คำ ผกา เรื่องและภาพ

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

อยู่ๆ เมื่อล่วงเข้าเดือนกุมภาพันธ์ชาวโลกก็เจอกับการระบาดของโรคจากเชื้อไวรัส จนล่วงเข้าสู่กลางเดือนมีนาคมสถานการณ์ของไวรัสนอกจากจะไม่ดีขึ้น ยังดูเหมือนจะลุกลามแพร่กระจาย สร้างความวิตกกังวล ความเครียด ความนอยด์ ความแพนิกไปทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ควรจะใช้ชีวิตยังไงดี ไปออกกำลังกายในยิมได้ไหม ไปโยคะได้ไหม ไปนวดได้ไหม (ในทางกลับกันหมอนวดก็ถามตัวเองว่า ยังนวดให้ลูกค้าได้ไหม?) ไปดูหนังได้ไหม ไปกินข้าวนอกบ้านได้ไหม ถ้าได้ควรไปร้านแบบไหนถึงจะปลอดภัย

ความยากของไวรัสคือมันไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เช่นถ้าเป็นโรคระบาดอย่างท้องร่วง เรายังระวังได้ด้วยการดื่มน้ำสะอาด งดดื่มน้ำแข็ง จะกินข้าวนอกบ้านก็เลือกร้านที่สะอาด ไม่มีมีแมลงวัน หรือ โรคไข้เลือดออกระบาด เราก็ยังเลือกได้ว่าไม่ไปในที่ที่มียุงเยอะๆ แต่เจ้าตัวไวรัส Covid-19 สามารถไปอยู่ได้ทั้งในที่ที่สกปรกและสะอาด ควมยากที่จะระวังตัวและความกำกวมของมันทำให้คนนอยด์ในหลายระดับ – อารมณ์กูทำตัวไม่ถูก

สำหรับฉัน (ไม่แนะนำให้ใครเลียนแบบ) จบความนอยด์ด้วยการบอกตัวเองช่างแม่ง เพราะยังไงก็ต้องไปโยคะ ไปทำงาน เพราะการงดบางกิจกรรมไปก็ไม่รับประกันว่าเราจะไปติดจากบกิจกรรมอื่นที่เราไม่ได้งด เอาแค่ล้างมือบ่อยๆ รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน คิดเสียว่าไมไ่ด้ป้องกันไวรัสอย่างเดียว ต่อให้ไม่มีไวรัสตัวนี้ เราก็ต้องรักษาความสะอาด อนามัยในระดับนี้ด้วยเหมือนกันเพื่อไม่ให้ติดโรคติดต่ออื่นๆ เช่นไข้หวัดใหญ่

คิดตกแล้วก็เข้าครัว

สำหรับฉันการทำอาหารต่างชนิดมีผลต่อจิตใจต่างกัน อาหารบางอย่างทำแล้วรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เช่น การทำแกงเขียวหวานเนื้อหม้อโตๆ การทำพะโล้หม้อใหญ่ๆ ทำซ็อสรากูด้วยเนื้อครั้งละ 2 กิโลฯ ทำอาหารจำพวกนี้ทีไร จะรู้สึกสบายใจ ปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะมันเป็นอาหารที่มีขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อน มีกลิ่นของวัยเด็กเจือปนอยู่ในนั้น และมีปริมาณที่มากจนทำให้เรารู้สึกว่าในวันไหนที่เราเหื่อยล้า หมดแรง กลับบ้านก็มีอาหารอร่อยๆ หม้อนี้รอเราอยู่เสมอ

อาหารบางอย่างทำให้ความรู้สึก “สวย” รื่นรมย์ เบาสบายแบบที่คนชอบประชดกันว่าเหมือนวิ่งเล่นกระโปรงปลิวอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ ทุกๆ ครั้งที่ฉันทำการหมักผลไม้ชนิดต่างๆ กับน้ำตาล น้ำผึ้ง และเหล้าลงในขวดโหลสวยๆ ฉันรู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้นอีก และสวยขึ้นอีกทุกครั้ง สวยในที่นี้ไม่ใช่น่าตาสวยแต่รู้สึกว่า โห ชีวิตทำไมมันสวยขนาดนี้

