ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เรื่อง

 

อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (ตำแหน่งทางการ รศ.ดร.) เป็นนักประวัติศาสตร์ก้าวหน้า ทั้งในทางปฏิบัติและทฤษฎี เขาเรียนจนสำเร็จปริญญาขั้นสูงสุด ทั้งในสถาบันในประเทศและต่างประเทศ แต่ที่ทำให้เขาโดดเด่นและคงความเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ก้าวหน้า คือการที่เขาได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวและต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และการเมืองที่มีจุดหมายหลักคือการที่ประชาชนคนสามัญจะได้เป็นเจ้าของอำนาจรัฐและการเมืองอย่างแท้จริง สุธาชัยเป็นนักประวัติศาสตร์น้อยคนที่ยืนหยัดอยู่แถวหน้าร่วมกับประชาชนและองค์กรการเมืองในการผลักดันถากถางทางเพื่อให้มันเป็นถนนที่คนรุ่นต่อไปก้าวเดินได้อย่างสง่างาม

สุธาชัยใช้วิชาประวัติศาสตร์ในการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่สิ่งที่เป็นความจริงที่อยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ครอบงำสังคมอยู่ เขาเป็นนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ผู้เริ่มเปิดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ โดยให้ความสำคัญอันเป็นหมุดหมายต่อพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของระบบการเมืองไทยหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั่นคือยุคหลังรัฐประหาร 2490 อันนำไปสู่การยุติฐานะและบทบาทนำทางความคิดและการเมืองของคณะราษฎรสายก้าวหน้าฝ่ายปรีดี พนมยงค์ และคณะเสรีไทย จากนั้นนำไปสู่การก่อรูปของพลังคณะเจ้าและอนุรักษนิยม โดยมีกองทัพบกเป็นกำลังหลัก มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นองค์กรในรูปแบบประชาธิปไตยเป็นกำลังรอง สถาปนาอุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดำเนินการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยและครึ่งใบมาโดยตลอด

สุธาชัยยืนหยัดปกป้องและให้การศึกษาถึงเนื้อหาที่แท้จริงของการปฏิวัติประชาธิปไตยที่เริ่มต้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร เขาได้อธิบายความหมายของประชาธิปไตยว่ามี 2 ลักษณะ คือหลักแห่งอธิปไตย และหลักสิทธิเสรีภาพ ทั้งสองลักษณะมีการเผยแพร่และขยายความต่อมาในสังคมไทย โดยผ่านกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน เขาศึกษาจากจุดยืนของประชาชนคนส่วนข้างมาก มองเห็นลักษณะของความหมายของประชาธิปไตยแตกต่างไปจากนักวิชาการกระแสหลัก ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการ “ลอกเลียนแบบตะวันตก” หรือ “ชิงสุกก่อนห่าม” หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงไม่มีความพร้อม ฯลฯ

ตรงกันข้าม สุธาชัยมองเห็นผลพวงด้านบวกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 “เพราะเห็นว่าการคลี่คลายของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทยที่ผ่านมา 75 ปีนั้น เป็นกระบวนการพัฒนาทางการเมืองเช่นกัน” เช่น ประชาชนได้มีการต่อสู้เรียกร้อง อันนำมาซึ่งการได้สิทธิประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้น เป็นเจ้าของสิทธิเสรีภาพมากขึ้นเป็นลำดับ แสดงออกถึงสำนึกแห่งความเท่าเทียมกันระหว่างมนุษย์ขึ้น มีสถาบันการจัดตั้งทางการเมืองซับซ้อนขึ้น เมื่อเทียบกับในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จะเห็นผู้กระทำการมีศักยภาพหลากหลายมากขึ้น

จึงไม่แปลกใจที่สุธาชัยไม่เคยท้อถอยและสิ้นหวังต่อการเคลื่อนไหวและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของประชาชน แม้ในยามที่ความมืดสลัวแผ่ปกคลุมไปทั่ว

…..

“ในความมืดสลัวนั้น เบื้องหน้าข้าพเจ้าปรากฏผืนดินชายทะเลที่มีไร่แตงโมขึ้นเขียวขจี ท้องฟ้าสีครามแก่ ข้างบนมีจันทร์เพ็ญสีทองดวงหนึ่งลอยเด่นอยู่ ข้าพเจ้าคิดอยู่ในใจว่า ความหวังที่แท้จริงหาได้เป็นสิ่งที่ “มี” และก็หาได้เป็นสิ่งที่ “ไม่มี” ไม่ มันก็เป็นดุจดั่งทางบนพื้นแผ่นดิน บนผืนดินนี้แต่ก่อนก็ไม่มีทาง เมื่อมีคนเดินกันมากขึ้น ก็กลายเป็นทางขึ้นมาเอง” (หลู่ซิ่น 2464)

…..

“เป้าหมายอะไรในโลกนี้อาจจะมีได้เพียงอันเดียว แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีแต่ทางเดียวเท่านั้นที่จะไปถึงได้ … ดังนั้นผู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างสง่า ก็ควรจะเป็นผู้ที่มีความอาจหาญ เหยียบย่ำทางของตนเองออกมา ผู้ที่จะชนะนั้นก็ย่อมจะเป็นผู้ที่มีความมั่นใจว่า ในโลกนี้ไม่มีเส้นทางที่จะเดินได้เพียงเส้นทางเดียว” (บรรจง บรรเจอดศิลป์ 2538)

…..

คารวะในจิตใจที่ปฏิวัติ

 

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

30 กันยายน 2560

Author

Thanet Aphornsuvan

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ - ศาสตราจารย์แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้สนใจศึกษาเรื่องสังคมการเมืองสหรัฐอเมริกามาตลอดชีวิตวิชาการ โดยเฉพาะเรื่องระบบทาส