fbpx
ด้วยความระลึกถึงเคน โรบินสัน ผู้เชื่อมั่นในสีสันแห่งการเรียนรู้

ด้วยความระลึกถึงเคน โรบินสัน ผู้เชื่อมั่นในสีสันแห่งการเรียนรู้

ชลิดา หนูหล้า เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

การจากไปของเคน หรือเซอร์เคนเนธ โรบินสัน (Sir Kenneth Robinson) ภาคีสมาชิกราชสมาคมศิลปะแห่งลอนดอน และนักการศึกษาผู้อุทิศตนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ในวันที่ 21 สิงหาคม ถือเป็นหนึ่งในความสูญเสียสำคัญของวงการศึกษา

เคนฝึกฝนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและศิลปการละครในระดับอุดมศึกษา ก่อนเริ่มต้นอาชีพในทศวรรษ 1980 ด้วยการเป็นผู้พัฒนาการจัดการเรียนรู้ศิลปศึกษาในโรงเรียน และเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยวอร์ริกผู้เชี่ยวชาญการจัดการเรียนรู้ศิลปศึกษาถึง 12 ปี ร่วมกับการเป็นที่ปรึกษาอาวุโสด้านการศึกษาและความคิดสร้างสรรค์ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เจ. พอล เก็ตตี้ (J. Paul Getty Museum) ลอสแอนเจลิส

 

เอคาร์ต ทอลเลอ (Eckhart Tolle – ซ้าย) ดาไลลามะ และเคน โรบินสัน (ขวา) ในการประชุมสุดยอดที่แวนคูเวอร์ (Vancouver Peace Summit 2009)โดยเคนร่วมอภิปรายในหัวข้อการพัฒนาจิตใจและความคิด (Educating the Heart and Mind)

 

 

ด้วยประวัติการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน นักการศึกษาผู้นี้จึงให้ความสำคัญแก่จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ งานเขียนและปาฐกถาของเคนล้วนส่งเสริมความใฝ่รู้ การลองผิดลองถูก และการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองบุคลิกภาพและความต้องการที่หลากหลายของเด็กๆ กระทั่งหนึ่งในโครงการล่าสุดของเขาระหว่างการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 ก็สะท้อนแนวความคิดดังกล่าว โดยเคนเชิญชวนผู้คนทั่วโลกให้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ คำถาม และความกังวลเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่บ้านระหว่างการปิดโรงเรียน โดยเคนจะร่วมสนทนาและให้คำแนะนำ ผู้อ่านสามารถติดตามการดำเนินโครงการและงานเขียนอื่นๆ ของเคนที่เว็บไซต์

นอกจากนักการศึกษา นักเขียน และพ่อผู้มีอารมณ์ขัน เคนยังเป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งด้วย โดยปาฐกถาของเขาเรื่อง ‘โรงเรียนกำลังทำลายความคิดสร้างสรรค์หรือไม่’ (Do schools kill creativity?) ซึ่งว่าด้วยการออกแบบระบบการศึกษาที่โอบอุ้มความใคร่รู้และความคิดสร้างสรรค์นั้นการพูดบนเวที TED Talks ที่มีผู้ชมมากที่สุดตลอดกาล หรือมากกว่า 66 ล้านคน และถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 62 ภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วย

 

โรงเรียนกำลังทำลายความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ (Do schools kill creativity?)

 

“ความคิดสร้างสรรค์นั้นสำคัญต่อการศึกษา และควรได้รับความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการรู้หนังสือ” เคนกล่าว ก่อนอธิบายว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ อย่างไร

“เด็กๆ มักลองผิดลองถูกแม้ไม่รู้คำตอบ เพราะพวกเขาไม่กลัวความผิดพลาด พวกเราต่างรู้ว่าหากไม่พร้อมรับความผิดพลาด ย่อมไม่อาจสร้างสรรค์สิ่งใหม่” ทว่าโรงเรียนทั้งหลายกลับผลักไส ‘ความผิดพลาด’  ผ่านการให้ความสำคัญแก่ศาสตร์ต่างๆ อย่างไม่เท่าเทียม เด็กๆ จึงถูกปลูกฝังให้ชื่นชมและพัฒนาเฉพาะทักษะที่ ‘พึงมี’ โดยละเลยศักยภาพอื่นๆ ที่ไม่ได้รับความสำคัญเทียมเท่า

