กองบรรณาธิการ เรียบเรียง

 

เลือกตั้ง 24 มีนาฯ ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์พรรคน้องใหม่โลโก้สามเหลี่ยมสีส้มกลับหัวได้สร้างเซอร์ไพรซ์ให้สังคมไทย ไม่ใช่แค่บรรดาคนรุ่นใหม่หัวใจประชาธิปไตยเท่านั้น แต่รวมถึงบรรดาคนกลุ่มหัวใจอนุรักษนิยมด้วย

ผลคะแนนหลังปิดหีบระบุว่าที่นั่ง ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อรวมกัน ทะยานขึ้นไปสู่อันดับที่ 3 ทิ้งห่างพรรคใหญ่เก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ไปหลายชั้น

อะไรอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพรรคอนาคตใหม่ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้

นอกจาก ‘ธนาธร’ หัวหน้าพรรค และ ‘ปิยบุตร’ เลขาธิการพรรค สองคนหนุ่มที่เป็นแม่เหล็กของพรรคแล้ว ชัยธวัช ตุลาธน เป็นอีกคนที่อยู่เบื้องหลังการเข็นครกขึ้นภูเขาพรรคอนาคตใหม่

นอกจากเขาจะเป็นรองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่แล้ว ยังเป็นรับหน้าที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคอนาคตใหม่อีกแรงด้วย

ในห้วงเวลาที่พรรคอนาคตใหม่สร้างแรงสั่นสะเทือนกับสังคมไทยมหาศาล ขนาดว่าผู้มีอำนาจออกอาการคิ้วขมวด และหาทางดำเนินคดีความมั่นคงกับแกนนำพรรค

101 จึงชวนชัยธวัช มาสนทนาถึงเบื้องหลังปฏิบัติการสร้าง ‘อนาคตใหม่’ ตอบทุกประเด็นที่สังคมไทยสงสัยใคร่รู้ โดยมี ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่ง iLaw เป็นผู้ชวนสนทนาอย่างออกรส

 

 

หลังเลือกตั้งมาแล้วได้พักผ่อนกันบ้างหรือยัง

ตอนนี้ก็ยังสะกดคำว่าวันหยุดไม่เป็น ตัวผมเองตั้งแต่ปลายปี 2560 ก็ยังไม่ได้หยุด ทุกคนทำงานหนักมากเพราะว่าพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองที่มีทรัพยากรจำกัด ตอนนี้ก็ยังเถียงกันอยู่ว่าสงกรานต์จะหยุดไหม (หัวเราะ)

เราคิดว่าหลังจากนี้เราจะพยายามลงไปหาประชาชนเพื่อขอบคุณ แล้วไปพูดคุยสรุปบทเรียนกับทีมงานของเราในพื้นที่ เพื่อวางแผนกันต่อว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป

 

บรรยากาศการลุ้นผลคะแนนที่พรรคเป็นอย่างไร

บรรยากาศก็สบายๆ เพราะว่าเราน่าจะเป็นหนึ่งไม่กี่พรรคที่ไม่มีแรงกดดันอะไรเยอะเหมือนพรรคอื่น ตอนทราบผลว่ามีคะแนนเป็นอันดับสาม ส่วนใหญ่ก็เฮฮา มีเสียงเฮกันเรื่อยๆ น่าจะเป็นพรรคที่เฮฮามากที่สุดพรรคการเมืองหนึ่งในคืนนั้น

สำหรับคนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าเราได้ที่นั่งมากกว่าที่คิด แต่ยังมีหลายคนในพรรคที่ประเมินไว้ตอนนาทีสุดท้ายว่าเราน่าจะได้มากกว่านั้นหรืออย่างน้อยก็อีกสักนิดหนึ่ง

พรรคได้ผู้แทนฯ 30 เขตถือว่าอยู่ในเป้าหมาย จริงๆ แล้วจนถึงช่วงท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทีมงานของเราค่อนข้างมั่นใจว่าเราจะได้ ส.ส. เขตแน่นอน แม้จนวันสุดท้ายก็ยังไม่มีนักวิเคราะห์หรือนักวิชาการเชื่อว่าเราจะชนะแบบเขต

 

ปัจจัยอะไรที่ทำให้มั่นใจว่าพรรคจะชนะแบบเขต

เรามีการสำรวจเป็นการภายในส่วนหนึ่ง และสังเกตจากการตอบรับจากประชาชนในแต่ละพื้นที่ เวลาเราลงไปหาเสียง เราจะเห็นหน้างานเห็นปรากฏการณ์ของการตอบรับที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทีมงานในแต่ละจังหวัดของเราก็ทำการประเมิน ส่วนกลางก็ประเมิน

 

วันที่ 24 มีนาคม คุณธนาธรหรืออาจารย์ปิยบุตรมาพูดอะไรกับทีมไหม

จริงๆ ทุกคนอยู่ในบรรยากาศสบายๆ คุณธนาธรก็มาให้กำลังใจมาลุ้นด้วยกัน วิพากษ์วิจารณ์กันไป ไม่มีอะไรพิเศษ จริงๆ แล้วคุณธนาธรเองก็เตรียมประกาศชัยชนะ เพราะยังไงเราก็คิดว่าเราชนะแน่นอน เพราะเราเป็นพรรคใหม่ ได้เท่าไหร่ก็ถือว่าเป็นชัยชนะของประชาชนที่สนับสนุนเรา

 

คิดอย่างไรกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคอนาคตใหม่นั้นได้ส้มหล่นเพราะพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

ต้องยอมรับว่ามีผลบ้างบางส่วน แต่คงไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นผลทั้งหมด เราก็มีการสำรวจของเราบางเขตถือว่าแข่งกันสองพรรค[อนาคตใหม่กับไทยรักษาชาติ]ด้วยซ้ำ และก็มีหลายเขตที่เราชนะพรรคอื่น เช่น เพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ ที่สมุทรปราการเราก็ชนะ1 เขต ซึ่งเป็นพื้นที่เก่าของเพื่อไทย หรือเชียงราย เขต 1 กับเขต 6  ก็ชนะเพื่อไทยและพลังประชารัฐ หรือเขตที่เราแพ้ก็มีที่เราแพ้พรรคเพื่อไทยอย่างเฉียดฉิว เช่น เชียงใหม่ เขต 1หลายเขตไม่ได้เกี่ยวกับไทยรักษาชาติ ในกรุงเทพฯ เขตที่เราชนะเป็นเขตของประชาธิปัตย์เก่าทั้งสิ้น เราชนะทั้งในเขตที่เคยมีไทยรักษาชาติและในเขตที่มีเพื่อไทย

 

เพราะอะไรถึงทำให้ชนะ ส.ส. เขตในพื้นที่เก่าแก่ของพรรคอื่นได้

ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นพรรคอนาคตใหม่ เราวางยุทธศาสตร์ไว้ว่าเราสู้ทุกพื้นที่ สู้ทุกเขต ในฐานะพรรคใหม่ทุกพื้นที่ทุกกลุ่มเป็นเป้าหมายทั้งหมด

