ใครๆ ก็เคยได้ยินคำว่า Coming of Age แต่ถ้าไม่ได้ผ่านพบหรือรู้สึกด้วยตัวเอง คุณอาจไม่มีวันเข้าใจได้เลยว่า การมาถึงของวันวัยมันคืออะไร มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเกิดขึ้นบ้าง และถึงจะพบประสบด้วยตัวเองในบางด้าน ก็ใช่จะเข้าใจได้ถึงความรู้สึกด้านอื่นๆ

เขาบอกว่า การอ่านงานวรรณกรรมก็เหมือนเล่นเกม คือทำให้เราได้กลายไปเป็นตัวละครในหนังสือเล่มนั้นๆ

101 ชวนคุณมา Coming of Age ไปกับตัวละครในวรรณกรรม 10 เล่มต่อไปนี้ ทั้งหมดเป็นวรรณกรรมต่างชาติ ที่มีการแปลเป็นไทยแล้วทั้งสิ้น

จะอ่านจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ (หรืออื่นๆ) หรือตามหาฉบับแปลไทยมาอ่านก็ดีทั้งนั้น!

 

ต้นฉบับ : The Bell Jar / Sylvia Plath เขียน

 

ภาษาไทย : ในกรงแก้ว / เจนจิรา เสรีโยธิน แปล

 

 

About the Book : แรกสุด หลายคนอาจไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้ได้ชื่อว่าเป็น Catcher in the Rye ภาคผู้หญิง และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไปไกลกว่าเรื่องราวของโฮเดน คอลฟิลด์ เด็กหนุ่มใน Catcher in the Rye ด้วย

เราเล่าเรื่องใน The Bell Jar ให้ฟังไม่ได้ เพราะจะสปอยล์อย่างมาก แต่นี่คือหนังสือที่เต็มไปด้วยการประชดประชันอย่างมีปฏิภาณ แสบร้าวและเจ็บลึกตั้งแต่ต้นจนจบ กับการเติบโตและเลือกที่จะไม่เติบโตอีกต่อไป

ฉบับภาษาไทยตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ IMAGE ก่อนหน้าจะเปลี่ยนเป็น Bliss คงหาหนังสือยากอยู่สักหน่อย แต่แนะนำว่า – น่านำมาตีพิมพ์ซ้ำอย่างยิ่ง

 

About the Author : หนังสือเล่มนี้เป็นกึ่งๆ อัตชีวประวัติของ ซิลเวีย แพล็ธ ผู้เขียน เธอเขียนเล่มนี้จบไม่นาน ก็เลือกฆ่าตัวตายในปี 1963 ด้วยวัยเพียง 31 ปี ถ้าอยากรู้จักเธอ แนะนำให้ดูหนังเรื่อง Sylvia (2003) ที่กวินเนธ พัลโธรว์ เล่นเป็นเธอ The Bell Jar เป็นนิยายเพียงเล่มเดียวของซิลเวีย แพล็ธ ส่วนใหญ่แล้วเธอเขียนบทกวี ถือกันว่าเธอเป็นผู้ให้กำเนิดบทกวีประเภท Confessional Poetry หรือบทกวีแนว ‘คำสารภาพ’

 

ต้นฉบับ : The Catcher in the Rye / J.D. Salinger เขียน

 

ภาษาไทย : จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น / ปราบดา หยุ่น แปล

 

 

About the Book : เวลาพูดถึงหนังสือแนว Coming of Age ไม่มีใครไม่พูดถึงหนังสือเล่มนี้ กับเรื่องของโฮลเดน คอลฟิลด์ วัยรุ่นจากนิวยอร์ก ที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนประจำ แล้วออกเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทาง เราได้เห็นความคิดและการกระทำต่างๆ ของเขา บางอย่างก็น่าเบื่อเพราะเหมือนเด็กหนุ่มซึมเศร้าขี้บ่น บ่นโน่นบ่นนี่ ทั้งที่ชีวิตก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรมาก แต่ทั้งหมดคือความคิดของเด็กหนุ่มคนนี้ที่มีภาวะซับซ้อนทางอารมณ์สูง บางคนก็เปรียบเทียบการเดินทาง ‘กลับบ้าน’ ของโฮลเดน คอลฟิลด์ กับมหากาพย์โอดิสซีกันเลยทีเดียว

