สุนันทา วรรณสินธ์ เบล เรื่องและภาพ

 

เดือนนี้ Nooks & Vulture ยังอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติบริเตนเพื่อพาเที่ยวชมนิทรรศการ Marvellous and Mischievous: Literature’s Young Rebels (เก่งและแก่น: เด็กดื้อในวรรณกรรมเยาวชน) กลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กประถม เป็นนิทรรศการที่จัดแสดงหนังสือ ภาพประกอบ หรืองานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับหนังสือเด็กและเยาวชน โดยเน้นหนังสือที่มีตัวละครเอกเป็นเด็ก “แก่น” ซึ่งรวมถึง เด็กดื้อ ชอบก่อปัญหา ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่

 

 

 

นิทรรศการนี้ตั้งคำถามว่า “rebel” คือคนแบบไหน เป็นคนที่แหวกกฎเกณฑ์และยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตนเชื่อ คนที่กล้าหาญและพยายามเอาตัวหรือเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ยากลำบากและอันตราย หรือเป็นเพียงคนที่ชอบก่อปัญหาและหาเรื่องใส่ตัว โดยแนะนำให้รู้จักตัวละครจากหนังสือหลายเล่มจากผลงานวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่เขียนหรือแปลเป็นภาษาอังกฤษจากช่วงเวลากว่า 300 ปี นิทรรศการแยกห้องจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วนตามสถานที่ที่อาจพบเด็กดื้อเหล่านี้ ได้แก่ ที่บ้าน ที่โรงเรียน และระหว่างการผจญภัย

 

 

นิทรรศการจัดมุมเล็กๆ ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วม เช่น มุมอ่านหนังสือ, มุมโต๊ะเขียนหนังสือที่ตั้งคำถามว่า “What would you stand up for?” (คุณจะยืดหยัดเพื่ออะไร) และมีกระดาษให้เขียนคำตอบพร้อมพื้นที่จัดแสดงคำตอบบางส่วน เด็กหลายคนตอบว่า มิตรภาพ ความรัก หมา/แมว/สัตว์เลี้ยง และคนในครอบครัว, มีมุมให้เล่นแต่งตัวโดยมีเสื้อผ้าแบบต่างๆ ให้เด็กๆ ลองสวมใส่และรับบทบาทต่างๆ เช่น โจรสลัด แม่มด เสื้อนักเรียนที่มีรอยเปรอะเปื้อน พร้อมมีกระจกบานใหญ่ให้ส่องดู และมีโต๊ะเก้าอี้อีกมุมหนึ่งใกล้กระดานดำที่จำลองห้องเรียนพร้อมมีกระดาษให้เด็กเขียนการ์ตูน 5 ช่อง

 

 

นอกจากนี้ยังมีคำถามตามที่ต่างๆ ให้ผู้ชมขบคิดและมีส่วนร่วม เช่น “ที่นั่งหลังชั้นเรียนเป็นที่ของพวกเด็กดื้อจริงหรือไม่” (สมัยผู้เขียน มีแก๊งริมประตูที่มาสายเป็นประจำเมื่อเปลี่ยนห้องเรียน ส่วนแก๊งริมหน้าต่างชอบแอบกินขนม) “เธอคิดว่ากฎเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือเปล่า มีกฎข้อไหนบ้างที่เธอแอบนึกอยากละเมิด” หรือคำถามธรรมดาอย่าง “เธออยากเป็นอะไรเมื่อโตขึ้น” คำถามเหล่านี้เขียนอยู่ข้างตู้จัดแสดง สูงจากพื้นประมาณ 2-3 ฟุต ในระดับสายตาของกลุ่มเป้าหมายหลักของนิทรรศการนี้

 

 

ในนิทรรศการเราได้รู้จักกับ “เด็กดื้อ” หลายคนจากวรรณกรรม คนหนึ่งที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกคือ ปีเตอร์ แพน (จากนวนิยายของ J. M. Berrie, 1902) เขาเป็นเด็กชายที่ไม่ยอมโต ชอบเล่นผาดโผนและเอาแต่ใจตัวเอง ชวนเด็กๆ ครอบครัวดาร์ลิงหนีออกจากบ้าน แต่เขาก็มีข้อดีหลายข้อ มีน้ำใจ กล้าหาญ รักความยุติธรรม ดูแลเพื่อนพ้องและช่วยเหลือผู้อื่น แถมยังฉลาด หลอกกัปตันฮุคคู่อริให้พลาดท่าเสียทีหลายครั้ง

