เทพพิทักษ์ มณีพงษ์ เรื่องและภาพ

ยุคนี้ถ้ามีใครมาบอกว่า ‘เด็กไทยไม่สนใจการเมือง’ เห็นทีจะเวรี่เชยเอามากๆ

เพราะหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นเล็กมากมายหลายคนที่ออกมาตั้งคำถาม ชวนเพื่อนๆ วัยเดียวกัน ไปจนถึงผู้ใหญ่อย่างเราให้คิดทบทวนความผิดแปลกและบิดเบี้ยวหลายต่อหลายอย่างในสังคมไทย ตั้งแต่เรื่องที่ดูไม่มีอะไรอย่างทรงผมบนหัว ไปจนถึงสิ่งที่กระทบพวกเขาโดยตรงอย่างนโยบายรัฐด้านการศึกษา

หลากชื่อของเด็กๆ ที่กล้าพูด กล้าคิดจนกลายเป็นกระแส หลายแคมเปญรณรงค์ที่ออกมาตบหัวพวกเราและผู้หลักผู้ใหญ่ หนึ่งในนั้นคือชื่อของ เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ เด็กหนุ่มผู้กำลังเปลี่ยนผ่านจากเด็กนักเรียนกางเกงขาสั้นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไปเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเต็มตัว

หากไม่คุ้นชื่อหรือหน้าตา เพนกวินเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการของกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ผลักดันข้อเรียกร้องด้านการศึกษาไทยให้กลายเป็นจริง หรือถ้าไม่คุ้นตำแหน่ง เหตุการณ์ที่เขาไปชูป้ายให้นายกรัฐมนตรีอ่านในงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นเมื่อเกือบสองปีก่อนน่าจะเคยผ่านตาคุณอยู่บ้าง

ผ่านพ้นวันนั้น ชื่อของเพนกวินปรากฎอยู่ในหลายสื่อ บนโปสเตอร์งานเสวนาการเมืองและการศึกษา และอีกหลายแคมเปญหลังจากนั้นที่เขาตั้งคำถามกับเหล่าผู้ใหญ่ในรัฐสภา ชวนให้เราจินตนาการไปว่าเขาเป็นแค่เด็กมัธยมจริงๆ หรือช่วงเวลาวัยรุ่นของเขาหายไปกับความจริงจังในภาพที่เราเห็นหรือเปล่า

หลังพูดคุยกัน เราถึงได้รู้ว่าที่จริงแล้ว เพนกวินก็เป็นแค่เด็กผู้ชายวัยรุ่นหน้ามันผมสั้นเกรียน ไม่ต่างอะไรกับเด็กหนุ่มคนอื่นๆ

เพียงแต่ในอีกด้านหนึ่งของขั้วโลก – ยังมีอีกหลายสิ่งที่เราไม่เคยได้เข้าไปค้นหา

ที่ซึ่งเพนกวินอาศัยอยู่ในนั้น

 

 

 

ระหว่างปิดเทอมรอเข้ามหาวิทยาลัยตอนนี้ คุณทำอะไรอยู่

นอนครับ

 

จริงหรือเปล่าเนี่ย

ส่วนมากเวลาอยู่มอหก เวลาเป็นช่วงใกล้สอบเพื่อนๆ เขาจะหยุดไปอ่านหนังสือกัน แต่ว่าเราไม่ได้ใช้คะแนนยื่น แค่อยากหยุดตามเพื่อน เห็นเพื่อนหยุด บรรยากาศมันคือแบบ เฮ้ย ครูไม่เช็คชื่อ เพื่อนไม่ไปโรงเรียนกัน เราก็ไม่ไปบ้างดีกว่า แต่จริงๆ ห้องผมมันไม่ค่อยโดดกันนะ คงเป็นความขี้เกียจส่วนตัวมั้ง

 

เห็นสเตตัสล่าสุดที่ว่า จิบเหล้าด้วยความเพ้อ เพราะจีบเธอก็พ่ายแพ้นี่ ไปดราม่าจากไหนมา

ไม่ได้มีอะไรเลยครับ แค่เคยจีบเพื่อนข้างห้องแต่ไม่ติด ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสเตตัสนี้นะ อันนี้เพื่อนแค่พูดขึ้นมาเฉยๆ

 

แปลกใจมากเพราะส่วนใหญ่ที่เราเห็นสเตตัสคุณคือเป็นเรื่องจริงจังมาตลอดเลย

จริงๆ ผมเป็นคนเหี้ยนะครับ แต่เวลาที่เราทำงานเราก็ต้องมีภาพความจริงจัง เอาการเอางาน ขรึม ซึ่งเราก็ไม่โทษที่สังคมรับรู้ว่าเราเป็นอย่างนั้นนะ เพราะก็เป็นสิ่งที่เราอยากให้คนเขามองในเวลาที่เราทำงาน แต่กับเพื่อนๆ ใครที่รู้จักเราในตัวตนแบบนั้นแล้วมาเจอกันจริงๆ อย่างเพื่อนที่คณะก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย เพนกวินเป็นคนอย่างนี้เองเหรอ คือผมว่าตัวเองเป็นคนสายบันเทิงมากเลยนะ ถ้าสนิทกันจะรู้ว่าเป็นคนไม่เรียบร้อย ขี้แซะ