เหตุผลที่ทำให้เราได้รับชัยชนะ ผมคิดว่าที่สำคัญที่สุดเป็นเพราะเราสามารถแสดงออกให้ประชาชนเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ และความชัดเจนเกี่ยวกับจุดยืนทางการเมือง เราสามารถแสดงออกให้เขาเห็นว่าเราทำการเมืองแบบใหม่ที่ประชาชนหลายส่วนคาดหวังและรอคอย

 

วางแผนในพื้นที่ภาคใต้ก่อนเลือกตั้งอย่างไร เพราะอนาคตใหม่ไม่ชนะในพื้นที่นี้

ภาคใต้เราไม่ได้สักเก้าอี้เลย จริงๆ ก่อนวันเลือกตั้งเราก็มีพื้นที่ [ในภาคใต้]ที่เราค่อนข้างมั่นใจว่าจะชนะ แต่ผลออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่คาด แต่คะแนนโดยรวมของทั้งภาคใต้ เราได้มา 5 แสนกว่าคะแนน สำหรับการเลือกตั้งครั้งแรกในพื้นที่ที่แข็งแกร่งมากของพรรคประชาธิปัตย์ถือว่าไม่เลว แต่เราก็ต้องทำงานหนักอีกเยอะ

 

โฆษกพรรคอนาคตใหม่เคยบอกว่างานของพรรคอนาคตใหม่จะเริ่มหลังจากการเลือกตั้ง อยากให้เล่าย้อนถึงช่วงตัดสินใจมาทำพรรคกันหน่อย

จริงๆ แล้วการเริ่มต้นของพรรคอนาคตใหม่เป็นการเริ่มต้นที่เรียบง่ายมาก เป็นการคุยกันระหว่างเพื่อนไม่กี่คนหลังมีการลงประชามติรัฐธรรมนูญ 60

ตอนนั้นเราจับอาการที่น่าเป็นห่วงได้คือคนจำนวนมากในสังคมรู้สึกสิ้นหวังกับการเมือง มองไม่เห็นว่าเราจะไปยังไงต่อ ภายใต้บรรยากาศแบบนั้นเรารู้สึกว่าหากเรายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคนจำนวนมากจะเริ่มหันหลังให้กับการเมือง ซึ่งมันเท่ากับเปิดโอกาสให้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาฉกฉวยโอกาส แล้วจะนำพาสังคมไปเป็นแบบไหนไม่รู้

เราเริ่มจากประโยคที่ว่า “เราจะอยู่กันแบบนี้เหรอ” นี่คือจุดเริ่มต้น แล้วเราก็เริ่มคิดเริ่มคุยกันว่าเราจะทำอะไรกัน

คุณธนาธรก็เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าตัวเองไม่ได้คิดแต่แรกที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เราเคยไปผลักดันหรือเชิญชวนให้มีใครขึ้นมาเป็นผู้นำขององค์กรทางการเมืองใหม่ของประชาชน แต่สุดท้ายเมื่อเรียกร้องกับใครไม่สำเร็จก็เลยต้องเรียกร้องกับตัวเอง

 

ถ้าเริ่มทำพรรคการเมืองเพราะเห็นว่าผู้คนสิ้นหวังและจะหันหลังให้กับการเมือง ตอนนี้ถือว่าสามารถดึงคนให้กลับมาสนใจการเมืองได้อีกครั้งหรือยัง

เรื่องนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จที่เราภูมิใจ อาจเรียกว่าเป็นผลสำเร็จที่มีความหมายมากกว่าจำนวนเก้าอี้ ส.ส. ในสภาด้วยซ้ำ

 

หลายคนในพรรคไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน จากวันแรกจนถึงวันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ช่วงเริ่มต้นเรามีความคิดและถกเถียงกันเยอะว่าจะทำอะไร ข้อเสนอเรื่องตั้งพรรคการเมืองเป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็อย่างที่ว่า เราไม่เคยมีประสบการณ์ทำพรรคการเมืองมาก่อน ความพร้อมอะไรก็ไม่ค่อยมี จึงมีข้อเสนอหนึ่งว่าเราจะยังไม่เริ่มจากพรรคการเมืองดีไหม คือเริ่มทำอย่างอื่นก่อนให้เป็นฐานของพรรคการเมืองในอนาคต เช่น สร้างขบวนการเคลื่อนไหวนอกสภาให้เข้มแข็ง แล้วค่อยพัฒนาเป็นพรรคการเมือง

ประเด็นถกเถียงหลักในช่วงปี 2560 จะเป็นเรื่องนี้ ยังไม่ตกตะกอน ผมเองก็ลงไปคุยกับเครือข่ายที่ทำงานกับชาวบ้านที่สนใจเรื่องประชาธิปไตย คุยกับนักวิชาการบ้าง เริ่มระดมความคิดเห็น

สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจทำพรรคหลังจากที่มีการพูดคุยกับหลายคน คือประโยคของคนคนหนึ่งที่พูดกับเรา ซึ่งถือเป็นประโยคที่ชี้ขาดว่า “ผมเข้าใจนะ ถ้าพวกเราจะไม่ทำพรรคการเมือง เพราะไม่มีอะไรจะรับประกันเลยว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเราตัดสินใจทำอย่างน้อยวันข้างหน้าในอนาคต เราจะไม่เสียใจว่าทำไมวันนี้ไม่ทำ”

นี่เป็นประโยคที่เรานำกลับไปคิดกันช่วงปีใหม่แล้วกลับมาคุยกันต่อ ต้องขอบคุณประโยคนี้มาก เพราะอย่างน้อยการตัดสินใจทำในวันนั้น ถึงวันนี้เราจึงไม่เสียใจ

 

ขั้นตอนสร้างพรรค ขั้นตอนไหนคือส่วนที่ยากที่สุด

ยากทุกกระบวนการ ยากที่จะเปรียบเทียบได้ว่าอันไหนยากที่สุด มันมีอุปสรรคและความท้าทายตลอดตั้งแต่เริ่มไปจดแจ้งชื่อพรรคกับ กกต.

เราไม่ได้เริ่มตั้งพรรคโดยการไปคุยกับนักการเมือง หรือไปคุยกับกลุ่มที่มีฐานเสียงมีอิทธิพลบารมีในพื้นที่ แต่เรียกว่าเราเริ่มต้นด้วยการประกาศออกไปว่าเราคิดแบบนี้ เราจะตั้งพรรคการเมืองแบบนี้ แล้วเดินไปแจ้งกับ กกต. โดยไม่รู้เลยว่าข้างหน้าใครจะเอาอย่างไรกับเราบ้าง ดังนั้น ทุกขั้นตอนมันมีความท้าทายหมด ยังไม่ต้องนับว่ากฎระเบียบเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่ออกมามันหยุมหยิมมากและไม่เอื้อต่อการตั้งพรรคการเมืองเลย

 

กระแสโจมตีคุณธนาธรคือสิ่งที่เตรียมใจไว้ไหม

ถ้าเทียบกับสิ่งที่เจอ เราเตรียมใจไว้หนักมากกว่านี้ อาจเรียกว่าสิ่งที่เตรียมใจไว้มันยังมาไม่ถึงทั้งหมด (หัวเราะ)

แน่นอน เรามองเห็นภาพมาตั้งแต่ไกล จะเห็นว่า หลังจากที่เราไป กกต. ก็มีการรับน้องเลย มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงขนาดว่ากดดัน กกต. ว่าถ้าหากยอมให้จัดตั้งพรรคการเมืองแบบนี้ กกต. ต้องมีความผิด

