fbpx

โรงเรียนสวนหลวง: โรงเรียนที่ถูกลืมในหน้าประวัติศาสตร์พื้นที่จุฬาฯ

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีข่าวโรงเรียนวรรณวิทย์ลั่นระฆังครั้งสุดท้าย ประกาศปิดตัวลงหลังจากดำเนินการมา 76 ปี กลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าการศึกษา

ไม่แปลกที่โรงเรียนเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้จะได้รับความสนใจและเสียงอาลัยอาวรณ์การจากลาที่พรั่งพรู แต่ก็น่าสังเกตว่ามีโรงเรียนแห่งหนึ่ง อายุไม่น้อยไปกว่ากัน ตั้งบนพื้นที่สถาบันการศึกษาและใจกลางเมืองเช่นเดียวกัน ซึ่งถูกยุบไปเพราะมหาวิทยาลัยต้องการสร้างตึกที่พัก กลับแทบไม่มีข่าวคราวใหญ่โตใดบ้างเลย 

โรงเรียนแห่งนี้คือ โรงเรียนสวนหลวง โรงเรียนที่เปิดดำเนินการกว่า 74 ปีในย่านสวนหลวง ก่อนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะขอคืนพื้นที่เพื่อสร้างหอพักให้แก่นิสิตและบุคลากร

โรงเรียนแห่งนี้จากไปกว่า 16 ปีแล้ว ไม่ยาวนานเท่าช่วงชีวิตคน แต่ก็แทบถูกลืมไปเหมือนกับสถานที่อีกหลายแห่งในย่านสามย่าน-สะพานเหลือง ไม่เป็นแม้แต่ตำนานให้คนเล่าขาน

16 ปียังไม่ได้นานมากพอที่จะทำให้ครูและนักเรียนที่นี่ลืมวันวานที่อบอุ่นของพวกเขาได้ และนั่นทำให้เราโชคดีที่มีโอกาสพูดคุยกับพวกเขาและถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนและ ‘โรงเรียนสวนหลวง’ ออกมาเป็นบทความนี้   


ย่านสวนหลวงเป็นมาอย่างไร


ชุมชนสวนหลวง-สามย่าน หรือชาวบ้านเรียกว่า ‘ชุมชนเซียงกง’ แต่ก่อนมีผู้พักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เริ่มแรกที่ดินบริเวณนี้ยังไม่ได้มีการพัฒนาหรือปรับปรุงแต่อย่างใด ไม่มีการจดทะเบียนโฉนด มีเพียงสวนผัก สวนมะลิ และหมู่บ้านขนาดเล็กเท่านั้น[1] ชุมชนนี้เคยเป็นชุมชนของคนเชื้อสายจีน คนส่วนใหญ่นามสกุลขึ้นต้นด้วย แซ่ เช่น แซ่ตั้ง แซ่หว่อง แซ่หลิ่ม เป็นต้น ส่วนใหญ่นับถือวัฒนธรรมจีนแต้จิ๋ว และมีความผูกพันกับศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างมาก

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA แถลงว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2459 รัชกาลที่ 6 ทรงออกโฉนดที่ดินฉบับที่ 2057, 2058 และ 2059 แก่พระองค์เอง (โฉนดที่ดินจุฬาฯ และชุมชนโดยรอบ) ทำให้ที่ดินตกทอดมาจนถึงรัชกาลที่ 8 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ดินส่วนนี้ถูกจัดระเบียบใหม่และย้ายมาอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์[2]  

โสภณ พรโชคชัย ประธาน AREA อธิบายว่า ปี 2482 สภาผู้แทนราษฎรประกาศพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนพระมหากษัตริย์ขนาด 3 แปลง หรือ 1,196 ไร่ 32 ตารางวาให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันจุฬาฯ ให้เป็นสถานศึกษาแห่งชาติ กระทรวงการคลังจึงมอบที่ดินนี้ให้จุฬาฯ และจุฬาฯ จึงทำสัญญาเลิกเช่า 30 ปีกับกรมพระคลังข้างที่นับตั้งแต่นั้นมา[3]

