีบางแนวคิดซึ่งฉันไม่เห็นด้วยหรอก ที่บอกว่าถ้าคุณรู้ข้อมูลมากเกินไปเกี่ยวกับปัญหาสภาพอากาศ คุณก็จะรู้ว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไขอะไรได้ และหลายคนก็จะจมอยู่กับความท้อแท้ และไม่ทำอะไรเลย ทำไมคุณถึงยังไม่ท้อแท้ นอนจมโซฟาและรอคอยดูหายนะ (หัวเราะ)

Greta: ก่อนจะลุกขึ้นมาประท้วงฉันเป็นแบบนั้นเลย ฉันซึมเศร้าและไม่อยากทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่เป็นกำลังใจคือการที่ได้เห็นคนลุกขึ้นมาสู้ในแบบของตัวเอง พยายามสร้างอนาคตที่ดีกว่า และหลีกเลี่ยงหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อฉันเห็นการประท้วงของเยาวชนทั่วโลก มันทำให้รู้สึกมีความหวัง เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจถึงปัญหาวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศ เพราะฉันไม่คิดว่าคนเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเพราะเขาเป็นคนเลวร้ายหรือไม่อยากเปลี่ยน เขาคงไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาทำลายชั้นบรรยากาศเพราะความเห็นแก่ตัวหรอกมั้ง คนส่วนใหญ่ทำไปเพียงเพราะเขาไม่รู้ไม่เข้าใจ ฉันคิดว่านั่นทำให้ยังพอมีความหวัง ฉันเชื่อว่าเมื่อเรารู้ เมื่อเราตระหนัก เราก็จะเปลี่ยนแปลง และเราก็จะลงมือทำ

AOC: ฉันมีจุดเปลี่ยนที่คล้ายๆ กันนะ แต่อาจจะเกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำความไม่เท่าเทียมทางรายได้มากกว่า หลายคนรู้ดีว่าฉันเคยทำงานในร้านอาหาร เกิดเหตุการณ์โชคร้ายหลายอย่างในครอบครัวของฉัน พ่อล้มป่วย ทำให้ฉันต้องทำงานทุกๆ วัน ขณะที่เรียนมหาวิทยาลัย ฉันรู้สึกไร้พลัง รู้สึกว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยในการแก้ปัญหาโครงสร้างที่ถูกออกแบบมาให้คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น ในขณะที่คนทำงานส่วนใหญ่จนอยู่เหมือนเดิม

ฉันท้อแท้อยู่พักใหญ่ ฉันจะทำอะไรดี นี่หรือคือชีวิตของฉัน ตื่นมาไปทำงานกลับบ้านวนอยู่อย่างนั้น สิ่งที่ปลดปล่อยฉันคือเมื่อฉันได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวครั้งแรกที่เขตสงวนอินเดียนแดง Standing Rock ในรัฐดาโกต้า เพื่อคัดค้านการสร้างท่อส่งน้ำมันขนาดใหญ่ ในตอนนั้นมันดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาจะพากันออกไปร่วมประท้วงและยืนขวางไม่ไห้มีการสร้างท่อส่งน้ำมันผ่านผืนดินตรงนั้นได้สำเร็จ มันทำให้ฉันรู้สึกมีพลังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกแม้เราจะไม่มีอะไรเลยในมือ มันคือการยืนหยัดต่อสู้กับบริษัทที่มีอำนาจมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

จากจุดนั้นฉันได้เรียนรู้ว่า ความหวังไม่ใช่สิ่งที่คุณมีอยู่กับตัว ความหวังคือสิ่งที่คุณต้องสร้างขึ้น ด้วยการลงมือทำ ความหวังเป็นสิ่งที่คุณต้องแสดงออกมาให้โลกได้เห็น และเมื่อคนคนหนึ่งมีความหวัง มันจะส่งผ่านถึงกัน คนอื่นๆ ก็จะเริ่มลงมืออย่างมีความหวังมากขึ้น

