ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

– 1 –

 

ในช่วงการเมืองรุ่มร้อนอย่างช่วงเลือกตั้ง โลกก็หมุนให้รุ่นพี่ — เพื่อนร่วมอุดมการณ์คนหนึ่งวนมาเจอกับฉันอีกครั้ง

‘พี่เท่’ เป็น Activist สาววัย 30 ที่ฉันบังเอิญได้รู้จักผ่านการทำงานเรื่องเพศเมื่อสามปีก่อน เธอคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงนักกิจกรรม ทั้งการศึกษาเพศวิถี การรณรงค์และให้ความรู้เรื่องการยุติการตั้งครรภ์ และ ‘เซ็กซ์ทอย’ ปัจจุบันนอกจากบทบาทเดิม พี่เท่ยังแบ่งเรี่ยวแรงมาทำงานเกี่ยวกับ ‘Well Being’ หรือคุณภาพชีวิตของนักกิจกรรมผู้หญิงในประเทศไทยด้วย

ย้อนเวลาไปตอนเราเจอกันครั้งแรก ขณะที่ฉันและพี่เท่กำลังคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน ฉันซึ่งอยู่ในวัยเยาว์และเขลาได้เล่าให้พี่เท่ฟังว่า ฉันและแก๊งเพื่อนชอบพูดคำศัพท์ต่างๆ ด้วยจริต ‘ตุ๊ด’ กันจนติดปาก ณ ขณะนั้นพี่เท่ตั้งคำถามกลับมา

“จริตตุ๊ด หรือความเป็นตุ๊ดที่ว่าคืออะไร”

แน่นอน ฉันตอบคำถามได้ แต่กลับรู้สึกว่าสิ่งที่ตอบนั้นช่างไม่ถูกต้องเสียเลย หากมองผ่านแว่นตาของผู้ที่ใส่ใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ

‘ตลก เฮฮา จิกกัด’ แบบนั้นหรือ คิดให้ดี ‘ตุ๊ด’ มีลักษณะเฉพาะเสียที่ไหน

“เอาเข้าจริงแล้วความเป็นหญิง ชาย ตุ๊ด มันแทบแบ่งไม่ได้เลย” พี่เท่ชวนคิด

คำพูดนี้ติดอยู่ในใจฉันตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากเราจะจำกัดลักษณะให้แต่ละเพศจริง ทัศนคติของฉันคงเรียกได้ว่า ขาดความใส่ใจไปเสียหน่อย บทสนทนาเล็กๆ ระหว่างเราครั้งนั้นจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฉันคอยระมัดระวังคำพูด และคอยตรวจเช็คกรอบความคิดเรื่องเพศของตัวเองเสมอมา

อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ก็เจ๋งดีไม่น้อยใช่ไหมที่คนๆ หนึ่งจะใส่ใจและละเอียดอ่อนกับเรื่องเพศแบบนี้

หลายปีผ่านไป เพียงแค่ได้คุยกับพี่เท่อีกครั้ง เหตุการณ์นี้ก็เป็นสิ่งที่ฉันนึกถึงเป็นเรื่องแรกๆ พร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ถามไถ่ความเป็นไปของ ‘เซ็กซ์ทอย’ ประเด็นพี่เท่ผลักดันมาตั้งหลายปี

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ฉันขอเล่าจุดเริ่มต้นของการที่พี่เท่กลายมาเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันเซ็กซ์ทอยให้ถูกกฎหมายเสียหน่อยแล้วกัน

 

– 2 –

 

จากคำบอกเล่าของพี่เท่ ตอนยังเป็นวัยรุ่นพี่เท่เคยซื้อเซ็กซ์ทอยจากตลาดมืด แห่งหนึ่งในกรุงเทพ

“คนขายชอบพูดว่าเป็นซิลิโคนอย่างดี อย่างนั้นอย่างนี้ พี่ก็เชื่อ แล้วก็แพ้จนเกิดผื่น…”

“ไม่ใช่ผื่นข้างนอกนะ ผื่นข้างในช่องคลอดเลย” เธอย้ำ

พี่เท่เล่าว่าเมื่อพบความผิดปกติกับร่างกาย จึงไปหาคุณหมอ แล้วสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนก็เกิดขึ้น