มันไม่มีขั้นตอนไหนง่าย สิ่งที่เราเจอก็อยู่ในการคาดการณ์ไว้ส่วนหนึ่ง ถามว่าท้อไหม อาจตอบว่ามีความเหนื่อยเป็นปกติ ถ้าไม่เหนื่อยคงแปลก

แต่ผมคิดว่า บรรยากาศในพรรคอนาคตใหม่ เราทำงานกันด้วยอุดมการณ์ที่เรายึดร่วมกัน เราแชร์ความฝันร่วมกัน ดังนั้น การทำงานด้วยความฝันร่วมกันแบบนี้ มันทำให้เราไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ มันไม่ใช่การทำงานแบบทำไปวันๆไม่มีเป้าหมาย มันจึงไม่ง่ายที่จะท้อ

 

ยุทธศาสตร์ในการหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่เป็นอย่างไร

ความสำเร็จของผลเลือกตั้งวันนี้ เราถือว่าเป็นผลมาจากการทำงานภายในด้วย วิธีการหลักในการหาเสียงของเราคือ เราต้องการที่จะสะท้อนและแสดงออกความเป็นตัวเราออกมาให้มากที่สุด

เราไม่ได้ใช้การตลาดเป็นหลัก กลยุทธ์ทางการตลาดเป็นเพียงเครื่องมือ เราพยายามเป็นตัวของเองให้มากที่สุด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกกำหนดจากกลยุทธ์ทางการตลาด แต่กำหนดจากคำถามว่าเราเป็นใครและเราต้องการอะไร

เราอยากเห็นการเมืองแบบใหม่ ตอนที่เราคิดจะทำพรรคอนาคตใหม่ เราอยากสร้างพรรคการเมืองที่คนเข้าถึงง่าย เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนรู้สึกว่ามีช่องว่างกับสังคมน้อยที่สุด เป็นพรรคการเมืองที่สัมผัสได้ แล้วประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างสบายใจ นี่เป็นเรื่องที่เริ่มจากความคิดทางการเมือง ไม่ใช่การตลาด สิ่งที่ออกมาจึงสะท้อนสิ่งนี้ เพราะเราคิดว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องการนักการเมืองแบบใหม่

เรามองว่าสังคมขัดแย้งกัน ถ้าพูดอย่างหยาบๆ ก็เรื่องเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ขัดแย้งกันมาเรื่อยๆ แล้วเรารู้สึกว่ามันเป็นความขัดแย้งที่ผิดฝาผิดตัว

พรรคอนาคตใหม่ต้องการสื่อสารกับประชาชนว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง หรือคนกลางๆ ที่ไม่ได้สังกัดสีไหน รวมทั้งคุณเป็นคนที่อาจจะไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อนเลย เราอยากจะสร้างการเมืองสำหรับคนทุกกลุ่ม

พอจุดเริ่มต้นเป็นแบบนี้ ก็ระดมการสื่อสารไปในทิศทางแบบนี้ มันจะไม่มีภาพว่าเราเป็นพรรคการเมืองของคนกลุ่มไหน เพียงแต่ว่าช่วงหลังคนอาจจะมองว่า[อนาคตใหม่]เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ แต่จริงๆ ตั้งแต่ตอนเริ่ม ทั้งคนที่เข้ามาร่วมงานกันกับเราและคนที่ติดตามเราผ่านโซเชียลมีเดียก็เป็นวัยกลางคน คนสูงอายุก็มี และตอนหลังก็มีวัยรุ่นเข้ามาสนับสนุนเรามากขึ้น

เราเห็นอยู่แล้วว่า New Voter ประมาณ 7-8 ล้านคน ถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราคิดว่าต้องช่วงชิงให้ได้เหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ได้มีความภักดี (loyalty) ต่อพรรคการเมืองใดมาก่อน และพวกเขาน่าจะเป็นกลุ่มที่เราคุยกันรู้เรื่อง

 

มีปัจจัยอะไรที่ New Voter ถึงเลือกพรรคอนาคตใหม่

ตั้งแต่เริ่มต้นเราพยายามสื่อสารกับคนทุกกลุ่ม กลุ่มที่เราอยากสื่อสารมากที่สุดคือกลุ่มคนที่ไม่พอใจกับสภาวะการเมืองที่เป็นอยู่ อยากจะเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเขาจะเคยผ่านความขัดแย้งหรือมีส่วนร่วมกับความขัดแย้งหรือไม่มีเลยก็ตาม

เราไม่ได้คิดถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มประชากรตามอายุ เพียงแต่เราเห็นว่าพวกเขา [new voters] เป็นกลุ่มก้อนหนึ่งที่สำคัญ เราเห็นประสบการณ์จากต่างประเทศ เช่น กรณีของแคนาดาที่นายกรัฐมนตรีของเขาสามารถกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่จากเดิมที่มาใช้สิทธิเพียง30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่ต่างจากเมืองไทย แต่สามารถยกระดับให้ออกมาใช้สิทธิได้ถึง50เปอร์เซ็นต์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะของเขา

อย่างไรก็ดี เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าเราจะเน้นสื่อสารกับคนอายุน้อย เรามองเป้าหมายเป็นกลุ่ม spectrum ทางความคิดมากกว่า จริงๆ ผมมีสมมุติฐานบางอย่างว่าคนที่อยู่ในเจเนอเรชั่นที่ผ่านรัฐประหาร 2 ครั้งและเติบโตขึ้นมาในสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกตินั้น พวกเขามีความพิเศษบางอย่าง เราเชื่อว่าเขามีความรู้สึกนึกคิดที่ไม่เหมือนคนรุ่นอื่นๆ คนอายุ 18 ปีตอนนี้ไม่เหมือนกับคนอายุ 18 ปีในอีกสถานการณ์หนึ่ง มันไม่ใช่ว่าคนอายุ 18 ปีจะคิดเหมือนกันหมดในทุกเจเนอเรชั่น

คนเจเนอเรชั่นนี้มีความพิเศษแน่ๆ แต่เราไม่เคยทดสอบว่าความพิเศษนั้นจะแสดงออกมาเป็นแบบไหน มันพิเศษมากนะ ลองนึกถึงคนที่ตอนอยู่ชั้นประถมช่วงยุคปลายรัฐบาลไทยรักไทย พอโตมาเห็นการประท้วงเสื้อเหลือง สักพักมีรัฐประหารแล้วก็เข้ามหาวิทยาลัย จนเรียนจบกำลังจะเริ่มทำงานหรือเรียนปริญญาโทก็มีรัฐประหารอีก เขาพบสถานการณ์ที่พิเศษเยอะ เรียกว่าชีวิตทางสังคมของเขาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติเลย ผมถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่พิเศษและน่าค้นหา

 

คุณคิดว่าคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เลือกพรรคอนาคตใหม่จริงไหม