เมื่อที่ดินทั้งหมดตกแก่จุฬาฯ แล้ว จุฬาฯ จึงกลายเป็นผู้จัดเก็บค่าเช่าแทนกรมพระคลังข้างที่ หากผู้เช่ารายอื่นที่อาศัยอยู่เดิมต้องการเช่าต่อก็ต้องเช่ากับจุฬาฯ โดยตรง โดยจุฬาฯ ปล่อยเช่าที่ดินให้แก่ชาวบ้านที่ต้องการทำมาค้าขายและสำนักงานต่างๆ ในเซียงกงนี้เช่าอยู่เช่นกัน เช่น สำนักงานเขตปทุมวัน โรงเรียน สถานีตำรวจ ศูนย์บริการสาธารณสุข สถานีดับเพลิง เป็นต้น เพื่อนำเงินที่ได้มาใช้ในกิจการมหาวิทยาลัย ทำให้ชุมชนตรงนี้คึกคักขึ้น

นานวันเข้าผู้คนก็เริ่มอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งรกรากที่ชุมชนบริเวณนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้ชุมชนเริ่มแออัดและเสื่อมโทรมลงเหมือนกับชุมชนแออัดอื่นๆ ในกรุงเทพฯ จุฬาฯ จึงตัดสินใจที่จะปรับปรุงที่ดินของตนเอง โดยการวางแผนผัง (grid pattern) ซึ่งจัดแบ่งเขตที่ดินออกเป็น 3 เขต คือ เขตการศึกษา 60% เขตส่วนที่ราชการยืมเช่า 10% และเขตพาณิชย์ 30% โดยแบ่งพื้นที่ต่างๆ ออกเป็นหมายเลขและเรียกว่า หมอน[4]

จากนั้นจุฬาก็ทำสัญญากับบริษัทวังใหม่จำกัด เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณสวนหลวง-สามย่านเป็นเขตผลประโยชน์เชิงพาณิชย์แห่งแรก โดยบริษัทวังใหม่ได้เข้ามารื้อถอนตึกแถวเก่าๆ สร้างตึกใหม่ที่ดูทันสมัยขึ้นมาแทน และบูรณะถนนเพิ่มด้วย ทำให้ย่านนี้มีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาทำมาหากินมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ต้องย้ายออกเพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้


โรงเรียนเทศบาลมรดกคณะราษฎร


หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรมีความมุ่งหวังที่จะให้การศึกษาแก่พลเมือง ซึ่งหนึ่งในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ข้อที่ 6 มีใจความว่า “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” โดยเห็นว่าการศึกษาจะช่วยให้พลเมืองเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยมากขึ้นและต้องการเร่งให้เกิดการเลือกตั้ง ความตั้งใจนี้สะท้อนให้เห็นจากที่คณะราษฎรประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้พลเมืองได้รับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยก เพศ ชาติ ศาสนา เพื่อให้พลเมืองสามารถทำตามหน้าที่ในระบอบรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่ โดยแบ่งสายการเรียนเป็น สายสามัญศึกษาและสายวิสามัญศึกษา[5]

หลังจากมีการจัดตั้งเทศบาลตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ก็มีการทยอยจัดตั้งเทศบาลทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2477-2483 ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้น 111 แห่ง ในเวลาต่อมารัฐบาลจึงมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2478 โดยได้เพิ่มประเภทโรงเรียนเทศบาลเข้ามาและกำหนดให้แต่ละท้องถิ่นที่มีฐานะเทศบาลจัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษาด้วยเงินรายได้ของเทศบาลนั้น โรงเรียนเทศบาลจึงไม่เก็บค่าการศึกษาจากราษฎร ดังนั้นโรงเรียนต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของคณะราษฎร                        