ต้องเล่าก่อนว่าจริงๆ เราเล่นเพลงฉ่อย มันไม่ได้มีแค่ความกวน มันต้องลงข้างล่าง แล้วเราเป็นคนเล่นเพลงฉ่อยสายปฏิภาณ คือด้นสด มันเลยมีจิตวิญญาณของความแซะ ฝึกมาตั้งแต่มอต้นแล้วครับ แต่มาพีกๆ สมัยมอปลายตอนอยู่ที่เตรียมอุดมฯ ฝึกของเราเอง ไม่ได้ไปเล่นอะไรที่ไหน พอโรงเรียนมีงานเขาก็มาขอให้เราเล่น แล้วเพลงฉ่อยมันดีตรงที่ว่ามันมีความบันเทิง ความตลก เราจะด่าใครในนั้นก็ได้ แม้แต่ ผอ. โรงเรียน

มีอยู่ครั้งนึงที่โรงเรียนมีพิธีเปิดโครงการ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งไม่มีใครชอบโครงการนี้เลย พอถึงพิธีเปิดอาจารย์ก็มาขอให้ไปฉ่อยให้ เราเลยฉ่อยด่าโครงการนี้ โดยที่มี ผอ. นั่งอยู่ตรงนั้น เป็นการกัดแบบแนบเนียน

 

แต่การที่คนมองว่าเราเป็นคนจริงจังก็ทำให้เขาไม่กล้าเข้ามาหาเรา เข้ามาทำความรู้จักเราหรือเปล่า

ก็อาจจะนะครับ แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของงาน เพราะในสังคมมันก็วัดความน่าเชื่อถือจากความจริงจัง ในวัฒนธรรมพุทธมันจะมีแนวคิดของพระโพธิสัตว์ที่ต้องสุขุม นิ่ง พูดน้อย ถึงจะเป็นคนที่น่าเชื่อถือ ในเมื่องานของเรามันต้องการความน่าเชื่อถือ แล้วสังคมก็เรียกร้องให้เราเป็นอย่างนี้ เราก็เลยต้องเป็นอย่างนี้ เพียงแต่เรารู้ว่าหน้างานคืออะไร ชีวิตส่วนตัวเราคืออะไร

ผมว่ามันง่ายด้วยซ้ำในการที่คนจะเข้ามาทำความรู้จักกับผม ที่จริงคำถามผิดไปหน่อย เพราะการที่เราทำงานมันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่เลย มันกลับเป็นตัวดึงดูดเพื่อนใหม่เข้ามาหาเราด้วยซ้ำ แต่ก็คงเป็นอุปสรรคในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่บางคนแหละที่เขาไม่ชอบความคิดเรา ซึ่งคนแบบนั้นก็ไม่น่าจะคบกับเราได้นานอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นกันชน แต่กับคนที่น่าจะไปกันได้กับเรามันกลับทำให้เขาเห็นเรา เห็นว่าอยู่ที่นี่ เข้ามาคุยกับเราได้ มีเพื่อนหลายคนที่มารู้จักกันเพราะอย่างนี้ ทั้งในและนอกโรงเรียนเลย

 

แสดงว่ากลุ่มเพื่อนคุณส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่คิดคล้ายกันๆ

บางคนไม่ใช่ว่าคิดคล้ายเรานะครับ เขาเปลี่ยนตามเรา แล้วก็มีทุกแบบด้วย บางคนเคยอยู่ฝ่ายขวาแล้วมาเป็นมาร์กซิสต์ มีเพื่อนที่อ่านหนังสือมากขึ้น บางคนที่ไม่ค่อยสนใจการเมืองพักหลังๆ มาก็โพสต์แต่การเมือง หรือคนที่เคยเป็นรอยัลลิสต์แบบสุดโต่งมากๆ แล้วมาเป็นลิเบอรัลก็มี

 

 

คนนั้นเขากล้าเข้ามาคุยกับคุณด้วยเหรอ

บางทีคนเรามันต้องมี common ground ที่เป็นจุดตรงกลางน่ะครับ มันถึงจะคุยกันได้ แล้วเราก็ไม่ได้คิดแต่เรื่องการเมือง หรือการศึกษาทุกลมหายใจ มันยังมีอย่างอื่น เราแต่งกลอน ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ เป็นติ่งด้วย ติ่งเรื่องแบบแปลกๆ ที่คนเขาไม่ติ่งกัน มันเลยทำให้เพื่อนมีเรื่องที่จะเข้ามาหาเราในครั้งแรกได้ด้วยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมืองอย่างเดียว

 

เราเห็นคุณครั้งแรกตอนไปชูป้ายในงานปาฐกถาของพลเอกประยุทธ์ ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าทำ

ก็เป็นสิ่งที่คิดมาแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราก็รู้ว่าเป็นนักเรียน เขาไม่ทำอะไรหรอก อย่างมากก็ลากออกไป ซึ่งก็ลากออกไปจริงๆ มันตื่นเต้น แต่ไม่ได้กลัว ตอนนั้นเลขานายกฯ เข้ามาต่อว่าว่าทำไมคุณไม่ยื่นจดหมายตามระบบราชการ เลยถามกลับไปว่าข้าราชการอย่างคุณใส่ใจมากพอที่ยื่นแล้วมันจะไปถึงคุณเหรอ ไปปากคอเราะร้ายใส่เขาขนาดนี้ได้ก็ไม่ได้กลัวอะไรแล้ว