น่าจะมีส่วนจริง หลายคนบอกว่ามันเกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้นมา เมื่อก่อนเวลาที่วัยรุ่นจะใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็จะใช้สิทธิตามผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ รอคนในครอบครัวบอก แต่คราวนี้ปรากฏการณ์มันใหม่ตรงที่ว่าคนอายุน้อยแม้กระทั่งคนที่ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งกลับไปบอกพ่อแม่ว่าให้เลือกพรรคนั้นพรรคนี้ เราไปที่ไหนก็จะได้ยินเรื่องแบบนี้ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก

เมื่อก่อนเรามีโจทย์ว่าเราจะเข้าถึงคนที่อายุเยอะหรืออยู่นอกเขตเมืองที่ไม่ได้ติดตามโซเชียลมีเดียมากนักยังไง ปรากฏว่าปรากฏการณ์นี้เข้ามาช่วยตอบโจทย์ เวลาเราลงพื้นที่ เราได้รับฟังเรื่องของลูกหลานไปบอกคุณยาย ยายก็ตามดูดีเบตทางโทรทัศน์ แล้วสุดท้ายก็ตกลงปลงใจว่าจะเลือกอนาคตใหม่

 

ปรากฏการณ์ ‘ฟ้ารักพ่อ’ เป็นสิ่งที่วางแผนไว้หรือเกิดขึ้นเอง คนในพรรคพูดคุยกันอย่างไรกับเรื่องนี้

ผมคิดว่าต้องย้อนกลับไปตอนที่บอกว่าเราสนใจคนในเจเนอเรชั่นพิเศษนี้อยู่แล้ว ซึ่งคนเจเนอเรชั่นนี้ไม่ใช่แค่คนอายุ 18 ถึง 25 ปี นอกจากนี้สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นพื้นฐานก็คือรูปแบบของการเมืองที่เราตั้งใจจะทำ เราอยากจะให้อนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองที่เข้าถึงง่าย สื่อสารกับคนง่าย มีช่องว่างกับสังคมน้อยลง เป็นการเมืองที่มันสนุก สร้างสรรค์ พูดถึงอนาคต การเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สังคมที่เป็นอยู่แบบนี้ ผมคิดว่านี่เป็นพื้นฐานที่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมมันจะสร้างปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นมา

เราต้องชื่นชมคนในเจเนอเรชั่นนี้ที่เขาพิสูจน์คำสบประมาทว่าเป็นคนไม่สนใจการเมือง เมื่อถึงเวลาเขาสนใจอย่างมาก มันไม่ใช่กระแสที่เป็นการชื่นชอบดารา แน่นอนภาพประทับใจครั้งแรก[ต่อพรรคอนาคตใหม่] ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เมื่อเขาประทับใจแล้ว เขากลับไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่ม

ตอนที่เราคิดเรื่องตั้งพรรค เรามองเห็นปรากฏการณ์ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาอย่างหนึ่งคือมันเกิดวัฒนธรรมใหม่ๆ ทางการเมืองและทางความคิด ซึ่งไม่ได้สะท้อนออกมาในรูปแบบของกิจกรรมทางการเมืองโดยตรง เช่น การประท้วง แต่ปรากฏผ่านภาษา ผ่านเพลง ฯลฯ สำหรับนักกิจกรรม อาจจะพูดว่ามันหมดยุคดนตรีเพื่อชีวิตไปเลย และเกิดปรากฏการณ์ใหม่ทางวัฒนธรรมซึ่งทำให้เราเห็นสัญญาณอะไรบางอย่าง

ก่อนที่เราไปจดแจ้งชื่อพรรคที่ กกต. ก็มีแฮชแทคเกิดขึ้นคือ ‘#ช่วยธนาธรตั้งชื่อพรรค’ ตอนนั้นกระแสสูงมาก คนในทวิตเตอร์ก็มาช่วยกันเสนอชื่อพรรค หลายๆ คนในทวิตเตอร์ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้จักเราด้วยซ้ำ หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีผู้สื่อข่าวอาวุโสท่านหนึ่งเข้าไปดูทวิตเตอร์ เขาบอกว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา มันเป็นโลกที่เขาไม่รู้จัก เหมือนเป็นการปะทะกันของคนคนละเจเนอเรชั่น ดังนั้นปรากฏการณ์ฟ้ารักพ่อมันมีพื้นฐานบางอย่าง ไม่ได้เกิดมาบนสุญญากาศ มันมีเงื่อนไขทางสังคมรองรับ

 

ปีเศษๆ ตั้งแต่ตัดสินใจทำพรรคการเมืองจนถึงวันเลือกตั้ง มีภาพอะไรที่คิดว่าจะเก็บเอาไปเล่าให้คนรุ่นหลังฟัง

อย่างที่ผมบอกตอนต้นว่าเราไม่ได้เริ่มทำพรรคจากการไปดึงนักการเมืองมา เราเริ่มจากศูนย์โดยยังไม่รู้ว่าใครจะเอากับเราบ้าง ไปพูดกับใครก็ไม่มีใครเชื่อ แม้กระทั่งเมื่อตั้งพรรคได้แล้ว ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเราจะชนะเลือกตั้งได้ขนาดนี้ แม้จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2562 ก็ยังไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้ นักวิชาการบางท่านก็บอกว่าชนะได้ 5ที่นั่งก็เก่งแล้ว

หลายคนบอกว่าพรรคอนาคตใหม่มีที่มาจากกระแสโซเชียลมีเดีย แต่จริงๆ แล้วเราพยายามมากตั้งแต่แรกที่จะลงไปหาคน [ในโลก off-line] ไปขายฝันน่ะพูดง่ายๆ ไปขายว่าใครจะเอากับฝันนี้บ้าง ใครอยากจะมาลงแรงกับเราบ้าง โดยที่ไม่มีหลักประกันใดว่าจะสำเร็จและไม่มีผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น

ช่วงแรกหลังเราเปิดตัวตั้งแต่ยังไม่เป็นพรรคเราเปิดรับแนวร่วมอนาคตใหม่ทางเฟซบุ๊ค ปรากฏว่ามีคนสนใจสมัครเข้ามาหลายพันคน แล้วเราก็เริ่มติดต่อไปหาเขา โทรไปนัดคุย เรามีพรีเซนต์เทชั่นว่าอุดมการณ์ของพรรคเป็นยังไง เราจะทำพรรคแบบไหน เดินทางไปแต่ละจังหวัด แม้กระทั่งมีแค่คนเดียวทั้งอำเภอหรือจังหวัดเราก็ไป

ผมเคยขับรถราว 300 กิโลเมตร เพื่อไปพบกับคนคนเดียวที่จังหวัดสุโขทัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม จนถึงทุกวันนี้แกกลายเป็นผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคในสุโขทัย เขต 2 นี่เป็นภาพจำที่ผมอยากเล่าให้คนรุ่นหลังฟัง

ผมบอกทีมงานว่า นี่ถ้าเป็นนักการเมือง เราคงเรียกให้เข้ามาคุยที่พรรค แต่เราทำการเมืองแบบใหม่ เราต้องเข้าไปหาผู้คนเขา เราไม่ได้เริ่มจากโซเชียลมีเดีย เราเริ่มจากสิ่งที่จับต้องได้เป็นคนจริงๆ จนทุกวันนี้เรียกได้ว่าอนาคตใหม่ทำงานด้วยอาสาสมัครเป็นหลัก ในแต่ละจังหวัดเราจ้างพนักงานแค่คนเดียว ที่เหลือบรรดากรรมการจังหวัดหรือกรรมการสาขาพรรคเป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น

