กันยายนที่ผ่านมา Apple ประกาศในการแสดงวิสัยทัศน์ของบริษัทว่าปีนี้เป็นปีแรกที่ Apple Watch สร้างยอดขาย ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกและสามารถกินส่วนแบ่งจากนาฬิกา luxury brand ได้ด้วย

 

แม้ว่าจะไม่ได้บอกเป็นตัวเลขอะไรชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ เพราะเมื่อเทียบจากรายงานของ Eurimonitor พบว่าตัวเลขของตลาด luxury watch ในช่วงปีที่ผ่านมา ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ประมาณร้อยละ 4 จากนาฬิกา Swiss Made ที่ออกวางขายกันปีละประมาณ 21 ล้านเรือน

Apple Watch น่าจะทำได้มากกว่านี้คืออยู่ที่ประมาณ 25 ล้านเรือน แต่ก็นั่นแหละ Apple อาจจะพูดเหมารวมไปหน่อยเพราะราคาของ Apple Watch กับ Swiss Made บางแบรนด์ก็แตกต่างกันมากอยู่

สิ่งที่น่าสนใจกว่ายอดขาย น่าจะอยู่ที่ว่าอะไรทำให้คนเราหันมาใส่ smartwatch กันมากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ Apple ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น แต่ทั้ง Samsung, Garmin, Suunto หรือ Fitbit ก็สามารถเพิ่มยอดขายของตัวเองได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

เป็นไปได้ว่า smartwatch ให้ในส่ิงที่นาฬิกาปกติธรรมดาให้ไม่ได้ นั่นคือเทคโนโลยีและประโยชน์ด้านสุขภาพ เช่นฟังก์ชั่นตรวจจับความเคลื่อนไหว ปริมาณการเผาผลาญแคลอรี่ อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้กระทั่งการบันทึกข้อมูลย้อนหลัง รวมถึงดูประวัติของการออกกำลังกายของเรา

คุณสมบัติพวกนี้ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบภาพรวมแบบคร่าวๆ ของสุขภาพและความแข็งแรงของเราได้ว่าร่างกายยังโอเคอยู่ไหม ยิ่งรุ่นใหม่ๆ อย่าง Apple Watch 3 ที่เพิ่งวางจำหน่าย เพิ่มฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนเข้าไปอีก พวกการวัดระดับความสูง ความสามารถในการเตือนที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น และยังเปิดโอกาสทางด้านธุรกิจให้กับนักพัฒนาแอปพลิเคชัน เข้ามาช่วยพัฒนาความสามารถของ Apple Watch ได้ด้วย

แว่วมาว่าอีกไม่นาน Apple Watch จะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องตรวจน้ำตาลเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดและการวัดความดันโลหิตที่ละเอียดขึ้น เรียกว่าเป็นเครื่องมือแพทย์เล็กๆ ที่เราพกติดตัวไปไหนก็ได้

 

การเติบโตของ smartwatch ทำให้นึกถึงหนังของแอนดรูว์ นิโคลผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก Truemen Show เขาเคยทำหนังแนวไซไฟ-แอคชั่นออกมาเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของคนในอนาคตซึ่งมีชีวิตอยู่ได้เพียง 25 ปีแต่หากใครอยากมีชีวิตยืนยาวกว่านั้นก็ต้องหาเงินซื้อเวลา หรือไม่ก็ต้องขโมยหรือขอจากคนอื่นเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด โดยแต่ละคนจะมี “มาตรวัด” ติดอยู่ที่ต้นแขนตั้งแต่แรกเกิดเพื่อบอกว่าตัวเองเหลือเวลาบนโลกอีกเท่าไหร่ หนังเรื่องนี้ชื่อ “In Time” ออกฉายในปี 2011 มีจัสติน ทิมเบอร์เลค รับบทแสดงนำ น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกด้วยที่เขาขึ้นแท่นเป็นพระเอกหนัง

ประเด็นนี้ไม่แตกต่างจากการมี smartwatch บนข้อมือเหมือนกัน การรู้ว่าเราตายเมื่อไหร่นั้นน่าสนใจมาก เพราะการตายทำให้เราต้องคอยตรวจสอบชีวิตของเราอยู่เสมอ ทำให้เรารู้ว่าทำอะไรได้บ้างเพื่อยืดวันเวลาให้นานขึ้น ผมว่า smartwatch ก็ทำหน้าที่คล้ายๆ แบบนั้นไปทุกที แม้ว่ามันไม่สามารถบอกวันตายของเราได้ แต่มันก็ช่วยทำให้อยู่กับความเชื่อที่ว่าถ้าไม่อยากตายก็จงลงมือทำอะไรสักอย่าง