เคนชี้ว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันเป็นดอกผลของการเริ่มต้นจัดการศึกษาโดยรัฐในศตวรรษที่ 19 ซึ่งมุ่งป้อนบุคลากรสู่ระบบอุตสาหกรรมอันเฟื่องฟู เน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเพื่อการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย และประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของระบบอุตสาหกรรม มากกว่าการตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายของบุคคล

แนวปฏิบัติดังกล่าวนำมาซึ่ง ‘ภาวะวุฒิการศึกษาเฟ้อ’ เมื่อปริญญาบัตรซึ่งรับประกันคุณลักษณะอันดาษดื่นไม่นำไปสู่การจ้างงาน “เดี๋ยวนี้เด็กๆ ที่มีปริญญาบัตรกลับไร้อาชีพ และต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จึงสามารถประกอบอาชีพที่ครั้งหนึ่งเรียกร้องเพียงวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี”

ปาฐกถาใน TED Talks ที่มีผู้ชมมากที่สุดตลอดกาลสิ้นสุดด้วยเรื่องราวของจิลเลียน ลินน์ (Gillian Lynne) นักบัลเลต์และนักออกแบบท่าเต้น ผู้ออกแบบท่าเต้นแก่แคตส์ (Cats) และปีศาจแห่งโรงอุปรากร (The Phantom of the Opera) ซึ่งเป็นสองละครบรอดเวย์ที่จัดแสดงนานที่สุด ในวัยเด็ก จิลเลียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำและถูกวินิจฉัยว่ามีปัญหาการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม หลังพรสวรรค์ของเธอถูกค้นพบโดยแพทย์ผู้ดูแล จิลเลียนเข้าศึกษาในโรงเรียนนาฏศิลป์และเป็นนักบัลเลต์ที่ประสบความสำเร็จในที่สุด

 

เริ่มปฏิวัติการเรียนรู้เสียที! (Bring on the learning revolution!)

 

ค.ศ. 2010 หรือ 4 ปีหลังปาฐกถาแรก เคนกลับสู่เวที TED Talks เพื่อยืนยันว่าความพยายามปฏิรูปการศึกษา ซ่อมแซมและแก้ไขข้อบกพร่องของระบบการศึกษาในปัจจุบันนั้นไม่ทันการณ์ ถึงเวลาต้อง ‘ปฏิวัติ’ สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ในปาฐกถา ‘เริ่มปฏิวัติการเรียนรู้เสียที!’ (Bring on the learning revolution! )

“หลายคนมีชีวิตโดยไม่รู้จริงๆ ว่าพรสวรรค์ของตนคืออะไร หรือกระทั่งตนมีพรสวรรค์หรือไม่” เคนกล่าวอย่างหนักแน่น

“ผมได้พบผู้คนจำนวนมากที่ไม่ชอบพออาชีพของตน พวกเขาเพียงมีชีวิตต่อไปโดยไร้ความพอใจในสิ่งที่ตนทำ อดรนทนต่อมันมากกว่าดื่มด่ำ และรอให้สุดสัปดาห์มาถึง ผมพบผู้คนมากมายเช่นกันที่รักสิ่งที่ตนทำจนไม่อาจจินตนาการถึงสิ่งอื่น ต้นสายปลายเหตุนั้นหลากหลาย ทว่าที่มีความเป็นไปได้สูงคือการศึกษา” นักการศึกษาผู้ศรัทธาในความหลากหลายอธิบาย “ทรัพยากรมนุษย์นั้นเหมือนทรัพยากรธรรมชาติ คือถูกพบได้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเท่านั้น การศึกษาควรสร้างสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้ ทว่าทำไม่ได้ การปฏิรูปขณะนี้จึงไม่เพียงพอ ต้องปฏิวัติการศึกษาเสียทีเพื่อยกเครื่องการศึกษาในปัจจุบัน”