 

 

พอเริ่มทำงาน ความจริงของการทำงานการเมืองอาจทำให้คิดไม่เหมือนกัน เกิดปัญหาขึ้นกันในภายในระหว่างกลุ่มผู้ก่อตั้งกันเองบ้างไหม

ไม่มีขนาดนั้น แต่ก็มีลักษณะที่ว่าบางทีเราคิดกันง่ายไป ความจริงในการทำงานมันไม่ง่ายขนาดนั้น พอมาดูย้อนหลังเราก็คิดว่าเราไม่น่าจะตัดสินใจแบบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน เช่น เราคิดเรื่องทำ primary vote ผู้สมัคร ส.ส. มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถามว่าสุดท้ายย้อนกลับไปจะทำอีกไหม คิดว่าก็คงจะทำ เพราะถ้าเราไม่ทดลองทำเราก็จะไม่รู้ว่ามันไม่ง่ายแบบนั้น

ส่วนการเห็นไม่ตรงกัน ถกเถียงกันเป็นเรื่องปกติ พรรคเราพยายามสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบแนวราบ แม้กระทั่งว่าเป็นหัวหน้าพรรค ผู้นำพรรค หรือผู้ร่วมก่อตั้งก็ไม่ได้มีอภิสิทธิ์อะไรในการถกเถียง หัวหน้าพรรคโหวตแพ้ประจำในที่ประชุม (หัวเราะ) บรรยากาศการถกเถียงเป็นเรื่องทั่วไปในการทำงานของพรรค คณะกรรมการต่างๆ อภิปรายถกเถียงกันอย่างเสรี

 

คิดไหมว่าคุณธนาธรจะมาถึงในวันที่มีชื่อเสียงระดับประเทศขนาดนี้ จนหลายคนมองคุณธนาธรเป็นสัญลักษณ์ของพรรคแทนอุดมการณ์พรรค ธนาธรคิดอย่างไรกับตอนนี้

ถ้าให้เดา ผมคิดว่าธนาธรน่าจะคิดว่าวันนี้เขาไม่ใช่เขาอีกแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาต้องไปเสแสร้งอะไร แต่มันเป็นความรู้สึกที่เขาต้องแบกรับความคาดหวังหรือความต้องการของคนมหาศาล นี่น่าจะเป็นความรู้สึกที่สำคัญที่สุด

 

ใครเป็นผู้เสนอชื่อคุณธนาธรเป็นหัวหน้าพรรค

การเสนอชื่อคุณธนาธรมาจากความเห็นร่วมกันของผู้ร่วมก่อตั้งและถูกเสนอชื่อในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 1 ที่ธรรมศาสตร์ตอนปลายเดือนพฤษภาคม [2561]ต้องยอมรับว่าคุณธนาธรเป็นแกนนำที่โดดเด่นและมีคุณสมบัติครบถ้วนจึงได้รับการยอมรับ

แต่ถ้าไม่ใช่ธนาธร ผมคิดว่าคนอื่นก็เป็นได้ อาจารย์ปิยบุตรก็เป็นได้ และในอนาคตผมคิดว่าเราก็จะมีบุคลากรเข้ามาอีก เพราะเรามีปณิธานตั้งแต่แรกว่าเราจะไม่สร้างพรรคอนาคตใหม่ให้เป็นพรรคที่ติดอยู่กับตัวบุคคล คุณธนาธรพูดเสมอว่าพรรคอนาคตใหม่จะต้องมีอายุยืนยาวมากกว่าตัวคุณธนาธร

เราคิดและเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เราพยายามใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะให้พรรคสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพาคนใดคนหนึ่ง เช่น เราเคยถกเถียงกันตั้งแต่ตอนเริ่มต้นว่าเราต้องมีมืออาชีพทางด้านการตลาด ทางด้านการวิจัย ฯลฯ ในการทำพรรค ผมเองส่วนตัวก็เคยเถียงกับคุณธนาธรเรื่องนี้ แต่ธนาธรบอกว่าการมีมืออาชีพมีราคาที่เราต้องจ่าย ถ้าเราเป็นพรรคที่มีมืออาชีพมากและมีราคาที่ต้องจ่ายขนาดนี้ พรรคการเมืองของเราก็จะกลายเป็นพรรคอีกแบบหนึ่ง มันจะไม่ใช่พรรคที่เราคิดจะทำแต่แรก

หลายคนก็บอกว่าคนแบบคุณธนาธรเป็นคนที่หายาก มันจึงเป็นความท้าทายขององค์กรทางการเมืองที่มีผู้นำที่โดดเด่นมากว่า ระยะยาวองค์กรจะเป็นอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายเราตลอด

อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมักจะมีปัจจัยสำคัญต่างๆ เช่น มีผู้นำที่มีบารมีและได้รับความยอมรับ แต่เฉพาะปัจจัยจากตัวผู้นำเองไม่ได้การันตีว่าทุกอย่างจะสำเร็จ มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น ความคิดที่ถูกต้องที่แจ่มชัด มีประชาชนที่ยอมรับความคิดนั้นๆ มีการจัดองค์กรขับเคลื่อนที่ดี มีหลายองค์ประกอบที่สำคัญ

 

จะทำอย่างไรให้คนที่ยึดติดที่ตัวบุคคล มองเห็นอุดมการณ์พรรค

ผมคิดว่าต้องเริ่มจากกลไกการทำงานของพรรค ต้องเป็นกลไกที่ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล ต้องสร้างความเป็นสถาบันทางการเมืองให้ได้มากที่สุด

การสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองคือโจทย์ของเราตั้งแต่แรก แน่นอนว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แต่โจทย์ของการเมืองไทยไม่ได้อยู่ที่แค่การยุติการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร

ในด้านหนึ่งเราต้องยอมรับว่ารัฐประหารเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนหมดศรัทธาต่อพรรคการเมืองในอดีตและมันลามไปถึงกับการหมดศรัทธาต่อระบบรัฐสภา นี่เป็นโจทย์ที่เราต้องแก้ด้วย ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่แรกคือเราต้องการสร้างพรรคการเมืองที่ดีและเป็นสถาบันให้ได้ในอนาคต เพื่อที่จะเรียกความศรัทธาของประชาชนให้กลับมายังประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ตราบใดที่คนยังไม่เชื่อว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ กันได้ผ่านระบบรัฐสภา มันก็จะเปิดช่องให้แก่อำนาจพิเศษ

การสร้างพรรคการเมืองยังต้องให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของพรรคด้วย แม้กระทั่งเรื่องการใช้ภาษา เช่น เวลามีคนเรียกว่า ‘ท่านธนาธร’ เราก็จะย้ำตลอดเวลาว่าในพรรคอนาคตใหม่ไม่มีการเรียกกันว่า ‘ท่าน’ เรียกกันว่า ‘คุณ’ ก็พอ แค่เรื่องเล็กๆ อย่างภาษามันก็กำหนดความคิดของคนในพรรคด้วย เราต้องแก้เรื่องนี้