ย้อนรำลึก…โรงเรียนสวนหลวง


‘โรงเรียนสวนหลวง’ หรือ ‘โรงเรียนเทศบาลสวนหลวง’ เมื่อกล่าวถึงแล้ว ก็แทบจะไม่มีผู้ใดรู้จักโรงเรียนแห่งนี้ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2476 ช่วงแรกนั้นโรงเรียนตั้งอยู่บริเวณใกล้กับห้างมาบุญครองในปัจจุบัน แต่ไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดว่าบริเวณใด ต่อมาโรงเรียนก็ได้ย้ายมาตั้งที่จุฬาซอย 9 บนพื้นที่ขนาด 1 ไร่กว่าๆ  ลักษณะอาคารเรียนเป็นรูปทรงตัว L สร้างจากไม้ บริเวณกลางโรงเรียนมีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ตั้งอยู่เป็นที่เคารพสักการะของคุณครูและผู้ปกครอง โดยสมัยนั้นจะมีความเชื่อที่ว่า ถ้าหากเก็บใบของต้นโพธิ์มาไว้ในสมุดหรือหนังสือจะทำให้เรียนเก่ง            

ทะเบียนนักเรียนเล่มแรกตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน


โรงเรียนสวนหลวงเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (มีการสอนถึง ป.7 จนถึงปี 2520 ตามหลักสูตรการศึกษา) จากหลักฐานแสดงผลการเรียนของศิษย์เก่าปี 2539 ทำให้ทราบว่า มีการจำแนกวิชาที่สอนเป็น 5 วิชา ได้แก่ ทักษะ (ภาษาไทยและคณิตศาสตร์) สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต สร้างเสริมลักษณะนิสัย การงานและพื้นฐานอาชีพ และประสบการณ์พิเศษ (บางคนเลือกเรียนภาษาอังกฤษ) แต่ในภายหลังมีการเพิ่มรายวิชาวิชาอื่นๆ เข้ามาตามช่วงสมัยของการศึกษา

จากทะเบียนนักเรียนทำให้เราเห็นว่า นักเรียนที่เข้าเรียนที่นี่ในช่วงแรกๆ นั้น เป็นชาวจีน ที่มีถิ่นฐานอยู่ในเขตปทุมวัน จังหวัดพระนคร สะท้อนให้เห็นว่าชุมชนสามย่านเป็นชุมชนชาวจีนที่ขยายตัวออกจากกรุงเทพฯ ชั้นใน หลังจากยุค 2500 แล้ว นักเรียนก็มาจากหลายแหล่งมากขึ้น บ้างก็เป็นบุตรหลานของบุคลากรที่ทำงานในจุฬาฯ บ้างก็ตามพ่อแม่มาจากต่างจังหวัด เช่น ร้อยเอ็ด พังงา กาญจนบุรี อุบลราชธานี และสกลนคร            

“ผมเป็นเด็กจากต่างจังหวัด พ่อแม่มาทำงานที่กรุงเทพฯ พ่อแม่เลยให้ผมเข้าเรียนที่นี่” นฤนาท ศิษย์เก่า กล่าว การส่งบุตรหลานเข้าศึกษาที่โรงเรียนสวนหลวงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง เพราะนักเรียนสามารถเรียนฟรีจนจบการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนปลายได้ เนื่องจากโรงเรียนสวนหลวงเป็นโรงเรียนเทศบาล ซึ่งได้งบบริหารจากกรุงเทพมหานคร

ประกาศนียบัตรนักเรียนในสมัยนั้น


ชุมชนเซียงกงบริเวณนี้อยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย อดีตนักเรียนโรงเรียนสวนหลวงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ในอดีตรอบๆ โรงเรียนเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของผู้คนเชื้อสายจีนและกลิ่นของอะไหล่รถยนต์ ตั้งแต่เช้าตรู่ พ่อค้าแม่ขายในตลาดสามย่านจะรีบมาเปิดร้านอาหารและตั้งแผงหน้าบ้านรอให้ผู้คนที่ผ่านไปมาแวะมาซื้ออาหาร ทั้งโจ๊กสามย่าน ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง ข้าวหน้าเป็ด และมีขนมหน้าโรงเรียนขายให้เด็กๆ เมื่อมีกิจกรรมสำคัญของชุมชน เช่น การแสดงงิ้วหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง การแห่เทียนพรรษาวันเข้าพรรษาไปที่วัดดวงแข หรืองานวันเด็ก ก็จะมีนักเรียน คุณครู รวมไปถึงคนในชุมชนมาร่วมงานกัน ทำให้เด็กๆ มีความใกล้ชิด ผูกพันและสนิทสนมกับเพื่อนๆ แม้ว่าแต่ละคนจะเรียนจบไปแล้วแต่ก็ยังมีบางส่วนที่ติดต่อกันอยู่ ชีวิตในชุมชนสวนหลวง-สามย่านจึงยังคงสดใสอยู่ในความทรงจำของทุกคนเสมอ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปแล้วก็ตาม 