อลิซ ในดินแดนมหัศจรรย์ ก็เป็น “เด็กดื้อ” เราต่างชื่นชอบอลิซและสนุกกับการผจญภัยของเธอในแดนพิศวงและในเมืองกระจก (Alice’s Adventures in Wonderland, 1865 และ Through the Looking Glass, 1871 ของ Lewis Carroll) จนหลายคนอาจลืมไปว่าตอนต้นเรื่องอลิซเป็นเด็กเกียจคร้าน ไม่ชอบอ่านหนังสือ งีบหลับในสวน และหนีเข้าสู่โลกในแดนพิศวงที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ที่ไร้เหตุผล และกลับตาลปัตรกับโลกแห่งความจริง โลกที่ไร้ตรรกะ มีแมวหายตัวได้ กระต่ายพกนาฬิกา ยาที่ทำให้ตัวโตขึ้นหรือหดเล็กลง เราหลงใหลอลิซเพราะเธออยากรู้อยากเห็น กล้าต่อปากต่อคำและพูดความจริง รักความยุติธรรม และไม่เกรงกลัวความผิด

แมรี เลนน็อกซ์ (จากนวนิยายเรื่อง The Secret Garden ของ Frances Hodgson Burnett, 1911) เด็กอีกคนหนึ่งที่เอาแต่ใจและไม่เคารพกฎเกณฑ์ หลังพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยโรคร้ายในอินเดีย เธอย้ายมาอยู่อังกฤษกับลุงผู้ไม่แยแสเธอและเคร่งระเบียบกฎเกณฑ์ แมรีเป็นเด็กกำพร้าขาดความรักจึงก้าวร้าวและหยาบคาย แต่เมื่อมาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ นิสัยเธอก็เปลี่ยนไป การชอบแหกกฎของแมรีนำไปสู่การค้นพบสวนลับและการเปลี่ยนแปลงของตัวเธอเองและคนรอบตัวเธอ

ปิ๊ปปี้ ตัวละครจากชุดหนังสือเด็กของ Astrid Lindgren นักเขียนชาวสวีเดน เป็นที่รู้จักในชื่อภาษาอังกฤษว่า Pippi Longstocking เด็กอีกคนหนึ่งที่ไม่ยอมโตและไม่ยอมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของผู้ใหญ่ เธอแข็งแรงมากและมีเหรียญทองเต็มกระเป๋าจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ เธออยู่ตามลำพังและดูแลตัวเองได้ ชอบใบหน้าตกกระและเสื้อผ้ามอมแมมของตัวเอง ไม่ยอมฝึกมารยาท แม้ว่าเธอมีอำนาจจากความแข็งแรง แต่เธอไม่ใช้มันในทางที่ผิด เธอช่วยเหลือเด็กคนอื่นที่ถูกกลั่นแกล้งและมีเมตตาต่อสัตว์ เธอจึงเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน

แอนน์ เชอร์ลีย์ ในเรื่อง Anne of Green Gables (1908) ของ L. M. Montgomery ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับปิ๊ปปี้และเด็กแก่นอีกหลายคน เธอเป็นเด็กกำพร้าวัย 11 ขวบ ผมสีแดง หน้าตกกระ ถูกเพื่อนที่โรงเรียนล้อเรื่องหน้าตา จึงเอากระดานชนวนฟาดหัวเด็กที่ล้อเสียเลย เธอยืนหยัดต่อสู้เพื่อตัวเอง แม้ว่าอารมณ์ร้อนไปหน่อย ทั้งเธอยังมีความกตัญญูตอบแทนคุณผู้ที่รับอุปการะเธอ และเป็นที่รักของเพื่อนบ้าน

มาทิลดา (1988) ของ Roald Dahl ก็เป็นเด็กดื้ออีกคนหนึ่ง เธอชอบวางแผนแกล้งพ่อแม่และครูใหญ่ที่เรียกได้ว่าใจร้าย ติดอยู่ในโลกของตัวเองและไม่ฟังหรือเห็นใจเด็ก เธอเอากาวทาด้านในของหมวกพ่อตัวเอง และเมื่อพ่อใส่หมวก หมวกก็ติดหัวจนถอดไม่ออก นอกจากนี้เธอยังใช้พลังจิตขยับสิ่งของได้ ทำน้ำหกรดครูใหญ่และแกล้งผู้ใหญ่ใจร้ายอีกมากมาย ทว่ามาทิลดาก็มีจิตใจงดงาม เธอช่วยให้ครูประจำชั้นซึ่งถูกกดขี่และโดนโกงสมบัติได้สมบัติคืน และหลุดพ้นจากเงื้อมมือผู้กดขี่

