fbpx
แลนด์มาร์คใหม่ หญิงไทยแห่เช็คอิน (เข้าคุก) จนล้น

แลนด์มาร์คใหม่ หญิงไทยแห่เช็คอิน (เข้าคุก) จนล้น

กานต์ธีรา ภูริวิกรัย, อดิศร เด่นสุธรรม เรื่อง

Shin Egkantrong ภาพ

คุณรู้หรือไม่ หญิงไทยคว้าแชมป์ อัตราการจำคุกในผู้หญิงสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีอัตราการจำคุกผู้หญิงสูงที่สุด

การติดคุกของผู้หญิงเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ผู้ต้องขังหญิงส่วนมากจะกระทำความผิดในคดีที่เบากว่าผู้ชาย บางคนมียาเสพติดไว้เสพกับคู่ครอง หรือบางคนโดนร่างแหเพราะคู่ของตนมียาเสพติดไว้ในครอบครอง หรือกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือ ผู้หญิงบางคนโดนหลอกในเรื่องยาเสพติด โดยที่พวกเธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย!!!

จากงานวิจัยเรื่อง ‘มองผ่านเลนส์เพศภาวะและความหลากหลาย: ข้อเสนอในการพัฒนายุทธศาสตร์เพื่อสุขภาวะผู้หญิง’ (กฤตยา อาชวนิจกุล, 2560) ได้ให้ข้อมูลว่า ไทยมีสัดส่วนผู้ต้องขังหญิงต่อแสนประชากรในประเทศมากที่สุดในโลก ที่จำนวนร้อยละ 73.4 หรือประมาณ 4.7 หมี่นคน จากประชากร 6.4 ล้านคน

1. คุกแตก เพราะจับกระหน่ำ

คุกแตก เพราะจับกระหน่ำ

ในปี 2013 มีหญิงไทยติดคุกกว่า 42,209 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2012 ที่มีจำนวน 37,714 คน

จุดเปลี่ยนสำคัญของจำนวนผู้ต้องขังไทยในภาพรวมเกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายสงครามต่อต้านยาเสพติด (War on Drugs) ซึ่งมีการจับและปราบปรามคนผิดมาลงโทษอย่างรุนแรง ทำให้ผู้หญิงประมาณ 80% เข้าคุกเพราะคดียาเสพติด

2. ภูมิหลังและพฤติกรรมเสี่ยงของผู้หญิงก่อนเข้าสู่เรือนจำ

ภูมิหลังและพฤติกรรมเสี่ยงของผู้หญิงก่อนเข้าสู่เรือนจำ

จากการสำรวจตัวอย่างผู้ต้องขังหญิงทั้งหมด 2,029 คน พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

  • ผู้ต้องขังหญิงร้อยละ 2 มีสมาชิกในครอบครัวใช้สารเสพติด
  • ผู้ต้องขังหญิงร้อยละ 0 เสพยาเป็นประจำทุกวัน และร้อยละ 88.3 ของผู้ติดยาไม่เคยได้รับการบำบัดการใช้ยาเสพติด
  • ผู้ต้องขังหญิงร้อยละ 9 ดื่มสุราเป็นประจำทุกวัน และร้อยละ 99.8 ของผู้ที่ดื่มสุราไม่เคยได้รับการบำบัดการติด/ดื่มสุรา
  • ผู้ต้องขังหญิงร้อยละ 9 เข้าคุกเพราะทำความผิดในคดียาเสพติด โดยร้อยละ 51.8 โดนข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่าย
  • ผู้ต้องขังหญิงร้อยละ 7 เคยถูกทำร้ายร่างกายหลายครั้งก่อนเข้ามาอยู่ในเรือนจำ

เป็นที่น่าสังเกตว่า มีผู้หญิงเกินครึ่งที่โดนตั้งข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติด ทั้งที่ในหลายกรณีเป็นการครอบครองเพื่อเสพเท่านั้น เพราะกฎหมายไทยกำหนดลักษณะโทษตามจำนวนการครอบครอง เป็นเรื่องน่าคิดว่านี่อาจจะเป็นการลงโทษที่เกินจริงจนนำไปสู่ปัญหานักโทษล้นคุกหรือไม่