มันมีแรงขับดันก่อนหน้านี้ว่าเราควรคีพลุคหน่อยมั้ย ไม่อยากดูหัวรุนแรงมากเพื่อความปลอดภัย เลยจัดแต่เสวนา จนกระทั่งงานเสวนาครั้งนึงคนมาเยอะมาก เป็นร้อย แล้วมีตำรวจมาค้นตัวเรา ขู่ให้กลัว เลยทำให้รู้สึกว่าไม่ว่าเราจะอ่อนหรือแข็ง เขาก็เล่นเราอยู่ดี แทนที่จะอยู่ในที่มืด ก็มาอยู่ในที่สว่างให้เราปลอดภัยดีกว่า

ที่บอกว่าตื่นเต้นมันไม่ใช่ว่ากลัวโดนจับนะครับ แต่ลองนึกถึงเวลาเราทำงานอะไรที่ไม่เคยทำ มันจะรู้สึกว่าเฮ้ย ชั้นพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือคิดแบบเด็กๆ เลยก็คือประหม่า ไม่เคยทำ เลยตื่นเต้นเท่านั้นเอง

 

วันนั้นเป็นการขึ้นโรงพักครั้งแรกในชีวิตเลยหรือเปล่า

ใช่ ถ้าไม่นับที่แจ้งของหายนะครับ (หัวเราะ) จริงๆ ตำรวจเขาโอเคนะ ก็เห็นใจพวกเขา ตอนแรกเขาจะปล่อยกลับบ้านนั่นแหละ แต่ทหารบอกให้เอาไปโรงพัก ตำรวจเลยต้องพาไป เขาก็บ่นว่าเอามาทำไมก็ไม่รู้ เดี๋ยวก็โดน [คนที่เห็นข่าว] ด่าอีก

 

แม่ว่ามั้ย

บางทีแม่ก็ไม่ค่อยสบายใจ แต่เราก็มีอิสระของเรา ผมถือคติว่าสุดท้ายชีวิตก็เป็นของเรา คิดอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก โอเค แม่เป็นคนให้ชีวิตเรา แต่ให้แล้วก็คือให้ แสดงว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตแล้วไงครับ แม่มาบังคับอะไรเราไม่ได้แล้วเพราะเป็นชีวิตของเรา

บ้านผมไหลไปได้ก็ด้วยความขบถ มีอะไรเราก็ต้องสู้ให้ได้มันมา บางทีพูดกันดีๆ ก็โอเค แต่ถ้าพูดไม่รู้เรื่องก็ต้องมีการเล่นแง่ ใช้ลูกไม้อะไรกันบ้าง แต่สุดท้ายทุกอย่างมันคือการเรียนรู้ที่จะต่อสู้ให้ได้สิ่งที่เราอยากได้ เรียนรู้ที่จะขบถ ไม่ได้แปลว่าแม่เขา oppress เราจนต้องขบถนะครับ แต่แม่ผมจะ tease จะกระตุ้นให้เราต้องเล่นแง่กลับบ้าง ก็เลยเหมือนจะเข้าใจที่เราทำอย่างนั้น

หลายๆ อย่างก็คงมีบ้างที่ไม่เข้าใจ แต่เราก็ไม่ได้โทษเขาที่ไม่เข้าใจ เขาไม่เคยมาใช้ชีวิตแบบเรา

เหมือนกับที่เพื่อนหลายๆ คนไม่เข้าใจว่าทำไมมึงกังวลเรื่องโน้นเรื่องนี้อะไรนักหนา ซึ่งเราก็มองว่าไม่ใช่ความผิดของเขา เขาไม่ได้มีชีวิตแบบเรา แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตแบบเราด้วย

คุณสนใจเรื่องสังคม ปัญหาเชิงโครงสร้าง เรื่องการเมืองอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนไหน

ปอสี่ คือผมเป็นคนชอบประวัติศาสตร์ แล้วการศึกษาเรื่องนี้มันหนีจากการเมืองไม่ได้ อ่านไปเรื่อยๆ ก็สนใจขึ้นมา ตอนนั้นอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส มีเรื่องการปฏิวัติ หลายอย่างที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ก็เชปมาจากสิ่งที่เราอ่าน ถามว่าอินการเมืองแค่ไหน ก็อินนะ อ่านหนังสือการเมือง อ่านหนังสือพิมพ์ ตอนนั้นจะอ่านอยู่สามหน้า มีหน้าวิทยาศาสตร์ ข่าวต่างประเทศ แล้วก็หน้าการเมือง

พอเริ่มรู้ความ เราก็เห็นเหตุการณ์ปี 2549 เห็นความยืดเยื้อของเสื้อเหลือง พอโตขึ้นมา ประถมปลายก็เจอเสื้อแดง ขึ้นมอต้นก็เจอ กปปส. มาตอนนี้ก็เจอกับคนที่คุณก็รู้ว่าใคร การที่การเมืองไม่เคยยอมทิ้งเราสักทีมันทำให้เราต้องซึมซับมันไปเรื่อยๆ ไปในตัว

