fbpx
'กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา' ด่านที่ต้องฝ่าเพื่อความเสมอภาค

‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ ด่านที่ต้องฝ่าเพื่อความเสมอภาค

ชลิดา หนูหล้า เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ เรื่อง

หาก ‘กลุ่มเปราะบางทางสังคม’ คือประชากรกลุ่มที่ไม่อาจเข้าถึงบริการสังคมด้วยเหตุผลหลากหลาย ‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ อาจเป็นคำบรรยายที่ครอบคลุมที่สุดของผู้เรียนกลุ่มที่ถูกกีดกันจากระบบการศึกษา หรือถูกละเลยโดยระบบการศึกษา และนำไปสู่การเป็นกลุ่มเปราะบางทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้จะดูเหมือนง่าย แต่ปัญหาว่าด้วย ‘กลุ่มเปราะบางทางการศึกษา’ กลับมีความสลับซับซ้อน เรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่การประชุมนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา (The International Conference on Equitable Education: All for Education) ระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม หยิบยกมาอภิปรายเป็นหัวข้อหลัก โดยผู้เชี่ยวชาญจากระดับโลกจากสมาชิกองค์การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในออสเตรเลีย รวมถึงนักวิชาการจากกลุ่มธนาคารโลกและองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)  กล่าวถึงผู้เรียน 2 กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกกีดกันจากระบบการศึกษาสูงแม้ในภาวะปกติ และยิ่งสูงระหว่างการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ได้แก่ ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ และผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

เนื้อหาการอภิปรายดังกล่าวเน้นวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติที่นำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา (Vision to action of equitable education) โดยผู้ร่วมอภิปรายได้แนะแนวปฏิบัติที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือผู้เรียนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางการศึกษาทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนี้

‘ความต้องการพิเศษ’ ที่ถูกละเลยในภาวะปกติ และถูกลืมในภาวะวิกฤต

รอนดา กาลบาลลี (Rhonda Gallbally) นักสังคมสงเคราะห์ ผู้สนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพและสิทธิคนพิการ รวมถึงคาเทีย มาลาเควียส (Catia Malaquias) ผู้สนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชน และการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) ต่างให้ความสนใจแก่การถูกกีดกันจากระบบการศึกษาของกลุ่มผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยรอนดาเป็นหนึ่งในคณะราชกรรมาธิการ (Royal Commission) ที่พยายามยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างครบวงจร โดยนอกจากสนับสนุนคนพิการและครอบครัว ยังให้การสนับสนุนแก่นักวิชาการที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับคนพิการด้วย

รอนดากล่าวอย่างหนักแน่นว่า “หากการจัดการศึกษาแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษถูกลดทอนความสำคัญ พวกเขาย่อมขาดโอกาสในการดำเนินชีวิตอย่างผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม” โดยหากต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการนั้น รอนดายืนยันว่า “ต้องเริ่มต้นที่ห้องเรียน”

รอนดากล่าวว่า แม้ก่อนการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 คนพิการและผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษก็มักถูกแยก (segregate) จากชุมชนเป็นปกติ และยิ่งย่ำแย่ในภาวะวิกฤต โดยสิ่งที่ให้กำเนิดความอยุติธรรมดังกล่าว ได้แก่นโยบายที่ไม่ครอบคลุม และไม่นำไปสู่การพิทักษ์สิทธิคนพิการ หรือจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฝึกฝน รวมถึงพัฒนาคนพิการอย่างจริงจัง “คนพิการมีแนวโน้มถูกเลือกปฏิบัติเพราะการขาดแรงจูงใจในการพัฒนาพวกเขา” เธอบอก “ขาดความพยายามปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับพวกเขา และการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับพวกเขา”

คาเทียอธิบายเพิ่มเติมว่าปัญหาดังกล่าวเติบโตจากการขาดความรับรู้ว่า สิทธิมนุษยชนด้านการศึกษานั้นครอบคลุม “ทุกคน” ดังนั้น ระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใครเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาได้

