“การที่ชาวบ้านบอกว่าลำบาก บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่ใช่การสะกดจิตหมู่หรอกค่ะ แต่เป็นคุณประยุทธ์ที่สะกดจิตตัวเองตลอดเวลาว่าเศรษฐกิจดีอยู่ ประชาชนยังมีความสุขดีอยู่ พืชผลเกษตรยังดีอยู่””

101 เก็บความบางช่วงบางตอนจากรายการ 101 one-on-one Ep.97 ‘เพื่อไทย 360°’ กับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย

ไล่เรียงตั้งแต่การปรับตัวของพรรคเพื่อไทยหลังการเลือกตั้ง การดีลกับคู่แข่งหน้าใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่ ไปจนถึงมุมมองต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

:: กงล้อประวัติศาสตร์ – จากไทยรักไทย ถึงอนาคตใหม่ ::

 

 

พวกเราเจอแบบนี้มาก่อน เป็นสิบปีมาแล้ว อะไรที่ไม่น่าผิด ก็ผิดได้ ถามว่าคาดเดาไว้ล่วงหน้ามั้ย ก็หวั่นใจค่ะ ว่าอาจเกิดเหตุการณ์อย่างที่เราเคยเจอ

สมัยนั้นไทยรักไทยก็เจอกันแบบระเนระนาด พอมาถึงยุคนี้ หลายๆ อย่างเปลี่ยนไป ก็คิดว่าคงไม่มีใครต้องเจอแบบเราแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ไม่รอด ขณะเดียวกัน ก็ต้องคอยดูต่อไปว่า การตัดสินเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับการตัดสินอีก 60 กว่าคนที่เหลือจากพรรคอื่นๆ ด้วยหรือไม่

กรณีของคุณธนาธรกับพรรคอนาคตใหม่ เราก็ให้กำลังใจที่เขากล้าลุกขึ้นมาสู้ สู้ในหลักการที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น สู้เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แล้วคนแบบนี้มีน้อย เรารู้สึกว่าต้องให้กำลังใจกัน ในฐานะคนที่ร่วมขบวนการต่อสู้กับเผด็จการด้วยกันมา

ถามว่าวันนี้ระบบหรือความแข็งแรงของ คสช. หรือเผด็จการ มันยังอยู่มั้ย ก็ยังคงอยู่ในคราบของประชาธิปไตย อย่างที่ดิฉันเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การจัดให้มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันคือเผด็จการในคราบประชาธิปไตย นี่คือการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจน

 

:: สะกดจิตหมู่ หรือสะกดจิตตัวเอง ::

 

 

เวลาเราไปลงพื้นที่อีสาน ไปดูปัญหาน้ำท่วม ดูพื้นที่เกษตรกรรม ชาวบ้านเป็นคนพูดเองเลยว่า ไปแก้รัฐธรรมนูญให้ได้นะ เพราะเขาอยากไล่ประยุทธ์ แต่ก็รู้ว่าตอนนี้ไล่ไม่ได้ เพราะยังมี ส.ว. 250 คนอยู่ สื่อมวลชนที่ลงไปพร้อมกับเราจะรู้ ว่าชาวบ้านเขาบ่นกันยังไง

แต่ในทางกลับกัน ดิฉันรู้สึกมาสักพักแล้วว่าการลงพื้นที่ของคุณประยุทธ์ แบบที่มีการจัดตั้งเต็มสตรีม มีการตรวจอาวุธ มีข้าราชการห้อมล้อม มี รปภ. ห้อมล้อม ไม่มีทางหรอกที่จะได้เห็นชีวิตจริงๆ ของประชาชน
ดิฉันอยากให้คุณประยุทธ์เข้าใจหัวอกประชาชนจริงๆ บ้าง ว่าตอนนี้เขาลำบากกันแค่ไหน ไม่ใช่ว่าพอเราพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดี นายกก็ออกมาบอกว่าพวกนี้หวังผลทางการเมือง โจมตีกัน โน่นนี่นั่น ไปจนถึงว่าเป็นการสะกดจิตหมู่