Greta: ใช่เลยค่ะ ฉันรู้ดีว่าคนจำนวนมากรู้สึกหมดหวัง พวกเขาถามฉันว่า “ฉันควรจะทำอย่างไรดี” ฉันบอกว่า “ลงมือสิ ทำอะไรบางอย่าง” เพราะมันคือยาที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับความเศร้าและความสิ้นหวัง ฉันจำได้ดีวันแรกที่ฉันหยุดโรงเรียนมาประท้วงหน้ารัฐสภาสวีเดน ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวมากเพราะทุกคนเดินผ่านไปหมด ไม่มีสักคนเลยที่หันมามอง แต่ขณะเดียวกันฉันก็รู้สึกมีความหวัง

AOC: มันเป็นเรื่องจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าการกระทำเล็กๆ สามารถนำไปสูการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างได้ ฉันเห็นมันเกิดขึ้นแม้แต่ในสภาที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยถากถาง การที่ฉันเข้าไปในรัฐสภาจะทำอะไรได้สักเท่าไหร่เชียว บางทีฉันก็รู้สึกว่าเรายึดติดกับการตรวจวัดผลทุกอย่าง ถ้าฉันไปยืนถือป้ายประท้วงหน้ารัฐสภา มันอาจจะไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซในทันที ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกฎหมายโดยตรง แต่ฉันคิดว่ามันทำให้คนที่อยู่ในอำนาจรู้สึกบางอย่าง เรามักจะประเมินค่าการกระทำเหล่านั้นต่ำเกินไป

อาวุธที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาใช้คือการทำให้คุณรู้สึกว่าคุณไม่สำคัญ เหมือนกับบอกว่า “มันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก” เพราะถ้าคุณทำให้ทุกคนเชื่อว่ามันไม่ได้อะไรขึ้นมา พวกเขาก็จะไม่ทำและทุกคนก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเหมือนเดิม เราไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถป้องกันหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทั้งหมดแล้ว ตอนนี้เราต้องพยายามทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ฉันคิดว่าเมื่อพายุและอุทกภัยถาโถมเข้าใส่ที่นี่ เราจะได้เห็นคนกล้าลุกขึ้นยืดหยัดเพื่อตัวเองมากขึ้น

Greta: ฉันมีคำถามค่ะ ฉันได้ยินเกี่ยวกับสถานการณ์ที่คนปฏิเสธเรื่องโลกร้อนในสหรัฐอเมริกาว่ามันแย่มากๆ ในสวีเดนก็แย่ แต่ฉันเห็นรายงานของสหรัฐอเมริกาว่ามีการรายงานข่าวเกี่ยวกับวิกฤตสภาพอากาศและการแก้ปัญหาในสื่อต่างๆ น้อยมาก มันแย่ขนาดนั้นจริงๆ เหรอ

AOC: ฉันคงจะตอบว่าในแง่ประวัติศาสตร์มันเคยแย่มากๆๆๆ แต่ตอนนี้มันดีขึ้นมาก

ในยุคทศวรรษ 1970 บริษัท ExxonMobil มีฝ่ายวิทยาศาสตร์ภายในที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจริง ไม่เท่านั้นบริษัทยังลงทุนทำแบบจำลองด้วยว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดไหน แบบจำลองบางชุดล้ำยุคมากขนาดย้อนยุคกลับไปเมื่อเกือบ 50 ปีเขาสามารถทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ถึงปี 2012 และการคาดการณ์หลายอย่างก็ถูกต้อง พวกเขารู้แน่แก่ใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นมาตั้งแต่แรก