โอลิเวอร์ ทวิสต์ ก็เป็นเด็กกำพร้าอีกคนหนึ่งที่คนทั่วโลกรู้จัก จากปลายปากกาของ Charles Dickens ตีพิมพ์เป็นหนังสือครั้งแรกในปี 1839 ฉากที่สร้างแรงบันดาลใจและน่าจดจำคือฉากโอลิเวอร์ขออาหารเพิ่ม ด้วยความกล้าหาญ ความหิว หรือความโชคร้ายที่จับได้ไม้สั้น โอลิเวอร์จึงต้องเป็นคนเอ่ยปากแทนเด็กๆ ในโรงงานและกลายเป็นฮีโร่ของใครหลายคน

เจน แอร์ (1847) นวนิยายคลาสสิกของ Charlotte Bronte ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ “rebel” เธอทนความยากลำบากและการถูกกดขี่จากญาติที่ไม่เต็มใจดูแลเธอ ต้องเผชิญความอยุติธรรมในสังคมในฐานะผู้หญิงตัวคนเดียวที่ยากจนขัดสนและไร้ญาติขาดมิตร แต่เธอก็อดทน ยึดมั่นในหลักการและเชื่อในเสรีภาพในการแสดงออกด้านอารมณ์ เธอไม่ยอมแต่งงานเพื่อให้มีอยู่มีกินหรือแม้กระทั่งเพื่อความรัก หากการแต่งงานครั้งนั้นไม่ถูกต้อง (มิสเตอร์โรเชสเตอร์มีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว และซินจิน ริเวอร์ส ขอเธอแต่งงานเพราะความเหมาะสมมากกว่าความรัก) แต่เธอกลับยินดีที่จะดูแลมิสเตอร์โรเชสเตอร์ภายหลังเมื่อเขาตาบอดและเสียมือไปข้างหนึ่ง

มู่หลาน เป็นอีกตัวละครหนึ่งซึ่งขัดกฎและประเพณีในสังคมเพื่อทำในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าถูกต้อง เมื่อทุกครัวเรือนต้องส่งผู้ชายเข้าร่วมรบ เธอปลอมเป็นชายและเข้ารบแทนบิดาที่แก่ชราและน้องชายที่ยังเล็ก เธอรบเคียงบ่าเคียงไหล่ทหารคนอื่นนานถึง 12 ปี ตัวละครมู่หลานสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนหลายยุคหลายสมัย ดังที่เราเห็นว่าถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ดิสนีย์หลายครั้ง

เด็กที่เป็น “rebel” อีกคนหนึ่งที่ผู้เขียนนึกถึงแต่ไม่ได้รวมอยู่ในนิทรรศการนี้คือแอนทิกอนี ธิดาของอีดิปัส ราชาที่สังหารพ่อและแต่งงานกับแม่ตัวเอง แอนทิกอนีเป็นลูกสาวคนเล็กจากการแต่งงานครั้งนี้ เรื่องราวของอีดิปัสมาจากบทละครโศกนาฏกรรมกรีกของซอโฟคลีส เขียนขึ้นประมาณ 441 ปีก่อนคริสตกาล หลังจากที่อีดิปัสทราบถึงความผิดของตัวเอง เขาแทงตาตนเองจนบอดและขอให้ครีออนผู้เป็นน้าชายเนรเทศเขา อีดิปัสยกธีปส์ให้ โพลีไนซีส และ อีทิโอคลีส บุตรชายสองคนครอบครอง สองพี่น้องตกลงว่าจะผลัดกันนั่งบัลลังก์คนละหนึ่งปี แต่ทว่าเมื่อครบหนึ่งปี อีทิโอคลีสไม่ยอมส่งมอบบัลลังก์ให้โพลีไนซีส ฝ่ายหลังจึงยกทัพมาตีเมืองธีปส์ ทั้งสองฆ่ากันตายพร้อมกันในสงครามชิงเมือง