 

About the Author : ซาลิงเจอร์เป็นนักเขียนอเมริกันที่แปลกประหลาด เขาประสบความสำเร็จกับ The Catcher in the Rye (1951) มาก แต่ไม่ชอบชื่อเสียง หลังทำงานเขียนต่ออีกระยะหนึ่ง เขาก็ ‘หายตัว’ ไปเป็นเวลานาน ไม่มีหนังสือออกใหม่อีกเลยหลังปี 1965 เขาเสียชีวิตในปี 2010 หลังจากนั้นจึงมีการโพสต์เรื่องของเขาออนไลน์ในปี 2013

 

ต้นฉบับ : Never Let Me Go / Kazuo Ishiguro เขียน

 

ภาษาไทย : แผลลึก หัวใจสลาย / นารีรัตน์ ชุนหชา แปล

 

 

About the Book : ที่จริงเล่มนี้เป็นนิยายวิทยาศาสตร์แนวดิสโทเปี้ยน (Dystopian) ด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นนิยายที่บีบคั้น สะเทือนอารมณ์ และว่ากันว่าเป็นนิยายที่ ‘ทดสอบความเปราะบาง’ ของมนุษย์ ด้วยเรื่องของผู้ดูแลการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ และการหวนรำลึกถึงช่วงเวลาในวัยเรียน ความรัก ความสัมพันธ์ ความโดดเดี่ยว และการตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่ล่องลอยอยู่อย่างเดียวดายในจักรวาลแห่งการมีชีวิตอยู่ นี่เป็นหนังสือที่พาเราผ่านข้าม Coming of Age ไปไกลแสนไกลถึงขอบจักรวาล เรื่องนี้มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย

 

About the Author : อิชิกุโระ เป็นนักเขียนเชื้อสายญี่ปุ่นที่ย้ายไปอยู่อังกฤษ งานเขียนเล่มสำคัญของเขาที่ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อดังคือ The Remains of the Day เขาได้รางวัลมากมาย เช่น Man Booker Prize หรือรางวัล Arthur C. Clarke Award ถือเป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายชื่อดังที่สุดในโลกที่เขียนงานเป็นภาษาอังกฤษ และเคยเป็นหนึ่งใน 50 นักเขียนบริติชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1945 ของหนังสือพิมพ์ The Times ด้วย

 

ต้นฉบับ : The Perks of Being a Wallflower / Stephen Chbosky เขียน

 

ภาษาไทย : จดหมายรักจากนายไม้ประดับ / คันฉัตร รังสีกาจน์ส่อง แปล

 

 

About the Book : เรื่องของเด็กชายอเมริกันในวัยมัธยมปลาย ที่ค่อยๆ เรียนรู้ชีวิตในเรื่องต่างๆ ถึงแม้จะเป็นเรื่องในสังคมอเมริกัน แต่หนังสือก็ถ่ายทอดความรู้สึกสับสน การค้นพบ ทั้งการค้นพบตัวตนและการค้นพบผู้คนใหม่ๆ ในชีวิต การต่อสู้ต่อรองกับความรู้สึก การยืนยันตัวตน การสังเกต และการรับรู้กับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต นี่คือหนังสือที่พาเราไปพบกับ Coming of Age ในวัยต้นๆ ของชีวิต คือความอ่อนไหวและเปราะบางก่อนการเติบโต เคยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบหนังสือที่ ‘ท้าทาย’ ที่สุดจาก American Library Association เพราะถูกนำไปใช้สอนในโรงเรียน แต่ก็ถูกเซนเซอร์บางตอนด้วย

 

About the Author : สตีเฟน ชบอสกี้ ไม่ได้แค่เขียนหนังสือเล่มนี้เท่านั้น แต่เขายังเขียนบท และกำกับหนังในชื่อเดียวกัน จนกระทั่งออกมากลายเป็นหนังดัง เขายังเคยเขียนบทหนังเกี่ยวกับชีวิตคนที่ต้องต่อสู้เพื่อ ‘ที่ยืน’ ในวงการละครเพลงอย่าง Rent และร่วมเขียนบท Beauty and the Beast ภาคใหม่ปี 2017 (ที่คนแสดง) ด้วย แล้วถ้าใครชอบซีรีส์ Jericho ก็เป็นเขานี่แหละที่ทั้งเขียนบทและเป็นโปรดิวเซอร์ด้วย

