อุทิศ เหมะมูล เรื่อง

 

 

 

บางทีชีวิตคนคนหนึ่งก็ยุ่งอยู่กับการหาหนทางกลับบ้าน

คุณนั่งอยู่ตรงนี้ บนฝั่งแม่น้ำ – ไหลหลากรุนแรงเป็นสีแดงน้ำตาล – ลงมาจากป่าเขา ชะหน้าดิน ต้นไม้แห้ง สังกะสี วงกบหน้าต่าง และใบพัดของพัดลม ไหลหลากลงมา คุณเหมือนอยู่ในสายน้ำ ไม่เคยหยุดนิ่ง เคลื่อนไปในที่ที่เคลื่อนไป ผืนแผ่นดินนิ่ง มั่นคงไม่เคลื่อนไหล แต่แผ่นดินไม่เคยใช่ของคุณ ไม่สามารถเป็นเจ้าของ คุณจึงเคลื่อนไปกับสายน้ำ เช่นที่ชีวิตเป็นไป

คุณเคยมีบ้านและผืนดิน ที่ที่คุณรู้สึกวางใจ ไม่ว่าจะทำอะไรผิด พลั้งพลาด คุณจะกลับที่พักอาศัย ที่ซุกหัวนอน พร้อมความอุ่นใจว่านี่ที่ของคุณ เต็มความรู้สึกเป็นเจ้าของ เรียกภาวะนี้ว่า ‘บ้าน’ จนวันหนึ่งการที่คุณได้อยู่ในบ้าน มีข้อเรียกร้อง การแลกเปลี่ยน และทวงบุญคุณ ถ้าคุณไม่ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ แสดงว่าไม่รัก ถ้าไม่ได้อย่างที่เขาวางเป้าหมายอนาคตไว้ให้แล้ว คุณไม่มีสำนึก เหมือนเขามีวิธีเดียวให้คุณแสดงออกว่ารัก – วิธีตามแบบของเขา – ผิดจากนี้ไม่ใช่

และเมื่อเขาจะเอาอนาคต ความสงสัยใคร่รู้ ชีวิตของคุณ ไปใส่ไว้ในเป้าหมายของเขา แลกกับการมีที่หลับที่นอน แลกกับการมี ‘บ้าน’ ให้กลับ นับแต่ชั่วขณะนั้น คุณตระหนักว่าบ้านไม่ใช่ที่นี่ ถ้าหากความหมายคือสิ่งที่มอบความปลดปลง อุ่นใจ คือความรัก การให้อภัย และการรินเติมกำลังใจดังน้ำสะอาดที่คุณตื่นขึ้นกลางดึกแล้วยกแก้วดื่มแล้วหลับลงอีกครั้ง การที่ใครคนหนึ่งแสดงตัวเป็นเจ้าของ และนำมาอ้างใช้เป็นเงื่อนไข – กับคุณ – ว่า “ถ้าไม่ทำตามที่เขาขีดเขียนชีวิตไว้ให้ ก็ออกจากบ้านไปซะ”

เขาคงเสียใจที่พูดเช่นนี้ เขาคงหวาดกลัวอยู่ด้วยกระมัง หวังรั้งคุณไว้ด้วยไม้ตายสุดท้าย ความกลัว แน่นอนคุณกลัว ทำไมจะไม่ล่ะ? และคุณก็เสียใจมากด้วยที่เขาพูดเช่นนี้ แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านในความหมายของคุณอีกต่อไป เมื่อเขาแสดงความเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ไม่อนุญาตแม้จะให้คุณมีส่วนร่วมในฐานะส่วนหนึ่งของครอบครัว

นั่นพ่อคุณพูด และคุณเดินออกจากบ้านไป

ไปหาบ้านใหม่ ตั้งแต่เดินออกไปตอนอายุ 15 ปี จนอายุสี่สิบกว่า – คุณนั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ – ยังคงค้นหาวิธีกลับบ้าน

 