ภาพคณะครูในงานเลี้ยงเล็กๆ อย่างอบอุ่น


“ประทับใจมากค่ะที่ได้สอนที่โรงเรียนสวนหลวง เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก เดินทางง่าย เพราะโรงเรียนอยู่ใกล้หัวลำโพง บุคลากรในโรงเรียนเป็นกันเอง อบอุ่นราวกับครอบครัว ทุกคนต่างช่วยกันทำงาน เพราะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กนักเรียนน่ารัก อยู่กันอย่างใกล้ชิด” อาจารย์อัมพร อดีตครูโรงเรียนสวนหลวงให้สัมภาษณ์

“ท่านมีความอบอุ่นเหมือนแม่” เอกรินทร์ ศิษย์เก่า เล่าถึงคุณครูสอนภาษาไทย “เพื่อนตอนสมัยเรียนแต่ละคนสนิทกัน พวกเราอยู่กันอย่างเรียบง่าย โรงเรียนสวนหลวงเป็นโรงเรียนที่ทำให้ผมได้เจออะไรใหม่ๆ ตั้งแต่ผมเรียนจบมา ยังไม่มีโอกาสได้กลับไปที่โรงเรียนอีกเลย” เขากล่าวทิ้งท้าย 

ภาพครูประจำชั้นและนักเรียน


โรงเรียนสวนหลวงเปิดสอนมายาวนานกว่า 74 ปี แต่ในปี 2550 สิ่งที่ทุกคนในโรงเรียนไม่อยากให้เป็นจริงก็เกิดขึ้น นั่นก็คือการยุบโรงเรียน หลังจากการประชุมระหว่างกรุงเทพมหานครและสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ก็ได้มีมติว่า โรงเรียนต้องปิดตัวลงด้วยเหตุที่ว่าสัญญาเช่าที่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหมดลงแล้ว ประกอบกับนักเรียนมีจำนวนน้อย จึงไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้คุ้มค่าแก่การเรียนการสอนได้ โรงเรียนจึงไม่เหลือทางเลือกอื่น ทั้งคุณครู ผู้ปกครองและนักเรียนจึงต้องแยกจากกัน เด็กๆ ต่างแยกย้ายไปเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่บริเวณใกล้เคียง เช่น โรงเรียนปทุมวัน โรงเรียนวัดดวงแข โรงเรียนวัดหัวลำโพง เป็นต้น หรืออาจย้ายตามครอบครัวไปที่อื่น ส่วนคุณครูก็ต้องทำเรื่องย้ายไปสอนที่โรงเรียนแห่งอื่น และพื้นที่โรงเรียนก็ถูกพัฒนาไปเป็นที่พักอาศัยสำหรับนิสิตและบุคลากร หรือที่รู้จักกันในนาม ‘เรือนวิรัชมิตร (CU I-House)’

จากวันนั้นเป็นต้นมาโรงเรียนสวนหลวงก็เหลือเพียงแค่ชื่อและความทรงจำของผู้คนส่วนน้อยที่เคยใช้ชีวิตและผูกพันกับสถานที่นี้

“ลูกคนโตของป้าเคยเรียนที่โรงเรียนสวนหลวง พอโตมาหน่อยก็ให้ไปเข้าโรงเรียนวัดหัวลำโพง ลูกของป้าย้ายออกตอนป.4 เราออกจากโรงเรียนก่อนที่เขาจะไล่ที่เรา ตอนแรกเขายังไม่กล้าไล่ แต่ข่าวมาก่อน คนทำงานจุฬาฯ เขารู้ เขาก็เริ่มทยอยเอาลูกออก” ป้าติ๋ว บุคลากรจุฬาฯ อาวุโส ให้ข้อมูลกับเรา


เหตุใดโรงเรียนสวนหลวงจึงถูบยุบ?