 

ต้นฉบับ : Norwegian Wood / Haruki Murakami เขียน

 

ภาษาไทย : ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย / นพดล เวชสวัสดิ์ แปล

 

 

About the Book : นิยายในยุคแรกๆ ของมุราคามิ ด้วยเรื่องราวของชายหนุ่มและหญิงสาว ที่ต่างก็ต้องเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโต เรื่องราวของความสับสน ความ ‘บกพร่องเว้าแหว่ง’ (สำนวนของผู้แปลที่หลายคนนำมาใช้ต่อจนติดปาก) ที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ เรื่องของรักแรกในวัยเรียนมหาวิทยาลัย ความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย มิตรภาพประหลาด การเลือก การสูญเสีย นี่คือทุกอย่างที่ทำให้มุราคามิมีชื่อเสียงในฐานะมุราคามิอย่างทุกวันนี้

 

About the Author : แทบไม่ต้องพูดถึงว่าเขาเป็นใคร เพราะมุราคามิกลายเป็นนักเขียนระดับตำนาน เป็นตัวเต็งรางวัลโนเบลมานับครั้งไม่ถ้วน (ที่จริงก็ถ้วนนั่นแหละน่า แต่ขี้เกียจนับ!) แต่ยังไม่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินั้น เขาเป็นคนญี่ปุ่น (ก็แหงละสิ!) แต่สร้างวรรณกรรมญี่ปุ่นแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกอย่างสูง โดยเฉพาะในเรื่องดนตรีและบทเพลงต่างๆ ไตรภาคแห่งมุสิกเป็นงานชุดแรกของเขา แต่ Norwegian Wood เป็นหนังสือที่ทำให้เชาโด่งดังระดับชาติเป็นครั้งแรก

 

ต้นฉบับ : Clockwork Orange / Anthony Burgess เขียน

 

ภาษาไทย : คนไขลาน / ปราบดา หยุ่น แปล

 

 

About the Book : นิยายเรื่องเอกของแอนโธนี เบอร์เจส เล่มนี้ เอาเข้าจริงก็เป็นแนว Dystopian เหมือนกัน เป็นนิยายที่ตีพิมพ์ในปี 1962 โดยใช้ฉากในอนาคต เรื่องราวเกี่ยวพันกับความรุนแรงของวัยรุ่น ที่ถูกกำกับควบคุมและถูก ‘ปฏิรูป’ โดยรัฐ เป็นนิยายที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยนิยายภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดเท่าที่เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1923 โดยนิตยสาร Time เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ภาค ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตัวละคร เมื่อเกิดสิ่งสำคัญและ ‘ใหญ่หลวง’ ขึ้นในชีวิต Clockwork Orange ได้รับการสร้างเป็นหนังโดยฝีมือของ สแตนลีย์ คูบริก ด้วย

 

About the Author : แอนโธนี เบอร์เจส เป็นนักเขียนอังกฤษ แต่เขาไม่ได้เขียนแค่นิยายอย่างเดียว เขาเป็นทั้งนักวิจารณ์ เป็นนักแต่งเพลง เป็นนักเขียนบทละคร เขียนความเรียง เป็นนักเขียนเรื่องเดินทาง เป็นนักภาษาศาสตร์ นักการศึกษา แถมยังแปลงานอีกด้วย งานเชิงวรรณกรรมศึกษาที่สำคัญของเขา คือการศึกษางานคลาสสิคอย่างงานของ เจมส์ จอยซ์ แถมยังแปลงานวรรณกรรมภาษาฝรั่งเศสอย่าง Cyrano de Bergerac (ซึ่งเป็นต้นเค้าของ Beauty and the Beast) ด้วย

 

ต้นฉบับ : The Kite Runner / Khaled Hosseini เขียน

 

ภาษาไทย : เด็กเก็บว่าว / วิษณุฉัตร วิเศษสุวรรณภูมิ แปล

 

 