ในปีที่ฉันเกิดราวปี 1989 บริษัทเหล่านี้เริ่มทำการล็อบบี้และซื้อสื่อต่างๆ ขนานใหญ่ พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา แต่พยายามทำให้เกิดความสงสัย ทำให้เห็นว่ายังมีความไม่แน่นอนต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม ความจริงในปี 1989 เราเกือบจะมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนแล้ว แต่กลุ่มล็อบบี้มีพลังมากเกินไป จนทำให้ญัตติไม่ผ่านการพิจารณา เกือบร้อยละ 40 ของคนที่เลือกพรรครีพลับลิกันไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจริง

แต่ขบวนการเคลื่อนไหวและการเรียกร้องของเราทำให้ตัวเลขดังกล่าวลดลงไปมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เฉพาะปีที่แล้วที่เราเริ่มเคลื่อนไหวผลักดันข้อเสนอ Green New Deal เราพยายามเชื่อมโยงให้เห็นว่าทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้คนเห็นภาพชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่เกิดภัยธรรมชาติรุนแรง อีกอย่างเราไม่ต้องการเพียงแต่รับรู้ว่าเกิดปัญหาแต่ต้องให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเป็นอันดับแรกอีกด้วย ก่อนหน้านี้มีกลุ่มคนที่เลือกพรรคเดโมแครตเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่เห็นว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่การรณรงค์ที่ผ่านมาทำให้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นไปถึงร้อยละ 70 ที่เห็นว่า Green New Deal ควรเป็นนโยบายที่สำคัญลำดับแรกๆ และจะเลือกผู้ลงสมัครที่สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว

Greta: ฉันเห็นตัวเลขล่าสุดน่าจะเมื่อวานนี้ระบุว่ามีคนสวีเดนประมาณร้อยละ 2 ที่ไม่เชื่อเรื่องวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศ เกือบทุกคนยอมรับว่ามันเป็นข้อเท็จจริง แต่ปัญหาคือเรายังไม่พูดถึงกันและมันไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน เราปฏิบัติกับมันเหมือนกับปัญหาอื่นๆ

AOC: ทำไมคุณคิดว่าเยาวชนกลายมาเป็นกำลังสำคัญและมีความสามารถในการโน้มน้าวในเรื่องนี้

Greta: มีหลายปัจจัยแต่ฉันคิดว่าหลักๆ คืออนาคตของพวกเรากำลังอยู่ในความเสี่ยง พวกเราส่วนใหญ่รู้ดีว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบในชั่วอายุของเราแน่ๆ มันไม่ใช่เรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ความจริงมันเกิดขึ้นแล้ว และมันจะแย่ลงไปเรื่อยๆ หลายคนเข้าใจดีว่าปัญหานี้จะทำให้ชีวิตพวกเราแย่ลงมากๆ อีกปัจจัยหนึ่งน่าจะเป็นเพราะคนรุ่นใหม่ยังไม่เคยชินกับระบบเดิม เราไม่รู้สึกว่า “ก็เพราะมันเป็นแบบนี้มาตลอด เราคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้”

AOC: ฉันชอบพูดเสมอว่าการเป็นเยาวชนคือเรื่องของแนวคิด คนรุ่นใหม่มักมีคิดแบบนั้นโดยอัตโนมัติ เพราะอย่างที่คุณว่าเราไม่เคยเห็นโลกมาก่อน มันเป็นเส้นทางแรกที่เราออกเดินทาง เราจึงมักตั้งคำถามกับสิ่งไร้สาระที่ดำรงอยู่ด้วยเหตุผลที่ล้าสมัย ฉันมีหลานชายและหลานสาวอายุ 3 กับ 4 ขวบ พวกเขาถามว่า “ทำไมๆๆๆ” อยู่ตลอดเวลา สำหรับคนส่วนมากมันค่อนข้างน่ารำคาญ แต่ฉันคิดว่าที่มันน่ารำคาญบางครั้งเป็นเพราะพวกเขาไม่มีคำตอบ