 

สมัยประถมรู้หรือยังว่าอุดมการณ์การเมืองเราเป็นยังไง

ตอนนั้นไม่ได้อะไรมาก แค่อินกับ motto ของการปฏิวัติฝรั่งเศส (เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ) แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยมเลยนะ มันก็มีแค่ช่วงสั้นๆ สมัยมอสอง ที่คิดว่าการปกครองด้วยระบบเผด็จการอาจจะดีก็ได้ เพราะเราเห็นเหตุการณ์สมัยจอมพลสฤษดิ์ จนกระทั่งมารู้ภาคต่อว่าอเมริกาฟันอยู่

 

จำได้ว่าหลังจากวันที่ไปชูป้ายประท้วง มีเพื่อนในโรงเรียนเข้ามาเถียงกับคุณต่อในเฟซบุ๊กด้วย

เป็นเรื่องธรรมดาครับ เราอยู่ตรงนี้ก็ต้องมีคนไม่เห็นด้วย แต่ก็เฉยๆ เราไม่ได้สนใจกระแสในโรงเรียนมาก ก็มีอีกหลายคนที่ซัพพอร์ทเรา เราเองก็เป็นที่พูดถึงในโรงเรียน หนังวันปัจฉิมนิเทศก็มีคนเอาเราไปล้อขำๆ ก็คงแปลว่าเราเป็นที่รู้จักในโรงเรียนแหละ

 

จัดการกับคำด่าพวกนั้นยังไง

ตอนแรกๆ ก็ไม่ชิน แต่ไปๆ มาๆ ก็เล่นด้วย อย่างเช่นมีคนมาบอกว่า ‘เนี่ย เคยถ่ายรูปกับ บก. ลายจุด เป็นควายแดงแน่ๆ’ เราเลยใส่สีรุ้งเข้าไปแล้วบอกว่า ‘แต่สีรุ้งมันสวยกว่าสีแดงนะ’ จนเวลาผ่านไป เราโตขึ้นถึงได้รู้ว่าไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เราเปิดไปเมนต์เดียวเดี๋ยวคนอื่นก็มาต่อเอง (หัวเราะ)

แต่จริงๆ ก็เป็นเรื่องปกติแหละครับที่จะมีคนไม่เห็นด้วยกับเรา หรือเกลียดเรา เพราะถ้าไม่เห็นด้วยมันต้องใช้สมองในการโพสต์ แต่ถ้าเกลียดนี่ก็คงไม่ต้องใช้ แล้วก็ไม่ต้องกังวลมาด้วยเพราะคนพวกนั้นก็เป็นตัวตลกในสายตาคนที่มาเห็นอยู่แล้ว

เคยมีคนมาด่าเราในเพจบีบีซีว่า ‘ไอ้พวกนี้หน้าตาไม่ปกติซักคน ดูเพนกวินสิ อ้วนก็อ้วน เดี๋ยวก็เป็นเบาหวานตายหรอก’ เลยตอบไปว่าขอบคุณนะครับที่แนะนำให้ผมไปลดความอ้วน หรือไม่ก็ ‘น้องเพนกวินนี่เป็นเด็กปกติรึเปล่า เห็นหน้าตาดูไม่ได้’ (หัวเราะ) จนเริ่มคิดว่าจะเก็บเงินไปทำศัลยกรรมดีมั้ยเนี่ย

 

แบบเนติวิทย์ตอนนี้ที่เปลี่ยนไปเป็นสายโอปป้าในจุฬาฯ น่ะเหรอ

ยังไม่ได้คิดเลยเพราะเราเป็นคนแบ๊วโดยธรรมชาติ… พูดเล่นครับ (หัวเราะ) เราเป็นคนจัญไร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะยังไงต่อ เราไม่เหมือนแฟรงค์นะ เขาอยู่กับโครงการนี้มานานมาก เราเพิ่งทำงานมาสองปี เขาทำมาตั้งแต่อยู่มอต้น เรายังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะมาก

 

ปกติเป็นคนที่คิดอะไรออกมาแล้วต้องทำตลอดเลยไหม

คิดว่าจะทำอะไรแล้วชอบทำไม่ค่อยสำเร็จ ต้องโยนให้คนอื่นทำ แต่เราเป็นคนเจ้าโปรเจ็คต์นะ คิดอะไรได้เยอะมาก แค่บางทีเรารู้สึกว่ามันเหนื่อย ควรมีคนอื่นมาช่วยด้วย บางครั้งก็ไปช่วยเพื่อนกลุ่มอื่นที่นึกไม่ออกว่าจะทำอะไร หรือบางครั้งเราก็ไปเอาคอนเซ็ปต์จากคนอื่นที่เขามาทิ้งไว้เอาไปทำต่อ

ที่บอกว่าเหนื่อย เพราะการทำโปรเจ็คต์แต่ละอย่างมันไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ เราต้องคิดคอนเซ็ปต์ คิดวิธีการ มีรายละเอียดระหว่างทาง งานเอกสาร งานบริหารงบประมาณ งานบุคคล ซึ่งในโปรเจ็คต์เล็กๆ ส่วนมากผมก็ต้องทำคนเดียว มันเหนื่อย กินพลังงานไปเยอะมาก

หลังออกจากกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท รู้สึกว่างานมันก็จริงจังมากขึ้น ตอนนั้นมันก็ยังชิลๆ คุยกันจบ เงินไว้เดี๋ยวค่อยหา แต่พอเรามาทำงานของเราเอง ดีลกับคนที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ดีลกับหน่วยงานทางการมากขึ้นมันก็รู้สึกเหนื่อยขึ้น เลยเริ่มออกไปหาอะไรใหม่ๆ ทำ จะได้รู้ว่าต่อไปจะทำงานยังไง ลองไปทำหลายอย่าง งานวิชาการ ค่าย เสวนา ค่อยๆ ตัดชอยส์ทีละอันว่าอันไหนชอบ อันไหนไม่ชอบ

 

 

ตั้งแต่ทำมาคิดว่าอันไหนปังที่สุด

ผมภูมิใจกับโปรเจ็กต์เรียนฟรีนะ ผมมองว่ามันเป็นความสำเร็จ หนึ่งคือเป็นไม่กี่อันที่ฝ่ายเสรีนิยมทำแล้วได้ผลจริงๆ ในช่วงรัฐบาลแบบนี้ โอเค ต่อให้เราไปได้ไม่สุดตามที่หวังไว้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้มาตรา 44 ที่ประกาศให้เรียนฟรีถึง 15 ปี ซึ่งความจริงมันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่หรอก แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

มันก็มีอีกหลายคนกระโดดเข้ามาแจม มีคนนั้นเข้ามา อาจารย์คนนี้เข้ามา แต่คนที่เริ่มคือเรา ในฐานะที่เป็นเด็กมัธยมคนนึงที่เขย่าให้รัฐบาลต้องมาฟังเราได้

 

การเรียกร้องครั้งนั้นให้อะไรคุณบ้าง

มันทำให้เราเข้าใจงาน ground campaign ดีขึ้นมาก เพราะแต่ก่อนเราจะคุยกันแต่เรื่องอุดมการณ์ เรื่องความคิด แต่อันนี้เรากำลังคุยกันถึงเรื่องปากท้อง เรากำลังคุยในเรื่องที่มันเข้าถึงทุกคน และทุกคนควรจะเข้ามาเข้าใจด้วยกันเพราะมันเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่เรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อเหมือนกัน

ผมว่าด้วยความที่นักกิจกรรมส่วนมากเป็นชนชั้นกลางด้วย เขาก็จะมีวิธีคิดแบบหนึ่ง พูดเรื่องของอุดมการณ์ ทั้งสองฝั่งเลยนะครับ ไม่ใช่แค่ฝั่งเสรีนิยม ตอนแรกผมก็มองว่าเราต้องทำงานกับความคิดนั่นแหละ แต่เราก็ไม่ควรจะละทิ้งประเด็นที่มันจับต้องได้ ประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของทุกคน เรื่องนี้เลยเป็นฐานของเรา ไม่ว่าจะเป็นนักกิจกรรม หรือเอ็นจีโอ เขาก็มีฐานของเขา เราเองก็ต้องหาฐานของเราให้เจอแล้วจับมันเอาไว้

 

เคยมีปัญหากับครูที่โรงเรียนบ้างไหม

มีบางคนที่ไม่ชอบเรา แต่ก็แฟร์นะเพราะเราก็ไม่ชอบครูคนนั้น ส่วนใหญ่ครูที่โรงเรียนจะค่อนข้างระวังที่จะทำอะไรกับเรา มันไม่ใช่ครูเล่นเราได้ฝ่ายเดียว แต่เพราะเราอยู่ในระดับนี้ เราเล่นครูกลับก็ได้ เคยมีครั้งนึงตอนไปประท้วงคุณมีชัย ฤชุพันธ์ุ ปีที่แล้วช่วงปิดเทอม ก็ไปเจออาจารย์ท่านหนึ่งอยู่ในงานด้วย เขาถามเราว่า “ทำไมเธอไม่เอาเวลาไปเรียนพิเศษ” ผมเลยหันไปถามกลับว่า “แล้วทำไมเวลาอาจารย์สอนถึงไม่ตั้งใจสอนล่ะ”

มันก็มีอาจารย์หลายคนที่พยายามจะมาหาเรื่อง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามีอีกหลายคนที่ซัพพอร์ทอยู่เหมือนกัน เคยได้ยินมาว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเคยโทรเข้าไปที่โรงเรียน ต่อว่าโรงเรียนว่าคุณปล่อยให้มีเด็กคิดแบบนี้ ทำอย่างนี้อยู่ได้ยังไง คุณต้องดูแลเด็กคุณหน่อยนะ

ที่ได้ยินมาคือมีอาจารย์ท่านนึงตอบไปว่า “โรงเรียนเตรียมอุดมฯ เป็นที่บ่มเพาะปัญญาชน ซึ่งวัฒนธรรมของปัญญาชนคือการเปิดกว้างทางความคิด มีความคิดที่หลายหลาย เด็กนักเรียนผมเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายนี่” คือมันก็มีอาจารย์ที่เขามีทัศนคติที่ดีกับเรา ยอมรับความเป็นเราอยู่

