fbpx

ที่นี่มีคนตาย (แต่ไม่มีคนผิด?) : ความหวาดกลัวของรัฐลอยนวลกับการลงนาม ICC

ประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาชนของสังคมไทยที่ผ่านมาบอกเราว่า ในเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนแต่ละครั้งไม่มีการลงโทษผู้กระทำผิดที่ทำให้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนอย่างเหี้ยมโหด

เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นจุดเริ่มต้นการสังหารหมู่ประชาชนในการเมืองร่วมสมัยที่ทำให้สังคมไทยค่อยๆ เห็นภาพความอัปลักษณ์ของวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดและการร่วมมือกันอย่างเป็นกระบวนการของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมที่ทำให้การฆ่าประชาชนผู้เห็นต่างกลายเป็น ‘ความถูกต้อง’ ในช่วงเวลานั้น

ผ่านมาเกือบครึ่งศตวรรษ สังคมไทยเริ่มรู้จัก 6 ตุลาในมุมมองอื่นนอกเหนือจากเรื่องเล่าชวนเชื่อจากรัฐ แต่ความยุติธรรมก็ยังไม่บังเกิด

กระทั่งเหตุการณ์สังหารหมู่ในกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2553 ระหว่างการชุมนุมของ นปช. ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 94 คน เป็นฝ่ายประชาชน 84 คน เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ 10 คน (ตัวเลขของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.-พ.ค.53 – ศปช.) จนเวลาผ่านไปสิบกว่าปี คำตอบจากกระบวนการยุติธรรมไทยคือไม่สามารถเอาผิดใครได้

มีเพียงฆาตกรรม แต่ไม่มีฆาตกร

เหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 ทำให้สังคมไทยรู้จักกับ ‘ศาลอาญาระหว่างประเทศ’ (International Criminal Court – ICC) ในฐานะความหวังว่าจะแสวงหาความเป็นธรรมให้เหยื่อจากอาชญากรรมโดยรัฐได้ แต่ถึงที่สุดแล้วเหตุการณ์ปี 2553 ก็ยังไปไม่ถึง ICC ด้วยติดปัญหาว่าไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือกระทั่งเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ไม่มีการดำเนินการเรื่อง ICC จนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร 2557

ความตายของประชาชนถูกปล่อยทิ้งไม่ไยดีและยิ่งถักทอโครงสร้าง ‘รัฐลอยนวล’ ให้มั่นคง สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการจัดงานรำลึกทุกปีและตะโกนยืนยันว่า “ที่นี่มีคนตาย มีคนฆ่า และมีคนสั่งฆ่า”

เหตุการณ์ปี 2553 กับทางตันในระบบกฎหมายไทย

จนถึงปัจจุบันคดีสลายการชุมนุม นปช. มาถึงทางตันในระบบกฎหมายไทย ความหวังที่เหลืออยู่คือการสอบสวนโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ

พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้ประสานงาน ศปช. เล่าสรุปถึงการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีเหตุการณ์ปี 2553 [1] ว่า เรื่อง ICC เป็นประเด็นในสังคมไทยขึ้นมาหลังการสลายการชุมนุมปี 2553 ที่มีการเรียกร้องให้นำผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชนมาดำเนินคดี

“ขณะนั้นมีการโจมตีกัน ฝ่ายประชาชนบอกว่า ศอฉ. ที่นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ ใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการสลายการชุมนุม ฝ่ายรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบอกว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ เป็นผู้ก่อการร้าย มีชายชุดดำ ในที่สุด รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) นำโดย คณิต ณ นคร และสมชาย หอมลออ รายงานของ คอป. ที่ออกมาจะเน้นหนักไปที่ชายชุดดำ บอกว่าพบชายชุดดำทุกจุดที่มีคนเสื้อแดงเสียชีวิต โดยไม่มีการกล่าวว่าเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังเกินกว่าเหตุ

“เมื่อ คอป. เสนอรายงานออกมา กระแสที่ตามมาในสื่อมวลชนคือการบอกว่าผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรง ไม่มีการเรียกร้องให้เอาเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตมาดำเนินคดีแต่อย่างไร ขณะเดียวกันมีรายงานของ ศปช. ออกมาสองเดือนก่อนหน้านั้น เป็นข้อมูลตรงกันข้ามที่บอกว่าผู้เสียชีวิตฝ่ายพลเรือนทั้งหมดไม่มีอาวุธปืนอยู่ในมือที่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐได้”

ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล คดีเกี่ยวกับปี 2553 ไม่มีความคืบหน้าทั้งสิ้น และจนถึงก่อนการรัฐประหาร 2557 มีคำวินิจฉัยศาลหลายแห่งสรุปว่า ผู้ชมนุมอย่างน้อย 17 คนเสียชีวิตจากกระสุนที่ยิงมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ

“ในช่วงที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ตำรวจและดีเอสไอเริ่มทำงาน จน ต.ค. 2556 ดีเอสไอและอัยการฟ้องคุณสุเทพและคุณอภิสิทธิ์ข้อหาความผิดฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลและร่วมกันก่อให้ผู้อื่นพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล โดยศาลอาญาประทับรับฟ้อง แต่หลังการรัฐประหาร 2557 ศาลอาญาบอกว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา แต่อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. เพราะการกระทำของอภิสิทธิ์และสุเทพเป็นการใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ ศาลลดระดับความรุนแรงของคดีอาญาให้เป็นการกระทำผิดต่ออำนาจหน้าที่เท่านั้น

“ต่อมา ป.ป.ช. ตัดสินว่าไม่มีความผิด โดยไม่มีการเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม ไม่มีการเรียกพยานฝ่ายผู้เสียหายไปให้การ ในที่สุดเรื่องในศาลอาญาจึงเป็นที่ยุติ แต่ทางญาติและแกนนำ นปช. พยายามยื่นอุทธรณ์ แต่ทั้งในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็ยืนตามศาลชั้นต้นว่าศาลอาญาไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องนี้ เท่ากับว่าการดำเนินคดีกระบวนการยุติธรรมในประเทศมาถึงทางตัน ไปต่อไม่ได้ ศาลไม่รับพิจารณาเรื่องนี้” พวงทองกล่าว

ระหว่างเส้นทางกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ ในปี 2555 มีความพยายามให้อัยการของ ICC เข้ามาสอบสวนความรุนแรงกรณีปี 2553 [2] ซึ่งหัวใจของการก่อตั้ง ICC คือการยุติการลอยนวลพ้นผิด โดยทางอัยการ ICC ตอบรับว่ากรณีนี้อยู่ในข่ายที่จะรับพิจารณาได้

ในเดือนพฤศจิกายน 2555 ฟาตู เบนซูดา (Fatou Bensouda) อัยการของ ICC เดินทางมาพบสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี โดยชี้แจงขั้นตอนการยอมรับเขตอำนาจของ ICC และทำจดหมายให้ ICC สอบสวนกรณีปี 2553 แต่ก็ไม่มีการดำเนินการอะไรจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร 2557

พวงทองสรุปว่า การเรียกร้องความยุติธรรมเหตุการณ์ปี 2553 มีทั้งเงื่อนไขทางกฎหมายและทางการเมืองที่ทำให้เรื่องนี้มาถึงทางตัน

ICC กับสถาบันพระมหากษัตริย์ : ข้ออ้างที่ไม่เกี่ยวกัน

การเรียกร้องให้ ICC เข้ามาสอบสวนเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 มีข้อถกเถียงทางกฎหมายจำนวนมากทั้งเรื่องความเป็นไปได้ที่จะส่งเรื่องไป ICC จนถึงประเด็นผลกระทบต่อประมุขแห่งรัฐ


ช่องทางในการยื่นเรื่อง ICC

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ยืนยันว่ามีช่องทางที่จะให้ ICC เข้ามาสอบสวนกรณีปี 2553 ได้ [3] โดยสรุปวิธีการส่งเรื่องไป ICC มี 4 วิธี

1. รัฐที่ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมแล้ว เสนอคำร้องไปยัง ICC ซึ่งทุกวันนี้ไทยเป็นรัฐสมาชิกแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันและเหตุการณ์ที่ ICC จะเข้ามาสอบสวนผ่านช่องทางนี้ต้องเกิดขึ้นหลังวันที่รัฐนั้นให้สัตยาบัน

2. คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเห็นว่าเป็นเรื่องร้ายแรงจึงเข้ามาจัดการส่งเรื่องเอง แม้รัฐนั้นจะไม่ให้สัตยาบันก็ตาม กรณีนี้เกิดขึ้นที่ลิเบียและยูกันดา ซึ่งช่องทางนี้เกิดขึ้นได้ยากสำหรับประเทศไทย

3. บางรัฐแม้ไม่ได้ให้สัตยาบัน แต่ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจ ICC เฉพาะกรณี เฉพาะช่วงเวลา โดยอาศัยมาตรา 12 (3) ของธรรมนูญกรุงโรม กรณีนี้เกิดขึ้นกับโกตดิวัวร์ (ไอวอรีโคสต์) ซึ่งข้อดีคือช่องทางนี้สามารถใช้พิจารณาเหตุการณ์ย้อนหลังได้ โดยธรรมนูญกรุงโรมบังคับใช้วันที่ 1 ก.ค. 2545 เหตุการณ์ที่จะยื่นตามมาตรา 12 (3) จึงต้องเกิดขึ้นหลังธรรมนูญกรุงโรมบังคับใช้ นั่นหมายความว่ากรณี 6 ตุลาไม่เข้าข่ายนี้ แต่สามารถยื่นกรณีปี 2553 ได้

4. อัยการประจำ ICC เปิดกระบวนการพิจารณาเอง กรณีนี้เกิดขึ้นที่เคนยา สำหรับประเทศไทยจะติดปัญหาเรื่องการยังไม่ได้ให้สัตยาบัน


สิ่งที่ต้องเรียกร้องต่อพรรคการเมือง

ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยใกล้จะมีการเลือกตั้งนี้ ปิยบุตรจึงเสนอว่าฝ่ายที่ต้องการให้ไทยให้สัตยาบัน ICC ควรเรียกร้องต่อพรรคการเมือง 3 ข้อ ดังนี้

1. รัฐบาลไทยต้องให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมทันที เพื่อในอนาคตหากเกิดกรณีที่รัฐบาลกระทำความรุนแรงต่อประชาชนก็จะสามารถนำเรื่องไปสู่ ICC ได้

2. เพื่อให้การสอบสวนของ ICC ครอบคลุมเรื่องในอดีต (เฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดหลัง 1 ก.ค. 2545 เป็นต้นมา) สามารถใช้มาตรา 12 (3) ของธรรมนูญกรุงโรมไปด้วยได้ โดยให้รัฐบาลยอมรับเขตอำนาจศาลเฉพาะกรณี เฉพาะเหตุการณ์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเหตุการณ์ปี 2553 แต่อาจรวมถึงกรณีสามจังหวัดภาคใต้หรือสงครามยาเสพติดด้วย เช่นที่ตอนนี้ฟิลิปปินส์ส่งเรื่องฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพติดฟิลิปปินส์ไป ICC ผ่านช่องทางนี้แล้วหลังโรดริโก ดูแตร์เตพ้นจากตำแหน่ง

“เราเคยรณรงค์ให้ใช้ มาตรา 12 (3) ของธรรมนูญกรุงโรม เพราะไม่ต้องรอไทยให้สัตยาบัน แค่รัฐมนตรีคนเดียวก็เซ็นได้เลย มีตัวอย่างคือเมื่อปี 2546 รัฐมนตรีต่างประเทศของโกตดิวัวร์ ลงนามรับเขตอำนาจ ICC ย้อนหลังไปถึงวันที่ 19 กันยายน 2545 พอเหตุการณ์วุ่นวายรัฐบาลฝ่ายที่ปราบปรามประชาชนกลับมามีอำนาจ เรื่องนี้จึงล้มไป ต่อมารัฐบาลถัดมาจึงยื่นเรื่องนี้ซ้ำในปี 2547

“ก่อนรัฐประหาร 2557 ผมเคยพยายามเสนอว่าถ้าเป็นไปได้ขอรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยเป็นผู้กล้าหนึ่งคนช่วยเซ็นเรื่องนี้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าเราจึงควรเรียกร้องพรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลว่านอกจากการให้สัตยาบันแล้ว ต้องใช้มาตรา 12(3) ของธรรมนูญกรุงโรมด้วย” ปิยบุตรกล่าว

