fbpx
ท่องโลกนโยบายสาธารณะและนวัตกรรมการเงินในอเมริกา

ท่องโลกนโยบายสาธารณะและนวัตกรรมการเงินในอเมริกา

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย เรื่อง

เมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้รับโอกาสอันดีเยี่ยมครั้งหนึ่งในชีวิต โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน global fellows จำนวน 25 คน จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ให้เข้าร่วมโครงการของ Eisenhower Fellowships และได้เดินทางไปในเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาถึงเจ็ดสัปดาห์ เพื่อศึกษา แลกเปลี่ยน และทำความเข้าใจในประเด็นที่แต่ละคนสนใจ

Eisenhower Fellowships เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1953 จากเงินตั้งต้นของนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่มอบให้เป็นของขวัญวันเกิดแก่ประธานาธิบดี Dwight Eisenhower อดีตนายพลกองทัพสหรัฐ ผู้เชื่อว่าการพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจระดับบุคคลจะช่วยให้โลกมีสันติภาพ เจริญรุ่งเรือง และมีความยุติธรรมมากขึ้นได้

Eisenhower Fellowships จะทำการค้นหาตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีศักยภาพในการเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และมีความปรารถนาที่จะเห็นโลกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ให้มีโอกาสเดินทางไปในสหรัฐ พบกับผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำในด้านต่างๆ เพื่อศึกษา ทำความเข้าใจ และนำประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเทศของตน นอกจากนั้น โครงการยังคัดเลือกคนจากสหรัฐอเมริกาเพื่อเดินทางไปประเทศต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจ และเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจอีกด้วย

ผู้ได้รับคัดเลือกในโปรแกรมต่างๆ ที่มาจากทั่วโลกจะรวมตัวกันเป็นเครือข่ายของผู้นำทั่วโลก ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ ในประเทศไทยเอง มีผู้เคยผ่านโครงการของ Eisenhower Fellowships มากกว่า 50 คน

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย โคลิน พาวเวลล์
ถ่ายภาพคู่กับโคลิน พาวเวลล์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ

global fellow ที่ได้รับคัดเลือกแต่ละคน จะออกแบบโปรแกรมการเดินทางของตนเองไปยังเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ตามจุดประสงค์ของการเดินทางของแต่ละคน โดยรับการสนับสนุนจากทาง Eisenhower Fellowships โดยมี program officer ทำหน้าที่ช่วยแนะนำ และสนับสนุนการนัดหมาย ซึ่งต้องร่วมกันออกแบบโปรแกรมการเดินทาง ตั้งแต่ 3-4 เดือนก่อนเริ่มเดินทางจริง

โครงการเริ่มจากงานสัมมนาในสัปดาห์แรก ซึ่งรวมถึงการแนะนำตัวของเหล่าผู้เข้าร่วมโครงการ แค่ได้ฟังประวัติของผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละคน สิ่งที่กำลังทำ และเป้าหมายที่หลากหลาย ภายใต้เป้าหมายคล้ายๆ กัน คือการอยากเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวดีขึ้น ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น และทำให้รู้สึกว่าตัวเราเล็กลงไปมากทีเดียว

ในรุ่นของผม มีทั้งนายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ ในฟิลิปปินส์ที่ต้องการศึกษาการวางแผนเมืองในสหรัฐ เพื่อนำกลับไปพัฒนาเมืองของเขา นักการเมืองจากจาไมกาที่ต้องการศึกษาการพัฒนาเมืองที่เน้นการท่องเที่ยว ดนตรี และกีฬา นักเศรษฐศาสตร์จากไอร์แลนด์ที่ผันตัวมาทำงานในโรงเรียนแพทย์และต้องการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนของแพทย์เพื่อสร้างแพทย์รุ่นใหม่ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขจากโรมาเนียที่ต้องการศึกษาโมเดลการพัฒนานวัตกรรมในระบบสาธารณสุข

นอกจากนั้น ยังมีนักธุรกิจจากไต้หวันที่ต้องการสนับสนุนการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ในไต้หวัน ทนายความจากสเปนที่ต้องการศึกษาประเด็นเรื่องอนาคตของกฎหมายภายใต้เทคโนโลยีใหม่ๆ เจ้าขององค์กรการกุศลในชิลีที่ใช้กีฬามาช่วยเด็กด้อยโอกาสให้ห่างไกลยาเสพติด ข้าราชการการเมืองจากอาร์เจนติน่าที่ต้องการเผยแพร่โมเดลสนับสนุนการลงทุนในพลังงานทดแทนไปยังประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ผู้บริหารธนาคารในอียิปต์ที่ต้องการส่งเสริมสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็ก หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของกรมตำรวจในไอร์แลนด์เหนือที่ต้องการศึกษาการต่อต้านผู้ก่อการร้าย