ปี 2016 ที่ผ่านมา มีการสำรวจของ Statista บริษัทเก็บข้อมูลด้านการตลาด พบว่าช่วงคริสต์มาส smartwatch กลายเป็นหนึ่งในเก็ตเจ็ตสำหรับของขวัญวันคริสมาสต์ที่คนต้องการซื้อให้กันติดอันดับ 1 ใน 5 (ผู้นำตลาดหนีไม่พ้น Apple Watch)

ผลพลอยได้จากของขวัญคริสต์มาสเมื่อปีที่แล้ว ทำให้บริษัทสำรวจด้านการตลาดและแบรนด์ผู้ผลิตเริ่มมีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น การสำรวจของ Euromonitor กับ The Physical Activity Council ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลที่เก็บได้จากการสวมใส่ smartwatch เหล่านี้ทำกิจกรรมต่างๆ พบว่ากิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การปีนเขา เดินป่า พายเรือแคนู เป็นที่นิยมมาก ตามมาติดๆ ก็คือกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ เช่น วิ่ง เล่นกอล์ฟ ฯลฯ

แต่ละแบรนด์ตอนนี้จึงพยายามเพิ่มกิจกรรมต่างๆ เข้าไปให้มากขึ้นเพื่อให้เห็นแนวโน้มใหม่ๆ เช่น โยคะ เทนนิส ว่ายน้ำ ซึ่ง smartwatch อย่าง Apple Watch 3 สามารถทำได้ละเอียดมากขึ้น เพราะแบตเตอรี่ ความเร็วโปรเซสเซอร์และเซ็นเซอร์ต่างๆ มีประสิทธิภาพดีขึ้นในขนาดที่เล็กลง

ผมมีโอกาสคุยกับผู้เชี่ยวชาญของ Apple เขาอธิบายว่าเซ็นเซอร์ที่อยู่ใน smartwatch รุ่นใหม่ๆ สมัยนี้ สามารถแยกแยะความแตกต่างของการแกว่งแขนเวลาว่ายน้ำกับโยคะได้ นั่นทำให้ มันสามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมและเตือนเราได้ว่า เหนื่อยระดับไหนที่เหมาะกับคุณ

ค่านิยมของการมีชีวิตของคนยุคนี้เปลี่ยนไปมาก คนยุคก่อนชีวิตคืองาน แต่มิชชั่นของคนยุคนี้คือสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ต้องสำคัญไม่แพ้งาน การมีคุณภาพชีวิตที่ดีจึงไม่ใช่ความมั่งมีเงินทองอย่างเดียว แต่มันคือการห่างจากโรคทั้งหลายต่างหาก และเทคโนโลยีก็มีส่วนอย่างมากในการช่วยจัดการและตรวจสอบสุขภาพ ซึ่งเอาจริงๆ อาจจะดีกว่าหมอด้วยซ้ำ เพราะไม่ต้องเดินทางไปหาหมอ

ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลเรื่องสุขภาพของเราที่ลอยอยู่บนคลาวด์ กำลังจะเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของเราในอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้บริษัทประกันชีวิตในยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการยื่น “ข้อเสนอ” เรื่องการทำประกันชีวิตที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละคนมากขึ้น เช่น ข้อมูลการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอและมากพอ สามารถนำไปลดหย่อนการจ่ายเบี้ยประกัน (เมื่อมองโดยรวมของระบบแล้ววิธีนี้ดีกว่าการไปเสียค่ารักษาเมื่ออาการป่วยกำเริบ) ได้

มีข่าวว่าบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสอย่าง AXA กำลังเจรจากับ Apple สำหรับการสร้างเงื่อนไขเหล่านี้อยู่ นั่นหมายถึงว่าในอนาคตทุกคนที่อยากได้เบี้ยประกันถูกลง อาจจะต้องมี smartwatch คนละเรือนอยู่บนข้อมือ เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของเรา

 

ในแง่หนึ่ง มันทำให้ผมนึกถึง 1984 ของจอร์จ ออร์เวล ที่ประชาชนของรัฐถูกสอดส่องจากพี่เบิ้มผ่านกล้อง แต่ตอนนี้พี่เบิ้มของเราไม่ใช่เผด็จการรัฐ แต่เป็นบริษัท แบรนด์ต่างๆ แทน

ขอให้สุขภาพดีกันทุกท่าน

Author

Ekasart Sappachang

เอกศาสตร์ สรรพช่าง - จบการศึกษาปริญญาโท ด้านมานุษยวิทยา เคยทำงานอยู่ในหน่วยงานระหว่างประเทศระยะสั้นๆ ก่อนชีวิตผกผันให้เข้ามาอยู่ในแวดวงนิตยสารกว่า 20 ปี ผ่านการทำงานมาทั้งนิตยสารหัวไทย หัวนอก ปัจจุบันหุ้นกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ผันตัวมาทำ Content Agency ให้บริการเรื่องการผลิตเนื้อหาให้แบรนด์