กองบรรณาธิการ เรื่อง

เมธิชัย เตียวนะ ภาพ

 

 

วันที่ท้องถนนราชดำเนินกลายเป็นที่ชุมนุมใหญ่ของนิสิตนักศึกษาในการเดินหน้าขับไล่เผด็จการอย่างทรงพลังและเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสียงของพวกเขามีทั้งผู้โอบรับ สนับสนุน ไปจนถึงผู้ตั้งคำถามและไม่เห็นด้วย

ท่ามกลางแรงเสียดทานจากผู้มีอำนาจ สังคมไทยทำความเข้าใจไหมว่า พวกเขาเติบโตมาแบบไหน ทำไมถึงปฏิเสธสังคมปัจจุบัน แล้วสังคมในฝันมีหน้าตาอย่างไร

ต่อไปนี้เป็นทัศนะของ จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ร่วมก่อตั้งคณะประชาชนปลดแอก และกำลังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกจับกุมคุมขังตั้งแต่วัยนักศึกษา

101 จับประเด็นและเก็บความบางส่วนจากการสนทนากับจุฑาทิพย์มาให้พิจารณากัน

 

:: เสน่ห์ของประชาธิปไตย ::

 

 

ม็อบทุกวันนี้เต็มไปด้วยความหลากหลาย เราคิดว่าเสน่ห์ของประชาธิปไตยคือการที่ทุกคนสามารถพูดในสิ่งที่อยากพูด สามารถแสดงออกถึงข้อเรียกร้องในสิ่งที่เราต้องการได้

แต่ละคนอาจจะถนัดแต่ละประเด็นที่ต่างกันไป แต่ต่างคนก็มาถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองรู้ให้ประชาชนรับทราบในสารที่ตัวเองอยากจะเล่า ไม่ว่าจะขึ้นเวทีหรือไม่ได้ขึ้นเวทีก็มีข้อเรียกร้องสิ่งเดียวกัน ภายใต้ความเป็นประชาธิปไตยและสิทธิขั้นพื้นฐาน

โดยภาพรวมตอนนี้เรามองว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ที่คนในสังคมได้รับรู้ว่าเกิดการเรียกร้องอะไรในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะพูดถึง 10 ข้อหรือ 3 ข้อที่นักศึกษาเรียกร้องก็ตาม

เป็นที่รับรู้กันดีว่าสภาวะสังคมตอนนี้ไม่ได้เอื้อให้เราตั้งคำถามมาก แต่ถ้าพื้นที่เปิดให้เราสามารถตั้งคำถามได้ก็เป็นสิ่งที่ดี แม้จะมีคนเห็นต่างในสิ่งที่เราเรียกร้องถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะการถกเถียงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม เราอยากให้ม็อบเป็นม็อบของทุกคน

 

:: สื่อต้องรับใช้ประชาชน ::

 

 

เราไม่สามารถตอบชัดๆ ได้ว่าการเรียกร้องของเราดำเนินมาถึงกลางทางหรือปลายทาง เพราะเรากำลังขับเคี่ยวให้เห็นปลายทางมากที่สุด ซึ่งคนก็ออกมาร่วมชุมนุมเยอะแล้ว

ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะตั้งกรรมาธิการปาหี่ต่างๆ ขึ้นมารับฟังพวกเรา แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำคือการตัดขาดจากประชาชน

โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักแทบจะไม่ออกข่าวพวกเราเลย ตอนไปมหา’ลัยได้ฟังจากเพื่อนๆ ว่า พวกเขาไปม็อบเหมือนกัน แต่พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายแทบไม่ทราบข่าวเลยว่ามีอะไรเกิดขึ้น จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีคนเล่าให้ฟัง

อินเตอร์เน็ตก็ไม่เสถียร ถ่ายทอดสดก็ไม่ได้ รัฐทำการบล็อกพวกเราทุกช่องทาง แต่รัฐยิ่งบล็อก พวกเราต้องยิ่งส่งเสียงให้ดังยิ่งๆ ขึ้นไป

เราอยากให้สื่อกระแสหลักมาจับประเด็นของพวกเรามากกว่านี้ เพราะเสียงของทุกคนมีค่ามาก อยากให้สื่อรับใช้ประชาชนด้วย เพราะถ้าโฟกัสแค่รัฐบาลหรือทำตามรัฐบาลอย่างเดียว อนาคตก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร เพราะความง่อนแง่นของรัฐบาลสะท้อนว่าเขากลัวพวกเราอยู่

 

:: ให้มันจบที่รุ่นเรา ::

 

 