หรือเจ้าของฟาร์มในแคลิฟอร์เนียที่ต้องการไปศึกษาการบริหารจัดการน้ำและแรงงานในออสเตรเลียและชิลี แพทย์ที่อยากหาวิธีส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่ต้องการส่งเสริมโอกาสให้กับผู้หญิง ผู้บริหารกองทุนที่ต้องการหาวิธีการจัดการแรงงานอพยพในเอเชีย ที่ปรึกษาด้านการศึกษาที่จะเดินทางไปฟินแลนด์และประเทศไทยเพื่อดูตัวอย่างการพัฒนาการศึกษา (เข้าใจว่าคงอยากดูทั้งตัวอย่างที่ดี และตัวอย่างที่ดีน้อยกว่านิดหนึ่ง) เป็นต้น

แค่ได้รู้จักและเรียนรู้จากคนเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีของชีวิต เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่สามารถต่อยอดและร่วมมือในการพัฒนาด้านต่างๆ ต่อไปได้เป็นอย่างดี

ตัวผมเองมีเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้อยู่สองอย่าง

หนึ่ง ผมต้องการศึกษาและเรียนรู้ว่า เราจะสนับสนุนให้มีการวิเคราะห์ด้านนโยบายเศรษฐกิจสาธารณะและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะในประเทศไทยได้อย่างไร และ สอง ผมต้องการเรียนรู้เรื่องแนวโน้มเทคโนโลยีด้านธุรกิจการเงินในสหรัฐ การปรับตัวของสถาบันการเงิน และวิธีส่งเสริมนวัตกรรมด้านธุรกิจการเงิน

ในประเด็นแรก ผมสนใจเรื่องนโยบายสาธารณะ และอยากสนับสนุนให้มีการวิเคราะห์และถกเถียงเรื่องนโยบายสาธารณะมากขึ้นในประเทศไทย

นโยบายสาธารณะมีลักษณะที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง คือ ส่วนใหญ่มีลักษณะ ‘ได้อย่าง-เสียอย่าง’ (trade-off) นั่นคือ ภายใต้นโยบายแต่ละอย่างมักจะมีผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์อยู่เสมอ เช่น ถ้ามีการเสนอโครงการใหม่ขึ้นมาสักโครงการ โครงการนั้นก็ต้องมีการตั้งงบประมาณขึ้นมา และต้องหาทาง ‘จ่าย’ โดยการตัดงบประมาณจากโครงการอื่น หารายได้เพิ่ม (เช่น ขึ้นภาษี) หรือเก็บไว้เป็นภาระของรุ่นหลังโดยการกู้เงินเพิ่ม ดังนั้นทุกนโยบายจึงมีต้นทุนของนโยบายอยู่เสมอ

หรือนโยบายสาธารณะอื่นๆ เช่น นโยบายการเงิน นโยบายการค้า หรือนโยบายจัดสรรคลื่นความถี่ ก็มีลักษณะเช่นนี้เหมือนกัน เราแทบจะหานโยบายที่มีแต่ประโยชน์โดยไม่มี ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ หรือไม่มีผู้เสียประโยชน์ไม่ได้เลย

หลายครั้งนโยบายเหล่านี้มีผลแบบ ‘ได้กระจุก เสียกระจาย’ คือ คนที่ได้ประโยชน์มีจำนวนน้อย แต่ได้รับประโยชน์มหาศาล ในขณะที่คนเสียประโยชน์มีจำนวนมาก แต่เสียคนละน้อยๆ คนที่ได้ประโยชน์จึงมักมีเสียงดังและมีทรัพยากรในการขับเคลื่อนและสนับสนุนนโยบายมากกว่าผู้เสียประโยชน์

คำถามคือเมื่อมีผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ เราควรมีกระบวนการอย่างไรในการออกแบบและต่อรองผลประโยชน์จากนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากนโยบายสามารถมีส่วนร่วมหรือให้ความเห็นในการออกแบบนโยบายสาธารณะได้

ในสหรัฐอเมริกา การถกเถียงเรื่องนโยบายสาธารณะทำกันเป็นปกติอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในการเลือกตั้ง นอกจากจะเสนอว่า “โครงการอะไร” ก็ยังต้องตอบด้วยว่า “จะเอาเงินจากไหนมาจ่าย” คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง ‘ต้นทุน’ ของโครงการเหล่านั้น และหลายครั้งคำตอบว่า “จะเอาเงินจากไหนมาจ่าย” ก็เป็นคำตอบที่ตัดสินผลของการเลือกตั้งได้เลย

