หากมองย้อนไปไม่กี่ร้อยปี ชื่อเสียงของสวีเดนในเวทีนานาชาติไม่ใช่การเป็นประเทศเป็นกลาง หรือเป็นประเทศผู้รักสันติ รักษาสันติภาพแบบที่เป็นที่รู้จักกันในช่วงเวลาแห่งความเป็นกลางระหว่างปี 1945-2022 นะครับ
ช่วงเวลาแห่งความเป็นกลางที่ว่านี้ก็คือการเป็นกลางโดยสมมติ ในความขัดแย้งตั้งแต่ท่ามกลางฝ่ายอักษะกับฝ่ายสัมพันธมิตรช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การสร้างนักการทูตสันติภาพ (กับรางวัลโนเบลรัวๆ) ตลอดช่วงสงครามเย็น รวมทั้งเป็นเวทีเจรจาข้อขัดแย้งในโลกต่างๆ นานา ไปสิ้นสุดลงที่การเตรียมตัวเข้า NATO หลังจากกรณีรัสเซีย-ยูเครน
‘ค้อนแห่งยุโรป’
แต่ไม่กี่ร้อยปีก่อนหน้า สวีเดนเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ค้อนแห่งยุโรป’ ที่ไปทุบไปตอก ไปรบกับเขาไปทั่ว เป็นรัฐประเภทที่นักวิชาการเขาเรียกว่า ‘รัฐการทหาร’ (Militärstaat)* ซึ่งการทหารเป็นฐานพยุงรัฐประเภทนี้เอาไว้
เป็นการทหารเพียงใด ลองพิจารณาดูถึงจำนวนประชากรที่ถูกเกณฑ์ทหารต่อหัวประชากรประมาณในช่วงศตวรรษที่ 17 ช่วงพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในฝรั่งเศสก็แล้วกันนะครับ เพราะถ้าจะมีรัฐใดที่ทำสงครามบ่อยจริงๆ ในเวลานั้นก็คงจะหนีไม่พ้นฝรั่งเศสแน่
ถ้าจะเอาให้ยิ่งชัด ในช่วงเวลาดังกล่าว เราลองเปรียบเทียบระหว่างฝรั่งเศส ปรัสเซีย และสวีเดนดู ว่าร้อยละของการเกณฑ์ทหารต่อหัวประชากรเป็นเท่าใด

ในฝรั่งเศส ช่วงเวลาที่ทำสงครามอย่างเข้มข้นมาก ปลายรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือชายร้อยละ 1.5 ต่อประชากรฝรั่งเศสทั้งหมดถูกเกณฑ์เข้าไปรบในสงครามทั่วยุโรป
ส่วนปรัสเซีย ซึ่งเป็นที่รู้กันถึงความเป็นการทหารนิยม (กองทัพปรัสเซียมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงในฝรั่งเศสช่วงเปลี่ยนแปลงระบอบอย่างมาก) ตัวเลขขึ้นมาเป็น 3.7 ในช่วงปี 1740 ส่วนอีกสองทศวรรษต่อมาตัวเลขขึ้นไปเป็นร้อยละ 7.4
ส่วนภูมิศาสตร์อำนาจทางการเมืองที่มีขนาดเล็กกว่าทั้งสองมากอย่างสวีเดน การเกณฑ์ทหารมีตัวเลขร้อยละ 4 เมื่อถึงสิ้นสตวรรษที่ 17 และสิบกว่าปีต่อมากระโดดขึ้นไปเป็นร้อยละ 7.7 ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปทั้งหมด
กองทัพของสวีเดนไม่เพียงเกรียงไกรในทะเลบอลติค แต่เข้าร่วมในสงครามสามสิบปี เป็นที่รู้จักกันกันทั่วในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และศูนย์อำนาจเยอรมนิคทั้งหลาย
การก่อรูปของรัฐการทหารสวีเดน
นักวิชาการที่ศึกษารูปแบบของรัฐยุโรปตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อล่วงเข้าสู่ลกลางศตวรรษที่ 16 เกิดรูปแบบของรัฐใหม่แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีลักษณะที่เห็นได้ชัดสองประการ
ประการแรก คือการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง สู่กลุ่มชนชั้นนำที่มีอำนาจในสังคม ส่วนประการที่สอง คือการเกิดสงครามในขนาดใหญ่ จากสงครามขนาดเล็กที่ค่อนข้างจำกัดอยู่ตามพื้นถิ่นต่างๆ เปลี่ยนมากลายเป็นสภาวะสงครามอันไม่รู้จบต่อเนื่องกันไป ซึ่งสุดท้าย สงครามกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชาวยุโรปตลอดช่วงศตวรรษนั้น
ความสำคัญของทะเลบอลติกต่อการกำเนิดเศรษฐกิจโลกยุโรป
มีความจำเป็นที่จะต้องเท้าความสักหน่อยว่า ในช่วงเวลาดังกลาว อังกฤษและโดยเฉพาะดัชต์ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในระบบเศรษฐกิจโลกยุโรป เคลื่อนศูนย์กลางทุนนิยมจากบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในศตวรรษก่อนๆ ขึ้นไปทางเหนือสู่ทะเลบอลติก
เมืองอัมสเตอร์ดัมก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการค้า ที่ทุนมหาศาลหมุนเวียนเข้าออกไปทั่วยุโรป และส่วนสำคัญหนึ่งก็ไปถึงกลุ่มประเทศนอร์ดิคด้วย เพราะการค้าทางเรือของดัชต์นั้นมีความมุ่งหมายจะเชื่อมต่อเข้าไปสู่ตลาดรัสเซีย และดินแดนภาคพื้นไปทางใต้ถึงจักรวรรดิออตโตมัน รวมไปถึงตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออก จึงมีทะเลบอลติกเป็นผืนน้ำที่สำคัญที่สุด