สุนทรพจน์ของคาเทีย มาลาเควียส ในงานประกาศรางวัล Human Rights Awards
ซึ่งเธอย้ำว่าการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา

นอกจากนี้ คาเทียยังชี้ว่ามาตรา 24 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการขององค์การสหประชาชาตินั้นให้แนวทางเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษว่า พวกเขาต้องสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ “เท่ากับ” ผู้อื่น โดยรัฐบาลมีหน้าที่จัดสรรเครื่องอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ พวกเขาต้องได้รับการศึกษาในห้องเรียนทั่วไป และโรงเรียนทั่วไป ไม่ถูกผลักไสสู่สภาพแวดล้อมที่ถูกแยกจากชุมชน สู่โรงเรียน หรือห้องเรียนพิเศษ โดยคณะกรรมการสิทธิคนพิการ (Committee on the Rights of Person with Disabilities) ยังให้คำอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า “เครื่องอำนวยความสะดวก” ข้างต้น ไม่ใช่เพียงเครื่องไม้เครื่องมือเท่านั้น ทว่ารวมถึงการปรับปรุงระบบการศึกษา เนื้อหา การวัดและประเมินผลการศึกษา รวมถึงการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วย

อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่าแม้จะมีความพยายามในการพัฒนาระบบการศึกษาให้ครอบคลุมผู้เรียนเหล่านี้ ทว่าไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยคาเทียเชื่อว่าต้องมีข้อบังคับที่เข้มแข็งเพื่อพิทักษ์สิทธิคนพิการ และต่อต้านการเลือกปฏิบัติทั้งในระดับบุคคลและสังคม การละเลยผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยโรงเรียนต้องถูกห้ามเช่นกัน รวมถึงต้องมีการสังเกตการณ์ รวบรวมข้อมูล และศึกษาผลการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง

คาเทียอธิบายว่า การละเลยผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยโรงเรียนมัก “เป็นไปเพื่อความสะดวก” อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใคร คือระบบการศึกษาที่ถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน โดยผู้เรียนไม่ควรต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมาะสมกับระบบการศึกษา หลักสูตรการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อผู้เรียนที่มีความต้องการแตกต่างกัน และครอบคลุมการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างเหล่านั้นด้วย

“ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ต่างเข้าเรียนในโรงเรียนที่ถูกออกแบบเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ” คาเทียกล่าว เธอเชื่อว่าที่มาของพฤติการณ์นั้นคือความเชื่อว่า “มี ‘บางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับผู้เรียน’ แม้คำถามที่ถูกต้องคือ มี ‘บางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับโรงเรียน’ หรือไม่ต่างหาก”

เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่ธุรกรรม แต่คือทุกปฏิสัมพันธ์ของการเรียนรู้

นอกจากผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ แฮร์รี่ เอ. พาทรินอส (Harry A. Patrinos) นักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มธนาคารโลก และแอนเดรียส ชไลเชอร์ (Andreas Schleicher) นักสถิติและนักวิจัยจาก OECD ต่างเห็นพ้องกันว่า ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเปราะบางทางการศึกษาที่ยิ่งถูกละเลยระหว่างการระบาด

แฮร์รี่ชี้ว่าการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น เด็กๆ ทั่วโลกกว่าร้อยละ 94 หรือ 1.6 พันล้านคนต้องออกจากระบบการศึกษา โดยผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในปัจจุบันขาดการศึกษาแล้วอย่างน้อยครึ่งปี และผู้เรียนที่มีทุนทรัพย์ปานกลางก็จวนเจียนจะขาดการศึกษา

การปิดโรงเรียนถูกพิจารณาว่าจะนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำกว่าปกติ โดยสถิติชี้ว่าหลังการปิดโรงเรียนระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในจีน จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายลดลงกว่าร้อยละ 35 และแรงงานเหล่านี้ก็จะได้รับค่าแรงต่ำกว่าปกติในอนาคตด้วย แม้จะมีการศึกษาทางไกลและการเรียนการสอนออนไลน์ก็ยังมีความแตกต่างด้านคุณภาพ ความครอบคลุม และการเข้าถึงอย่างเห็นได้ชัด