 

 

ล่าสุดเพิ่งได้น้ำผึ้งจาก “ป่าแป๋” มา ป่าแป๋ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขาที่แม่แตง เป็นหมู่บ้านท่ามกลางป่า “ชา” รกร้าง เป็นชาต้นแก่ที่ถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นชาที่ฉันอยากจะเรียกว่า wild tea เพราะมันไม่ได้รับการตัดแต่งดูแล เป็นชาต้นแก่ สูงใหญ่ จนให้ดอกสะพรั่งในต้นฤดูแล้งช่วงเดือนพฤศจิกายน และนี่คือที่มาของน้ำผึ้ง “ป่าแป๋” ที่ดอกไม้ส่วนใหญ่เป็นดอกชา ถ้าไม่ดอกชาก็เป็นดอกกาแฟ ถ้าไม่เป็นดอกกาแฟก็เป็นดอกมะแขว่น

น้ำผึ้งที่นี่ให้สีเขียวจาง และมีรสขมละมุน และมันก็ช่างบังเอิญที่เมื่อได้น้ำผึ้งนี้มา ก็มีเพื่อนให้มะนาวแป้นจากสวนของเขาเองมาถุงเบ้อเริ่ม วัตถุดิบมาขนาดนี้ ก็คงต้องหมักมะนาวกับน้ำผึ้ง

ไม่มีอะไรยากเลย แค่ฝานมะนาวให้เป็นแว่นสวยวางเรียงกันในขวดโหลสักสามในสี่ขวด หั่นขิงแก่ลงไปด้วย จากนั้นก็เทน้ำผึ้งขมลงไปให้เต็มขวด ปิดฝา ใส่ตู้เย็น ทิ้งไว้สัก 7-10 วัน หลังจากนั้นก็ทำมาชงกับน้ำร้อน ดื่มเป็นชา หรือผสมโซดาน้ำแข็ง ได้เครื่องดื่มรสชาติเปรี้ยวหวาน ละมุนละไม เจือกลิ่นขิงที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นยาอายุวัฒนะ

สำคัญที่สุดคือตอนที่ลงมือทำ ทุกอย่างมันสวยไปหมด น้ำผึ้งก็สวย มะนาวก็สวย ขิงก็หอม พอไปอยู่ในขวดโหลก็ยิ่งสวย และในทุกๆ วันที่มะนาวค่อยๆ ยุบตัวลงในน้ำผึ้ง และสีของของเหลวในขวดเริ่มเปลี่ยนไป มันก็ยิ่งสวยขึ้นไปอีก พอนำมาชงในแก้วสวยๆ กับน้ำแข็งโซดา ก็ยิ่งสวย เติมใบสะระแหน่สดไปอีกสักใบ ความสวยยิ่งทวีคูณ

ถ้าโลกข้างนอกมันโหดร้ายนัก การพาตัวเองมาวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์กับมุมและบางเมนูในห้องครัวก็ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจรังงอนอะไรนักหนานะ

นอกจากขวดโหลมะนาวน้ำผึ้งแล้ว อีกเมนูหนึ่งที่จะให้ความรื่นรมย์ในระดับที่เข้มข้นกว่า หนักแน่นกว่า รัญจวนใจกว่า นั่นคือการทำแยมจากผลไม้ที่ให้กลิ่นหอมแรง

โดยมากฉันชอบทำแยมสตรอว์เบอร์รี ยิ่งเดี๋ยวนี้สตรอว์เบอร์รีจากเชียงใหม่ลูกเล็กๆ มีมากมายเหลือเฟือในตลาด คัดลูกสวยๆ ไว้กินสด ลูกช้ำๆ ฉ่ำๆ เอามาทำแยม

คนอื่นทำแยมกันอย่างไร ฉันไม่รู้ สำหรับฉันแยมคือผลไม้กวนกับน้ำตาล ไม่ต้องคิดอะไรมาก ล้างสตรอว์เบอร์รี ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ เทลงชามอ่าง เทน้ำตาลลงไปในชาม สัดส่วนนั้นฉันใช้  “ความรู้สึก” ล้วน ทิ้งให้น้ำตาลอยู่กับสตรอว์เบอร์รีสักชั่วโมง จากนั้นเทลงหม้อ เลือกหม้อที่หนานิดนึง เพราะเราต้องการความร้อนที่ไม่วูบวาบ เอาแบบร้อนช้าแต่ร้อนนาน ร้อนสม่ำเสมอ ไม่ขึ้นๆ ลงๆ ตั้งไฟกลาง แล้วก็ลงมือ “กวน” ไปเรื่อยๆ

