พลอย ธรรมาภิรานนท์ เรื่อง

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โรคซึมเศร้า (depression) กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมโลกมากที่สุดประเด็นหนึ่ง เช่นเดียวกับในสังคมไทย คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มพบว่า ภาวะซึมเศร้าเป็นเรื่องใกล้ตัว ทั้งผู้ที่พบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า มีคนรู้จักเป็นโรคซึมเศร้า หรือมีคนรู้จักที่รู้จักคนเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งไม่น่าแปลกใจนัก หากพิจารณาจากจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลการประเมินขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) พบว่า ในปี 2015 มีผู้ที่ต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้าจำนวนมากกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 4 ของประชากรโลกทั้งหมด นอกจากนี้ จำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้ายังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราเติบโตสูงถึงร้อยละ 18.4 ภายในระยะเวลาสิบปี

เหตุผลที่ทำให้โรคซึมเศร้าเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจนั้น ไม่ใช่เพราะจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความเข้าใจผิดและ ‘ตราบาป’ (stigma) เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและผู้ป่วยที่มีอยู่ไม่น้อยด้วย หนึ่งในมายาคติที่เห็นได้บ่อยครั้งคือ “โรคซึมเศร้าเป็นโรคของคนรวย” หรือ “คนรวยเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนจน” ด้วยความเชื่อที่ว่า เงินจำนวนมากไม่ได้นำไปสู่ความสุขเสมอไป หรือคนฐานะดีไม่ต้องทำงานหนัก มีเวลาอยู่กับความทุกข์และจุดด้อยของตัวเองมากกว่า ในขณะที่คนฐานะไม่ดีต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาใส่ใจกับความเศร้าโศกมากนัก จึงเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่า

บทความนี้จะพาไปสำรวจข้อมูลและงานวิจัยจำนวนหนึ่ง เพื่อชี้ให้เห็นว่า ‘ความรวย’ หรือฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับโรคซึมเศร้าอย่างตรงไปตรงมา ดังเช่นที่หลายคนเข้าใจ

 

ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไม่สัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า

 

ในเบื้องต้น เมื่อพิจารณารายงานการประเมินเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและโรคทางจิตเวชอื่นๆ ขององค์การอนามัยโลก ควบคู่ไปกับรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) แล้ว ไม่พบความสัมพันธ์เชิงบวกที่ชัดเจนระหว่างฐานะทางการเงินระหว่างประเทศกับโรคซึมเศร้าแต่อย่างใด

กลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนประชากรเป็นโรคซึมเศร้ามากที่สุดสิบประเทศแรก (top-10) นั้นส่วนใหญ่เป็นประเทศรายได้สูง แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ เพราะมีประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ และรายได้ปานกลางระดับสูงรวมอยู่ด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ยูเครน ซึ่งมีสัดส่วนของประชากรเป็นโรคซึมเศร้าสูงที่สุดในโลก ยูเครนมีรายได้ประชาชาติต่อหัวเพียง 2,310 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับต่ำเท่านั้น

 

 

ขณะที่กลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนประชากรเป็นโรคซึมเศร้าน้อยที่สุดสิบประเทศ (bottom-10) มีประเทศรายได้ต่ำเพียงประเทศเดียว คือ เนปาล ส่วนประเทศที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยแบ่งเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ 7 ประเทศ และรายได้ปานกลางระดับสูง 2 ประเทศ

 

 

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะประเทศในกลุ่มรายได้สูงพบว่า ไม่ใช่ทุกประเทศที่มีการแพร่หลายของโรคซึมเศร้ามาก ตัวอย่างเช่น ไอซ์แลนด์ และบรูไน ที่มีสัดส่วนของประชากรเป็นโรคซึมเศร้าคิดเป็นร้อยละ 4.1 และ 4.0 ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ร้อยละ 4.4