ถามหน่อยว่ามันสะกดจิตกันได้เหรอ เราอยากให้เขาได้ลงมาสัมผัสว่าชาวบ้านเขาลำบากกันยังไง คุณจะได้รู้ เพราะคุณเป็นผู้นำ จะได้เอาไปแก้ ยังไม่นับว่าคุณเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย คุณจะได้รู้ และเอาไปแก้ให้ถูก

ดิฉันคิดว่าทุกวันนี้ ไม่มีสะกดจิตหมู่อะไรหรอก แต่แกสะกดจิตตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าเศรษฐกิจดีอยู่ ประชาชนยังมีความสุขดีอยู่ พืชผลเกษตรยังดีอยู่ พวกที่บอกว่าไม่ดีคือพวกที่ให้ร้าย แบบนี้คือสะกดจิตตัวเองรึเปล่า อยากให้เขาลงไปดู เขาจะได้รู้บ้าง

 

:: พรรคเพื่อไทย ในยุคที่ไร้ ‘เฮฟวี่เวท’ ในสภา ::

 

 

หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ต้องบอกว่าพลเมืองของพรรค อยู่นอกสภามากกว่าในสภา เดิมเรามี 350 เขต บวกปาร์ตี้ลิสต์อีก 106 แต่เรารอดเข้าไปได้แค่ 138 คน ยังไม่นับว่าพวกเฮฟวี่เวทอยู่นอกสภาหมด แต่เราก็ไม่ได้ย่อท้อนะคะ เพราะวันนี้เราก็พยายามสร้างคนรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน

วันนั้นที่คนเห็นว่า ส.ส.รุ่นเฮฟวี่เวทไม่ได้เข้าสภา คนก็มองว่าแล้วสภาจะเหลือใคร เราก็ยังมีคนรุ่นถัดมาที่ขึ้นมาแทนได้ ทั้งคุณสุทิน คลังแสง หมอชลน่าน ศรีแก้ว และอีกหลายๆ คน รวมถึงส.ส.รุ่นใหม่อีกหลายคน การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีผู้สมัคร ส.ส. เป็นสิบเขต ที่เปลี่ยนจากรุ่นพ่อแม่มาเป็นรุ่นลูก

ถามว่ายากลำบากมั้ย ถ้าภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่าเหมือนหัวหาย ตั้งแต่เจ้าอาวาสไปถึงพระลูกวัด แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่าการที่เขาเขียนรัฐธรรมนูญไว้แบบนี้ ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้สักคน เฮฟวี่เวทอยู่นอกสภา ยังไงเราก็ชกได้ไม่เต็มที่หรอก แต่จะให้ยอมแพ้ก็คงไม่ใช่ เราไม่ได้ย่อท้อ แล้วเราก็คิดว่าคนรุ่นใหม่ที่เราสร้างขึ้นมาก็มีคุณภาพพอ

การมีบุญเก่าเป็นสิ่งที่ดี แต่คงใช้ไม่ได้ตลอดไป สิ่งที่เราทำได้คือรักษาหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการทำงานที่เคยประสบความสำเร็จเอาไว้ วันนี้เสียงของเด็กๆ มีความหมายมาก เรากำลังสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ และกำลังเป็นไปในทางที่ดี

ขณะเดียวกันพอเวลาผ่านไป มันก็ช่วยกรองคนที่ไม่มีอุดมการณ์ออกไป เหลือแต่คนที่ยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้ เพราะทิ้งอุดมการณ์ไม่ได้ จะอยู่ข้างประชาชน แม้จะรู้ว่ายืนลำบากก็ตาม

 

:: พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ::

 

 

เราเป็นคนคิดบวก วิกฤตมันเกิดขึ้นตลอดเวลา และเราชอบเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สมมติว่าเราไม่เจอวิกฤตแบบนี้ ถ้าบรรดาเฮฟวี่เวทยังได้เข้าสภา เราอาจไม่ได้หันมาส่องกระจกให้ชัดๆ หรือไม่ได้มองให้รอบ และทำกันไปแบบเดิมๆ ก็อาจไม่เป็นผลดีก็ได้