หลังจากจุฬาฯ ทำโครงการพัฒนาที่ดินเขตผลประโยชน์แห่งแรก ซึ่งได้แก่ มาบุญครอง สยามสแควร์ พื้นที่ส่วนใหญ่บริเวณสวนหลวง-สามย่าน และจัตุรัสจามจุรี เมื่อปี 2504 ตามนโยบายพัฒนาเมืองของรัฐบาลขณะนั้น[6] จุฬาฯ ก็พยายามพัฒนาที่ดินบริเวณอื่นเพิ่มเติมเสมอ

ราวปี 2538 จุฬาฯ มีนโยบายที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณสวนหลวง-สามย่านอีกครั้ง จากชุมชนดั้งเดิมให้กลายเป็นที่พักอาศัยและเป็นเขตกันชนระหว่างเขตการศึกษาและเขตพาณิชย์ตามแผนที่วางไว้ โดยยึดหลัก maximum benefit คือ การพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ให้เป็นพื้นที่ใช้สอยที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ต้องเอื้ออำนวยความสะดวกสบาย สนับสนุนธุรกิจที่อยู่รอบข้างและชุมชนทั้งหมดในบริเวณนั้น มีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมและให้ประโยชน์แก่สังคม ตอบโจทย์แนวคิดเมืองเล็กในเมืองใหญ่ จุฬาฯ จึงทำสัญญากับกลุ่มบริษัท Villes Nouvelles De France, Space Group of Korea และ Tesco จัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่ขึ้นมาใหม่[7] โดยอ้างว่าบริเวณดังกล่าวเริ่มมีความเสื่อมโทรม จุฬาฯ เริ่มประกาศเวนคืนที่ดิน ขึ้นค่าเช่า และไม่ต่อสัญญาในการเช่าพื้นที่บางส่วน เพื่อที่จะเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้คนย้ายออกไป ทำให้ร้านค้าและครัวเรือนบางส่วนทยอยย้ายออก

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อีกนัยหนึ่งคือ gentrification ซึ่งคือกระบวนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่บริเวณดั้งเดิม โดยทำการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าหรือที่อยู่อาศัยใหม่ และผลที่ตามมาคือ ผู้อาศัยเดิมที่มีรายได้น้อยไม่สามารถดำรงอยู่ต่อได้[8] ซึ่งจะส่งผลพวงคือ ประชากรที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นลดลง แต่ภาคธุรกิจอื่นๆ กลับเข้ามาแทนที่ จึงเป็นสาเหตุทำให้โรงเรียนสวนหลวงไม่มีนักเรียนมากพอ โรงเรียนจึงไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ต่อไป จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การที่โรงเรียนถูกยุบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่จะมีความค่อยเป็นค่อยไปของปัจจัยที่ทำให้โรงเรียนถูกยุบ นอกจากโรงเรียนสวนหลวงแล้ว สำนักงานเขตปทุมวัน สถานีตำรวจ โรงเรียนปทุมวัน ตลาดสามย่าน ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของย่านนี้ก็ต้องย้ายไปอยู่บริเวณอื่นแทน

การโยกย้ายอาคารเรียนหรือสำนักงานที่มีอยู่เดิมนั้นจะได้รับการพิจารณาให้เช่าต่อก็ต่อเมื่อสามารถสร้างกำไรสูงสุดและก่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด เมื่อพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของจุฬาฯ กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้น จะเห็นว่ามีหลายประเด็นที่อาจขัดแย้งกัน เช่น การอ้างเหตุผลจากจำนวนนักเรียนเพื่อยุบโรงเรียนสวนหลวงแล้วพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยแทน การปรับขึ้นราคาค่าเช่าตึกแถวหลังจากการปรับปรุงสภาพอาคารใหม่หลายเท่าตัว การไม่ต่อสัญญาเช่าแก่ผู้เช่าเดิมหลายราย เป็นต้น

เมื่อร้านค้าต่างๆ และโรงเรียนถูกแทนที่ด้วยห้างสรรพสินค้าและคอนโดมีเนียมมากมาย ผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ก็ขาดแหล่งทำมาหากินและแหล่งการศึกษาที่เหมาะสม ดังนั้นการพัฒนาที่ดินเพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดของจุฬาลงกรณ์นั้นก็ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนเช่นกัน แต่อาจจะเป็นการพัฒนาเพื่อมุ่งหวังผลกำไรมากว่าก็เป็นได้                                                                                 