เคนชี้ว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันเพียงตระเตรียมผู้คนให้ “รับมือดอกผลของศตวรรษก่อนหน้า” ไม่ใช่เผชิญความผันผวนในศตวรรษใหม่ เขาเปรียบเทียบการเลือกไม่สวมนาฬิกาข้อมือเพราะมี ‘คุณสมบัติไม่หลากหลาย’ ของผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันกับระบบการศึกษาที่ไม่มีพื้นที่สำหรับความเป็นไปได้อื่นในชีวิต นอกจากการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมีชื่อและประกอบอาชีพอันเป็นที่นับหน้าถือตา จึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กและเยาวชนผู้มุ่งสู่อนาคตซึ่งเต็มไปด้วยปริศนาและความเปลี่ยนแปลง

สาระสำคัญของทั้งสองปาฐกถาถูกกล่าวถึงอีกครั้งในสุนทรพจน์ของเคน ณ ราชสมาคมศิลปะแห่งลอนดอน พร้อมแอนิเมชันซึ่งช่วยอธิบายว่า กระบวนทัศน์เกี่ยวกับการศึกษาซึ่งเติบโตจากการส่งเสริมความรอบรู้ในสมัยเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) และความต้องการแรงงานหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) นั้นล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลอย่างไร

 

การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เกี่ยวกับการศึกษา (Changing education paradigms)

 

สามปีให้หลัง ปาฐกถาของเคนใน TED Talks มุ่งวิพากษ์นโยบายด้านการศึกษาในสหรัฐอเมริกา โดยเปรียบเทียบความพยายามปฏิรูประบบการศึกษาด้วยโครงการ ‘ไม่มีเด็กคนใดถูกทอดทิ้ง’ (No Child Left Behind) กับ ‘หุบเขามรณะ’ (Death Valley) หรือหุบเขาในทะเลทรายโมฮาวีอันทุรกันดารและไร้ชีวิตโดยสิ้นเชิง ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต

อย่างไรก็ตาม ในฤดูหนาว ค.ศ. 2004 ฝนกลับตกในหุบเขามรณะ พรมดอกไม้จึงปกคลุมหุบเขาอันแห้งแล้งในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา เคนจึงเชื่อว่า “หุบเขามรณะมิได้มรณาทว่าหลับใหล เมล็ดพันธ์ุแห่งความเป็นไปได้ใต้ผิวดินพร้อมงอกงามในเวลาอันเหมาะสม”

และเพราะแท้จริงหุบเขานั้นมิได้ไร้ชีวิต “ในสภาพแวดล้อมเหมาะเจาะ ชีวิตจึงงอกงามได้ หากเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม มอบกลิ่นอายแห่งความเป็นไปได้และโอกาสที่หลากหลายเพื่อสร้างสรรค์และริเริ่มสิ่งใหม่ โรงเรียนย่อมเต็มไปด้วยชีวิต”

 

ทางรอดจากหุบเขามรณะแห่งการศึกษา (How to escape education’s death valley)

 

สำหรับเคน สภาพแวดล้อมที่นำมาซึ่งชีวิตอันผาสุกและงอกงามนั้นประกอบด้วยความหลากหลาย ความใคร่รู้ และความคิดสร้างสรรค์ซึ่งโครงการดังกล่าวไม่อาจกระตุ้นให้เติบโต เด็กๆ จำนวนไม่น้อยจึงยังเข้าไม่ถึงการศึกษา และหลายคนที่เข้าถึงก็แทบไม่ได้เรียนรู้ ไม่พบความสุขหรือความหมาย ณ ปลายทางการศึกษาอันยาวนาน

“นโยบายนี้ไม่ได้คำนึงความหลากหลาย โรงเรียนเพียงเฟ้นหาพรสวรรค์ของเด็กๆ ผ่านเกณฑ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอันจำกัดจำเขี่ย ขณะที่พวกเขาเติบโตได้ดีด้วยการศึกษาซึ่งให้ความสำคัญแก่ทักษะอันหลายหลาก หากศิลปะสำคัญ ย่อมไม่ใช่เพราะศิลปะส่งเสริมทักษะคณิตศาสตร์ แต่เพราะศิลปะได้สัมผัสส่วนเสี้ยวของเด็กคนหนึ่งซึ่งศาสตร์อื่นไม่อาจล่วงล้ำ”

