นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง

 

คำหยาบเป็นเรื่องไม่ดี ความข้อนี้เป็นที่เข้าใจได้และยอมรับโดยทั่วไป แต่หลายคนไม่สามารถหยุดยั้งคำหยาบได้ มองในแง่ดีเราจะไม่พูดว่าเขานิสัยไม่ดี เราอาจจะบอกว่าทักษะการสื่อสารของเขาไม่ดีพอ หรือไม่ก็เขาอาจจะมีความจำเป็นต้องใช้คำนั้น

การศึกษาศตวรรษที่ 21 ไม่ย่ำอยู่กับที่เรื่องคำหยาบ เรื่องคำหยาบเรามีหลายประเด็นที่อยากอธิบาย แต่เรื่องจะง่ายและตรงประเด็นมากกว่าถ้าเราจะก้าวข้ามคำหยาบไปที่เรื่องทักษะการสื่อสารที่ดีอันเป็นหนึ่งในทักษะศตวรรษที่ 21 ว่าควรเป็นอย่างไร

ท่านที่สนใจเปิดหนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21 ของ James BellancaและRon Brandt แปลโดย วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรืองและอธิป จิตตฤกษ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์ Bookscape บทที่ 11 นวัตกรรมจากเทคโนโลยี เขียนโดย Cherryl Lemke

 

 

เพราะเรามิได้พูดเรื่องทักษะการสื่อสารในศตวรรษที่ 18 เราจึงจำเป็นต้องพูดเรื่องเทคโนโลยีด้วย และเพราะเรามิได้พูดเรื่องการสื่อสารทั่วไป แต่เราพูดเรื่องระบบการศึกษาที่มุ่งพัฒนาทักษะการสื่อสารแก่นักเรียนนักศึกษาสมัยใหม่ เราจึงยิ่งต้องผนวกเอาเทคโนโลยีเข้ามาด้วย นั่นคือมัลติมีเดีย

ปัจจุบันมีเครื่องมือสมัยใหม่มากมายที่คนหนึ่งคนสามารถสื่อสารกับผู้อื่นด้วยมัลติมีเดีย ซึ่งหลักๆ ประกอบด้วยภาพ เสียง และตัวอักษร คำถามคือโรงเรียนและมหาวิทยาลัยปัจจุบันให้เวลากับเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าเราสามารถพัฒนาเรื่องนี้ไป ‘พร้อมๆ กับ’ การให้เนื้อหาของหลักสูตรได้อยู่แล้ว

เราไม่ติดกับที่คำหยาบ เราข้ามไปพัฒนาการสื่อสารที่ดีกว่าคำหยาบ หลักการที่สำคัญได้แก่

1. หลักของมัลติมีเดีย ใช้คำและภาพรวมกันจะได้ผลดีกว่าใช้คำแต่เพียงอย่างเดียว

2. หลักของพื้นที่ต่อเนื่อง ใช้คำและภาพบนพื้นที่เดียวกันจะได้ผลมากกว่าการแยกพื้นที่ออกไปจากกัน

3. หลักของเวลาต่อเนื่อง ใช้คำและภาพในเวลาเดียวกันจะได้ผลมากกว่าการทำทีละอย่าง

4. หลักของการแยกความสนใจ ให้ตัดคำและภาพที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจะได้ผลมากกว่า

5. หลักของรูปแบบ เช่น การบรรยายด้วยเสียงจะได้ผลดีกว่าการบรรยายด้วยตัวอักษร

6. หลักของความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น การสื่อสารที่ดีจะส่งผลต่อผู้มีความรู้น้อยกว่ามากกว่าผู้มีความรู้มากกว่า และส่งผลต่อผู้ที่มีพัฒนาการของมิติสัมพันธ์ที่ดีกว่ามากกว่าผู้ที่มีพัฒนาการของมิติสัมพันธ์ที่ด้อยกว่า

7. หลักของการควบคุมโดยตรง เมื่อสื่อการสอนซับซ้อนขึ้น การควบคุมจังหวะและการเคลื่อนไหวของสื่อจะได้ผลต่อผู้รับมากกว่า

นอกเหนือจากหลัก 7 ประการนี้แล้ว ยังมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยภาพเพิ่มเติมดังนี้

1. ความแตกต่าง ความแตกต่างจะดึงดูดความสนใจได้ดี เช่น ทำขนาดของฟอนต์ให้แตกต่าง

2. การปรากฏซ้ำ การปรากฏซ้ำของรูปแบบบางประการ เช่น ฟอนต์ ความหนา สี และตำแหน่ง จะช่วยให้สื่อสารได้ดีกว่า

3. การจัดตำแหน่ง ตำแหน่งขององค์ประกอบต่างๆ มีความสำคัญ เช่น วางตำแหน่งของตัวอักษรให้สัมพันธ์กับภาพที่นำเสนอ เป็นต้น

