fbpx
บาปเจ็ดประการของการสร้างเขื่อนไซยะบุรี

บาปเจ็ดประการของการสร้างเขื่อนไซยะบุรี

เพชร มโนปวิตร เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

อย่างที่เนลสัน เมลเดลา รัฐบุรุษคนดังเคยกล่าวไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 2000 ว่าเขื่อนคือสมรภูมิสำคัญในการผลักดันเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะยังถกเถียงกันไม่จบว่าสุดท้ายแล้วคุณประโยชน์ของเขื่อนคุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไปหรือไม่

ปัจจุบันเรามีเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วโลกแล้วเกือบ 50,000 เขื่อน แต่หลายประเทศก็ยังคงเดินหน้าวางแผนและก่อสร้างเขื่อนอีกมากมายในนามของการพัฒนา แก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

ในประเทศไทยคำถามว่าจะสร้างเขื่อนดีหรือไม่สร้างดีมักจะวนเวียนกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมเป็นระยะๆ เมื่อเกิดข้อขัดแย้งเรื่องความเหมาะสมหรือมีการประท้วงของชุมชนในพื้นที่

ความจริงทั่วโลกมีองค์ความรู้และบทเรียนเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนมากมาย มีการจัดตั้งคณะกรรมการเขื่อนโลกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 อันประกอบด้วยคณะกรรมการอิสระนานาชาติถึง 12 ชุดใช้เวลา 2 ปีครึ่งทำการประเมินผลดีผลเสียของเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วโลกออกมาเป็นรายงานหนา 380 หน้า ผลสรุปที่ชัดเจนก็คือแม้เขื่อนจะมีประโยชน์หลายด้านแต่ผลกระทบอันเกิดขึ้นต่อชุมชนและระบบนิเวศนั้นก็มากมายเหลือคณานับ คณะกรรมการระหว่างประเทศจึงได้พยายามพัฒนาแนวทางในการประเมินความเหมาะสม รวมทั้งแนะนำกระบวนการตัดสินใจอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจลงทุนและก่อสร้าง

ความจริงในปัจจุบัน หลายภูมิภาคของโลกโดยเฉพาะอเมริกาและยุโรปได้เข้าสู่ยุครื้อเขื่อนกันแล้ว โดยมีแผนการรื้อเขื่อนเก่าๆ อย่างเป็นระบบ เกิดขบวนการเรียกร้องการคืนอิสรภาพให้สายน้ำ (Rewilding Rivers) ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศสายน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม

อย่างไรก็ตามในประเทศกำลังพัฒนายังคงมีโครงการเขื่อนเกิดขึ้นมากมาย และที่สำคัญโครงการเขื่อนจำนวนมากยังคงดำเนินการผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายโครงการดื้อดึงเดินหน้าโดยปราศจากการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ขาดมาตรการจัดการความเสี่ยง หรือการพิจารณาถึงระบบนิเวศอย่างถี่ถ้วน ไม่นับรวมผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านร้านถิ่นที่ต้องพึ่งพาระบบนิเวศ

เมื่อหลายปีมาแล้ว กองทุนสัตว์ป่าโลกหรือ WWF ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ชื่อบาปเจ็ดประการของการสร้างเขื่อน (Seven Sins of Dam Building) เพื่อชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดที่พบบ่อยและนำไปสู่ความล้มเหลวของการลงทุนในโครงการเขื่อนขนาดใหญ่

ความผิดพลาดที่คณะผู้ศึกษาเรียกว่าเป็นบาปเจ็ดประการประกอบด้วย

  1. การสร้างเขื่อนบนแม่น้ำผิดสาย
  2. การเพิกเฉยต่อระบบนิเวศของกระแสน้ำใต้เขื่อน
  3. การละเลยความหลากหลายทางชีวภาพ
  4. การตกหลุมพรางหลักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง
  5. การดำเนินการที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
  6. การจัดการความเสี่ยงและผลกระทบอย่างผิดพลาด
  7. การหลงเชื่อผลประโยชน์ของเขื่อนอย่างหน้ามืดตามัว

 