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราใช้ระบบอาสาสมัครเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราใช้งบประมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่น ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีคนเชื่อว่าการทำการเมืองรูปแบบใหม่นี้ ใช้ทรัพยากรเท่านี้ จะสามารถชนะการเลือกตั้งได้ หรือจะสามารถชนะเลือกตั้ง ส.ส. แบบเขตได้ วันนี้เราได้พิสูจน์แล้วว่ามันทำได้ ทำให้สังคมไทยมองเห็นความเป็นไปได้ของการเมืองแบบใหม่

 

จะมั่นใจได้อย่างไรว่าพรรคจะไม่จบไปพร้อมกับธนาธร ปิยบุตร ใครจะเป็นหัวหน้าคนถัดไปได้

ความสำคัญอยู่ที่กระบวนการของพรรค ผมคิดว่าเราไม่ต้องไปนั่งดูว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า คนนั้นคนนี้คงได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งนั่นเป็นระบบลูกหม้อ เป็นการวางทายาททางการเมือง แต่เราเชื่อว่าถ้าพรรคมีระบบการคัดเลือกที่ดี เราไม่จำเป็นต้องสนว่าใครเป็นลูกหม้อใคร กระบวนการที่ดีจะคัดสรรคนขึ้นมาได้ เปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ขึ้นมาได้

 

การเติบโตของพรรคจากนี้ไปจะยังสามารถใช้ระบบลูกจ้างเพียงคนเดียวต่อจังหวัดได้จริงไหม

เรามองว่าพรรคการเมืองที่ดีที่เป็นสถาบันได้จริงๆ ต้องอยู่ได้โดยประชาชน เราอาจจะมีเจ้าหน้าที่ประจำมากกว่านี้ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องมีเพียงแค่หนึ่งคน แต่คำถามสำคัญคือว่าทรัพยากรตรงนั้นมาจากไหน มาจากนายทุนพรรค มาจากหัวหน้าพรรค หรือมาจากการบริจาคหรือการระดมทุนของคนในพื้นที่ ถ้าในหัวเมืองจังหวัดใหญ่ๆ เขาระดมทุนได้เยอะ และมีกิจกรรมที่ต้องการเจ้าหน้าที่เยอะ มันก็สามารถมีเจ้าหน้าที่มากกว่าหนึ่งคนได้ พรรคไม่ได้จำกัด ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าแค่หนึ่งคน แต่อยู่ที่ว่าพรรคดำรงอยู่ด้วยอะไร

 

แต่ในระยะยาวการใช้อาสาสมัครจะยังมีประสิทธิภาพอยู่ไหม

ผมคิดว่านี่เป็นความท้าทาย การเมืองในประเทศไทยเราไม่เคยมีพรรคการเมืองแบบนี้ ผมมองในแง่กลับเลยว่าการที่เราไม่สามารถมีอาสาสมัครแบบนั้นต่างหากที่ทำให้พรรคไม่ยืนยาว

เวลาเราพูดถึงอาสาสมัครมันไม่ได้หมายความว่าอาสาสมัครต้องเลิกทำงานอื่นแล้วมาเป็นเจ้าหน้าที่พรรค มันไม่ใช่ สิ่งที่เราอยากเห็นคือคนที่ใช้ชีวิตประจำวันปกติสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองกับพรรคการเมืองได้ ไม่ได้คิดว่าการที่ประชาชนจะมามีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วจะต้องรับเงินเดือนจากพรรคการเมืองหรือให้พรรคเลี้ยงดู คนต้องเลี้ยงพรรค ไม่ใช่พรรคเลี้ยงคน

เรามองว่าคนที่สนับสนุนพรรคก็ใช้ชีวิตปกติ ทำงานของตัวเองตามปกติ แล้วใช้เวลาว่างหรือทักษะที่มีเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรค เช่น ถ้าคุณเป็นสถาปนิก คุณก็ทำอาชีพของคุณต่อไป แล้วคุณอาจจะเข้ามาช่วยเรื่องการทำนโยบายการจัดการเมือง หรือใช้ความสามารถช่วยในการออกแบบการรณรงค์ให้พรรคได้ เราไม่ได้คิดว่าการเป็นอาสาสมัครหมายความว่าคุณต้องมาอุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้พรรค

 

ในพรรคจัดการกับความต่างทางศาสนาอย่างไร ท่ามกลางคนมองว่าภาพลักษณ์เป็นพรรคเสรีนิยม

ผมคิดว่าตลอดเวลาการทำงานการเมือง เรามีจุดร่วมที่ชัดเจน แต่ภายใต้จุดร่วมนั้นมีความต่างกันเต็มไปหมด ไม่ว่าความคิดทางเศรษฐกิจหรือความคิดทางการเมืองและวัฒนธรรม ดังนั้นมันเกิดการปะทะและแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลาในทุกขั้นตอนของพรรค

การทำงานของพรรคอนาคตใหม่อยู่กับการจัดการความแตกต่างตลอดเวลา ถามว่ามันสมบูรณ์และยุติหรือยัง คำตอบก็คือไม่ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ

ส่วนเรื่องศาสนากับอุดมการณ์เสรีนิยมของพรรค อย่างกรณีพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เราลงไปทำงาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่นั่นนับถือศาสนาอิสลาม ขณะเดียวกันเราก็มีนโยบายเรื่องการส่งเสริมความหลากหลายทางเพศหรือวัฒนธรรม แล้วเราก็พูดเรื่องการทำลายทุนผูกขาด โดยเฉพาะเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มันดูเหมือนจะขัดแย้งกันแต่จริงๆ แล้วมันไปด้วยกันได้

เช่น การให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเท่าเทียมกันของศาสนาหรือความเคารพความต่างทางวัฒนธรรม มันเป็นแกนกลางที่ทำให้เราพูดคุยกันได้ หรือเวลาเราพูดถึงเรื่องทุนผูกขาด เรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ได้หมายความว่าเราไปส่งเสริมให้คนดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ของพี่น้องมุสลิม แต่เราพูดถึงความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ นั่นมันคนละเรื่องกัน

เวลาบอกว่าเราต้องเคารพความหลากหลายทางศาสนา เราก็ต้องกลับไปทำความเข้าใจว่ามันเป็นคนละเรื่องกับความขัดแย้งระหว่างศาสนิกชน ในทางตรงข้ามเรามองว่า เสรีนิยมที่ให้เคารพความหลากหลายทางศาสนาต่างหากที่เป็นสิ่งที่สามจังหวัดภาคใต้ต้องการจากสังคมไทย

 

 

การชูแกนนำพรรค 3 คนชัดๆ อย่างธนาธร, ปิยบุตร และพรรณิการ์ในการออกสื่อ เป็นการทำไปโดยตั้งใจไหม ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักผู้สมัครคนอื่นๆ ที่มีความสามารถ

ต้องยอมรับว่าในเวลาอันสั้น ทุกอย่างมันไปเร็วมาก เราเริ่มตั้งพรรคอย่างเป็นทางการได้เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2561 พอทำนโยบายเสร็จเราก็รีบรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง พอจบปีใหม่มันก็เข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้งแล้ว เพราะฉะนั้นเวลามันสั้นมาก เป็นความจำเป็นในเชิงกลยุทธ์ภายใต้ข้อจำกัดแบบนี้ เพื่อทำให้พรรคโดดเด่นเป็นที่รู้จัก เราต้องทำให้มีคนที่เด่นชัดเป็นภาพแทนของอนาคตใหม่ แต่ระหว่างทางเราก็เริ่มสร้างคนอื่นๆ และคิดว่าเป็นเป้าหมายหลังจากนี้ เราจะมีคนที่เป็นหน้าตาของอนาคตใหม่มากขึ้น