4. ความใกล้ชิด ตำแหน่งที่ใกล้ชิดกันของภาพหรือคำใดๆ ควรมีความสัมพันธ์กัน

เหล่านี้เป็นข้อแนะนำสำหรับนักเรียนนักศึกษาสมัยใหม่ที่จำเป็นต้องฝึกปรือและพัฒนาวิธีการสื่อสารด้วยภาพ เสียง และคำไปพร้อมๆ กัน แม้ว่าอาจจะเป็นหลักการพื้นฐานและบางเรื่องดูคล้ายๆ จะเป็นสามัญสำนึกที่ควรรู้ แต่ในความเป็นจริงเราไม่รู้ และจะไม่รู้ต่อไปถ้าไม่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง

สมมติเราจะกลับมาย้ำคิดย้ำทำอยู่ที่เรื่องคำหยาบ เราควรรู้ว่าคำหยาบเป็นขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการลองผิดลองถูกตั้งแต่เล็ก และเริ่มที่บ้าน เด็กได้รับฟังหรือได้ยินคำหยาบจากพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่หรือลูกพี่ลูกน้องก่อนแล้วทดลองพูดตาม หน้าที่ของเราคือหยุดคำคำนั้นอย่างชัดเจนด้วยการบอกกล่าวธรรมดาๆ และบอกซ้ำๆ ได้

ความผิดพลาดที่พบบ่อยในเรื่องนี้คือเรามักสอนลูกว่า “ไม่ให้พูดคำหยาบ” แต่เด็กเล็กนั้นเล็กเกินกว่าจะรู้ว่าคำไหนที่เขาพูดออกไปเมื่อสักครู่คือคำหยาบ ดังนั้นเราควรแตะเด็ก ตามองตา ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดออกไปให้ชัดเจนว่าแม่ไม่อนุญาตให้พูดคำว่า “……” อีก สมมติว่าแม่กระดากปากเกินกว่าจะพูดคำนั้นออกมาได้ ให้ใช้คำว่า “พูดแบบเมื่อสักครู่” ก็พอได้

การเข้าแทรกแซงและสั่งสอนด้วยคำพูดที่ชัดเจนว่าเมื่อสักครู่ที่ว่าหยาบคือคำไหนกันแน่ต้องทำทันที (immediately) และทำถึงตัวเสมอ มิใช่เงยหน้าจากมือถือแล้วพูดออกไปในระยะสามเมตรว่าห้ามพูดคำหยาบ

เด็กโตเป็นส่วนต่อเนื่องจากเด็กเล็ก ใช้คำอธิบายและคำแนะนำเดียวกัน

เมื่อเด็กเข้าใกล้วัยรุ่นหรือวัยรุ่น เราควรรู้ว่าคำหยาบหรือไม่หยาบมิได้มีความสัมบูรณ์ในตัวเองแต่ขึ้นกับบริบท (context) ด้วย ดังนั้นคำหยาบจึงมีเงื่อนไข เราช่วยเด็กก่อนวัยรุ่นหรือวัยรุ่นได้ด้วยการช่วยกันกำหนดเงื่อนไข เช่น อยู่ในบ้านเราห้ามพูด หรือคำคำนี้ห้ามพูดให้ญาติได้ยินเป็นอันขาด หรือเงื่อนไขด้านบุคคล เช่น คำนี้พูดกับเพื่อนได้ แต่ห้ามพูดกับคนอื่นเป็นอันขาด เป็นต้น

พ้นจากนี้ หรือแม้กระทั่งวัยรุ่นตอนปลาย เราควรถือหลักว่าผู้พูดหรือผู้กระทำเป็นผู้รับผิดรับชอบการพูดหรือการกระทำของตนเอง คือ accountability พูดแล้วต้องรับผล มิใช่พูดแล้วลอยตัวให้คนอื่น คือพ่อแม่มารับผิดชอบแทน เช่น พูดคำหยาบกับครูบาอาจารย์จะเกิดอะไร พูดคำหยาบกับนายจ้างจะเกิดอะไร พูดคำหยาบกับคนงานในบ้านของตัวเองจะเกิดอะไร พูดคำหยาบกับคนขับรถที่แซงปาดหน้าเราจะเกิดอะไร ไปจนถึงพูดคำหยาบกับลูกของตัวเองจะเกิดอะไร เรื่องเหล่านี้เป็นทักษะการรับผิดรับชอบที่ต้องอาศัยการฝึกและเป็นพัฒนาการเช่นกัน

คนที่ทำอะไรแล้วไม่เคยต้องรับผิดรับชอบอะไรเลยจะไม่พัฒนา ความข้อนี้เป็นความจริง ในขณะที่คนพูดคำหยาบแต่ยินดีรับผิดรับชอบผลลัพธ์ที่เกิดจากการพูดของตนเองจะพัฒนา

จากคำหยาบถึงทักษะการสื่อสารเพื่อการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเช่นนี้

 

Author

Prasert Palitponganpim

ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ - จิตแพทย์และนักเขียน ผู้สนใจทำงานด้านการศึกษา รักระบบหลักประกันสุขภาพและการ์ตูน