เหลือสิ่งใดไว้ทดแทน…


การพัฒนาที่ดินของจุฬาฯ ได้ส่งผลกระทบต่อหลายครอบครัว ทำให้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นในการที่จะต้องส่งลูกไปเรียนในสถานที่ห่างไกลกว่าเดิม ทั้งค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียนใหม่ ไม่ว่าจะชุดนักเรียน สมุด ดินสอ ปากกา รองเท้า อีกทั้งเสียเวลามากขึ้นด้วย เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้ปกครองและเด็กเกิดความเครียด การเข้าโรงเรียนไปเจอสังคมใหม่ๆ ทำให้เด็กต้องใช้เวลาปรับตัวแทนที่จะได้ใช้ชีวิตและเติบโตมาพร้อมกับเพื่อนในชุมชนเดิมของพวกเขา นอกจากนี้การศึกษาในโรงเรียนใหม่ที่ไม่คุ้นเคยก็อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กได้ นักเรียนหลายคนอาจรู้สึกหมดแรงจูงใจในการเรียน แย่ไปกว่านั้น บางครอบครัวที่ไม่มีเงินส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนที่เก็บค่าเทอมหรือย้ายไปเรียนที่ไกลๆ ได้ ก็อาจทำให้เด็กบางคนหลุดออกจากระบบการศึกษา

“แม้เด็กที่ไม่มีอะไรติดตัวเลยก็สามารถเรียนจนจบการศึกษาได้ เพราะโรงเรียนมีให้ทุกอย่าง ทั้งเครื่องแบบ อาหารกลางวัน” คุณครูชลลดา อดีตครูโรงเรียนสวนหลวงกล่าว

การทำตามแผนที่ดินของจุฬาฯ จึงได้พัฒนาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาขึ้นมาพร้อมกับการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ  ไปด้วย แม้ว่าจุฬาฯ เองจะเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาแห่งหนึ่งของประเทศไทยก็ตาม

นอกจากการพัฒนาที่ดินของจุฬาฯ จะส่งผลกระทบต่อเด็กนักเรียนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชุมชนสวนหลวง-สามย่านอีกด้วย ซึ่งหลายคนมองว่าการพัฒนาที่ดินที่เป็นการยกระดับพื้นที่ชุมชนโดยรอบและกำจัดพื้นที่เสื่อมโทรมออกไป ทำให้พื้นที่ดูมีความสะอาดและเป็นระเบียบมากขึ้น แต่สำหรับชาวบ้านบางคนมองว่าการพัฒนาพื้นที่นี้เป็นการตัดโอกาสในการประกอบอาชีพของพวกเขา ซึ่งจะเห็นได้จากบทสัมภาษณ์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่ของจุฬาฯ ในวิทยานิพนธ์เรื่อง ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อผู้เช่าจากการรื้อถอนอาคารในชุมชนสวนหลวงเพื่อการพัฒนาตามการวางผังแม่บทจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ กันยพัชร์ ธนกุลวุฒิโรจน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนี้

“แต่ก่อนมีลูกค้าจำนวนมากในแต่ละวัน เนื่องจากร้านมีพื้นที่ที่กว้าง แต่หลังจากที่มีการปรับปรุงที่ดินตามแผนแม่บทของจุฬาฯ ทำให้ต้องย้ายร้าน มิหนำซ้ำ ร้านกลับเหลืออยู่คูหาเดียว ทำให้ร้านรองรับลูกค้าได้น้อยลง ส่งผลให้ลูกค้าน้อยลง รายได้น้อยลง” เจ้าของร้านเพ้งคั่วไก่กล่าว

“ลุงจะไม่ย้าย จะขายผลไม้จนกว่าจะขายไม่ได้ จะดิ้นรนต่อสู้เพื่อแหล่งงานเดิมจนกว่าจะหมดหนทางถึงจะย้ายออก ผู้คนในชุมชนสวนหลวงมีคนรู้จักร้านลุงเยอะ มีลูกค้ามาซื้อเป็นประจำทุกวัน แต่พอจุฬาฯ มารื้อถอนอาคาร ทำให้รายได้ลดลงมาก ลูกค้าน้อยลง รายได้ไม่พอต่อค่าครองชีพ เพราะลุงต้องส่งลูกชายเรียนหนังสือ” คุณลุงเจ้าของร้านผลไม้ ‘อร่อยกว่า’ กล่าว