 

ช่วงลงพื้นที่หาแนวร่วมสร้างพรรค เจอคนปฏิเสธบ้างไหม

เนื่องจากว่าเราไปหาคนที่ลงชื่อมาเป็นแนวร่วม คนที่เราเจอส่วนใหญ่เขาจึงสนใจเราอยู่แล้ว ลักษณะปฏิเสธแบบรุนแรงไม่มี แต่อาจจะมีลักษณะที่เขามีความคาดหวังไม่เหมือนกับเราหรือคิดว่าเราเป็นพรรคการเมืองแบบที่คุณธนาธรจะหิ้วเงินใส่กระเป๋าเจมส์บอนด์มาทำงานการเมืองอะไรอย่างนั้น มันก็ไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด บางคนก็ไม่เชื่อว่าการเมืองที่เราเล่าให้ฟังจะเป็นไปได้ เราถูกตั้งคำถามว่าเราทำอะไรกันอยู่ คือเขาไม่มีความมั่นใจว่าการเมืองแบบนี้จะเป็นไปได้ จะชนะเลือกตั้งได้อย่างไร แต่คนที่ตั้งคำถามแบบนี้หลายคนในวันนี้ก็ยังอยู่กับพรรค

 

อะไรทำให้พรรคมั่นใจว่าว่าที่ ส.ส. ที่กำลังเข้าสภาจะทำงานอย่างมืออาชีพ มีอุดมการณ์ตรงกับพรรคจริงๆ

อย่าเรียกว่ามั่นใจเลย ผมคิดว่าสิ่งที่เราตั้งใจจะทำมากคือเราจะต้องทำงานอย่างหนักกับว่าที่ผู้แทนฯ เราเพิ่งไปสัมมนากันและคิดว่ามีอะไรต้องทำอีกเยอะแยะเลย เช่น การฝึกอบรมปรับความคิดและทักษะต่างๆ ที่ต้องรู้เมื่อเข้าสภาไปแล้ว เราตระหนักเสมอว่าประเภทเข้าไปอย่างมั่นใจว่าไม่มีปัญหาจะไม่มีแน่นอน ไม่มีความมั่นใจผิดๆ แบบนั้น

อย่างคุณธนาธรและอาจารย์ปิยบุตรก็ถือว่าใหม่มาก ทั้งคู่ไม่เคยเข้าสภา ดังนั้นพื้นฐานตั้งแต่ระเบียบในสภา เราก็ต้องติวกันใหม่หมด กลไกการทำงานภาครัฐเราก็ต้องติวกันใหม่หมด

ภายใต้ระยะเวลาอันรวดเร็วหรือต่อให้มีเวลามากกว่านี้ก็ตาม การริเริ่มสิ่งใหม่ไม่มีทางที่จะมีอะไรสมบูรณ์แน่นอน ย่อมมีความผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์เต็มไปหมด เราตระหนักเรื่องนี้ หลังเลือกตั้งภารกิจส่วนหนึ่งคือการเข้าไปในสภา อีกส่วนหนึ่งจะต้องสร้างพรรคกันใหม่ให้แข็งแรงขึ้น สรุปบทเรียนและจัดการความผิดพลาดในอดีต การยึดโยงระหว่างพรรคกับประชาชน กระบวนการได้มาซึ่งคนทำงานไม่ว่าจะเป็นคณะทำงานในจังหวัดรวมถึงผู้สมัครรับเลือกตั้ง ก็ต้องมาปรับปรุงทบทวนกันไปเรื่อยๆ

ส่วนว่าที่ผู้แทนฯ ของเราจะสอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรคหรือไม่นั้น มันไม่ใช่ว่านั่งอยู่เฉยๆ แล้วจะเป็นแบบนั้นได้ พรรคจะต้องสร้างกระบวนการมารองรับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คนที่เลือกเราว่าผู้แทนฯ ของเขาจะไม่ทำให้ผิดหวัง สิ่งที่สำคัญจึงอยู่ที่กระบวนการหลังจากนี้ การสร้างความมั่นใจไม่สามารถลอยมาจากอากาศได้ ต้องลงมือทำ

อย่าลืมว่าพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นมาด้วยบทเรียนสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงสังคม ต่อให้เรามีเก้าอี้ในสภาสัก 300 เสียง ก็ไม่สามารถผลักดันความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าได้ ถ้าเราไม่สามารถเอาชนะความคิดทางสังคมได้  ดังนั้น ภารกิจหนึ่งของพรรคอนาคตใหม่จึงเป็นการทำงานทางความคิดกับสังคม พรรคต้องเป็นตัวแสดงที่มีส่วนในการกำหนดวาระทางสังคมให้ได้ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่แรกเริ่มพรรคอนาคตใหม่พยายามเปิดประเด็นใหม่ๆ ให้แก่สังคม เช่น การยกเลิกเกณฑ์ทหาร เราทำในสิ่งที่อยู่นอกตำราการเลือกตั้งเดิมๆ ทำในสิ่งที่คนไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่ใช้หาเสียงได้

 

ถึงวันนี้พรรคเริ่มมีการวางแผนเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นบ้างหรือยัง

กรรมการบริหารพรรคเพิ่งคุยกันเรื่องนี้ เราได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าเนื่องจากหนึ่งในนโยบายหลักของพรรคอนาคตใหม่คือการยุติระบบราชการรวมศูนย์ การเมืองท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ว่าในช่วงแรกเราคงไม่ทำแบบกวาดไปทั่ว เราต้องมีจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม เราต้องมีทีมงานที่พร้อมจริงๆ มี DNA ของพรรค ไม่ใช่แค่ว่าอยากจะเล่นการเมืองท้องถิ่นแล้วหิ้วกระเป๋ามาขอชื่อพรรคอนาคตใหม่ไปลงสมัคร

คนต้องมีนโยบายบางอย่างที่ผลักดันร่วมกัน เช่น ต้องยุติระบบราชการรวมศูนย์ ให้อำนาจท้องถิ่นในการจัดการตัวเองมากขึ้น หรือแม้กระทั่งต้องมีนโยบายให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่นได้ แม้จะยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้ทำในตอนนี้ เช่น ควรให้คนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดการใช้งบประมาณ จัดตั้งเวทีสภาประชาชนในท้องถิ่น

 

หลังจากสภาเปิด ขั้นตอนรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญที่พรรคเคยประกาศไว้จะเริ่มตอนไหนและเริ่มอย่างไร

มีสองเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ เรื่องแรกคือการแก้ไขมาตราที่รับรองให้ประกาศ/คำสั่งของ คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายไปตลอด เราต้องแก้มาตรานี้ทันทีก่อน เพื่อให้รัฐบาลประชาธิปไตยเข้าไปจัดการกับมรดกของ คสช. และทำให้ประเทศก้าวไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติได้