คนไทยได้ยินชื่อเขื่อนไซยะบุรีมานาน เพราะแม้จะเป็นโครงการเขื่อนในประเทศลาว แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเทศไทย เนื่องจากว่าเป็นเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าราว 1,285 เมกะวัตต์ เพื่อขายให้กับประเทศไทย ดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัทรับเหมาของไทยคือ ช.การช่าง และได้รับการอนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงินของประเทศไทย 6 แห่งได้แก่ ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.กสิกรไทย ทิสโก้ และเอ็กซิมแบงค์ แม้จะมีความพยายามต่อสู้คัดค้านกันอย่างยาวนาน แต่รัฐบาลลาว และบริษัทเอกชน รวมทั้งธนาคารของไทยก็ไม่สนใจ ดึงดันเดินหน้าก่อสร้างไปเรื่อยๆ จนโครงการเสร็จสิ้น

หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าทำไมนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกถึงกังวลถึงผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักในประเทศลาวโครงการนี้กันนักหนา ทั้งยังมีการยกให้กรณีเขื่อนไซยะบุรีเป็นตัวอย่างของการแย่งชิงทรัพยากรข้ามชาติอย่างโจ่งแจ้ง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่ไร้พรมแดน และผลกระทบต่อผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่พึ่งพาทรัพยากรประมงจากแม่น้ำสายนี้

 

 

หากพิจารณาตามบาปเจ็ดประการของการสร้างเขื่อนก็จะพบว่า เขื่อนไซยะบุรีเป็นตัวแทนโครงการเขื่อนที่ทำบาปครบทุกข้อและไร้ความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง เพราะผิดพลาดตั้งแต่ข้อที่ 1 เรื่องตำแหน่งที่ตั้งไปถึงข้อที่ 7 คือการหลงเชื่อผลประโยชน์จากเขื่อนอย่างหน้ามืดตามัว

แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีความยาวเกือบ 5 พันกิโลเมตร นับเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและมีผลผลิตทางประมงมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบผลผลิตกับขนาดของแม่น้ำ โดยพบปลาน้ำจืดมากกว่า 800 ชนิด เป็นรองก็เพียงแม่น้ำอเมซอน จุดที่มีการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีนับเป็นจุดที่มีความเปราะบางที่สุดจุดหนึ่งของแม่น้ำโขง เพราะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำอู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรวดตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของแม่น้ำโขง

พูดง่ายๆ ว่าเป็นจุดที่ไม่ควรให้มีการสร้างสิ่งกีดขวางใดๆ ทั้งสิ้น

ผลกระทบสำคัญประการแรก คือตะกอนและกรวดปริมาณมหาศาลจะถูกกักอยู่ในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนความยาว 80 กิโลเมตร ต้องอย่าลืมว่าตะกอนที่ถูกสายน้ำนำพามาด้วยนั้นคือปัจจัยสำคัญในการดำรงอยู่ของแม่น้ำนั้นๆ ในทางกายภาพ การลดลงของปริมาณตะกอนจะส่งผลต่อเนื่องเรื่องการกัดเซาะตลิ่ง การสูญเสียพื้นกรวดที่เป็นแหล่งวางไข่สำคัญของปลาหลายชนิด และการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนามซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญของโลก ปริมาณตะกอนที่ลดลงยังหมายถึงการลดลงของสารอาหารที่จำเป็นต่อสัตว์น้ำในโตนเลสาบของเขมรและการก่อเกิดดินอุดมปากแม่น้ำของเวียดนาม

ผู้ก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีอ้างว่าจะใช้เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ในรูปแบบของประตูระบายตะกอน หรือ Spillway ที่จะสามารถระบายตะกอนขนาดต่างๆ กันได้ แต่เทคโนโลยีที่ว่ายังแทบไม่เคยมีการทดลองใช้ที่ใดมาก่อน จึงน่าสงสัยว่าจะคุ้มกันหรือไม่ กับการนำมาทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศขนาดนี้