About the Book : นี่คือหนังสือของความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นระหว่างเส้นทางของการเติบโต เมื่อ ‘เด็กเก็บว่าว’ ชาวอัฟกานิสถานคนหนึ่ง ทำผิดต่อเพื่อน ทรยศต่อความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิท เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิดนั้น ในท่ามกลางความผันผวนแปรเปลี่ยนของสังคมอัฟานิสถาน การสิ้นสุดของระบอบการปกครอง การลี้ภัย และเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนหน้าตาลิบัน เรื่องภายนอกเหล่านี้ส่งผลต่อการเติบโตและความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก เหตุการณ์ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ส่งผลต่อชีวิตของคนคนหนึ่งทั้งชีวิต เป็นหนังสือที่ติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ของ New York Times กว่าสองปีด้วยกัน และได้รับการสร้างเป็นหนังในปี 2007 ด้วย

 

About the Author : ผู้เขียนเป็นชาวอัฟกานิสถานที่ย้ายไปอยู่ในอเมริกา เขาเป็นทั้งแพทย์และนักเขียนนิยาย พำนักอยู่ในแคลิฟอร์เนีย หลังจากเขียน The Kite Runner และประสบความสำเร็จ เขาก็เลิกอาชีพแพทย์ หันมาเขียนนิยายเต็มตัว เขาเกิดที่กรุงคาบูล ในอัฟกานิสถาน แต่ครอบครัวย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส ก่อนมาขอลี้ภัยที่อเมริกา ต่อมาเขาจึงกลายเป็นพลเมืองอเมริกัน งานเขียนเล่มถัดๆ มาของเขาคือ A Thousand Splendid Suns และ And the Mountains Echoed เป็นหนังสือขายดีทั้งคู่

 

ต้นฉบับ : The Glass Castle / Jeannette Walls เขียน

 

ภาษาไทย : ปราสาทของพ่อ / ณวรา แปล

 

 

About the Book : เล่มนี้ไม่ใช่นิยาย แต่เป็นหนังสือบันทึกความทรงจำหรือ Memoir ที่ผู้เขียนเขียนถึงเรื่องของครอบครัวตัวเองในวัยเด็ก ที่ต้องเติบโตมาในครอบครัวคนจรหมอนหมิ่น ร่อนเร่ไปทั่ว พ่อติดเหล้า แม่ก็เลิกจากการเป็นครู พยายามเป็นศิลปิน เธอต้องขโมยอาหารกิน ต้องคุ้ยขยะ พ่อแม่ไม่สนใจลูกๆ เลี้ยงลูกแบบอิสระเสรี แต่แทบทั้งหมดเป็นการเล่าเรื่องด้วยความสุข แม้พ่อแม่จะไม่ดีในสายตาของสังคม แต่ก็ได้สอนสิ่งต่างๆ ให้ผู้เขียนและน้องมากมาย ทำให้เธอฝ่าฟันต่อสู้จนเติบโตในทุกๆ ด้าน ทั้งครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและช่วยเหลือกันและกันด้วยหนทางที่แปลกประหลาดเพื่อร่วมกันข้ามผ่าน Coming of Age ของแต่ละคน (และแต่ละวัย) ไปได้อย่างเหลือเชื่อ ซาบซึ้งและตื่นเต้น รวมทั้งทำให้เห็นภาพในซอกมุมหนึ่งของชีวิตคนอเมริกันที่คนส่วนใหญ่ยากจะนึกออก นี่เป็นหนังสือที่ติดอันดับขายดีของ New York Times นานถึง 261 สัปดาห์

 

About the Author : ชีวิตของผู้เขียนเป็นเหมือนหนังสือเล่มนี้ เธอเกิดที่แอริโซนา กับครอบครัวเร่ร่อนไร้บ้าน ต้องตระเวนไปทั่ว ย้ายที่อยู่ไม่รู้จักกี่แห่ง กว่าเธอจะมาเรียนจบไฮสคูลที่นิวยอร์กได้ตอนอายุ 17 ปี และฝ่าฟันจนได้ทำงานในบริษัทกฎหมายที่วอลสตรีท และเรียนจบเกียรตินิยม ในขณะที่พ่อแม่ของเธอก็หาที่อยู่แบบคนไร้บ้านได้ในนิวยอร์ก เธอเล่าเรื่องครอบครัวไว้ในหนังสือนี้จนกระทั่งพ่อของเธอเสียชีวิต