แต่พอมันมีวิกฤตแบบนี้ ประกอบกับโลกในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมากมาย มีคนรุ่นใหม่ที่เท่าทันเรื่องพวกนี้มากกว่าเรา ถ้าเป็นระบบการเมืองแบบเก่า ถ้าเราอาวุโส เวลาเราพูดทุกคนต้องฟัง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เสียงของเด็กๆ รุ่นใหม่เป็นเสียงที่ช่วยให้เราหาทางออกได้

สุดท้ายมันเลยทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ขึ้นมา คือแม้รุ่นเก่าๆ จะไม่ได้เข้าสภา แต่เด็กๆ ที่ได้เข้าไปก็มีดี ส่วนผู้ใหญ่ก็รับฟัง แล้วแลกเปลี่ยนกัน อะไรที่เขายังมีประสบการณ์น้อย ก็ช่วยสอนเขา พูดได้เลยว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยน และเป็นการปรับเปลี่ยนในทางที่ดีด้วย มันทำให้เราเห็นทางว่าเราควร reform ตัวเอง แล้วก็ตั้งหลักใหม่ สร้างพรรคที่เป็นสถาบันบนรากฐานที่แข็งแรงที่คุณทักษิณวางไว้

ส่วนเรื่องคู่แข่ง ที่หลายคนมองว่าอาจไม่ใช่พลังประชารัฐ แต่เป็นอนาคตใหม่ อันนี้ก็แน่นอน เพราะอยู่ฐานเดียวกัน ซึ่งเราก็มองว่าดี เพราะมันทำให้เราไม่หยุดพัฒนา เราอาจดูเป็นพรรคที่เก่ากว่า แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าเราสามารถปรับความคิดของเราให้ใหม่ได้มั้ย นี่เป็นความท้าทายที่สนุกมาก เพราะถ้ามองว่าเราเป็นพรรคเก่าซึ่งมีรากฐานที่ดี แล้วเราสามารถปรับเอาเทคโนโลยีหรือความคิดใหม่ๆ มาใช้ได้ การที่เรายืนอยู่บนฐานที่แข็ง เราย่อมเดินได้อย่างแข็งแรงกว่า

ยิ่งคู่แข่งเราเก่ง เรายิ่งต้องพัฒนา ไม่ใช่มานั่งฟูมฟาย เราไม่รอให้ถูก disrupt แต่เรา disrupt ตัวเองก่อน ที่สำคัญคือพรรคคู่แข่งไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นหมุดหมายเพื่อให้เราแข่งกับตัวเอง สุดท้ายแล้วเป้าหมายในการแข่ง ไม่ใช่การเอาชนะพรรคใด แต่คือการเอาชนะใจประชาชน

:: เพื่อไทย vs อนาคตใหม่ ::

 

 

การเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยในตอนนั้น มาพร้อมกับความหวังเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง ซึ่งเราทำสำเร็จ ส่วนพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่คนโหยหาการเปลี่ยนแปลง เพราะความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมมันมีมาก แล้วคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศที่อำนาจเผด็จการนั่งทับอยู่ แต่สิ่งที่เพื่อไทยกับอนาคตใหม่มีเหมือนกัน คือมันตอบโจทย์ความหิวของคนเหมือนกัน ต่างกันแค่บริบท

ถามว่าอนาคตใหม่จะมีอนาคตไหม เราก็หวังให้มี แล้วเราก็เอาใจช่วย เพราะถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ แสดงจุดยืนต่อต้านเผด็จการ ซึ่งเราอยากให้มีพรรคแบบนี้ที่ยืนอยู่ได้เหมือนกัน