แฮร์รี่อธิบายอีกด้วยว่า ผู้เรียนที่มีรายได้มากกว่าย่อมรับมือผลกระทบของการระบาดได้ดีกว่าผู้เรียนที่ยากไร้ เพราะผลกระทบของการปิดโรงเรียนระหว่างการระบาดต่อผู้เรียนนั้นแตกต่างกันด้วยทั้งคุณภาพของแต่ละโรงเรียนในแต่ละประเทศ มาตรการเยียวยา รวมถึงระดับการศึกษาของผู้เรียนขณะมีการปิดโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย โดยผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียความรู้และถูกเลิกจ้างงานน้อยกว่าผู้สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาในระดับต่ำกว่า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบทั่วไปในภาวะวิกฤต

แผนภาพขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) แสดงจำนวนนักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนกว่า 1.52 พันล้านคน

แผนภาพขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) แสดงจำนวนนักเรียนที่ต้องออกจากโรงเรียนกว่า 1.52 พันล้านคน

และประชากรกลุ่ม NEET หรือประชากรวัยแรงงานที่ไม่อยู่ระหว่างการศึกษา ประกอบอาชีพ หรือฝึกอบรมกว่า 267 ล้านคน

 

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เขาระบุว่าความต่อเนื่องของการศึกษาที่ชะงักด้วยการปิดโรงเรียนต้องถูกส่งเสริมโดยรัฐบาลด้วยการจัดสรรงบประมาณเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการเรียนรู้ทั้งในรายครั้งและระยะยาว พัฒนาระบบวัดและประเมินผลการศึกษาให้สอดคล้องกับการศึกษาทางไกลและการเรียนการสอนออนไลน์ รวมถึงการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่อาจต้องออกจากระบบการศึกษาและเข้าสู่ตลาดแรงงานชั่วคราวด้วย

แอนเดรียสเห็นพ้องกันว่า การเข้าถึงการศึกษาระหว่างการระบาดนั้นไม่เท่าเทียมกันแน่นอนระหว่างผู้เรียนกลุ่มต่างๆ และภารกิจด่วนที่สุดคือการผลกระทบของภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้เรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของพวกเขา โดยเริ่มต้นด้วยการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้ใกล้เคียงกัน เพราะ “โรงเรียนที่ใกล้ที่สุดควรเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด” ซึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาเปี่ยมประสิทธิภาพเช่นฟินแลนด์นั้น มีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนเพียงเล็กน้อย การเข้าเรียนในโรงเรียนที่แตกต่างกันจึงแทบไม่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

นอกจากนี้ แอนเดรียสยังชี้ว่าในระบบการศึกษาเปี่ยมประสิทธิภาพนั้น ความก้าวหน้าในอาชีพของครูมักมาจากการสร้างความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนที่ขาดแคลนโอกาสหรือต้องการการพัฒนาเร่งด่วน เพื่อประกันการกระจายคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างทั่วถึง “เพราะหากคุณมีทุนทรัพย์ คุณอาจไม่ต้องประสบความสำเร็จในการเรียน” แอนเดรียสอธิบาย “ทว่าหากคุณขาดแคลนทุนทรัพย์ การศึกษาอาจเป็นทางเดียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต” การจัดสรรทรัพยากรการศึกษาอย่างทั่วถึงจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดผลกระทบของภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กๆ

อย่างไรก็ตาม นักสถิติจาก OECD ชี้แจงว่า “ปริมาณ” การลงทุนในการพัฒนาระบบการศึกษานั้นไม่สำคัญเท่ากับการจัดสรรทรัพยากรการศึกษา ซึ่งรวมถึงงบประมาณด้วยอย่างสมเหตุสมผล โดยเขาเปรียบเทียบขนาดห้องเรียนในสหรัฐอเมริกาและจีน ในสหรัฐอเมริกานั้น ห้องเรียนมีขนาดเล็กกว่า แต่ห้องเรียนขนาดเล็กเหล่านั้นไม่ใช่คำตอบเดียวของการสร้างระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ “เพราะครูไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการพัฒนาตนเอง ครูเพียงวิ่งวุ่นไปที่ห้องเรียนต่างๆ เพื่อจัดการเรียนการสอน ขณะที่ครูในจีนมีเวลาพัฒนาตนเองมากกว่า”