คุณอาจเป็นคนสูงวัยที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเยาวชนก็ได้ ถ้าคุณปฏิเสธที่จะทำสิ่งต่างๆ เพียงเพราะว่ามันเป็นมาอย่างนั้น ฉันเชื่อว่าเยาวชนมีมุมมองต่อโลกที่เป็นธรรมชาติและบริสุทธิ์ ฉันรู้สึกอยู่เสมอว่าการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการเยาวชนควรเป็นเหมือนเข็มทิศทางจริยธรรมที่ช่วยนำทางวิสัยทัศน์ของเรา

Greta: จริงๆ มันทำให้ฉันนึกถึงนิทานเรื่องฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา (Emperor’s New Clothes) อยู่บ่อยๆ ทุกคนเชื่อในคำโกหกหลอกลวง มีแต่เด็กเท่านั้นที่กล้าตั้งคำถาม

AOC: ใช่เลย ตอนที่ฉันลงสมัครรับเลือกตั้ง คนมักจะล้อฉันว่าเป็นเด็กเมื่อวานซืน ทั้งๆ ที่ฉันแก่กว่าคุณตั้งเยอะ! แต่สำหรับหลายคนฉันยังเด็กมากที่จะลงเลือกตั้งในตำแหน่งที่มีอำนาจมากขนาดนี้ คนมักจะบอกว่า “คุณไม่รู้หรือว่าที่ผ่านมามันเป็นยังไง เขามีเงินมหาศาลและมีบารมีด้วย ไม่มีเหตุผลที่จะมาท้าชิงคนในพรรคเดียวกันเอง เราควรไปแข่งกับพรรคอื่น” และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย ทุกคนเพียงแค่อยากจะบอกว่า ฉันไร้ซึ่งประสบการณ์ ไร้เดียงสาเกินไป เด็กเกินไป และไม่มีบารมีใดๆ ทั้งสิ้น

ฉันคิดว่ามันเป็นเพียงการปฏิเสธว่าเรานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และนั่นคือสิ่งที่คุณได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว

Greta: ฉันคิดว่าเราทั้งคู่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้

เกรต้าบอก AOC ว่าเธอวางแผนที่จะเดินทางมายังสหรัฐอเมริกาในเดือนสิงหาคมนี้เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติในวันที่ 23 กันยายน ที่จะถึงนี้

Greta: แต่ฉันไม่เดินทางด้วยเครื่องบินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มันจึงเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะเดินทางมาสหรัฐอเมริกา แต่ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้

AOC: นั่นเหลือเชื่อมาก ฉันจะคอยติดตามแน่นอน ถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้จากทางนี้ขอให้บอก ฉันคิดว่าเราจำเป็นต้องเริ่มสื่อสารออกไปแล้วว่านี่คือการต่อสู้ร่วมกันของโลก มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าสวีเดนกำลังทำอะไร หรือสหรัฐอเมริกากำลังทำอะไร มันเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน เราต้องทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่เป็นหนึ่งเดียว ฉันคิดว่าเรามีพลังมากพอจริงๆ ขอให้โชคดีนะ ฉันรู้ว่าสมาชิกสภาที่นี่หลายคนคงจะตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้พบกับเธอ

Greta: ขอบคุณมากๆ ค่ะ

………………………………………………………………

 

ผู้หญิงทั้งสองคนแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ยกเว้นว่าทั้งคู่กลายเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังในโลกที่กำลังมอดไหม้ด้วยชุดความคิดอันล้าสมัยและความโลภที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์บางกลุ่ม

Author

Petch Manopawitr

เพชร มโนปวิตร - นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ที่ผ่านการทำงานในองค์กรสิ่งแวดล้อมระดับโลกหลายแห่งทั้ง IUCN, WWF และ WCS ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พร้อมๆ กับเป็นนักเขียนและนักแปลบทความด้านสิ่งแวดล้อมและทางออกด้านการอนุรักษ์ ปัจจุบันขับเคลื่อนประเด็นเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและเศรษฐกิจหมุนเวียน กับ ReReef บริษัทสตาร์ทอัพที่เน้นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนด้วยพลังผู้บริโภค