“พี่ก็เป็นของพี่แบบเนี้ย พูดตรงๆ กับหมอว่า ซื้อของเล่นมาใช้แล้วเป็นผื่นค่ะ พอได้ฟัง หมอดูอึดอัดไปเลย แต่ไม่ได้ต่อว่าอะไร”

อันตรายต่อร่างกายในครั้งนี้ทำให้พี่เท่เห็นปัญหาของการที่เซ็กซ์ทอยถูกขายอย่างไม่ปลอดภัย รวมถึงได้เห็นทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อเซ็กซ์ทอยชัดขึ้น จนเธอตัดสินใจศึกษาเรื่องเซ็กซ์ทอยอย่างจริงจังและคอยผลักดันให้มันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ฉันยังไม่ลืม แม้จะผ่านมานาน พี่เท่เคยอธิบายความจำเป็นของเซ็กซ์ทอยไว้ว่า “เราชอบเซ็กซ์ทอยเหมือนชอบเครื่องซักผ้า เพราะมันทำให้สิ่งที่เราต้องทำอยู่แล้ว เป็นไปได้สะดวกขึ้น”

ปัจจุบัน นิยามของเซ็กซ์ทอยที่พี่เท่ค้นพบกลับขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ “สำหรับพี่ตอนนี้ มันไปไกลกว่าการเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก เพราะพี่เห็นว่ามันมีคนที่ไม่สามารถถึงจุดสุดยอดได้ถ้าไม่ใช้เซ็กซ์ทอย หรือถึงยากมาก ยากเกินไปจนไม่มีอยากมีเซ็กซ์ เซ็กซ์ทอยจึงกลายเป็นของจำเป็น”

ตัวอย่างก็ไม่ใกล้ไม่ไกล งานด้านคุณภาพชีวิตของนักกิจกรรมหญิงที่พี่เท่ทำอยู่ทำให้เธอพบว่า นักกิจกรรมไม่ค่อยมีความสุขทางเพศ แม้กระทั่งนักกิจกรรมเรื่องเพศเอง เหตุเพราะงานที่เคร่งเครียด หลายคนจึงไม่ถึงออกัสซั่ม หรือไม่มีเซ็กซ์ไปเลย และเมื่อไม่มีออกัสซั่ม ก็ไม่มีสารความสุขอะไรหลั่งเพื่อชีวิตชีวาทั้งสิ้น

“แล้วถ้ามีคนบอกว่าไปทำอย่างอื่นก็ได้ ไม่เห็นต้องช่วยตัวเองเลย แค่ไม่เสร็จ มันจะอะไรนักหนาล่ะพี่” (แน่นอนว่าคนที่ว่าไม่ใช่ฉัน)

“ตอนไปมีอะไรกับใคร คุณอาจจะไม่ได้โชคดีพลุแตก เจอคนที่เข้าใจสรีระของคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่มีเซ็กซ์ มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ อย่างนั้น แล้วถ้าคุณไม่รู้จัก Orgasm หลังมีเซ็กซ์ คุณก็จะไม่เก็ทว่ามันสนุก หรือมีความสุขตรงไหน แล้วความสุขหนึ่งในชีวิตมันก็เลยไม่ได้ถูกเติมเต็มไปด้วย ในขณะที่ถ้าเรารู้จักร่างกายตัวเอง เราช่วยตัวเองเป็น รู้ว่าทำแบบนี้แล้วรู้สึกดี คุณไปมีเซ็กซ์ไปมีแฟนก็จะสื่อสารกับคู่ของคุณได้ ชีวิตคู่คุณก็แฮปปี้ขึ้นใช่ไหม?”