ระหว่างการกวนนี่แหละคือโมงยามแห่งความสุข ผลไม้ที่เรากวนจะสำแดงความงามของมันออกมาทั้งสีและกลิ่น ครัวเล็กๆ จะอวลไปด้วยกลิ่นหอมจัดจ้านของผลไม้ที่มาเจอกับน้ำตาลและไฟ

ทุกครั้งที่ทำแยม ฉันจะรู้สึกเหมือนเอาตัวเองกระโจนลงไปในถังขนมน้ำตาลสายไหมที่เราจะได้กินแค่ปีละครั้งตอนที่โรงเรียนมีงานประจำปี เคยเห็นไหม ขนมน้ำตาลสายไหมสีฟ้า สีชมพู กับกลิ่นหอมที่ปลอมที่สุด หวานที่สุด

กลิ่นจากการกวนแยมพาเราไปอยู่ ณ ที่ตรงนั้นจริงๆ

แต่ปีนี้ฉันพบรักกับผลไม้ที่ฉันเคยคลางแคลงใจกับมัน นั่นคือมะยงชิด สำหรับฉันการกินมะยงชิดนั้นมันยากเย็นแสนเข็ญ และดูเหมือนมันจะเป็นผลไม้ที่มีไว้เพื่อสำแดงฝีมือการริ้ว การคว้าน นอกเหนือไปจากรสชาติหอมหวานเป็นเอกลักษณ์ของมัน — ซึ่งในบางแง่มุมคน “อนุรักษ์นิยมทางอาหาร” อย่างฉันก็รู้สึกว่า บางครั้งมะยงชิดก็เหมือนเป็นภาคเอเลี่ยนของมะปราง มันใหญ่เกินไปในความหอมและหวานขนาดนี้ ขนาดอันใหญ่โตของมันช่างทำให้ทุกอย่างดูล้นเกินไปหมด ถ้ามะปรางหวานเปรียบได้กับมะม่วงอกร่อง มะยงชิดก็คงเหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ สวยเต่งตึง ผิวงามเนียน มีเนื้อมีหนังเป็นพืชเศรษฐกิจมากกว่าจะเป็นแค่ผลไม้ปลายสวน

แต่การนำมะยงชิดมาทำแยมให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากการกินสด มันเริ่มจากการที่ฉันได้ของฝาก (ทำไมเป็นคนโชคดีอย่างนี้ มีคนนำของอร่อยๆ มากำนัลอยู่ไม่ขาด) มาพวงใหญ่ ไม่ใหญ่ธรรมดาแต่ใหญ่มาก เมื่อมาพวงใหญ่ การกินในฐานะที่เป็นผลไม้สดจนหมดพวงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะกินไม่ทัน แต่ก็ไม่อยากแบ่งให้ใครเพราะเป็นคนขี้หวงของกิน

ในระหว่างที่นั่งปอกมะยงชิดอยู่นั้นฉันก็จินตนาการว่า สีอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ ความหวานอย่างนี้ ถ้าได้กวนกับน้ำตาลจนกลายเป็นแยม มันต้องวิลิศมาหรางามขั้นพรหมเป็นแน่แท้ อย่ากระนั้นเลย ในค่ำคืนที่ควรจะนอน ฉันก็นอนไม่หลับเสียแล้วเพราะภาพแยมมะยงชิดลอยวนไปวนมาอยู่ในหัว จึงลุกมานั่งปอกมะยงชิดอยู่ท่ามกลางความสงัดของค่ำคืน

สีเหลืองทอง และกลิ่นหอมๆ ความเงียบ ความมืดที่อยู่ด้านนอกบ้านค่อยๆ นำพาจิตใจฉันไปสู่ความสุขลึกๆ อย่างประหลาด และทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกนี้ ฉันรู้ว่าแยมที่กำลังจะทำต้องออกมาดี และออกมาสวย