 

เอาเข้าจริงความเป็นอาจารย์ก็มีอำนาจมากกว่าอยู่ดี อย่างน้อยก็เรื่องเกรด คุณไม่กลัวเหรอ

เราอยู่ในที่แจ้งมันปลอดภัยกว่าในที่มืด เล่นกับผม ผมก็เล่นกลับบ้าง อย่าลืมว่าเราเองก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงอยู่บ้าง ใครทำอะไรเรา คนก็รู้ แล้วโรงเรียนผมมันก็มีชื่อเสียงค้ำคอ เขาก็ไม่อยากจะให้มีอะไรออกมาเป็นภาพลบ พยายามหลับตา ปล่อยมันผ่านไป อย่างน้อยเด็กนี่มันก็อยู่แค่สามปี

 

ตอนนี้คายตะขาบให้รุ่นน้องบ้างหรือยัง

รุ่นก่อนผมมีอยู่คนนึง แล้วผมก็สืบทอดมาต่อจากเขา รุ่นน้องก็มีคนที่เราสนิทครับ ทำงานด้วยกัน แต่ไม่ได้มีใครที่ทำแบบเต็มตัวเท่าเรา จริงๆ ก็อยากให้มีคนที่เป็นนักเรียนอีกหลายๆ คนมาทำอย่างที่เราทำ ไม่ต้องเป็นเด็กเตรียมฯ เหมือนผมก็ได้ หลายคนจะชอบคิดว่าเป็นนักเรียน เป็นเด็ก มาทำอะไรอย่างนี้มันอันตราย ไม่จริงหรอกครับ เป็นเด็กสิถึงปลอดภัย ถ้าเป็นผู้ใหญ่ป่านนี้ตายไปแล้วมั้ง

สังคมไทยเรามองว่าเด็กเป็นผู้ที่อ่อนแอ แต่มองในภาพกลับคือพอเราเป็นผู้ที่อ่อนแอ ก็เลยกลายเป็นคนที่ใครก็แตะไม่ได้ ลองจินตนาการว่าพาดหัวข่าวพรุ่งนี้เขียนว่า พบรถฮัมวีอุ้มนักเรียนโรงเรียนมอปลายชื่อดังถึงหน้าโรงเรียนแค่นี้มันก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว

ผมก็ไม่เชื่อนะว่าชื่อโรงเรียนมันพิสูจน์คุณภาพคน แต่มันก็เอาไปขายได้ เราทำอย่างนี้ มันก็ต้องมีคนมาถล่มเราด้วยความเห็นประมาณว่า ‘เป็นเด็กเป็นเล็กทำไมไม่ตั้งใจเรียน เอาเวลาไปเรียนดีกว่ามั้ย’ ก็จะมีคนอื่นที่มาตอบแทนเราว่า ‘เฮ้ย น้องเขาเด็กเตรียมฯ นะเว้ย’

คือผมก็ไม่ได้เชื่อว่าเข้าโรงเรียนนี้แล้วจะฉลาดทุกคน เด็กไม่เก่งก็มีเยอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าชื่อโรงเรียนมันช่วยให้เราทำงานได้ในระดับนึง

 

การที่คุณเรียนเตรียมอุดมฯ คิดว่าชื่อเสียงโรงเรียนขายได้ มันก็เท่ากับคุณตกอยู่ในลูปของปัญหาการศึกษาไทยที่สู้อยู่หรือเปล่า

เราทุกคนอยู่ในลูปปัญหาทุกอย่าง หลายคนไม่สนใจการเมือง คิดว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของเรา แต่สุดท้ายเวลาการศึกษามีปัญหา หรือแม้กระทั่งปัญหารถติด สุดท้ายมันก็กลับเข้าสู่ลูปปัญหาการเมืองอยู่ดี อันที่จริงก็ไม่อยากจะพูดว่าการเมืองมันอยู่ในทุกอย่างของสังคม แต่ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ก็ตาม ทุกคนก็อยู่ในลูปทั้งนั้น

มันอยู่ที่ว่าจะทำยังไงให้หลุดจากลูปปัญหานั้น ซึ่งผมก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัวของผมแหละ แต่เราแค่ไม่อยากออกไปคนเดียว เราก็อยากพาทุกคนออกไปด้วย โห พูดซะเป็นพระโพธิสัตว์เลย

 

ถ้าภาพอุดมคติของวัยรุ่นไทยเป็นอย่างเด็กในซีรี่ส์ ฮอร์โมนส์ฯ คุณมีความเป็น วัยรุ่นประมาณเท่าไหร่

(นิ่งคิด) เราก็ไม่มั่นใจว่ากี่เปอร์เซ็นต์นะ แต่เราอ่านเพจน้องง เราก็เล่นเกม ดูหนัง ตกเย็นก็กินข้าวกับเพื่อน มันก็เป็นปกติ  ก็เป็นคน (เน้นเสียง) มันไม่ใช่ว่าเป็นนักกิจกรรมแล้วต้องแบบ… บินได้ สุดท้ายเราก็เป็นคนๆ นึง