ในทำนองเดียวกัน ประเทศรายได้ต่ำจำนวนไม่น้อย ก็มีสัดส่วนของประชากรเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก เช่น เอธิโอเปีย (ร้อยละ 4.7) ยูกานดา (ร้อยละ 4.6) และเซียร์ราลีโอน (ร้อยละ 4.6) หรือในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางเอง ก็มีทั้งประเทศที่มีสัดส่วนประชากรเป็นโรคซึมเศร้ามาก และที่มีสัดส่วนประชากรเป็นโรคซึมเศร้าน้อย ตัวอย่างเช่น ปารากวัยและซามัว ซึ่งมีรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกัน ที่ 4,070 และ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ แต่ปารากวัยกลับมีสัดส่วนประชากรเป็นโรคซึมเศร้าที่ร้อยละ 5.2 ขณะที่สัดส่วนผู้เป็นโรคซึมเศร้าของซามัวอยู่ที่ร้อยละ 3.2 เท่านั้น

ทั้งนี้ แม้ว่าในภาพรวม สัดส่วนของประชากรที่เป็นโรคซึมเศร้าของประเทศที่มีรายได้สูง จะมากกว่าสัดส่วนของประชากรที่เป็นโรคซึมเศร้าของประเทศที่มีรายได้ต่ำ แต่การเปรียบเทียบในลักษณะข้างต้นไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า ฐานะทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับโรคซึมเศร้า เพราะสัดส่วนของผู้เป็นโรคซึมเศร้าที่ต่างกันในแต่ละประเทศ ไม่ได้เป็นผลมาจากปัจจัยด้านรายได้เพียงปัจจัยเดียว

ตัวอย่างเช่น การที่คนมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นเมื่ออายุสูงขึ้น ทำให้สัดส่วนของผู้เป็นโรคซึมเศร้าของประเทศในแอฟริกา ซึ่งส่วนมากมีฐานะยากจน และมีประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กและหนุ่มสาว ต่ำกว่าสัดส่วนของผู้เป็นโรคซึมเศร้าของประเทศในยุโรป หรือในกรณีของประเทศในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งมีวัฒนธรรมมองผู้ป่วยทางจิตเวชในแง่ลบ ผู้เป็นโรคซึมเศร้าจึงมีแนวโน้มจะปิดบังภาวะซึมเศร้าของตนเอง และทำให้สัดส่วนของผู้เป็นโรคซึมเศร้าในประเทศเหล่านั้นต่ำกว่าความเป็นจริง ในแง่นี้ สัดส่วนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจึงเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นด้วยเช่นกัน การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศกับโรคซึมเศร้า จึงต้องอาศัยการศึกษาเชิงลึกร่วมด้วย

 

รายได้และระดับการพัฒนาประเทศที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้คนเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น

 

ผลจากงานวิจัยทั้งในระดับบุคคลและในระดับประเทศไม่พบว่า รายได้และโรคซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก ดังเช่นที่หลายคนเข้าใจ โดยในระดับบุคคลนั้น งานวิจัยจำนวนมากเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า บุคคลจะมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าลดลง เมื่อรายได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่ในระดับประเทศนั้น งานศึกษาโรคซึมเศร้าที่ครอบคลุมทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา มีจำนวนไม่มากนัก เพราะความจำกัดของข้อมูล หนึ่งในงานที่น่าสนใจคืองานของ Manuel Cifuentes และคณะ (2008) ที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า (major depressive episode: MDE) ใน 65 ประเทศทั่วโลก

งานวิจัยดังกล่าวไม่พบความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงอย่างมีนัยยะสำคัญ ระหว่างระดับการพัฒนาประเทศกับภาวะซึมเศร้า พูดง่ายๆ ก็คือ ประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูง ไม่ได้มีสัดส่วนผู้อยู่ในภาวะซึมเศร้ามากกว่าประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่ำ แต่กลับพบว่ากลุ่มประเทศที่มีการแพร่หลายของภาวะซึมเศร้ามากที่สุด คือกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่ำ ตามมาด้วยกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูง ส่วนประเทศที่มีระดับการพัฒนาปานกลาง เป็นกลุ่มที่มีการแพร่หลายของภาวะซึมเศร้าน้อยที่สุด

