fbpx
บล็อกเอ๋ยบล็อกเชน จงมาจองเวรกับคอร์รัปชัน!

บล็อกเอ๋ยบล็อกเชน จงมาจองเวรกับคอร์รัปชัน!

[et_pb_section admin_label=”section”][et_pb_row admin_label=”row”][et_pb_column type=”4_4″][et_pb_text admin_label=”Text” background_layout=”light” text_orientation=”left” use_border_color=”off” border_color=”#ffffff” border_style=”solid”]

เทคโนโลยีแห่งศตวรรษซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงและกำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโลกในตอนนี้คงหนีไม่พ้น “บล็อกเชน” (Blockchain)

 

ดอน แท็ปสก๊อตต์ (Don Tapscott) กูรูด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ร่วมเขียนหนังสือ Blockchain Revolution ได้กล่าวไว้ว่าบล็อกเชนคือเทคโนโลยีที่จะปฏิวัติโลก มันเป็นเครื่องมือสร้างที่จะสร้างความมั่งคั่งใหม่ๆ ไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ตยุคเดิมที่สร้างโอกาสทางธุรกิจมากมายในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ที่สำคัญก็คือโอกาสแห่งความมั่งคั่งนี้สามารถกระจายไปยังทุกคนอย่างเท่าเทียมได้กว่าเดิม

วินาทีนี้ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่บล็อกเชน ใครกันจะอยากพลาดโอกาสรวย ด้วยความไม่อยากตกขบวนเสียโอกาสทางธุรกิจ องค์กรธุรกิจและการเงินทั่วโลกต่างหาความรู้และหาทางทดลองพัฒนานำเทคโนโลยีนี้มาใช้ก่อนใคร แค่ในปี 2016 ที่ผ่านมา ก็มีบล็อกเชนสตาร์ทอัปเกิดขึ้นใหม่นับร้อยๆ เจ้า

แต่ไม่ใช่แค่โอกาสทางธุรกิจเท่านั้น ศักยภาพของบล็อกเชนกำลังเป็นที่จับตามองในฐานะเทคโนโลยีที่จะปฏิวัติสังคมในหลายมิติ รวมทั้งการแก้ปัญหาคอร์รัปชันด้วย

 

บล็อกเชน ความหวังในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีการพูดถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็น การใช้บิ๊กดาต้า (Big Data) วิเคราะห์ความโปร่งใสของกระบวนการธุรกรรม การ ‘ขุดข้อมูล’ (Data Mining) เพื่อตรวจจับการทำผิดในกระบวนการของรัฐ  การใช้แอปพลิเคชั่นมือถือ สร้างระบบการตรวจสอบและชี้เป้าการคอร์รัปชัน และการใช้เครื่องมือทางดิจิทัลในการสืบสวนการกระทำผิด (Forensic Tools)

บล็อกเชนในฐานะเทคโนโลยีใหม่ที่อยู่บนฐานความไว้วางใจและความโปร่งใส ก็ถูกมองเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้

เจน สมิธ (Jane Smith) ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ บริษัท Ernst & Young เขียนบทความไว้น่าสนใจในเว็บไซต์ของ Transparency International สรุปแนวทางที่นวัตกรรมบล็อกเชนจะเข้ามามีส่วนในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันไว้ดังนี้

อย่างแรกคือบล็อกเชนจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ‘การโกง’ ในกระบวนการให้เงินช่วยเหลือต่างๆ ได้ ซึ่งในเรื่องนี้ บัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติเคยประมาณไว้ว่า พวกเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศที่ส่งไปช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากในโครงการต่างๆ นั้น มักจะสูญหายไปกว่า 30% ซึ่งก็มาจากจากการคอร์รัปชันของเหล่า ‘ตัวกลาง’ นี่แหละ

แต่ถ้านำบล็อกเชนเข้ามาใช้ ก็จะตัดตัวกลาง เช่นผู้มีอำนาจในท้องถิ่น คาดว่าจะทำให้เงินช่วยเหลือลงไปถึงผู้ที่มีความต้องการเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้มากขึ้น แม้จะยังอยู่ในระยะทดลอง แต่ก็ตัวอย่างรูปธรรมให้เห็นแล้วหลายแห่ง

ตัวอย่างหนึ่งก็คือบริษัทชื่อ Aid: Tech ที่พัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนในการแก้ปัญหาทางสังคมให้กับหน่วยงานภาครัฐ เอ็นจีโอ และองค์กรการกุศลต่างๆ บริษัทนี้ทำงานร่วมกับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยได้พัฒนาระบบการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนขึ้น