3. พรรคการเมืองใดที่เข้ามาเป็นรัฐบาลชุดหน้าต้องใช้เสียงข้างมาก ออกกฎหมาย แก้กฎหมายอาญา หรือทำพระราชบัญญัติกำหนดความผิดอาญาระหว่างประเทศสี่ฐานเข้าไปในกฎหมายไทย (ความผิดอาญาสี่ฐานที่ ICC ใช้คือ 1. อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ 2. ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 3. อาชญากรสงคราม 4.การรุกราน) ถือเป็นการอนุวัติการตามอนุสัญญาที่ไทยเป็นรัฐภาคีอยู่

“หากมีการทำตามสามข้อนี้ เราก็สามารถส่งเรื่องไป ICC ได้แล้ว ซึ่งที่จริงเมื่อส่งไปแล้วก็จะมีเงื่อนไขอื่นๆ เช่น กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศกำลังดำเนินการต่อเหตุการณ์นั้นๆ อยู่หรือเปล่า ถ้าดำเนินการอยู่ต้องรอให้จบก่อน หรือถ้าเขามองว่าเหตุการณ์ไม่รุนแรงพอก็อาจไม่รับก็ได้ แต่ต้องให้เขาเป็นคนพิจารณา ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมส่งเรื่องไปเอง” ปิยบุตรกล่าว


ข้อโต้แย้งเรื่องประมุขของรัฐ

ข้อกังวลสำคัญของผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่อการให้ ICC เข้ามาสอบสวนกรณีในไทย คือเกรงว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อมาตรา 27 ของธรรมนูญกรุงโรมบอกว่า แม้กฎหมายภายในของรัฐสมาชิกเขียนคุ้มกันไม่ให้ดำเนินคดีประมุขของรัฐ แต่เมื่อขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศจะถือว่าไม่มีความคุ้มกัน

ปิยบุตรบอกว่า เมื่อปี 2555 เคยมีวงเสวนาเรื่อง ICC แล้วข้าราชการกระทรวงต่างประเทศก็บอกว่าประเทศไทยเซ็นไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะขัดมาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ (ตรงกับมาตรา 6 ในรัฐธรรมนูญ 2560)

“ผมยืนยันว่าการให้เหตุผลอย่างนี้ไม่เป็นคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะ 1. รัฐที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั่วโลกลงนามกับ ICC เกือบทั้งหมด เช่น สหราชอาณาจักร สวีเดน เดนมาร์ก สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา โดยไม่ได้กังวลกับมาตรา 27 ของธรรมนูญกรุงโรม 2. นี่เป็นการให้เหตุผลแบบพิสดารและในทางกลับกันจะกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สาเหตุที่หลายรัฐที่มีพระมหากษัตริย์ลงนามเพราะในระบอบ constitutional monarchy เขียนรัฐธรรมนูญว่าพระมหากษัตริย์เป็นที่ละเมิดมิได้ หมายความว่าจะดำเนินคดีพระมหากษัตริย์ไม่ได้เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ได้ใช้อำนาจเอง (The king can do no wrong เพราะ The king can do nothing) หากมีรัฐบาลชุดหนึ่งไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือก่ออาชญากรรมสงคราม รัฐบาลนั้นก็ต้องรับผิดชอบเอง”

ปิยบุตรยกตัวอย่างกรณีสงครามมหาเอเชียบูรพาที่สหรัฐฯ ต้องการนำผู้นำสูงสุดของญี่ปุ่นไปขึ้นศาล จึงเกิดข้อโต้เถียงว่าจะดำเนินคดีจักรพรรดิฮิโรฮิโตะหรือไม่ แต่สุดท้ายด้วยอิทธิพลของดักลาส แมกอาเธอร์ จึงดำเนินคดีเฉพาะโตโจ ฮิเดกิ นายกรัฐมนตรี

โดยปิยบุตรยืนยันว่า สำหรับไทย มาตรา 6 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่เป็นปัญหาติดขัดต่อการยื่นเรื่องไป ICC

พวงทองเสริมว่า ในปี 2553 ผู้ที่แต่งตั้ง ศอฉ. คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยไม่มีการลงพระปรมาภิไธย คำสั่งของ ศอฉ. ในการสลายการชุมนุมและการใช้กำลังทางการทหารทั้งหมดลงนามโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งก็ไม่มีการลงพระปรมาภิไธยเช่นกัน เรื่องนี้จึงไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์