คณะผู้วิจัยเสนอว่า รูปแบบการแพร่หลายของโรคซึมเศร้าในลักษณะดังกล่าว เป็นเพราะประเทศยากจนต้องเผชิญกับความขาดแคลนสัมบูรณ์ (absolute deprivation) ประชากรในประเทศจึงประสบปัญหาด้านความกินดีอยู่ดี (well-being) และมีมาตรฐานในการดำรงชีวิตต่ำ ส่วนประเทศร่ำรวยนั้น ในระหว่างที่พัฒนาไปสู่สังคมแห่งผลิตภาพ (productive society) ก็ต้องเผชิญกับการให้คุณค่าทางสังคม จังหวะการดำเนินชีวิต ประเพณี และเครือข่ายทางสังคม ที่เปลี่ยนไปในทิศทางอันจะทำให้สังคมได้รับผลประโยชน์จากความมั่งคั่งได้มากขึ้น ผลก็คือการบูรณาการทางสังคม (social integration) อ่อนแอลง และนำไปสู่สุขภาพจิตของประชาชนที่แย่ลงในที่สุด

เมื่อฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบเส้นตรงกับโรคซึมเศร้าอย่างมีนัยยะสำคัญ งานวิจัยจำนวนหนึ่งจึงหันไปศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความเหลื่อมล้ำทางรายได้’ (income inequality) ในฐานะปัจจัยเอื้อของโรคซึมเศร้า

 

‘ความเหลื่อมล้ำทางรายได้’ มีแนวโน้มให้เกิดโรคซึมเศร้ามากขึ้นในกลุ่มคนที่อยู่บนสุดของสังคมร่ำรวย

 

Erick Messias, William Eaton และ Amy Grooms (2011) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำทางรายได้กับการแพร่หลายของโรคซึมเศร้าในรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา โดยใช้ข้อมูลช่วงปี 2006-2008 พบว่า โรคซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำทางรายได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเมื่อสมมติให้รัฐต่างๆ มีรายได้ต่อหัว สัดส่วนของผู้จบปริญญาตรี และสัดส่วนของผู้สูงอายุเท่ากันแล้ว ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่กว้างขึ้น จะสัมพันธ์กับสัดส่วนผู้เป็นโรคซึมเศร้าที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม งานศึกษาชิ้นนี้ไม่ได้ระบุว่า คนกลุ่มใดมีความเสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้า เมื่อความเหลื่อมล้ำทางรายได้ถ่างกว้างขึ้น

งานศึกษาระดับภายในประเทศอีกชิ้น คืองานของ Scott Weich, Glyn Lewis และ Stephen Jenkins (2001) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำทางรายได้กับโรคทางจิตเวชในบริเตน และพบว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับระดับของรายได้ กล่าวคือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่กว้างขึ้น จะเชื่อมโยงกับโอกาสเป็นโรคทางจิตเวชที่มากขึ้น เฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุดเท่านั้น

ผลจากงานศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับงานศึกษาในระดับระหว่างประเทศ ของ Cifuentes และคณะ (2008) และงานของ Kate Pickett และ Richard Wilkinson (2010) โดย Cifuentes และคณะ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำทางรายได้กับโรคซึมเศร้า ในประเทศที่มีระดับการพัฒนาแตกต่างกัน และพบว่า ในกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูง ความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้นจะส่งผลให้สัดส่วนผู้เป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับไม่ชัดเจนในกลุ่มประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่ำกว่า ส่วนงานของ Pickett และ Wilkinson ซึ่งศึกษาเฉพาะประเทศร่ำรวย พบว่า ประเทศที่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากกว่า จะมีสัดส่วนของผู้เป็นโรคทางจิตเวชสูงกว่าประเทศที่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้น้อยกว่า