“เพราะการศึกษาไม่ใช่ธุรกรรม” แอนเดรียสบอก “ไม่ใช่การที่ผู้เรียนชำระเงินและครูฉายการเรียนรู้ให้พวกเขา แต่การศึกษานั้นว่าด้วยความสัมพันธ์ของทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การเข้าใจหลักการความเสมอภาค และความสมดุลของการจัดสรรทรัพยากรจึงสำคัญมาก”

สำหรับอุปสรรคสำคัญของความเสมอภาคข้างต้นนั้น แอนเดรียสชี้ว่า เมื่อทรัพยากรที่มีคุณภาพที่สุดต้องถูกแจกจ่ายแก่นักเรียนที่ต้องการทรัพยากรนั้นที่สุด คำถามถือแต่ละประเทศจะจูงใจครูให้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเช่นนั้นอย่างไร

ในที่สุด แอนเดรียสเชื่อว่าประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้คือการปลูกฝังให้เด็กๆ เชื่อว่าความยากไร้ รูปลักษณ์ และความถนัดของพวกเขาจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เด็กๆ ต้องเชื่อมั่นว่าครูและโรงเรียนจะนำพวกเขาไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่พึงประสงค์ได้หากพวกเขาต้องการและพยายาม ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ส่งเสริมความกล้าหาญในการเผชิญปัญหาและความล้มเหลว “หากคุณไม่ยอมรับความล้มเหลว จะรู้จักการสร้างสรรค์ได้อย่างไร” เขาส่งท้าย ซึ่งความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่สังคมอุดมความหลากหลายกว่าในศตวรรษที่แล้ว และมีความท้าทายที่ยังไม่ถูกค้นพบจำนวนมาก

เห็นได้ชัดว่า แนวความคิดที่ผู้อภิปรายทั้งสี่มีร่วมกัน ได้แก่ความเชื่อว่าผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเปราะบางทางการศึกษานั้นเป็นประจักษ์พยานของการขาดความเสมอภาคทางการศึกษาที่ทวีความรุนแรงในภาวะวิกฤต การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เรียนกลุ่มนี้ รวมถึงการลดจำนวนผู้เรียนกลุ่มดังกล่าวในระยะยาว เพื่อการรับมือวิกฤตอื่นๆ ในอนาคตต้องพึ่งพาการลงทุนในระบบการศึกษาอย่างสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างกันของผู้เรียนทุกกลุ่ม ไม่ว่าผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือประสบปัญหาอื่นๆ เช่น อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เป็นบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ฯลฯ

ระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใคร จึงหมายถึงระบบการศึกษาที่ไม่กีดกันผู้เรียนจากระบบการศึกษาไม่ว่าด้วยเชื้อชาติ ความยากไร้ ความถนัด หรือความต้องการที่แตกต่างกัน และระบบการศึกษาที่ไม่ละเลยใครเท่านั้นที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสังคมหนึ่งๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และผลักดันผู้เรียนทุกคนให้สามารถเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างภาคภูมิ

ภาวะวิกฤตที่เปิดเผยปัญหาซึ่งกลุ่มเปราะบางทางการศึกษาต้องเผชิญนี้ แม้จะรุนแรงเพียงใด จะไม่ใช่หายนะที่ผลักไสพวกเขาจากระบบการศึกษา และส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างถาวรได้ ก็ด้วยความพยายามของสังคมในการเรียนรู้ปัญหาเหล่านั้น และร่วมมือแก้ไขเพื่ออนาคตที่สดใสกว่าของ “ทุกคน” ในสังคม ซึ่งครอบคลุม “ทุกคน” อย่างแท้จริง


ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save