คุณเคยนั่งรถผ่าน – บ้านที่คุณคลานสี่ขา ก่อนจะเดินสองขาได้ – หลายครั้ง ตลอด 30 ปี นั่งรถบขส. ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ นั่งรถส่วนตัวจากกรุงเทพฯ กลับไปสถาบันเก่าเพื่อไปแจกลายเซ็นหนังสือของคุณ พาแฟนมาเที่ยวตลาดเก่าที่บ้านเกิด ชักชวนเพื่อนๆ มาเคาะขวดดีดกีตาร์ร้องเพลงในวนอุทยาน ขับรถพาภรรยามารีทรีตที่รีสอร์ทแอนด์สปาในวันหยุดยาว พาคนแอบรักขับรถเดินทางย้อนวัยห่ามระห่ำมาแอบหวานชื่นกันในเรือนพักใกล้แม่น้ำ – คุณแค่เคลื่อนผ่าน บ้านหลังนั้นค่อยๆ รกร้างและผุพัง ทุกครั้งที่ผ่าน ใจร่วงตกไปที่ตาตุ่ม เหมือนเจอผี มีอยู่แต่ล่องหนตรงตำแหน่งนั้น ตำแหน่งที่เคยเป็นบ้าน ‘ผมทอดทิ้งคุณ เพราะคุณทอดทิ้งผมก่อน’ อยู่กับความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ไม่เป็นที่ต้องการ คุณจึงทอดทิ้งมันเสีย แต่ไม่มีอะไรทอดทิ้งอะไร วังเวงเหว่ว้าและหลอกหลอน ตอนนี้แม้ไม่ต้องนั่งรถผ่านบ้าน แต่บ้านก็อยู่ในทุกๆ ที่ ผุพังเป็นบาดแผล กับความพยายามอย่างดื้อรั้นที่คุณพยายามจะสร้างบ้านขึ้นใหม่ อีกครั้งและอีกครั้ง ล้มเหลวและสร้างขึ้นใหม่

 

เห็นบ้านในคนที่คุณรักและผูกพัน ในตัวคู่ชีวิต ร่วมกันสร้างความมั่นคงทางใจจนเป็นรูปที่อยู่อาศัยขึ้นมา เป็นบ้านที่คุณมีจริงๆ ในรูปห้องขนาด 50 ตารางเมตรในคอนโด บ้านของคำสัญญาและความซื่อสัตย์ ความมั่นคงและนิรันดร์ที่เราจะหลับเคียงข้างกัน วางใจในกันและกัน และห้องซึ่งคุณออกเงินเพียงส่วนหนึ่ง เพียงเล็กน้อย แต่เป็นทั้งหมดเท่าที่คุณมี ที่เหลือครอบครัวคู่ชีวิตของคุณอุ้มไว้ มีชื่อคุณกับคนรักเป็นเจ้าของร่วม

คุณรักและหวงชื่อคุณที่พิมพ์ลงในใบโฉนดเหลือเกิน รักและหวงยิ่งกว่าชื่อคุณบนปกหนังสือที่คุณเขียนเสียอีก ความหลอกหลอนนั้นดำเนินไป ตามทิศทางหลากไหลของคุณ รูโหว่ของคุณที่จะทำคนที่รักคุณให้มีรูโหว่ ตลอดเวลาหลายปี คุณไม่ได้รู้สึกว่านี่คือที่ที่เป็นบ้านคุณ มันเฉือนคุณ ค่อยๆ บั่นคุณออก และบางครั้งเธอก็ทอนคุณออก พฤติการณ์เช่นนั้นสิบกว่าปี จนวันหนึ่งก็มีรอยปริแยกบนผนังเขื่อน และพบจุดจบ

คุณหนีออกไปอีกครั้ง ยังคงหาวิธีกลับบ้าน

 