ฉันพยักหน้ารัว

“สุขภาพจิตแย่ คุณภาพชีวิตแย่ การที่คุณไม่เสร็จ มันเกี่ยวของไปถึงชีวิตด้านอื่นๆ เพราะฉะนั้นสำหรับพี่เซ็กซ์ทอยมันจึงเป็นคุณภาพชีวิตอย่างหนึ่ง”

 

– 3 –

 

“สามปีนิยามยังเปลี่ยนขนาดนี้ แล้วความคืบหน้าของเซ็กซ์ทอยในไทยล่ะพี่ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง” ฉันถาม

“อืม…แต่ก่อนมันไม่มีคนพูดถึงเซ็กซ์ทอยในที่สาธารณะเลย แต่ดูตอนนี้สิ มันถูกเสนอเป็นนโยบายทางการเมือง ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนในระดับที่เยอะมากแล้วนะ แต่ที่ยังไม่เปลี่ยนเท่าไหร่ ก็คือทัศนคติของคนนี่แหละ”

พี่เท่เล่าว่า ไม่นานนี้เธอได้ไปให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง คลิปวิดีโอของรายการนี้ถูกแชร์ออกไป และเผยแพร่ผ่านมือแล้วมือเล่า จนไปถึงกรุ๊ปไลน์ที่แม่พี่เท่เป็นสมาชิกอยู่ “เขาด่าสาดเสียเทเสีย โดยที่ไม่รู้ว่าพี่เป็นลูกแม่” พี่เท่เล่าไปหัวเราะไปอย่างไม่ยี่หระนัก

สำหรับพี่เท่เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า คนบางกลุ่มยังมองเซ็กซ์ทอยเป็นเรื่องผิดบาป “หลายคนจะตีตราว่ามันเป็นของใช้สำหรับคนบ้ากาม ไม่มีผัว ไม่มีเมีย ไม่มีใครเอา ผู้ชายที่ใช้ก็ถูกมองว่าไอ้นี่เนิร์ด ติดเอวี หมกมุ่น ผู้หญิงก็ด้วย แต่มันต่างกันตรงที่ว่า ในสังคมนี้เพศที่ถูกอนุญาตให้หมกมุ่นทางเพศได้มากกว่าคือเพศชายไง”

หากไม่นับทัศนคติและเพศวิถีของคนในสังคม บรรยากาศการเมืองครั้งนี้ฉันเองได้เห็นนโยบายเรื่องเพศไม่น้อย เช่น นโยบายกฎหมายแต่งงานไม่จำกัดเพศ นโยบายสุขภาวะของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ และ นโยบายเซ็กซ์ทอยถูกกฎหมายของพรรคไทรักธรรม ฉันจึงอดไม่ได้ที่จะถามพี่เท่ถึงความเป็นไปได้ของการที่เซ็กซ์ทอยจะกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายจริงๆ เสียที

“ในระยะปีนี้พี่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น เพราะเรามีปัญหาที่ทุกคนมองว่ามันใหญ่กว่าอยู่ นอกจากนั้นการที่มันไม่ค่อยถูกผลักดัน ก็เป็นปัญหาเชิงระบบการเมืองบ้านเราด้วย ในสภาไม่ได้มีคนที่เจอหรือมองเห็นปัญหาเรื่องนี้จริงๆ เข้าไปทำงาน” พี่เท่ว่า

ฉันเองก็คิดไม่ต่างจากพี่เท่เท่าไหร่ แน่นอน การเมืองครั้งนี้เรายังพอได้ยินเสียงของประเด็นเรื่องเพศอยู่บ้าง แต่สุดท้ายเซ็กซ์ทอยก็เป็นอีกปัญหาที่ตีกลับไปหาความเข้าใจและให้ความสำคัญกับเรื่องเพศ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราต้องใช้เวลานานอีกเท่าไหร่ เพื่อทำความเข้าใจหรือถือเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหา

เท่าที่รู้ ในสามปีของฉันและพี่เท่ เซ็กซ์ทอยยังเป็นเรื่องลามกสำหรับบางคน

เปลี่ยนไปเป็นนโยบายของพรรคการเมืองบางกลุ่ม

แต่ก็เป็นคุณภาพชีวิตสำหรับหลายคนเสมอมา

Author

Suphawan Kongsuwan

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ - จบจากรั้ววารสารฯ ธรรมศาสตร์ รักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สนใจประเด็นเรื่องเพศ และเชื่อในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนอย่างเท่าเทียม