 

ในเฟรนด์ชิพของคุณ เพื่อนๆ เขียนให้ว่าอะไร

ก็มีที่บอกบ้างเหมือนกันว่า ‘มึงมาเรียนบ้าง’ (เพื่อนแซวเพราะทำกิจกรรมเยอะเหรอ) เปล่าครับ มานอน

หลายคนจะคิดว่ามาเรียนที่เตรียมฯ นี่ต้องเรียบร้อย ซึ่งไม่เสมอไป ตอนอยู่มอสี่เรากับเพื่อนยังเคยแอบทำสุกี้กินกันในห้องอยู่เลย ผมเองก็ไม่ตั้งใจเรียนนะ แต่ก็สอบได้คะแนนไม่แย่ เราแค่รู้สึกว่าสิ่งที่เรียนบางอย่างมัน bullshit หาแก่นสารอะไรไม่ค่อยได้ เราตั้งใจเรียนไปก็เท่านั้น

 

ตลอดชีวิตมัธยม มีอะไรไหมที่คุณอยากทำมากแต่ไม่ได้ทำ

อยากมีเวลาไปชิลกับเพื่อนมากกว่านี้ ไปดูหนัง ทำอะไรกับเพื่อน เพราะจะมีช่วงที่เรายุ่งมากๆ ไม่ค่อยได้ไปไหนกับเพื่อนอยู่ปีนึง เพื่อนนัดไป ก็ไม่ได้ว่ะมึง มีเสวนา ไม่ได้ว่ะมึง มีประชุม แต่เราไม่เสียดายเลยนะที่เลือกไลฟ์สไตล์แบบนี้ เพราะก็ได้อะไรอีกหลายอย่างที่เพื่อนไม่ได้ มีเปเปอร์วิชาการพิมพ์ตอนอยู่มอหก มีหลายอย่างที่ก็รู้กันว่าเราได้อะไร

แต่ผมก็โลภ รู้ว่าได้อย่างเสียอย่าง แต่ด้วยความที่มนุษย์เรามีความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ในใจลึกๆ เราก็หวังว่าจะชีวิตที่ชิลได้มากกว่านี้ ถามว่าพอชิลแล้วมีความสุขมั้ย ก็ไม่ เพราะอยากมีงานมากกว่านี้ (หัวเราะ) คนเรามันเข้าใจยาก แต่ย้อนกลับไปได้ก็จะใช้ชีวิตอย่างนี้แหละ

 

ไม่รู้สึกว่าเสียชีวิตวัยรุ่นไปเหรอ

ก็อาจจะเสีย แต่มันก็ได้ชีวิตวัยรุ่นอีกแบบนึงที่น้อยคนมากจะได้มา

 

ตอนนี้เลือกได้หรือยังว่าจะเข้ารัฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์หรือจุฬาฯ

เลือกตั้งแต่แรกแล้วครับว่าจะไปธรรมศาสตร์ เพราะตอนนี้ธรรมศาสตร์มันหลับ ไม่ค่อยมีอะไรออกมาให้ตื่นตาตื่นใจมานานซักพักแล้ว อยากให้มันครึกครื้นกว่านี้ คนอาจจะคิดว่าธรรมศาสตร์เปิดกว้าง มีเสรีมาก แต่ยุคหลังๆ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ลองนึกถึงหน้าอธิการบดีว่าเป็นใคร นึกถึงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาที่ไม่ใช่อาจารย์ปริญญา [เทวานฤมิตรกุล] มันก็ตอบได้แล้วว่าตอนนี้ธรรมศาสตร์มีปัญหาอะไรบ้าง

 

โตขึ้นคุณอยากเป็นอะไร

ชีวิตมันอีกยาวไกลมากเกินกว่าจะพูดเรื่องนี้ได้ ถ้ามีคนมาถามก็บอกไปว่าอยากเป็นอาจารย์มหาลัย สอนหนังสือ เล่นการเมือง จริงๆ คือตอบอะไรก็ได้ให้มันมีคำตอบ

ผมว่าคำถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรมันเป็นคำถามที่พ้นสมัยไปแล้ว ในยุคนี้ที่อาชีพมันลื่นไหลมากๆ คุณอยากรู้อะไร คุณชอบอะไร ถึงเวลามันก็จะนำมาซึ่งอาชีพของคุณเอง เพราะสิ่งที่คุณทำมันมีคุณค่า

ช่วงนี้มันเป็นช่วงที่คอนเซ็ปต์อะไรหลายอย่างที่เราเคยได้ยินมามันจะค่อยๆ หายไป การที่คนเราทำอะไรได้แล้วสามารถทำเงินได้ เราก็เรียกสิ่งนั้นว่าอาชีพ พอผ่านไปนานๆ มันก็กลายเป็นกรอบจากคำเรียก ใครจะไปคิดว่าการเปิดที่ให้คนไปนั่งคุยกันจะทำเงินได้ หรือการรับจ้างไปเป็นคนคุยจะกลายเป็นอะไรที่หาเงินได้ มันเป็นสิ่งที่คุณทำได้และมีคนต้องการมันถึงได้เงิน แม้ว่ามันจะไม่ได้อยู่ในกรอบของคำว่า อาชีพ อย่างที่เราเข้าใจ