ครีออนได้ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปและประกาศห้ามไม่ให้ใครจัดพิธีศพและไว้ทุกข์ให้แก่โพลีไนซีส ผู้ละเมิดกฎจะถูกปาหินจนตาย แอนทิกอนีขัดขืนคำสั่งนี้ เธอให้เหตุผลว่าครีออนไม่มีสิทธิ์ห้ามไม่ให้จัดงานศพหรือไว้ทุกข์แก่คนในครอบครัว และกฎที่ครีออนประกาศนั้นขัดกับความถูกต้อง แม้ว่าแอนทิกอนีไม่ถูกปาหิน แต่ก็ถูกขังให้ตายเองในสุสาน ซึ่งแอนทิกอนีก็ดื้อดึงในเรื่องนี้เช่นกัน เธอเลือกความตายให้กับตัวเองด้วยการผูกคอตาย

 

 

นอกจากหนังสือและงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับวรรณกรรมที่มีเด็กดื้อเป็นตัวละครหลัก นิทรรศการยังจัดแสดงร่างงานเขียนซึ่งแสดงถึงกระบวนการเขียนและวิธีคิดของผู้เขียน ทั้งยังเสนอว่านักเขียนชื่อดังอย่าง Roald Dahl ก็ยังต้องปรับแก้งานหลายต่อหลายครั้งและมีคำที่สะกดผิดด้วย นอกจากนี้ยังมีสมุดโน๊ตของ Zanib Mian ผู้เขียน Accidental Trouble Magnet (2018) ที่มีโน๊ตย่อ ภาพวาด และการระดมสมองของผู้เขียน เพื่อเป็นแรงบรรดาลใจแก่นักเขียนรุ่นเยาว์

จากตัวละคร “เด็กดื้อ/เด็กแก่น” ที่กล่าวมา อาจสรุปได้ว่านิทรรศการนี้ต้องการเสนอว่าเราจำเป็นต้องมีลักษณะของ “rebel” เพื่อสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงรอบตัว นอกจากนี้ตัวละครที่เป็นเด็กดื้อมักเป็นเด็กกำพร้า หน้าตาไม่ดี ยากจน และส่วนใหญ่โดดเดี่ยวไร้เพื่อน ซึ่งอาจเป็นเครื่องปลอบประโลมใจผู้อ่านหลายคนที่รู้สึกโดดเดี่ยว ว่าความเข้มแข็งจะเป็นลักษณะที่ทำให้ตนฝ่าอุปสรรคไปได้ นอกจากนี้ยังสอนผู้อ่านไม่ให้มองคนด้านเดียว ตัวละครที่แก่นแก้วและดื้อรั้นมีความกล้าหาญและความเป็นผู้นำอยู่ในตัว

แม้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของนิทรรศการ Marvellous and Mischievous: Literature’s Young Rebels คือเด็กประถม แต่ก็เปิดให้คนทั่วไปที่สนใจเข้าชม โดยสามารถสำรองบัตรได้ฟรีทางอินเทอร์เน็ตหรือที่เคาน์เตอร์หน้างาน ทั้งนี้ทางหอสมุดขอสงวนพื้นที่ในวันอังคารและพุธของทุกสัปดาห์ไว้สำหรับกลุ่มทัศนศึกษาจากโรงเรียน

นอกจากนี้ ในช่วงที่นิทรรศการเปิดใหม่ยังมีกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย เช่น เล่านิทาน เวิร์กช็อปแต่งเรื่องสั้นและศิลปะการแสดง และการบรรยายจากนักเขียนแห่งชาติสาขาวรรณกรรมเด็ก และนักเขียนร่วมสมัยอีกหลายคน ในวันที่ผู้เขียนไปชมนั้นมีครอบครัวที่พาเด็กก่อนวัยเรียนเข้าชม เด็กเหล่านี้ยังอ่านหนังสือไม่ออก จึงเดินเล่น ปีนป่ายตามที่นั่งและขีดเขียนบนกระดาษที่ทางหอสมุดเตรียมไว้ให้ ผู้ใหญ่ที่พามาก็ชี้ชวนให้ดูรูปภาพในนิทรรศการ อ่านข้อความ หรือเล่าเรื่องให้เด็กฟัง เป็นภาพที่น่ารักและอบอุ่นทีเดียว

Author

Sunanta Wannasin Bell

สุนันทา วรรณสินธ์ เบล - นักแปลหนังสือชั้นนำระดับโลก เช่น ผลงานวรรณกรรมของซัลมาน รัชดี และวิลเลียม โฟล์คเนอร์ รวมถึงผลงานหนังสือสารคดีหลายเล่มของสำนักพิมพ์ bookscape และมติชน