บ้านคืออะไร? บ้านก็คือบ้าน ที่ที่ปกป้องคุ้มภัย ที่ที่มีคนรักรออยู่ ผลักดันความหวงแหนให้คุณต่อสู้อย่างเต็มปรารถนาเพื่อมัน ก็อาจใช่ทั้งหมดนั่นแหละ และบ้านคือที่ที่คุณปลดห่วงคลายกังวลด้วย ที่ที่ไม่ปฏิบัติต่อคุณด้วยเอ็ดอึงของความคาดหวัง ให้คุณนอนบนตักและปลอบ เผชิญกับภาวะผิดหวัง ท้าทาย กระทั่งความสำเร็จด้วยความเงียบงัน พยุงคุณลุกด้วยแขนล่องหนของใส่ใจและเรียนรู้ให้คุณเดิน อยู่เบื้องหลังความปรารถนาที่คุคั่งรุนแรง และความสันติสุข โล่ง สะอาด ให้คุณครอบครองความสำเร็จและชัยชนะด้วยเจตจำนงของตัวคุณเองเพียงผู้เดียว ไม่เคยสักครั้งที่อ้างและเรียกร้อง จนว่าเงียบงันจะกังวานก้อง จนสุกและหยดในใจ หวานล้ำในลึก ในชั่วขณะที่เข้าถึงได้ จู่ๆ ก็ง่ายดายไม่ซับซ้อนเสียอย่างนั้น – ว่าเจตจำนงของคุณคือเสียงเห่กล่อมเบาๆ มากับพลิ้วลม เสียงนกนอกระเบียง แทรกแซมผ่านโพรงและรูพรุนผนัง – ของบ้าน

 

บ้านเป็นทั้งความทรงจำ ปัจจุบัน และอนาคต ยุ่งเหยิงและพันเกี่ยวกันอยู่ในนั้น ไร้เหตุผลพอๆ กับตรรกะและโครงสร้างที่มันก่อขึ้นด้วยแบบแผนของตัวมันเอง จนกว่าจะเผชิญหน้ากับพิมพ์เขียว อ่านมัน กระโจนลงไปสางปมยุ่งเหยิง และบางครั้งคุณก็พัวพันอยู่ในมันเสียเอง – คุณยืนอยู่ในปัจจุบัน และพบว่าความทรงจำค่อยๆ ถูกลบ ทำให้หายไป เปลี่ยนรูปทรง โครงสร้าง รื้อ ถอน ทุบ ทำลาย เพื่อสร้างระบบระเบียบอันใหม่ เขาดินหายไป สนามม้าหายไป อนุสาวรีย์ถูกรื้อ และเปลี่ยนหมุดใหม่แทนหมุดเก่า สะอื้นเงียบๆ ไม่อาจเปล่งเสียง แม้แต่เสียงฮึดฮัดอึดอัดก็ไม่ได้ คุณไม่ได้ผูกพันกับพื้นที่ในความทรงจำเหล่านั้นสักเท่าไรหรอก แต่คุณตระหนักขึ้นมา ณ กาลปัจจุบันว่า นี่ไม่ใช่ที่ของคุณ ไม่เคยเป็นที่ของคุณมาตั้งนานแล้ว และคุณจะยังไม่อาจหาพบ ที่ที่เรียกว่าบ้าน

จะยังคงหาหนทางกลับบ้าน ตลอดครึ่งทางชีวิตยังคงค้นหาวิธีกลับบ้าน

 

พอเริ่มแก่ตัวคุณพบว่า ‘พื้นที่’ ของบ้านมีขนาดเท่าเตียงนอนก็พอเพียง ผ่านความต้องการ ความทะเยอทะยานอยากได้จนค่อยๆ ปลดออกหมด ขนาดเท่าโลงศพ ที่มีพื้นที่ให้คุณทิ้งร่างนอนหลับไปเงียบๆ ในชีวิต ในประวัติศาสตร์ ในความต้องการของคนอื่นในโลกธุรกิจ ทุน อำนาจ และความอยุติธรรมซึ่งเบียดเบียน ทำโฆษณาชวนเชื่อ ตอบแทนสังคม จิตอาสา – เบียดเบียน เสียงดัง ทำวางโตโอ่อ่าว่าทำความดี – เพื่อให้คุณพอใจในตัวเอง เท่าที่คุณมี กับพื้นที่เท่าโลงศพของคุณ “ชีวิตคนเรา ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้อยู่แล้ว จริงมั้ย” เขาสักคนพูด พวกเขาช่วยกันพูด เตรียมคุณให้ตายก่อนตาย

คุณค้นหาหนทางและวิธี แต่ไม่มีบ้านให้กลับ

 