 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการเป็นผู้ใหญ่ที่กำลังจะมาถึงคืออะไร

การที่เปลี่ยนจากนักเรียนเป็นนักศึกษามันทำให้เราต้องคิดมากกว่าเดิมเวลาจะทำอะไร เพราะมันเป็นคุกจริง ยิ่งถ้าจบไปแล้วก็ต้องคิดมากกว่านี้ แต่เราก็ไม่ได้ห่วงเรื่องนี้มาก ไม่ได้กลัวขนาดนั้น แค่ต้องคิดว่าจะวางตัวยังไงให้มันเข้ากับที่ควรจะเป็น แล้วจะทำยังไงให้ทำในสิ่งที่เราอยากทำต่อไปได้เรื่อยๆ

 

คุณเคยบอกว่าเบื่อ ผู้ใหญ่ขี้เสือกเคยกลัวหรือเปล่าว่าโตไปแล้วจะเป็นแบบนั้น

โห นี่เป็นสิ่งที่กลัวมากๆ มันรู้สึกแย่นะถ้าเราโตไป แก่ตัวไปแล้วกลายเป็นคนแก่ประเภทที่เราเคยต่อสู้ในตอนนี้ คือถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจะโตแล้วเป็นแบบนั้นก็จะผูกคอตาย ผมว่าอย่างนึงที่ต้องยอมรับคือถ้าเราแก่ เราก็ต้องยอมรับว่าเราแก่ ต้องยอมรับที่จะพักผ่อน แต่นั่นก็เป็นอนาคตที่เราไม่รู้ว่ากว่าจะถึงตอนนั้น เราจะเปลี่ยนจากตรงนี้ไปมากแค่ไหน

ถ้าไปเจอตัวเองตอนแก่เป็นแบบนั้น คงบอกไปว่า ‘ไอ้เหี้ย! มึงเคยเป็นอะไรวะ’ มันคงแย่มากๆ ถ้าซักวันนึงเรารู้ว่าจะเป็นแบบนั้น

 

ถ้าเห็นตัวเองนั่งทำงานงกๆ อยู่ในระบบ ไม่มีแรงต่อสู้เหมือนในตอนนี้ล่ะ

อยากให้เขานึกถึงเราในวันนี้ วันที่เรายังมีความหวัง วันที่ยังตอบตัวเองได้ว่าเราทำเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไร มันคงน่าเบื่อมากๆ ถ้าชีวิตเรากลายเป็นแบบนั้น เราไม่เคยคิดจะทำงานเหมือนที่คนส่วนมากในประเทศนี้ทำ ชีวิตเราควรมีทางเลือกที่ทำอะไรได้มากกว่านั้น

เขาบอกกันว่าคนเราเวลาแก่ตัวไปจะชอบขี้หลงขี้ลืม ลืมได้แม้กระทั่งชีวิตตัวเองว่าเคยผ่านอะไรมาบ้าง ชอบพูดว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน แต่ก็ไม่เห็นจะจดจำอะไรในอดีตอย่างที่เคยจำได้เลย ถ้าพูดไปแล้วโดนบอกว่า “เธอยังเด็ก จะไปรู้อะไร”

ผมคงบอกเพนกวินคนนั้นไปว่า “เธอแก่แล้ว จะไปจำอะไรได้”

 

 

เพลงที่ชอบฟัง

“ชอบฟังดนตรีไทย สะล้อ ซอ ซึง จะบอกว่าเป็นคนคอนเซอร์เวทีฟในเรื่องนี้ก็ได้ แต่เราชอบอะไรที่มันไทยๆ ที่ชอบประวัติศาสตร์ไทย เพราะบางอย่างที่อยู่ในนั้น ชุดความคิดบางอย่างมันทำให้คิดว่า เหี้ย โลกนี้มีอะไรอย่างนี้ด้วยเหรอ หมายถึงว่ายุคนี้สมัยนี้ยังมีอะไรงี้อีกเหรอ”

หนังที่ชอบดู

“จริงๆ ผมไม่ชอบหนังท่านมุ้ยนะ แต่ชอบ สุริโยไท เพราะโปรดักชั่นดี แล้วก็นำเสนอประวัติศาสตร์ที่สนุกแล้วก็ชวนฝัน ไม่เหมือน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ มันชวนให้เห็นว่าสมัยอยุธยาตอนกลางเป็นยังไง”

เพจที่ชอบอ่าน

น้องง ไม่ก็ เอา5นาทีของกูคืนมา

คำด่าประจำตัว

(ตอบทันที) “อี -ี!”

หมาหรือแมว

“หมาครับ ก็ชอบแมวนะ แต่ชอบหมามากกว่า หมามันเดินตามเรา แต่แมวมันไม่ตาม”

คนแบบไหนที่เจอแล้วใจสั่น

“ไม่รู้แฮะ… ความพ่ายแพ้หรือความเจ็บช้ำ บางทีมันก็ทำให้ใจเราด้านชาไป”

Author

Theppitak Maneepong

เทพพิทักษ์ มณีพงษ์ - อดีตกองบรรณาธิการ The101.world