วิธีทำงานของ Aid: Tech ก็คือแต่เดิม UNHCR จะใช้ระบบการให้เงินช่วยเหลือผู้ลี้ภัยโดยใช้คูปองกระดาษแจกแก่ผู้ลี้ภัยให้นำมาแลกสินค้าจำเป็นจากร้านค้าที่ได้รับคัดเลือกไว้ แต่ปัญหาที่พบก็คือมีการโกง เช่นปลอมคูปอง หรือมีการฮั้วราคาและจำนวนคูปองระหว่างร้านค้ากับหน่วยงานที่แจกจ่ายคูปอง

เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ UNHCR จึงเปลี่ยนมาทดลองใช้คูปองแบบอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษ โดย Aid:Tech เข้ามาช่วยพัฒนาระบบนี้โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ด้วยการใช้บัตรคูปองอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งบัตรประจำตัวที่ระบุตัวตนผู้ลี้ภัยได้และเป็นบัตรเดบิตชั่วคราวสำหรับซื้อสินค้าได้เลย ทำให้สามารถควบคุมและตรวจสอบได้ว่า เงินถึงตัวผู้ลี้ภัยจริง คนได้รับเงินจริง จึงป้องกันปัญหาเงินไปไม่ถึงปลายทางได้

บัตรคูปองนี้ต้นทุนไม่แพง ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ใช้งานคู่กับมือถือได้ด้วยการแสกน QR Code ทำให้เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่ไม่เจริญมากนัก หรือใช้ได้แม้ในยามไม่มีกระแสไฟฟ้า AID:Tech ได้ทดลองใช้บัตรคูปองนี้จริงแล้วในปี 2015 ในเลบานอนกับกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวซีเรียกว่า 500 คน เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าบัตรได้ถูกใช้งานตามเป้าหมาย และไม่พบปัญหาการโกงเกิดขึ้นเลย จากความสำเร็จนี้ Aid:Tech วางแผนจะดำเนินโครงการต่อในฝรั่งเศส เซอร์เบีย ปากีสถาน และเฮติ ต่อไป

YouTube video

คูปองแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแก้ปัญหาการโกงโดยบริษัท AID Tech

 

อีกเรื่องหนึ่ง บล็อกเชนจะช่วยตรวจสอบเงินบริจาคได้ ว่าถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เช่น เงินบริจาคเพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ แถมยังช่วยดูได้ด้วยว่ามีเงินส่วนไหนตกหล่นหายไปในระบบหรือเปล่า และในอนาคตบล็อกเชนอาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริจาคเงินให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Charities Aid Foundation ได้ออกรายงานเรื่องการบริจาคกับการใช้ระบบบล็อกเชนมาเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ตั้งข้อสังเกตว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะช่วยให้การบริจาคเงินเพื่อการกุศลมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น ผู้บริจาคและสาธารณะสามารถติดตามได้ว่าเงินที่บริจาคไปนั้นถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร และจะช่วยลดต้นทุนและเวลาในการบริจาค รวมถึงต้นทุนในการตรวจสอบลงได้อย่างมาก

แนวทางสำคัญอีกแนวทางหนึ่ง คือช่วยแก้ปัญหาการโกงคะแนนโหวตได้ จากที่เราเคยโหวตด้วยกระดาษนั้น ทำให้มีช่องว่างมากมายที่จะทำให้เกิดการโกง การใช้บล็อกเชนกับระบบการโหวตลงคะแนนอาจสามารถช่วยลดโอกาสในการโกงลง และทำให้การเลือกตั้งเป็นธรรมมากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนับคะแนน เพราะไม่สามารถมีใครโกงคะแนนเลือกตั้งได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ภายใต้ระบบบล็อกเชน

นอกจากนี้ยังจะช่วยทำให้การเลือกตั้งสะดวกขึ้นและเข้าถึงคนได้มากขึ้นส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย ในแง่ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถออกแบบการเข้ารหัสเพื่อปกปิดตัวตนรักษาความเป็นส่วนตัวและข้อมูลการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อีกด้วย

ตัวอย่างการนำบล็อกเชนมาใช้ในการโหวตมีแล้วในบางประเทศ เช่น เอสโตเนีย ทดลองใช้ระบบ e-Voting แบบบล็อกเชน ด้วยการพัฒนาของบริษัท Nasdaq สำหรับประชาชนที่เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้สามารถโหวตออนไลน์ในการประชุมผู้ถือหุ้นได้ เป็นต้น

ถึงบล็อกเชนจะยังอยู่ในระยะทดลอง แต่บล็อกเชนก็เป็นความหวังให้เรา ที่ดีก็คือ ตอนนี้ผู้คนกำลังตื่นตัวเรื่องบล็อกเชนกันขนานใหญ่ มีการเร่งหาความรู้และพัฒนาระบบบล็อกเชนให้เกิดประโยชน์ได้จริง ในอนาคตอันใกล้ บล็อกเชนจึงน่าจะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะทำให้เกิดความ ‘โปร่งใส’ ได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

บล็อกเอ๋ยบล็อกเชน-จงมารีบจองเวรกับนักคอร์รัปชั่นแต่โดยเร็วเถิดหนา!