กันยพัชร์ให้ข้อสรุปว่า ผู้เช่าในชุมชนสวนหลวงมีรายได้สุทธิและเงินออมลดลงภายหลังจากการรื้อถอนอาคารตามการพัฒนาแผนแม่บทของจุฬาฯ ส่งผลให้พวกเขาเกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะการรื้อย้ายชุมชนออกไปที่ดินใหม่ ทำให้หลายๆ ครอบครัวต้องหาที่อยู่อาศัยใหม่อยู่ อีกทั้งยังเป็นการทำลายกลุ่มชุมชน ที่มีการพึ่งพาอาศัยและความผูกพันกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคนในชุมชนแห่งนี้ไป


คำส่งท้าย


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่เพียงแต่เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่มีชุมชนต่างๆ ล้อมรอบอย่างแน่นหนามากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครด้วย ปัจจุบันเมื่อนึกถึงคำว่า สามย่าน หรือ สวนหลวง ใครหลายๆ คนอาจนึกถึงห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยม เช่น ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ที่มีจุดเด่น คือ ร้านอาหารชื่อดังต่างๆ จนไปถึงอุโมงค์ใต้ดินที่สามารถเดินเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟใต้ดินกับจามจุรีสแควร์ได้ แต่อาจไม่เคยทราบถึงการมีอยู่ของชุมชนดั้งเดิมที่เคยตั้งอยู่บริเวณนี้มาก่อนเลย

เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Bangkok Design Week 2022 เทศกาลงานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์จัดกิจกรรมเดินชม 5 ย่านในกรุงเทพฯ หนึ่งในนั้นคือย่านสามย่าน โดยเลือกนำเสนอสถานที่น่าสนใจ อย่าง สวนหลวงสแควร์ อุทยาน 100 ปีจุฬาฯ เจ้วรรณสวนหลวงจุฬาฯ ยู เซ็นเตอร์ ศาลเจ้าพ่อเสือสามย่าน และสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งสถานที่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นห้างสรรพสินค้าและหอพักที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานเมื่อเทียบกับศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง หรือร้านโจ๊กสามย่านเจ้าเก่าที่ถูกมองข้ามและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้

กระแสชุมชนฟีเวอร์นี้ ไม่ได้ถูกพูดถึงโดยเอกชนเท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินก็เข้ามาผลิตภาพจำเกี่ยวกับชุมชน เมื่อปลายเดือนมกราคม 2565 คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ (PMCU) ได้จัดงาน “สวนศิลป์จุฬาฯ” : Chula Art Park’ Day & Night Digital Arts Park แสดงผลงานศิลปะที่สะท้อนอัตลักษณ์ย่านสวนหลวง-สามย่าน โดยหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมผลงาน ช่วยให้ชุมชนและชาวบ้านที่อาศัยมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน โดยผลงานเหล่านั้นเป็นเพียงการแสดงความทรงจำอันสวยงามด้านเดียวแต่กลับไม่ได้แสดงถึง ‘ความทรงจำ’ ที่มีเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จนนำไปสู่คำถามที่ว่า ผลงานที่ถูกจัดแสดงสามารถสะท้อนความเป็นชุมชนได้ ‘ทั้งหมด’ จริงหรือ?