ในส่วนของการทำงานร่วมกัน หลายคนบอกว่าฝ่ายค้านชุดนี้ เป็นฝ่ายค้านที่มีคุณภาพที่สุดชุดหนึ่งเท่าที่เคยมีมา แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าเป็นการทำงานที่ไม่ง่าย อย่างวันแรกๆ ที่ต้องมีการอภิปราย พวกที่เคยเป็นดาวสภาก็ไม่ได้เข้ามา เราก็ต้องมองหาคนใหม่ อีกข้อก็คือหาแนวร่วม เราถึงต้องมาผนึกกันเป็น 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน แล้วก็สร้างองค์ความรู้ด้วยกัน แล้วก็แบ่งหน้าที่กันทำอย่างเข้มแข็ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในภาวะที่มีคนจ้องขโมยของอยู่ตลอดเวลา มีงูเห่าโผล่มาทุกอาทิตย์ มีการยั่วยวนกันทุกอาทิตย์ เหมือนอยู่บ้านติดกัน อย่าเผลอนะ ถ้าเผลอโดนฉกไปทันที

ฉะนั้นมันจึงเป็นภาวะที่ไม่ง่าย ทั้งเรื่องของการที่ต้องแสวงหาความรู้ร่วมกัน ทั้งเรื่องของการที่อาจโดนขโมยของอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็จะพยายามทำค่ะ ทำตัวเราเองให้แข็งแรงและเป็นฝ่ายค้านที่มีคุณภาพให้ได้

:: เราควรทำอย่างไรกับทหารที่กระหายอำนาจ ::

อำนาจที่กดทับมาตั้งแต่ช่วงรัฐประหาร ทำให้ข้าราชการกลวงหมด การที่เราอยากตรวจสอบนโยบาย อยากเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เป็นเรื่องยากกว่าเดิมมาก เพราะราชการเขาไม่กล้าหืออือ นี่คืออุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ประเทศพิการมา 5-6 ปี

แต่ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงทหาร ต้องวงเล็บไว้ด้วยว่า หมายถึงทหารที่กระหายอำนาจ พยายามทำตัวเป็นฮีโร่ เพื่อเป็นจะใช้เป็นข้ออ้างเข้ามายึดอำนาจ ทหารประเทศอื่นเขาทำหน้าที่ซัพพอร์ตรัฐบาล แต่ประเทศนี้ ทหารกลับมายืนคอยตีหัวรัฐบา

ถามว่าจะแก้ยังไง ต้องแก้ที่โครงสร้าง โดยปรับให้เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้รัฐบาล แล้วถ้าคุณทำรัฐประหาร ถือว่ามีความผิด

ดิฉันมองว่าวันนี้ประเทศไทยไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลังแล้ว เพราะเราอยู่รั้งท้ายทุกคนแล้ว นี่เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลนี้สำเร็จ ถามว่าแล้วคนทั่วไปจะทำยังไง บางคนบอกว่าต้องลงถนน แต่ถ้าในมุมมองส่วนตัว ดิฉันคิดว่าถ้ามีการลงถนน เขารออยู่แล้ว เพราะคุณประยุทธ์ หรือผู้ยิ่งใหญ่ในกองทัพ คงอยากได้สภาแบบเดิมที่เป็นฝั่กถั่ว ไม่ใช่สภาที่มาจากประชาชน เพราะถ้าคุณประยุทธ์แฮปปี้กับสภาที่มาจากประชาชน แกคงไม่หนีสภาอย่างทุกวันนี้ และคงได้ยินเสียงสะท้อนจากประชาชนมากกว่านี้

ฉะนั้นการลงถนนอาจเป็นข้ออ้างให้เขารัฐประหาร แล้วกลับมาใช้อำนาจเบ็ดเสร็จได้ พูดง่ายๆ ว่าอาจเข้าทางเขา ดิฉันจึงอยากให้เอาความอึดอัด ความยากลำบากทั้งหลายทั้งปวง มาแสดงออกเป็นพลัง โดยการช่วยกันส่งเสียงว่าเราต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือต้องไม่สามารถนิรโทษกรรมให้การรัฐประหารได้

Author

Phantawat Settawilai

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และสำนักพิมพ์ The Writer’s secret พันธวัฒน์มีคุณสมบัติของการเป็นนักสังเกตการณ์ ฟังเยอะ คิดเยอะ แต่พูดน้อย สนใจใคร่รู้ในมิติอันหลากหลายของความเป็นมนุษย์ ถนัดในการเรียบเรียงน้ำเสียงและความคิดของผู้คนออกมาเป็นงานเขียนที่น่าสนใจ