“การเอาประเด็นเรื่องพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อไม่ลงนาม ICC เป็นเรื่องอันตราย ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นข้ออ้างของทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายประชาธิปไตย” พวงทองกล่าว

อย่าปล่อยให้มีการฆ่าคนซ้ำแล้วซ้ำอีก

หนึ่งในผู้ที่พยายามผลักดันเรื่อง ICC คือ ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธาน นปช. ซึ่งร่วมรับรู้ถึงอุปสรรคต่างๆ ตั้งแต่ต้นถึงปัจจุบันที่ทำให้กรณีปี 2553 ยังไปไม่ถึง ICC

ธิดายืนยันว่าการเรียกร้องเรื่อง ICC ไม่ได้ทำเพื่อเรียกร้องให้เฉพาะกรณีปี 2553 แต่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า การจัดการกับผู้ประท้วงเหมือนที่เกิดขึ้นกับ 6 ตุลาก็อาจเกิดขึ้นได้อีก จึงต้องการให้มีการให้สัตยาบัน ICC เพื่อไม่ต้องการให้การลอยนวลพ้นผิดเกิดกับประเทศไทยอีก

“ดิฉันเป็นประธาน นปช. ในวันที่ 1 ธ.ค. 2553 ต่อมาวันที่ 30 ธ.ค. 2553 ก็ทำจดหมายไปถึง ICC ขอให้เขามาสังเกตการณ์และเก็บข้อมูล เพราะเราเชื่อว่าการเสียชีวิตของคนจำนวนมากและการจับกุมคุมขังคนหลายพันคนเป็นงานใหญ่มาก ตอนนั้นไม่มีศูนย์ทนาย ไม่มีกองทุนช่วยประกันตัวแบบทุกวันนี้ โดยมีทนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ช่วยทำจดหมายเป็นระยะๆ บรรยายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอัยการสมควรรับเรื่อง

“ตอนที่คุณฟาตู เบนซูดา อัยการ ICC มาคุยกับคุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ทางอัยการก็มาคุยกับเราด้วย เขาบอกว่าทางอัยการอธิบายให้คุณสุรพงษ์เข้าใจว่าสามารถใช้มาตรา 12 (3) ของธรรมนูญกรุงโรมได้ โดยไม่ต้องให้สัตยาบัน แค่ลงนามเปิดประตูให้ ICC มาหาหลักฐาน เพราะ ICC เป็นศาลเสริม ไม่ได้จะทำให้ศาลไทยหมดอำนาจ แต่ถ้าศาลไทยไม่ประสงค์ทำหรือทำแล้วมีปัญหา ICC ก็จะเข้ามาเสริม แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณสุรพงษ์สับสนเพราะเข้าใจว่าต้องให้สัตยาบันหรือเปล่า

“ทางคุณสุรพงษ์บอกว่ามีการตั้งคณะกรรมการพิจารณา แต่กระทั่งช่วงก่อนการรัฐประหาร 2557 คุณหมอเหวง โตจิราการ โทรไปหาคุณสุรพงษ์ ขอร้องว่าอีกไม่กี่วันเขาทำรัฐประหารแน่นอน คุณช่วยกรุณาเซ็นได้ไหม ก็ไม่มีคำตอบ แต่ตามความคิดของดิฉันคือเขาอาจเกรงว่าธรรมนูญกรุงโรมมาตรา 27 จะไปมีปัญหากับมาตรา 6 (ในรัฐธรรมนูญ 2560) เขาไม่รู้ว่าถ้าใช้ช่องทางมาตรา 12 (3) นั้นไม่ได้เกี่ยวกับประมุขเลย จะระบุการดำเนินคดีเฉพาะอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาดำเนินคดีบุคคล ไม่ได้ดำเนินคดีรัฐ ดังนั้น ขอเพียงให้รัฐไทยเซ็นรับรองเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกรณีปี 2553 จึงจะเริ่มรับหนึ่งได้ แต่สังคมไทยมีความกลัวมากเรื่องมาตรา 6” ธิดากล่าว

อดีตประธาน นปช. จึงเห็นว่าต่อกรณีนี้มีเรื่องที่สมควรดำเนินการตามลำดับ 3 ข้อ

1. ใช้ช่องทางมาตรา 12 (3) ของธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้ได้เริ่มนับหนึ่ง โดยเฉพาะหากพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเป็นรัฐบาลจะปล่อยให้มีการฆ่าคนซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการทำเอกสารเตรียมไว้จำนวนมากแล้วและเคยคุยกับอัยการ ICC ไว้แล้ว