อีกเรื่องหนึ่งคือต้องเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มมาตราที่เปิดช่องให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาโดยประชาชน

 

เดิมพรรคจะเป็นตัวเลือกของคนที่ไม่เอาทหารและเบื่อการเมืองแบบเก่า แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ทำให้พรรคดูสุดขั้วกว่าเดิมไหม

ผมกลับมองว่าเราไม่ได้กลายเป็นพรรคที่สุดขั้ว ตรงกันข้ามเราสามารถดึงคนที่ในอดีตดูเหมือนว่าจะอยู่กันคนละขั้วให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ดีและเป็นเป้าหมายทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ด้วย เราต้องขีดเส้นความขัดแย้งกันใหม่ มันไม่ใช่ [ความขัดแย้งระหว่าง]ประชาชนฝั่งนี้กับฝั่งนั้น

เราไม่ได้เป็นพรรคที่สุดขั้ว เราเป็นพรรคที่ทำให้คนที่เคยอยู่คนละขั้ว ไม่เคยคิดว่าจะคุยกันรู้เรื่อง สามารถเข้ามาร่วมกันได้

ผมคิดว่าเราต้องมองการมีเจตจำนงทางการเมืองออกจากความสุดขั้ว พรรคการเมืองที่ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองใดๆ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สุดขั้ว ความโดดเด่นของพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาคือเราแสดงออกให้เห็นว่าเรามีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนและจริงใจต่อประชาชน นี่ไม่ใช่เรื่องสุดขั้ว แต่เป็นการบอกให้ประชาชนทราบถึงจุดยืนและให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่เลือก

 

พรรคมองอย่างไรที่สังคมส่วนหนึ่งบอกว่าอนาคตใหม่เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาโจมตีสถาบันกษัตริย์

จริงๆ เราคุยกันเรื่องนี้น้อยมากในพรรค ต้องถามกลับไปว่าคนที่ตั้งคำถามและโจมตีพรรคอนาคตใหม่แบบนี้เขาคิดอะไร

เราไม่ได้ทำอะไรตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือถูกโจมตีเรื่องนี้ จริงๆ แล้วเรากลับเป็นห่วงการหยิบยกประเด็นเรื่องสถาบันกษัตริย์มาเป็นประเด็นทางการเมือง เรามีบทเรียนมาแล้วในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองไทยที่ผ่านมามาไกลถึงระดับนี้แบบไม่มีเหตุมีผลได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการหยิบเอาประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์มาโจมตีกัน สิ่งที่เราพยายามนำเสนอมาตลอดคือการเมืองไทยควรจะก้าวพ้นการเมืองแบบนี้ได้แล้ว และผมคิดว่าคนรุ่นใหม่เขาคงมองว่ามันไม่สมเหตุสมผลที่อยู่ดีๆ คนจะหยิบยกเอาเรื่องนี้มาโจมตีกันและกัน มันไม่ทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า

 

ถ้าอยู่ในบรรยากาศการเมืองปกติ พรรคอนาคตใหม่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จะได้รับความนิยมมากขนาดนี้ไหม ฟ้าจะรักพ่อมากขนาดนี้ไหม

ก็อาจจะไม่เกิดเลย ต้องยอมรับว่าพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นมาจากสถานการณ์ผิดปกติ เพียงแต่ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วเป้าหมายของพรรคคือการคืนความปกติให้แก่สังคม นั่นคือเป้าหมายทางการเมืองของเรา จริงๆ เวลามองสภาวะทางการเมืองที่ไม่ปกติมันมีทั้งคุณทั้งโทษ เวลาเรามองเห็นภาวะความสิ้นหวังของคนในสังคม ตรงนี้ชัดเจนว่าเราต้องทำพรรคการเมืองที่มาสร้างความหวังให้คน สร้างการเมืองแห่งความหวัง นี่เป็นเป้าหมายและเงื่อนไขที่ทำให้เกิดพรรคขึ้นมา

เรามองเห็นการเลือกตั้งที่จะมีโซเชียลมีเดียเต็มรูปแบบครั้งแรก เรามองเห็นคนเจเนอเรชั่นพิเศษอย่างที่พูดไปแล้ว เรามองเห็นข้อดีของความขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา นั่นก็คือมันทำให้ผู้คนในสังคมมีความรู้สึกมีส่วนร่วมกับการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เราคิดว่าเหล่านี้เป็นเงื่อนไขความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดพรรคการเมืองมวลชน ความไม่ปกตินี้เป็นปัจจัยที่เข้ามาหนุนเสริมให้เราตัดสินใจลองดูสักตั้งเพราะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ตอนที่เราคุยกันว่าเราจะออกแบบเวทีปราศรัยใหญ่อย่างไร ผมบอกว่าอยากเห็นธนาธรและคนปราศรัยยืนอยู่ท่ามกลางประชาชน ไม่ใช่ยืนสูงกว่าและแยกจากประชาชน นี่ไม่ใช่การตลาด แต่เป็นการเมืองที่เราอยากเห็น รูปแบบเวทีไม่ได้เกิดจากการจ้างออแกไนซเซอร์มาออกแบบเวที

หลายคนอาจคิดว่าเรามีทีมโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ จ้างเอเจนซี่มาทำเป็นสิบๆ ล้านบาท แต่ความจริงคือเรามีทีมงานอยู่เพียง 5 คน ส่วนใหญ่อายุประมาณ 20 กว่าๆ แต่ทุกคนมีความฝันร่วมกัน เราใช้เงินกับโซเชียลมีเดียน้อยมาก งบประมาณที่ใช้ boost post เพียงหลักแสนบาท ความสำเร็จไม่ได้มาจากการตลาดนำ แต่ใช้ความคิดทางการเมืองนำ และสามารถแสดงความเป็นเราออกมาให้ประชาชนเห็นได้

 

ถึงวันนี้มีคนจำนวนหนึ่งที่ยังไม่เชื่อในพรรคอนาคตใหม่ คุณจะทำความเข้าใจอย่างไร

ถ้าผมบอกว่าให้ลองเปิดใจรับฟัง มันก็คงจะโรแมนติกมากเกินไป สิ่งที่ผมอยากบอกคือ ลองมองกลับไปข้างหลังแล้วถามว่าเราอยากจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ หรือ ถ้าเชื่อว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมามันเป็นสังคมในอุดมคติแล้ว ก็อยู่กันไปเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม แต่ถ้าเราคิดว่าสังคมไทยติดหล่ม ไม่ไปไหน ผมคิดว่าพวกเราควรจะต้องทบทวนกันใหม่

ช่วงหลังๆ มาผมบอกธนาธรว่า ผมการเมืองแบบพ่อคน คือไม่ใช่คิดแบบนักเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เราเห็นลูก เราหงุดหงิดกับโรงเรียนของลูก หงุดหงิดระบบการศึกษาของลูก ผมคิดเรื่องพรรคการเมืองจริงจังตอนที่นั่งคิดเรื่องโรงเรียนลูก แล้วก็คิดว่าถ้าเราอยากเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ไม่อยากให้ลูกต้องไปโรงเรียนในระบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ แทนที่จะนั่งบ่นอยู่เฉยๆ ทำไมเราไม่ลองไปฟัดกับมันซักตั้ง