3. เส้นทางสู่เรือนจำของผู้ต้องขังหญิง

เส้นทางสู่เรือนจำของผู้ต้องขังหญิง

“ตอนเด็กๆ หนูไม่มีความสุข เราไม่ได้อยู่กันเหมือนครอบครัว … เด็กคนอื่นเขามีพ่อแม่ แต่หนูไม่มีใคร หนูโตมากับยาย หนูสนิทกับเพื่อนที่โรงเรียนและเพื่อนแถวบ้านมากกว่า”

ผู้ต้องขังหญิงร้อยละ 44 เข้าสู่เรือนจำ เพราะมีประสบการณ์เลวร้ายตอนเด็ก ประสบการณ์เลวร้าย หมายถึง เหตุการณ์ชีวิตที่ก่อให้เกิดความรุนแรงหรือสร้างบาดแผลจิตใจในช่วงวัยเด็ก ทั้งการถูกทำร้าย ทอดทิ้ง และปัญหาครอบครัว ซึ่งผู้ต้องขังหญิงเข้าสู่เรือนจำด้วยเส้นทางนี้มากที่สุด จากการวิจัยยังพบว่าผู้ต้องขังหญิงเกือบทุกคนเคยใช้ยาเสพติดเป็นประจำ มีคนที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว และคนที่ถูกพรากจากบุตร

ผู้หญิงเข้าเรือนจำ

“หนูไม่เคยยุ่งกับยาเสพติดจนกระทั่งมาเจอเพื่อนกลุ่มนี้ … ถ้าไม่ได้เจอเพื่อนพวกนี้หนูก็คงไม่ลอง ไม่ขายยา…”

ผู้ต้องขังหญิงร้อยละ 28 เข้าสู่เรือนจำจากการถูกเพื่อนชักชวนไปในทางที่ผิด ผู้ต้องขังหญิงในกลุ่มนี้ไม่มีช่วงชีวิตวัยเด็กที่เลวร้ายเหมือนกลุ่มแรก พวกเธอเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น มั่นคง แต่ต่อมาโดน “ดึงออก” จากครอบครัว โดยกลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และได้เข้าสู่วงจรยาเสพติด โดยเริ่มจากการทดลองใช้และชื่นชอบจนกลายเป็นพฤติกรรมเสพติดในเวลาต่อมา บางคนพบคนรัก และถลำลึกลงไปในวงจรยาเสพติดมากขึ้น

ผู้หญิงค้ายา

“ตอนที่แฟนทิ้ง ฉันรู้สึกเครียดมากๆ เงินค่าอาหาร ค่าเรียนลูก ก็ไม่มี… พอมาเจอเพื่อนคนนี้ ฉันเลยไปขายยากับเขา ถ้าตอนนั้นครอบครัวอยู่กันแบบที่เคยเป็น ฉันก็คงไม่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน…และไม่หันมาขายยา”

ผู้ต้องขังหญิงร้อยละ 17 เข้าสู่เรือนจำจากการกระตุ้นเร้าทางเศรษฐกิจ ผู้ต้องขังที่เข้าสู่เรือนจำด้วยเส้นทางนี้ สาเหตุหลักมาจากภาระการดูแลครอบครัว ส่วนมากค้ายาเพราะความขัดสนทางการเงิน และความจำเป็นในการเลี้ยงดูครอบครัว ทุกคนล้วนเติบโตขึ้นในครอบครัวที่มีฐานะยากจน มีวัยเด็กที่เลวร้าย และคบเพื่อนไม่ดีขณะที่สถิติบ่งชี้ว่า ผู้ต้องขังในประเทศไทยกว่า 50% มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี ซึ่งสนับสนุนข้อสังเกตข้างต้นเช่นกัน

ผู้หญิงถูกหลอกลวง

“ชีวิตก่อนหน้าที่จะมาเจอสามีมันก็โอเคอยู่แล้ว ถ้าเราไม่มาเจอคนๆ นี้ เราก็คงไม่มาติดคุกแบบนี้”