2. ต้องแก้กฎหมาย โดยตั้งคำถามกับพรรคการเมืองว่าต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้เป็นสากลไหม อำนาจเป็นของประชาชนโดยแท้จริงไหม ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่ ทำกฎหมายให้สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสนธิสัญญาหลักต่างๆ

3. การให้สัตยาบัน ICC

“ทั้งหมดนี้กว่าจะมาถึงข้อสามได้ต้องรบกันมาก ต้องช่วยกันผลักดัน การจะผ่านด่านกฎหมาย ผ่านความคิดจารีตนั้นไม่ง่าย แต่ถ้าจะเปลี่ยนประเทศเป็นประชาธิปไตยแบบสากลต้องเดินหน้าช่วยกัน” ธิดากล่าว

การเอาผิดอาชญากรรมโดยรัฐคือเรื่องที่เป็นไปได้

แน่นอนว่าการดำเนินคดีกับอาชญากรรมโดยรัฐไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยมีใครทำสำเร็จ

เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าอุปสรรคใหญ่สองข้อของการเอาผิดอาชญากรรมโดยรัฐ คือ 1. อายุความ ถ้าหมดอายุความก็ฟ้องไม่ได้ เหลือแต่การรับผิดทางศีลธรรม 2. เรื่องความคุ้มกัน แบบแรกคือความคุ้มกันในทางระหว่างประเทศที่มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่มีการจับกุมประมุขของรัฐในดินแดนอื่น แบบที่สองคือการคุ้มกันในประเทศ เช่นรัฐสภาตรากฎหมายนิรโทษกรรม

ตัวอย่างในการเอาชนะอุปสรรคดังกล่าวด้วยระบบศาลภายในประเทศคือที่ประเทศชิลี

ในช่วงที่ออกุสโต ปิโนเชต์ ปกครองชิลีตั้งแต่ปี 1973-1990 เกิดการฆ่า ซ้อมทรมาน ทำให้สูญหาย ซึ่งเป็นการกระทำอย่างเป็นระบบ ทั้งตำรวจ ทหาร และศาล ซึ่งทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีได้ ภายหลังจากที่ปิโนเชต์หมดอำนาจแล้วไปรักษาตัวที่อังกฤษ ศาลสเปนออกหมายจับปิโนเชต์ แล้วศาลอังกฤษเห็นว่าอยู่ในเขตอำนาจศาลสากล จึงรับลูก ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ แม้สุดท้ายปิโนเชต์จะกลับไปชิลีได้ แต่ก็ถูกสอบสวนในชิลี โดยเขาเสียชีวิตก่อนจะเอาผิดสำเร็จ

“การจับปิโนเชต์เป็นหมุดหมายสำคัญที่ขยับวงการตุลาการในชิลี  สิบปีหลังจากที่ปิโนเชต์หมดอำนาจไม่สามารถเอาผิดอะไรได้ แต่พอมีการจับปิโนเชต์ก็เกิดความพยายามอีกรอบ ทิศทางวงการตุลาการก็เปลี่ยน ตั้งแต่ปี 2000 มีคำวินิจฉัยจากศาลภายในประเทศ โดยข้ามเรื่องอายุความ ศาลบอกว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ออกมาใช้ไม่ได้และมีการเอาผิดทหารและผู้พิพากษา ปี 2013 ประธานศาลฎีกาออกมาขอโทษประชาชนยอมรับว่าช่วงเผด็จการนั้นสถาบันตุลาการไม่ได้ทำหน้าที่ที่สำคัญของตัวเอง คือการเป็นผู้ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

“สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เพราะการเมืองเคลื่อน ปิโนเชต์ถูกจับ เป็นการสิ้นสุดของยุคสมัย ขณะที่มีความพยายามหนักมากในการล้างระบบตุลาการทั้งระบบ เขาไม่ได้ปลดผู้พิพากษาทั้งหมดทีเดียว แต่มีการซักประวัติว่าผู้พิพากษาที่อยู่ในตำแหน่งขณะนั้นทำอะไรไว้บ้าง ผู้พิพากษาหลายคนชิงลาออกก่อนเพราะรู้ว่าเคยให้ความร่วมมือ เป็นโอกาสให้ระบอบใหม่ตั้งผู้พิพากษาที่มีความคิดแบบใหม่ที่เข้าใจสิทธิมนุษยชนเข้าไปได้ สภาพนี้เกิดขึ้นได้แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย” เข็มทองกล่าว