นี่ทำให้ศูนย์กลางอำนาจเหนือทะเลบอลติคอย่างเดนมาร์กและสวีเดน มีบทบาทขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รวมทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลที่ทำให้สองอำนาจสแกนดิเนเวียนี้สามารถระดมทรัพยากรเพื่อสร้างกองทัพได้
สวีเดนเริ่มก้าวขึ้นเป็นจักรวรรดิ ขยายอำนาจของตนไปในทะเลบอลติกทั้งหมด รบกับโปแลนด์ เดนมาร์ก และรัสเซีย และคุมเส้นทางการเดินเรือสินค้าในทะเลบอลติกเอาไว้ได้
แสนยานุภาพและความโหดเหี้ยมของกองทัพสวีเดนนั้น ประกาศชัดเจนในสงครามสามสิบปี (The Thirty Years War, 1618-1648) และหลังสงครามสิ้นสุดลงเราเห็นทั้งสนธิสัญญาเวสฟาเลีย และสวีเดนก้าวขึ้นมาในฐานะจักรวรรดิ ภายใต้ช่วงเวลาของกษัตริย์อย่าง กุสตาฟที่ 2 อดอล์ฟ (Gustav II Adolf, 1594-1632) ซึ่งมีอำนาจทั่วไปในทะเลบอลติกรวมไปถึงเยอรมนีตอนเหนือด้วย

ปลายทางคือสงคราม

การจะดำรงอำนาจในฐานะจักรวรรดิ ย่อมมีสงครามเป็นส่วนประกอบด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ และการจะทำสงคราม ย่อมต้องระดมทรัพยากรมหาศาลเป็นเงาตามตัว สงครามเป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง กล่าวคือ กษัตริย์จะพระราชทานที่ดินหรือทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากการรุกรานดินแดนต่างๆ แก่ขุนนาง
รวมทั้งการทำสงครามก็คือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ** เพราะการจะหาเงินจ่ายหนี้ ก็ทำให้รัฐต้องมุ่งทำสงครามขยายดินแดนและปล้นสะดม สงครามจึงเป็นปลายทางที่พยุงรัฐการทหารเอาไว้
ความต้องการทำสงคราม รวมทั้งความต้องการของกองทัพ จึงเป็นตัวกำหนดโครงสร้างทางสังคม และการจัดการทรัพยากรของสวีเดนทั้งหมดในช่วงเวลานี้ ซึ่งทำให้สวีเดนกลายเป็นรัฐการทหารอย่างเต็มตัว
อ้างอิง
*เกอร์ฮาร์ด ออสไทร์ช (Gerhard Ostreich) แบ่งรัฐในยุโรปต้นยุคสมัยใหม่ออกเป็นสามประเภท คือ 1) รัฐการคลัง (Finanzstaat) 2) รัฐการทหาร (Militärstaat) 3) รัฐระบอบราชการ (Verwaltungsstaat) ขอบคุณอ.ทัศสภา อุมะวิชนี นักประวัติศาสตร์การทหาร สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับคำแปลในภาษาไทย
* * ต้องขอบคุณงานของ อลัน มิลวอร์ด (Alan Milward) เป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ผมเห็นประเด็นนี้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ที่ถูกกลบหายไปในยุค Homo Americanus
– Emmanuel Todd, Lineages of modernity : a history of humanity from the Stone Age to Homo Americanus, 2019, 125.
– Jan Lindegren, “The Swedish ‘Military State’, 1560-1720, Scandinavian Journal of History, 10 (4), 1985, 305-336.