ในสหรัฐอเมริกา เกือบทุกครั้งที่มีการนำเสนอนโยบายสาธารณะสำคัญๆ จะมีการวิเคราะห์ผลได้และต้นทุนของนโยบายสำหรับเป็นวัตถุดิบในการถกเถียงเรื่องนโยบายกันอยู่เสมอ เช่น ในช่วงที่มีคนเสนอให้ยกเลิกนโยบายสาธารณสุขของประธานาธิบดี Obama หรือตอนที่กำลังพิจารณาลดภาษี ก็มีหลายหน่วยงานที่ออกมาวิเคราะห์ถึงต้นทุนและผลกระทบของการยกเลิกนโยบายเหล่านั้น ทำให้มีการถกเถียงเรื่องทางเลือกนโยบายต่างๆ กันอย่างกว้างขวาง

เห็นอย่างนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเมืองไทย ที่หลายนโยบายถูกกำหนดออกมาโดยขาดการวิเคราะห์จากฝ่ายต่างๆ ขาดการถกเถียงถึงเหตุผล ต้นทุน และผลกระทบ แทบไม่มีการวิเคราะห์ถึงผลของนโยบาย แม้นโยบายดังกล่าวถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก อีกทั้งประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการร่วมกำหนดนโยบายเหล่านั้น มิหนำซ้ำคนจำนวนมากยังคิดเสียอีกว่า นโยบายภาครัฐไม่มีต้นทุน เหมือนได้มาฟรีๆ จึงไม่รู้สึกอะไร

ลองนึกถึงนโยบายช็อปช่วยชาติเป็นตัวอย่าง เราทำมาหลายปีติดๆ กัน แต่ไม่มีการวิเคราะห์ถึงผลของนโยบาย แทบไม่มีการถกเถียงอย่างใช้เหตุใช้ผลกัน ไม่แน่ใจว่าเป็นนโยบายที่ได้ผลหรือไม่ ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่วางแผนไว้หรือไม่ เสียเงินภาษีสุทธิไปเท่าไร คนส่วนใหญ่คิดว่าได้รับประโยชน์จากเงินภาษีที่จ่ายน้อยลง จึงแทบไม่มีใครคิดว่าตัวเองเสียประโยชน์ ทั้งๆ ที่เงินที่เสียไปนั้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกมาก นโยบายอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายจำนำข้าว การเจรจาการค้า แม้กระทั่งนโยบายการเงิน

เพื่อค้นหาปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการวิเคราะห์และถกเถียงเรื่องนโยบาย ผมจึงขอไปเจอผู้กำหนดนโยบาย ทั้งด้านนโยบายการคลัง ธนาคารกลางในเมืองต่างๆ นโยบายการจัดสรรคลื่น ไปเจอสถาบันวิจัยด้านนโยบายและอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ไปพบสมาชิกวุฒิสภาและทีมงาน ภาคประชาสังคมทั้งตัวแทนผู้บริโภค สื่อมวลชน และตัวแทนธุรกิจ เช่น หอการค้า

ในประเด็นที่สอง เรื่องเทคโนโลยีการเงิน ในช่วงที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีด้านการเงินพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันในธุรกิจด้านต่างๆ อย่างมหาศาล และในอนาคตก็ยังจะมีอะไรใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจด้านต่างๆ อีก

ในฐานะที่ผมทำงานในสถาบันการเงิน จึงอยากศึกษาทำความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีด้านการเงิน ทั้งพัฒนาการใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ระบบและสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมด้านการเงินในสหรัฐ การกำกับและควบคุม ผลกระทบจากเทคโนโลยีด้านการเงินที่มีต่อสถาบันการเงิน วิธีที่สถาบันการเงินตอบสนองต่อเทคโนโลยีใหม่ และการส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการเงินจากมุมมองของสถาบันการเงิน

ผมไปเจอบริษัทสตาร์ทอัพด้านการเงิน บริษัทที่ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการเงิน สถาบันการเงินที่มีโปรแกรมส่งเสริมนวัตกรรมด้านการเงิน รวมถึงผู้กำกับนโยบายด้านการเงิน

ตลอดเวลาเจ็ดสัปดาห์ ผมได้เดินทางไปทั้งหมด 12 เมืองในสหรัฐ มีการประชุมและพูดคุยผู้คนด้านต่างๆ มากกว่า 60 ครั้ง นับเป็นประสบการณ์ที่สนุก ได้เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และเปิดตัวเองกับประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างมากทีเดียว

ไว้คราวหน้าจะมาเล่าต่อว่าได้ไปเรียนรู้อะไรมาบ้างครับ

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

MOST READ

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save