เมื่อย้อนกลับมามองกรณีของไทย เข็มทองเห็นว่าการให้มีการสอบสวนโดย ICC เป็นเรื่องสำคัญ แม้สุดท้ายไม่รู้ว่าปลายทางจะสามารถเอาผิดใครได้หรือไม่ แต่ผลที่ตามมาจะทำให้ระบบกฎหมายไทยขยับ

“เหตุการณ์ปี 2553 เป็นครั้งที่เราทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมโดยรัฐละเอียดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยและเราไม่ปล่อยให้ข้อมูลอยู่ในมือรัฐฝ่ายเดียว เรามีข้อมูลในระดับที่ระบุคนทำ คนสั่งการ จนถึงกำลังพลที่ใช้ได้ มีแม้กระทั่งคำวินิจฉัยว่าคนทำคือฝั่งทหาร ปี 2553 เป็นเคสที่มีความหวังที่สุดหากจะเอาผิดรัฐไทย” เข็มทองกล่าว

อย่าอ้างว่าแคร์คนตาย แต่ปฏิเสธการให้ความยุติธรรม

จากการอธิบายเหตุผลทั้งหมดข้างต้นนี้จะเห็นว่า คนไทยยังมีช่องทางที่จะให้มีการสอบสวนเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดในเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชน แต่สิ่งที่จะทำให้เป็นจริงได้คือการผลักดันทางการเมือง

พวงทองยอมรับว่า แม้จะมีช่องทางกฎหมายแต่เจตจำนงทางการเมืองในการผลักดันเรื่องเหล่านี้อ่อนแอมาก

“คนที่อยู่ในอำนาจที่จะทำได้ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะทำ ความยุติธรรมที่ถูกผัดผ่อนให้ล่าช้าคือการปฏิเสธการให้ความยุติธรรมกับเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบ ที่ผ่านมาเรามักโจมตีฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน แต่ไม่ได้มีฝ่ายเดียวที่ทำให้ความยุติธรรมล่าช้า ฝ่ายที่อ้างว่าตัวเองแคร์คนตายก็ทำให้ความยุติธรรมล่าช้าเช่นกัน การไม่ทำอะไรก็คือการทำให้ล่าช้าด้วย

“กรณี 6 ตุลาเราก็บอกว่าอย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บมัน เราต้องมูฟออน เราต้องประนีประนอม เราต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ ปัจจุบันเราบอกว่าต้องเลือกตั้งก่อน ต้องเป็นรัฐบาลก่อน เรื่องนั้นเรื่องนี้สำคัญกว่า อยากถามว่าเราให้ความสำคัญกับความยุติธรรมจริงเหรอ หรือเป็นแค่ข้ออ้างที่ไว้โจมตีอีกฝ่ายเท่านั้น และความยุติธรรมเป็นสิ่งที่รอได้เสมอ”

พวงทองยืนยันว่า ตัวอย่างในหลายประเทศการจะยุติการลอยนวลพ้นผิดได้นั้นไม่ได้มาจากการศิโรราบ แต่มาจากการต่อสู้

“เวลาที่เราเรียกร้องการต่อสู้ เราไม่ได้เรียกร้องปัจเจกชนเท่ากับกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองซึ่งอาสาเข้ามาทำให้การเมืองดีขึ้น เรามีความชอบธรรมที่จะเรียกร้องจากพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่เราเลือกหรือไม่เลือก แต่คุณอาสาเข้ามาทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชน การเมืองไม่ใช่เรื่องตัวใครตัวมัน แต่ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับกลุ่มที่มีจุดยืนทางการเมืองและวิธีทางการเมืองที่แตกต่างกัน” พวงทองกล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ – สรุปจากงานเสวนา ‘ICC กับความยุติธรรมที่ยังเอื้อมไม่ถึง’ โดยโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ร่วมกับ มูลนิธิคณะก้าวหน้า และ Common School เมื่อ 1 ตุลาคม 2565

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save