เฉือน ฝานเนื้อมะยงชิดลงชามอ่าง เทน้ำตาลทรายลงไปให้ท่วม พักมันทั้งสองไว้ด้วยกันพอเป็นพิธี เพราะมันดึกแล้ว จากนั้นเทลงหม้อกวนแยม ยกขึ้นตั้งไฟ จะมีอะไรสวยไปกว่าฟองน้ำตาลที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่บนเนื้อผลไม้หวานฉ่ำ ห้องครัวค่อยๆ ถูกครอบครองด้วยกลิ่นหอมหวานของมะยงชิดที่ต่างออกไปจากการกวนสตรอว์เบอร์รีที่คุ้นเคย กลิ่น “เมืองร้อน” ของมันแรงระอุชัดเจน รุนแรง หอมเย้ายวน ทว่าลึกลับเหมือนนั่งอยู่ใต้ต้นดอกจำปาที่บานพร้อมกันทั้งต้นยามดึก

เนื้อมะยงชิดไม่พร้อมที่จะหลอมละลายตัวเองเป็นเนื้อแยมเหมือนผลไม้ตระกูลเบอร์รี สิ่งที่ต้องทำคือเมื่อเคี่ยวจนเกือบได้ที่ ให้นำขึ้นมาใส่เครื่องปั่น แล้วเติมน้ำมะนาวคั้นสดลงไปประมาณหนึ่ง (จุดยืนเดิม ไม่สามารถให้สัดส่วนกับใครได้จริงๆ) ปั่นพอให้เนื้อแตกออกจากกันแต่ไม่เหลวแหลกละเอียด จากนั้นเทกลับลงไปในหม้อ แล้วเคี่ยวต่อไปจนได้แยมเนื้อข้น เหนียวอย่างใจ

 

 

มันแย่มากจริงๆ ที่เราไม่สามารถส่งกลิ่นผ่านตัวหนังสือ เพราะฉันอยากให้ทุกคนได้กลิ่นเดียวกับที่ฉันได้ กลิ่นหอมหวานร้อนระอุเป็นเสน่ห์รัญจวน จนอีกนิดเดียวก็กลายเป็นความน่ากลัวแล้ว ถ้าใครคิดว่า passion fruit หรือ กะทกรก นั้นหอมแรงรุกเร้า ฉันอยากจะบอกว่าแยมจากมะยงชิดหอมแรงและลึกหนักหน่วงกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มันระอุอยู่บนไฟ และน่าอัศจรรย์กว่านั้นคือ เมื่อมันคลายความร้อน และเย็นเซ็ตตัวในตู้เย็นต่อมา มันกลับกลายเป็นแยมหอมหวานเชื่องๆ แสนเป็นมิตร

วันอาทิตย์ฝนพรำ ฉันผสมแป้ง เนย น้ำตาล ผงฟู นม และไข่ ทำสโกนอย่างง่ายและหยาบ ท่ามกลางอากาศเย็นชื้น ห้องครัวอุ่นไปด้วยกลิ่นเนย นม เจือกับกลิ่นหญ้าเปียกๆ กับระบัดใบกล้วยที่หน้าที่บ้าน

สโกนหน้าตาตลกๆ หอมแป้ง หอมเนยกรุ่นๆ แบบกลิ่นขนมอบสุกใหม่ แยมมะยงชิดกลิ่นเหมือนดอกการเวกยามเย็น กลิ่นกาแฟจากเครื่องต้ม

หย่อนตัวเองลงบนโซฟานุ่มๆ แล้วก็หลับตา

ปล่อยให้โลกข้างนอกหมุนไป

Author

Kam Phaka

คำ ผกา - คอลัมนิสต์ผู้เคยฝากผลงานไว้นิตยสารหลายฉบับทั้งดิฉัน อิมเมจ GM ปัจจุบันยังเขียนคอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ The Standard รวมทั้ง The 101.world นอกจากประเด็นทางสังคม การเมือง ประวัติศาตร์เรื่องเพศแล้ว เรื่อง "อาหารกาลกิน" เป็นอีกหนึ่งในความลุ่มหลงของเธอ