ผลกระทบสำคัญประการที่สอง คือการขัดขวางการอพยพตามธรรมชาติของปลาในแม่น้ำโขง ซึ่งจะเป็นการคุกคามความอยู่รอดของพันธุ์ปลาที่มีการอพยพตามธรรมชาติกว่า 160 ชนิด และอาจหมายถึงจุดจบแห่งสายพันธุ์ของปลาบึกซึ่งเป็นปลาเฉพาะถิ่นแม่น้ำโขงที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในธรรมชาติ  ปลาที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการขวางกั้นลำน้ำเหล่านี้คิดเป็นปริมาณถึง 1 ใน 3 ของปลาที่จับได้ราว 900 ล้านตันต่อปี ปริมาณสัตว์น้ำที่ได้รับผลกระทบย่อมส่งผลโดยตรงต่อความอยู่รอดของชาวประมงหลายล้านครอบครัวริมฝั่งโขง

โครงการเขื่อนไซยะบุรีเพิ่งจะจัดทริปพาสื่อมวลชนไปดูโครงการ พร้อมกับอวด ‘ทางปลาผ่าน’ ที่อ้างว่าออกแบบมาสำหรับปลาแม่น้ำโขงโดยเฉพาะ มีทั้งการทำอุโมงค์ปลา (Fish Collecting Gallery) บันไดปลา (Fish Ladder) และช่องยกระดับให้ปลาเหมือนกับลิฟต์ โดยวิศวกรผู้ดูแลมั่นใจว่านี่คือระบบที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก แต่ก็อีกเช่นกันที่เทคโนโลยีดังกล่าวไม่เคยมีการทดสอบมาก่อน และจากกรณีบันไดปลาโจนที่ถูกนำมาติดตั้งในเขื่อนปากมูล ก็เป็นบทเรียนสำคัญว่าเทคโนโลยีในต่างประเทศไม่สามารถนำมาใช้ได้กับปลาในแม่น้ำโขง คำถามสำคัญก็คือหากทางปลาที่เขื่อนไซยะบุรีติดตั้งไม่ได้ผล ทางโครงการมีแผนรองรับอย่างไร

ผลกระทบประการที่สาม คือการผันผวนของระดับน้ำที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเขื่อนจะส่งผลโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งลำน้ำ 200 กิโลเมตรใต้เขื่อนและอีก 80 กิโลเมตรเหนือเขื่อน ซึ่งรวมทั้งชุมชนในเจ็ดจังหวัดริมแม่น้ำโขงของประเทศไทย กรณีนี้เป็นคำถามสำคัญที่ไม่มีใครรู้คำตอบที่แน่ชัด แม้ว่าผู้สร้างเขื่อนไซยะบุรีจะยืนยันว่า เขื่อนนี้มีรูปแบบเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (Run-of-River) หรือให้นึกภาพว่าเป็นฝายน้ำล้นขนาดใหญ่ โดยจะไม่มีการกักเก็บน้ำในปริมาณมากๆ เหมือนเขื่อนทั่วไป

แต่สถานการณ์ความแห้งแล้งของแม่น้ำโขงในประเทศไทยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ที่แห้งขอดจนเป็นวิกฤตมีสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมากทั้งๆ ที่เป็นฤดูฝน ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยถึงผลกระทบของเขื่อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขง ผลสรุปเบื้องต้นระบุว่า 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้สถานการณ์ของระดับน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในขั้นวิกฤต คือ 1. ปริมาณน้ำฝนที่น้อยทั้งภูมิภาค ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงน้อยลงอย่างผิดปกติ  2. เขื่อนจิงหง ที่กั้นแม่น้ำโขงตอนบนในยูนนาน ลดการระบายน้ำโดยอ้างว่าเพื่อซ่อมแซมระบบสายส่งไฟฟ้า และ 3. เขื่อนไซยะบุรี กำลังทดสอบระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดทั้งหมด 7 เครื่อง

เขื่อนไซยะบุรี ซึ่งกั้นแม่น้ำโขงและอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงในภาคอีสานของไทยแค่เพียง 195 กิโลเมตร คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยากว่ามีส่วนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงผิดปกติ ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงทดสอบระบบเท่านั้น เมื่อมีการผลิตไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ซึ่งตามกำหนดจะเริ่มต้นในเดือนตุลาคมนี้ คงจะเห็นความผันผวนของระดับน้ำในแม่น้ำโขงจากการระบายน้ำของเขื่อนอีกมาก ซึ่งยากที่จะคาดเดาว่าจะเกิดผลกระทบในเชิงระบบนิเวศของสัตว์น้ำ เกาะแก่งและชายหาดในแม่น้ำโขงขนาดไหน

ความจริงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้จัดทำการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการบริหารจัดการแม่น้ำโขงที่ยั่งยืน รวมทั้งผลกระทบจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายหลัก ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แผนการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้า 11 โครงการบนแม่น้ำโขงตอนล่าง และเขื่อนอีก 120 แห่งในแม่น้ำสาขาภายใน พ.ศ. 2583 เป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจของภูมิภาค รวมทั้งกระทบต่อการเข้าถึงอาหารของประชาชนในท้องถิ่น

สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดในกรณีของเขื่อนไซยะบุรีก็คือเขื่อนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องก่อสร้างเลย เพราะมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่าในการแก้ปัญหาความยากจนของลาวและการตอบสนองความต้องการพลังงานของไทย การเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าความสำคัญของแม่น้ำโขง ไม่สนใจความมั่นคงทางอาหารที่ชุมชนนับล้านได้จากปลาน้ำจืด ไม่ฟังเสียงคัดค้านจากรัฐบาลกัมพูชาและเวียดนาม เป็นบาปกรรมที่มีผลโดยตรงต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นบาปที่ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

เรามีทางเลือก แต่กลับเลือกเดินหน้าฆ่าแม่น้ำโขงด้วยความเขลาและความโลภ

อีกหลายปีจากนี้ เมื่อผลกระทบต่างๆ ปรากฏชัดจนเกินเยียวยา การรณรงค์ให้มีการรื้อเขื่อนในแม่น้ำโขง อาจเป็นภารกิจสำคัญของคนรุ่นต่อไปเพื่อฟื้นชีวิตของแม่น้ำโขงให้กลับคืนมา

 

ป.ล. บทความเดิมเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร ฅ คน เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2557

 

[box]

ข้อค้นพบสำคัญจากการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายหลักของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง สรุปได้ดังนี้

  • แผนการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ จะทำให้ปริมาณของตะกอนที่ไหลไปถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงลดลงถึง 97% ตะกอนเหล่านี้ช่วยเพิ่มสารอาหารและช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรวม และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเกษตร การประมง และคุณภาพน้ำ ซึ่งย่อมช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศในลุ่มน้ำด้วย
  • แผนการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจะทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างมาก โดยจะทำให้ชีวมวลด้านประมงลดลง 35–40% ภายใน พ.ศ. 2563 และ 40–80% ภายใน พ.ศ. 2583 ทำให้ประเทศต่างๆ สูญเสียปริมาณสัตว์น้ำเป็นสัดส่วนดังนี้ ไทย 55% ลาว 50% กัมพูชา 35% และเวียดนาม 30%
  • แผนการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจนถึง พ.ศ. 2583 จะทำให้พันธุ์ปลาอพยพในพื้นที่ส่วนใหญ่ของแม่น้ำโขงสูญพันธุ์ไป พันธุ์ปลาอพยพในแม่น้ำโขงไม่สามารถดำรงชีวิตในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ซึ่งมีแผนก่อสร้างระหว่าง พ.ศ. 2563 – 2583 ได้
  • การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ รวมทั้งการสูญเสียด้านประมง จะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรงในชุมชนต่างๆ ของลาวและกัมพูชา
  • การลงทุนที่มากเกินไปในภาคเกษตรและเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศที่รุนแรงยิ่งขึ้นจะส่งผลกระทบโดยรวม ปิดกั้นโอกาสที่ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างจะสามารถบรรลุหรือรักษาระดับการเป็นประเทศรายได้ระดับต่ำหรือปานกลางได้
  • กำไรส่วนใหญ่จากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจะตกเป็นของบริษัทและธนาคารต่างชาติ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลจากโครงการเขื่อนแม่น้ำโขง จะตกเป็นของประเทศผู้ลงทุน จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจีน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ในขณะที่ต้นทุนจากโครงการเหล่านี้จะต้องถูกแบกรับโดยชุมชนชาวประมงและเกษตรกรที่อาศัยอยู่ตามระเบียงแม่น้ำโขงเป็นส่วนใหญ่
[/box]

 

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save