โอ่โถงและห้องหับน้อยๆ เตียงนอนน้อยๆ ที่ซึ่งอ่อนหวาน สันติสุข และชื่นฉ่ำ หัวใจของคุณเองคือครรภ์ของบ้าน ขีดเขียนมันออกมา ทำคลอดจนเป็นพิมพ์เขียว เรื่องแล้วเรื่องเล่า เล่มแล้วเล่มเล่า ในเรื่องแต่งของคุณ ในเรื่องเล่าของคุณ บ้านในฝันที่คุณอยากครอบครอง อยากได้เป็นเจ้าของ คุณค้นพบว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์แสนพิสดาร รูปเล่มเท่าฝ่ามือ แบบบางเท่าแผ่นกระดาษเรียงตัวเป็นชั้นๆ โปรยปรายด้วยถ้อยคำ เหมือนถมทรายลงไปในแม่น้ำ ถมจนเป็นพื้นที่ – เป็นสถาน – แล้วบ้านก็ปรากฏ ตั้งเด่นอยู่บนสถานแห่งนั้น มหัศจรรย์และสุดแสนพิสดารแบบนั้นเลย

หนทางและวิธีที่คุณทำ ยืนยันมาตลอดหลายสิบปี เมื่อคุณเริ่มเขียนเรื่องราวใหม่ๆ เผชิญหน้ากับหลากไหลด้วยจิตใจนิ่งสงบ ทุกข์ภาวะด้วยยินดี ทั้งถูกคาดหวังแต่ก็ได้รับการปกป้อง อ่อนหวานพอจะให้คุณเกรี้ยวกราดใส่ และในอึงอลร้อนเร่าก็ปัดเป่าคุณด้วยสงบเงียบเย็นสบาย บ้านที่คุณจะกลับไปได้อยู่ที่นี่ ไม่ใช่ที่นั่น ไม่เคยเป็นที่ไหนเลย นั่นคือชั่วขณะที่คุณพบบ้าน

ดังนั้นคุณจะอยู่ตรงไหนก็ได้ แปลกตา ต่างถิ่น หลากฤดูกาล เมื่อมีบ้านอยู่กับตัว คุณก็กลับบ้านได้

 

จินตนาการใคร่ครวญผ่านเพลง Last Train Home จากอัลบั้ม Still Life (Talking) วางจำหน่ายปี 1987 ของวง Pat Metheny Group วง Jazz Fusion หลักไมล์สำคัญในยุค 1980 นับเป็นเพลงติดอยู่ในความทรงจำของผู้เขียนมาตลอด 20 ปี ผู้เขียนพยายามจะล่องไปในจังหวะอันรื่นรมย์ ผ่านภูมิทัศน์ของการเดินทางกลับบ้าน ระหว่างเดินทางไปกับเสียงดนตรีก็พยายามนิยามและค้นหาความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ไปตลอดเส้นทาง (ตลอดนาทีของการฟังเพลง และในตลอด 20 ปีที่ผู้เขียนเปิดฟังเป็นระยะ) ความหวนไห้ ครุ่นคำนึง จากความทรงจำและสิ่งที่จะเป็นไปในกาลข้างหน้า เส้นทางกลับบ้านเป็นเส้นทางเก่าที่คุ้นเคยในความรู้สึกของทุกคน ทว่ามันก็ใหม่ คาดเดาไม่ได้จากมุมมอง วัย และชีวิตที่พบผ่านอะไรมากพอสมควร ทางกลับบ้านจึงเหมือนเส้นทางคุ้นตาแต่ชวนฉงนใจ อีกทั้ง ‘กลับบ้าน’ ยังให้ความหมายว่าสิ้นสุดการเดินทาง สุดทางชีวิตคนคนหนึ่งแล้ว ยุติแล้ว ฟังว้าเหว่เดียวดายดี แต่ก็ยอมรับภาวะนี้อย่างเข้าใจ คล้ายสำนวนไทยว่า กลับบ้านเก่า

Author

Uthis Haemamool

อุทิศ เหมะมูล - นักเขียน เจ้าของผลงานนวนิยายหลายเล่ม เช่น ลับแล, แก่งคอย ลักษณ์อาลัย และ จุติ