 

[/et_pb_text][et_pb_text admin_label=”box” background_layout=”light” text_orientation=”left” background_color=”#eaeaea” use_border_color=”off” border_color=”#969696″ border_style=”solid” custom_margin=”|10px||10px” custom_padding=”10px|10px|10px|10px”]

รู้จักบล็อกเชน

สำหรับคนที่ยังงงว่าบล็อกเชนคืออะไรกันแน่

บล็อกเชนคือระบบการจัดการฐานข้อมูล ที่ทำให้ผู้คนสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะการโอนเงิน การซื้อขายสินทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน สินเชื่อ การทำสัญญาหรือข้อตกลง หรือแม้กระทั่งการยืนยันตัวตนบุคคลและเอกสาร ทำได้ง่ายสะดวกรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง เช่น ธนาคาร นายหน้า หรือหน่วยงานภาครัฐ อีกต่อไป

หัวใจของระบบการแลกเปลี่ยนไม่ว่าแบบใดก็ตามคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) ใครล่ะจะยอมโอนเงินผ่านระบบอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเงินเราจะไปถึงที่หมายได้ถูกต้องจริง ปัจจุบันเรามีตัวกลางต่างๆ ที่มีระบบที่น่าเชื่อถือคอยสร้างความไว้วางใจนี้ให้เกิดขึ้นในการทำธุรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ แต่ระบบเหล่านี้ช้าและมีขั้นตอนมากมาย

ในขณะที่บล็อกเชนสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นด้วยการกระจายการตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูล

คุณสฤณี อาชวานันทกุล ได้เคยอธิบาย ในบทความ “รู้จักบล็อกเชน (Blockchain) เทคโนโลยีปฏิวัติสังคม” ไว้ว่า บล็อกเชนคือระบบจัดการฐานข้อมูลที่ “บัญชีการทำธุรกรรม” (Ledger) จะถูกกระจายไปเก็บไว้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์เซิฟเวอร์ส่วนบุคคลจำนวนมหาศาล ที่ใครก็ตามในเครือข่ายสามารถเห็นได้ ในเวลาทันทีทันใดที่ธุรกรรมนั้นเกิดขึ้น

โดยโหนดต่างๆ ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้ จะเก็บบัญชีธุรกรรมที่เกิดขึ้นจะถูกเก็บในลักษณะ “บล็อก” (Block) และเชื่อมโยงกันตั้งแต่ธุรกรรมแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นห่วงโซหรือที่เรียกว่า “เชน” (Chain) ซึ่งแต่ละบล็อกในห่วงโซ่จะถูกปิดผนึกอีกทีด้วยการใช้สมการคณิตศาสตร์ชั้นสูงเพื่อความปลอดภัย เหมือนกับการปิดผนึกด้วยครั่งประทับตราเฉพาะบนซองจดหมาย ไว้ยืนยันว่าธุรกรรมนั้นเกิดขึ้นจริงและยืนยันธุรกรรมหลังจากนั้นว่าถูกต้อง

เป็นแบบนี้แล้วธุรกรรมต่างๆ จึงสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส จากระบบตัวกลางแบบเดิมๆ ที่ต้องส่งสำเนาข้อมูลต่างๆ ระหว่างกันเพื่อสร้างความไว้วางใจ คุณดอนถึงกับกล่าวไว้ว่า ในโลกแห่งการทำธุรกรรม บล็อกเชนคืออินเทอร์เน็ตแห่งมูลค่า (Internet of value) ของธุรกรรมจริงๆ  ที่กำลังมาแทนที่ยุคอินเทอร์เน็ตแห่งข้อมูล (Internet of information)

ด้วยระบบนี้การปลอมแปลงธุรกรรมในแต่ละบล็อกจึงทำได้ยาก เพราะแค่เปลี่ยนตัวอักษรเดียวก็จะรู้ได้ทันทีกระทบไปทั้งห่วงโซ่ แถมด้วยเครือข่ายของเซิฟเวอร์ที่ใหญ่โตมโหฬารที่ช่วยกันเก็บและประมวลผล ยังเป็นไปได้ยากมากที่แฮคเกอร์จะแฮคบล็อกเชนเข้าไปได้

[/et_pb_text][/et_pb_column][/et_pb_row][/et_pb_section]

MOST READ

Spotlights

14 Aug 2018

เปิดตา ‘ตีหม้อ’ – สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย พาไปสำรวจ ‘คลองหลอด’ แหล่งค้าประเวณีใจกลางย่านเมืองเก่า เปิดปูมหลังชีวิตหญิงค้าบริการ พร้อมตีแผ่แง่มุมเทาๆ ของอาชีพนี้ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Aug 2018

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save