ผู้ต้องขังหญิงร้อยละ 11 เข้าสู่เรือนจำเพราะความไร้เดียงสาและการถูกหลอกลวง เส้นทางนี้พบเฉพาะในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงเท่านั้น โดยทุกคนล้วนโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น มั่นคง ไม่คบหากับกลุ่มเพื่อนที่เกเร และไม่เคยใช้ยาเสพติด กล่าวคือพวกเธอเป็นคนธรรมดาที่เคารพกฎหมาย และปฏิบัติตามกฎหมายมาตลอดชีวิต แต่เพราะความไม่รู้และไร้เดียงสา ซึ่งอาจมาจากการขาดประสบการณ์ชีวิตและการเรียนจบที่ไม่สูงนัก ทำให้พวกเธอถูกหลอกและต้องเข้ามาใช้ชีวิตในเรือนจำ

4. ปัญหาคุกแตก สามารถแก้ได้

ปัญหาคุกแตก สามารถแก้ได้

นโยบายอาชญากรรมต้องดูควบคู่ไปกับนโยบายทางสังคม

“การดูนโยบายอาชญากรรมต้องดูควบคู่ไปกับนโยบายทางสังคมเพราะถ้าเรามีนโยบายทางสังคมที่ดี เราก็จะลดจำนวนคนที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำโดยไม่จำเป็นได้ และถ้าเรามีนโยบายทางอาญาที่ดีโดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด ซึ่งสะท้อนโลกความเป็นจริงว่าคนที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำไม่ใช่คนขาย แต่เป็นคนเสพ และถ้าคนเหล่านี้เข้าสู่การบำบัดทางการแพทย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ก็จะช่วยลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำเช่นเดียวกัน” ชลธิช ชื่นอุระ หัวหน้ากลุ่มโครงการส่งเสริมการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ และการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์กรมหาชน) (TIJ)

การแก้ไขปัญหานักโทษล้นคุกเป็นงานหนึ่งที่รัฐบาลพยายามขับเคลื่อน โดยแต่เดิม การลงโทษผู้ที่มีความผิดในคดียาเสพติดนั้นจะใช้วิธีการนับเม็ดและปริมาณสาร จนนำไปสู่การลงโทษที่ล้นเกินความจำเป็น (overcriminalisation) แต่พระราชบัญญัติยาเสพติดใหม่จะมีการจำแนกที่ละเอียดอ่อนกว่าเดิม โดยเปิดช่องให้ผู้พิพากษาใช้ดุลยพินิจแยก “ผู้เสพ” กับ “ผู้ขาย” ออกจากกัน

ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อยสามารถ “เลือก” ที่จะเข้ารับการบำบัดจนสิ้นสุดกระบวนการ แลกกับการไม่ต้องรับโทษอาญา แต่ยังคงมีประวัติยาเสพติดอยู่[1] หรือการแก้ไขโทษของ “การผลิต นำเข้า และส่งออกเพื่อขาย” จากที่เคยมีแต่โทษประหารสถานเดียว ก็มีการปรับเป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1-5 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ศูนย์ฟื้นฟูผู้ติดยาสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนเรือนจำได้ เพื่อลดภาระหน้าที่ของเรือนจำ[2]

มีศูนย์ฟื้นฟูผู้ติดยาที่สามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนเรือนจำ

นอกจากความพยายามแก้ไขปัญหาในภาพใหญ่แล้ว อีกหนึ่งทางแก้ที่สำคัญต้องเริ่มที่ ‘สังคม’ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด (mindset) ของสังคม ว่า ‘ผู้เสพ’ คือ ‘ผู้ป่วย’ และมีช่องทางให้พวกเขาสามารถเข้าสู่ระบบบำบัดฟื้นฟูทางการแพทย์ที่เหมาะสม หากเป็นเช่นนี้ ประกอบกับระบบยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ และกฎหมายที่มองเห็นความละเอียดอ่อนในความเป็นมนุษย์ ปัญหานักโทษล้นคุกที่ว่ามาย่อมถูกบรรเทาเบาบางได้ตามลำดับ และกระบวนการยุติธรรมจะเป็นกระบวนการที่มอบความยุติธรรมให้ทุกคนอย่างแท้จริง

อ้างอิง

[1] พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 http://www.thailawforum.com/drugs-act/

[2] ผ่านแล้ว! กฎหมายยาเสพติดใหม่ เปิดช่องคนขายไม่ถูกประหาร เพิ่มโอกาสให้ผู้ต้องหาพิสูจน์ความบริสุทธิ์https://ilaw.or.th/node/4352


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save