 

ต้นฉบับ : My Sweet Orange Tree / Jose Vasconcelos เขียน

 

ภาษาไทย : ต้นส้มแสนรัก  / มัทนี เกษกมล แปลเล่ม 1, สมบัติ เครือทอง แปลเล่ม 2

 

 

About the Books : หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ว่า ‘ต้นส้มแสนรัก’ (หรือที่มีชื่อเป็นภาษาโปรตุเกสว่า Meu Pé de Laranja Lima) ไม่ใช่หนังสือเล่มเดียว แต่เป็นหนังสือที่มีถึง 4 เล่มด้วยกัน (เรียกว่า Tetralogy) โดยทั้งสี่เล่ม เล่าเรื่องของเซเซ่ เด็กชายคนเดียวกัน ทว่ามีการตีพิมพ์สลับกันไปมา ไม่ได้เริ่มต้นด้วยวัยเด็กก่อน สำหรับภาษาไทย มีการแปลสองเล่ม คือช่วงที่เซเซ่อยู่ในวัยเด็ก กับช่วงที่อยู่ในวัยรุ่น ซึ่งทั้งสองวัย ต่างต้องพบเผชิญกับ Coming of Age แตกต่างกัน ต้นส้มแสนรักเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมบราซิล (บราซิลเป็นประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส) แค่ออกมาสองสามเดือน (ในปี 1968) ก็ขายไปได้หลายแสนเล่ม

 

About the Author : เขาเกิดที่ริโอ เดอจาเนโร ในบราซิล มาจากครอบครัวท่ียากจนมาก แม้ว่าเขาจะสามารถเข้าเรียนแพทย์ได้ แต่ตอนหลังเขาก็เลิกเรียนกลางคัน แล้วออกมาชกมวย รวมถึงเป็นนายแบบให้จิตรกรวาดภาพ ‘ต้นส้มแสนรัก’ คือนิยายที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขา เป็นเรื่องที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริงของเขาไม่น้อย คือเรื่องของเด็กในครอบครัวยากจนที่ต้องไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ เขาชอบฟุตบอล ชอบปีนต้นไม้ (จึงมีฉากปีนต้นไม้ใน ‘ต้นส้มแสนรัก ภาค 2’) เขาเริ่มเขียนนิยายครั้งแรกตอนอายุ 22 ปี

 

ต้นฉบับ : A Portrait of the Artist as a Young Man / James Joyce เขียน

 

ภาษาไทย : ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน / วิมล กุณราชา แปล

 

 

About the Book : นี่เป็นนิยายเล่มแรกของ เจมส์ จอยซ์ นักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคนหนึ่ง จริงๆ มันเป็นงานกึ่งอัตชีวประวัติ เจมส์ จอยซ์ เขียนไว้ร่างแรกแล้ว แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนรับพิมพ์ เพราะว่าอ่านยากเกินไป เขาเลยหันไปเขียนอย่างอื่นก่อน จากนั้นก็กลับมาทำให้มัน ‘ยาก’ ยิ่งขึ้นไปอีก ที่น่าตื่นใจก็คือ หนังสือเล่มนี้มีเทคนิคการเขียนที่เป็นต้นเค้าให้กับงานยิ่งใหญ่อย่าง Ulysses และ Finnegans Wake อย่างเช่น เขาใช้ภาษาที่มีระดับแตกต่างกันไปตามวัยของตัวละครในเล่ม (ถึงได้เป็น Coming of Age Novel) โดยที่ Modern Library เคยจัดอันดับหนังสือที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 เอาไว้ 100 เล่ม เล่มนี้อยู่ในอันดับที่ 3 (อันดับหนึ่งคือ Ulysses ส่วนอันดับสองคือ The Great Gatsby)

 

About the Author : เจมส์ จอยซ์ เป็นนักเขียนไอริชที่ได้รับคำยกย่องว่าเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคนหนึ่ง งานของเขาได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 100 หนังสือนิยายที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 (โดย Modern Library) ถึง 3 เล่มด้วยกัน งานของเขาส่งอิทธิพลต่อนักเขียนรุ่นใหม่มหาศาลราวกับคลื่นในทะเล

Author