คำอธิบายที่เป็นไปได้สำหรับผลดังกล่าวก็คือ คนที่อยู่ด้านบนสุดของฐานรายได้ในสังคมร่ำรวยนั้น มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และสถานะทางสังคม มากกว่าคนกลุ่มอื่นและคนในสังคมอื่น ดังนั้น เมื่อความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างขึ้นและการแข่งขันเพื่อสถานะทางสังคมเข้มข้นขึ้น คนเหล่านี้จึงต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง ความกังวล และความเครียด เนื่องจากความพยายามที่จะรักษาสถานะทางสังคมให้อยู่ในระดับบนเสมอ ในทางตรงกันข้าม ความเหลื่อมล้ำทางรายได้กลับไม่มีผลต่อคนกลุ่มอื่นหรือคนในสังคมประเภทอื่น เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการเป็นโรคซึมเศร้าของคนกลุ่มหลังมากกว่า คือความขาดแคลนสัมบูรณ์นั่นเอง

 

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเอื้ออันหลากหลายกับโรคซึมเศร้า เป็นไปอย่างซับซ้อนและไม่มีรูปแบบตายตัว

 

ผลจากงานศึกษาที่กล่าวมาชี้ให้เห็นว่า ความเข้าใจว่า “โรคซึมเศร้าเป็นโรคของคนรวย” นั้นไม่ถูกต้องนัก เพราะในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่างฐานะทางการเงินและโรคซึมเศร้าซับซ้อนกว่านั้น

ภาพคร่าวๆ ที่เราพอจะบอกได้จากงานศึกษาที่กล่าวมาข้างต้นก็คือ กลุ่มคนทุกระดับอาจเผชิญกับโรคซึมเศร้าได้ทั้งสิ้น แต่ด้วยปัจจัยเอื้อที่แตกต่างกัน โดยความขาดแคลนสัมบูรณ์มีส่วนทำให้ผู้มีฐานะยากจน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า ในขณะเดียวกัน ความขาดแคลนโดยเปรียบเทียบ (relative deprivation) ก็ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ด้านบนสุดของสังคมร่ำรวย มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงขึ้น เมื่อความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างขึ้น

ความหลากหลายของปัจจัยที่เอื้อให้เกิดโรคซึมเศร้า ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม ชีวภาพ และจิตใจ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เหตุ’ กับโรคซึมเศร้า เป็นไปอย่างซับซ้อนและไม่มีรูปแบบตายตัว ในทางหนึ่ง ความซับซ้อนนี้ชี้ให้เห็นถึงพื้นที่สำหรับการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ในอีกทางหนึ่ง ความซับซ้อนก็เตือนให้เราระมัดระวังการแสดงความคิดเห็น และการสร้างข้อโต้แย้งที่ตื้นเขินจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งที่สื่อสารออกไป อาจทำให้ความเข้าใจผิดและตราบาปเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่มีอยู่แล้ว ติดแน่นในสังคมไทยมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

อ้างอิง

  • Cifuentes, Manuel et al. 2008. “The association of major depressive episodes with income inequality and the human development index”. Social Science & Medicine, 67, pp. 529-539.
  • Hong, Jihyung., Knapp, Martin and McGuire, Alistair. 2011. “Income-related inequalities in the prevalence of depression and suicidal behaviour: a 10-year trend following economic crisis”. World Psychiatry, 10, pp. 40-44.
  • Messias, Eric., Eaton, William and Grooms, Amy. 2011. “Income Inequality and Depression Prevalence Across the United States: An Ecological Study”. Psychiatric Services, 62 (7), pp. 710-712.
  • Pickett, Kate and Wilkinson, Richard. 2010. “Inequality: an underacknowledged source of mental illness and distress”. The British Journal of Psychiatry, 197, pp. 426-428.
  • Weich, Scott., Lewis, Glyn and Jenkins, Stephen. 2001. “Income inequality and the prevalence of common mental disorders in Britain”. British Journal of Psychiatry, 178, pp. 222-227.
SHARE