นักการศึกษาผู้นี้ยังกล่าวถึงข้อบกพร่องของแบบทดสอบ ‘มาตรฐาน’ ซึ่งทำลายความใคร่รู้ของเด็กๆ ด้วย “หากคุณจุดไฟในเด็กและเยาวชนได้ พวกเขาจะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ครูจึงต้องอำนวยความสะดวกแก่การเรียนรู้ ปัญหาคือ ระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญแก่การเรียนรู้เท่ากับที่ให้แก่การทดสอบ แบบทดสอบมาตรฐานนั้นไม่เลวร้าย แต่ไม่ควรได้รับความสำคัญถึงเพียงนี้ ทั้งเด็กและครูถูกผลักดันให้ดำเนินชีวิตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นวัฏจักร ไม่ใช่ให้ตื่นตากับพลังแห่งจินตนาการและความสงสัย”

การขาดจินตนาการนี้เองที่หยุดยั้งการเติบโตของความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ย่อมงอกงามบนทางเลือกและความเป็นไปได้อันนับไม่ถ้วน การประเมินมาตรฐานซึ่งกำจัดทางเลือกและความเป็นไปได้ที่หลากหลายกระทั่งเหลือเพียงทางเลือกหรือความเป็นไปได้เดียวจึงทำลายความคิดสร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง

“การศึกษาไม่ใช่ระบบจักรกล ทว่าเป็นระบบ ‘มนุษย์’ มนุษย์ที่เติบโตได้ในบางสภาพแวดล้อม และหลับใหลในบางสภาพแวดล้อม” เคนเปรียบเปรย “ในบรรยากาศแห่งความเป็นไปได้เท่านั้นที่ผู้คนจะเติบโตและบรรลุเป้าหมายซึ่งอาจไม่มีใครเคยจินตนาการถึง”

หากระบบการศึกษาในปัจจุบันเป็นประดิษฐกรรมของมนุษย์เพื่อบ่มเพาะปัญญา และความบริบูรณ์ของทรัพยากรมนุษย์ในอดีตซึ่งอุ้มชูระบบอุตสาหกรรมอันรุ่งเรือง แม้ประดิษฐกรรมชิ้นนี้จะทันสมัย และได้สร้างผลผลิตอันไร้ที่ติเพียงใด เมื่อถูกกัดเซาะด้วยเวลากว่าศตวรรษ ย่อมไม่อาจรอดพ้นการบุบสลาย

เซอร์เคนเนธ โรบินสันเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงสำคัญที่ประกาศว่า การดันทุรังปะชุนประดิษฐกรรมชิ้นเดิมไม่ใช่คำตอบของโลกในอนาคตซึ่งถูกแวดล้อมด้วยบริบทอันแตกต่างจากวันที่ระบบการศึกษาในปัจจุบันถูกประดิษฐาน โลกได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างมนุษย์ ตระหนักถึงประสบการณ์ ความคิด และพรสวรรค์อันหลากหลายซึ่งเป็นคุณลักษณะอันเด่นชัดและงดงามที่สุดของมนุษย์ ประดิษฐกรรมชิ้นใหม่ที่จะนำมาซึ่งความบริบูรณ์ของทรัพยากรมนุษย์ได้จึงต้องโอบอุ้มข้อเท็จจริงนี้ด้วย

“เบนจามิน แฟรงคลินกล่าวว่า มีผู้คน 3 ประเภทในโลก คือผู้ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ไม่เข้าใจและไม่กระตือรือร้นจะทำอะไร ผู้เปลี่ยนแปลงได้ พร้อมรับฟัง และผู้ริเริ่มหรือผู้ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง” เคนส่งท้ายปาฐกถาของเขาเช่นนั้น

“หากโน้มน้าวผู้คนให้เปลี่ยนแปลงได้ ความเคลื่อนไหวย่อมปรากฏ และหากความเคลื่อนไหวนั้นมีพลังเพียงพอ คงไม่มีชื่อใดเหมาะเจาะกว่า ‘การปฏิวัติ’ ”

และเคนเชื่อ อย่างที่หลายคนซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากปาฐกถาของเขาคงเชื่อเช่นกันว่า “นั่นคือสิ่งที่พวกเราต้องการ”

 

 

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save