การนำเสนอศิลปะด้านเดียวที่ไม่ได้นำเสนอเรื่องราวความทุกข์ยากและความเสียหายมหาศาลที่เกิดจากการไล่ที่อยู่อาศัยของผู้คนในชุมชนแห่งนี้ อาจส่งผลให้คนภายนอกหลงเชื่อคำพูดสวยหรูที่เคยได้ยินมาได้ ถ้าคนทั่วไปได้ลองมาสัมผัสบรรยากาศสถานที่ดั้งเดิมของชุมชนสวนหลวง-สามย่านด้วยตัวเองสักครั้ง ก็จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความพิเศษและเสน่ห์ของชุมชนนี้เหมือนกับที่พวกเราได้สัมผัส แม้ตอนนี้เสน่ห์ดังกล่าวจะขาดหายไปมากแล้วก็ตาม ถึงอย่างนั้นคนเล็กคนน้อยในย่านสามย่านต่างก็ยืนหยัดในการต่อสู้กับการกวาดล้างวัฒนธรรมชุมชนของพวกเขา ทั้งโหยหาและหวนระลึกถึงวันเวลาช่วงหนึ่งของชุมชนสวนหลวง-สามย่านที่เคยเป็นบ้านที่อบอุ่นและปลอดภัยสำหรับพวกเขา ดังเช่นสิ่งที่ ‘ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง’ กำลังเผชิญอยู่ก็สะท้อนถึงการพยายามต่อสู้กับแผนการบริหารที่ดินของนายทุนอันน่าสลดนี้

กาลเวลาหมุนไป ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไป บางคนเลือกที่จะปรับตัวตามกระแสเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ขณะที่บางสิ่งหรือบางคนไม่มีแม้แต่โอกาสจะปรับตัวและต้องสูญหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อน

อารมณ์ของผู้คนนับร้อยนับพันชีวิตที่มีความรักและความผูกพันกับชุมชนสวนหลวง-สามย่านในช่วงชีวิตหนึ่งกำลังค่อยๆ จางหาย ความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันของผู้คน บ้างก็ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนำของมาตั้งขายที่ตลาด บ้างก็ต้องตื่นมาเตรียมทำบุญใส่บาตร บ้างก็รีบเร่งตื่นมาเพื่อไปทำงาน และบ้างก็ต้องตื่นไปโรงเรียน ทำให้ชุมชนแห่งนี้มีชีวิตชีวาและมีสีสัน กิจวัตรประจำวันเหล่านี้ทำให้ชีวิตธรรมดามีความหมาย แต่จะเป็นเช่นไรหากวันใดวันหนึ่งชีวิตเช่นนี้ของพวกเขาถูกพรากไปตลอดกาลด้วยเงื่อนไขที่ไม่อาจปฏิเสธได้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังเติบโตไปเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำข้างหน้า แต่ทอดทิ้งผู้คนเหล่านี้ไว้เบื้องหลัง ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปวันๆ กับค่าเช่าแสนแพงในเมืองหลวง ไม่มีแม้แต่เพื่อนบ้านที่สนิท วัฒนธรรมจีนโบราณของชุมชนสวนหลวง-สามย่านก็ไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้อีก

ถึงแม้เราไม่อาจหยุดช่วงเวลาสำคัญนี้ได้ แต่เสี้ยวหนึ่งของชุมชนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ควรถูกจดจำและตราตรึงอยู่ในใจของทุกคน เพื่อต่อลมหายใจของผู้คนและชุมชนแห่งนี้ต่อไป เพื่อที่สักวันหนึ่งจะไม่ต้องมีใครถูกกีดกันออกไปจากสังคมแห่งความเท่าเทียมอย่างแท้จริง


ขอขอบคุณ

– เอกสารประกอบจากสำนักงานเขตปทุมวัน

– ศิษย์เก่าและครูโรงเรียนสวนหลวง

– ความเห็นเพิ่มเติมจากภานุพงศ์ สิทธิสาร และชยางกูร เพชรปัญญา


อ้างอิง

[1] 100 ปี การบริหารจัดการที่ดินเขตจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[2] ผู้เชี่ยวชาญอสังหาฯ เปิดเอกสาร คณะราษฎรโดยจอมพล ป. มอบที่ดินให้จุฬาฯ แทนเช่าจากเจ้า

[3] พระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2482

[4] อ้างอิงแล้ว, เชิงอรรถที่1.

[5] การศึกษาของไทยสมัยการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญระยะแรก (พ.ศ. 2475 – พ.ศ. 2491)

[6] อ้างอิงแล้ว, เชิงอรรถที่ 1.

[7] อ้างอิงแล้ว, เชิงอรรถที่ 1.

[8] ความหมายของ GENTRIFICATION

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save