ลึกๆ แล้ว เราอยากให้จบเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะเราไม่อยากจะทนอยู่ในสภาพสังคมแบบนี้แล้ว เราไม่อยากจะทนในการต้องมีหมายจับหรือการถูกดำเนินคดี เราอยากให้เกิดสังคมที่เป็นประชาธิปไตยเร็วที่สุด

อยากให้มันจบที่รุ่นเรา เราไม่สามารถสัญญาได้ว่าจะเป็นตอนไหน แต่เราก็พยายามจะผลักดัน ขับเคี่ยวไปเรื่อยๆ เพื่อให้ผู้มีอำนาจคิดได้แล้วว่าเราอยากเห็นสังคมดีขึ้น ไม่ใช่พอพวกเราออกมาก็หาวาทกรรมมาใส่ร้าย ถ้าทำแบบนี้ไม่จบแน่ๆ

โครงสร้างสังคมไทยเป็นระบบที่กดกันลงมาเป็นทอดๆ ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจก็พยายามใช้อำนาจมาบีบเรา ทั้งอำนาจสั่งการ อำนาจศาล อำนาจจับกุมต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการต่อสู้ของพวกเราไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างอายุ การต่อสู้ของพวกเราไม่ได้เป็นเรื่องระหว่างวัย แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้มีอำนาจกับประชาชนธรรมดามากกว่า เราต่อสู้เพื่อสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียม

 

:: กำลังใจครอบครัว ::

 

 

ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็เตรียมใจกับที่บ้านไว้แล้ว ไม่เคยกลัว แต่อาจมองอีกแบบก็ได้ว่ามันจะไม่เกิดอะไรขึ้นกับเราหรือกับคนอื่นๆ ที่ออกมาเรียกร้อง เพราะปัจจุบันมีกระแสสังคม มีโซเชียลมีเดียที่ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตาได้ สามารถลดแรงเสียดทานจากอำนาจรัฐได้

ส่วนตัวเรากับแม่และครอบครัวไม่ได้เป็นสลิ่ม มีญาติๆ เป็นบ้าง แต่สำหรับแม่นั้นเป็นคนเข้าอกเข้าใจเรามากๆ ตอนที่มีหมายจับ แม่ก็โทรมาให้กำลังใจแล้วบอกให้เรามีสติ อย่าเพิ่งทำอะไรวู่วาม ถ้าตำรวจจะจับก็ให้ตั้งสติและทำตามขั้นตอนไป

ส่วนเพื่อนๆ ก็ไม่ต่างจากเรา พ่อแม่ไม่ค่อยเป็นสลิ่ม พ่อแม่จะเข้าใจสิ่งที่พวกเราทำ เพราะพ่อแม่เป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเรามากที่สุด เขาจะรู้เหตุผลว่าเราทำอะไร ส่วนคนที่ไม่เข้าใจจะเป็นญาติๆ ที่ไม่ได้ใกล้ชิดเราและมีความคิดอีกชุดหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้เกิดช่องว่าง เขาจะชอบตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องออกไปชุมนุม บางคนก็มาด่าแม่เราว่าทำไมปล่อยให้ลูกออกไปแสดงออกแบบนั้น

ถ้าให้พูดตรงๆ การพูดโน้มน้าวประชาชนบนเวทีกับพูดให้ญาติๆ ฟัง พูดให้ญาติฟังยากกว่า เพราะเขารู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของเรา แต่ถ้าเป็นประชาชนจะรู้สึกถึงการมีจุดร่วมทางอุดมการณ์เดียวกัน

ส่วนตัวแล้วรู้สึกโชคดีที่แม่ไม่เคยขัดขวางอะไรเลย แม่ให้เสรีภาพมาตลอด ไม่เคยบังคับให้เราต้องฝันหรือต้องเป็นอะไร เราก็เลยค้นหาตัวเองมาตลอดว่าเราอยากทำอะไร จนวันหนึ่งได้มาจับงานการเมือง มันทำให้เรามีความสุขมาก แม้จะเหนื่อยก็เป็นความเหนื่อยที่ไม่ใช่ไม่อยากทำ เหนื่อยก็แค่พักเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกว่าการทำให้ประเทศดีขึ้นเป็นภาระ

 

:: บนถนนเรียนรู้การเมือง ::

 

 

เราสนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม-มัธยมแล้ว แต่ไม่ได้เข้าใจอะไรมาก ตอน ป.3 เริ่มตั้งคำถามว่าทำไมพ่อแม่ต้องแยกทางกัน ต่อมาก็พบว่าเป็นเหตุผลด้านการเงิน แล้วทำไมต้องเป็นเรื่องเงิน ทำไมเราไม่มีช่องทางในการสร้างอาชีพเลย

พอโตมาก็ตั้งคำถามว่าจะมีอาชีพสักกี่อย่างที่ทำให้เรามั่นคงได้ ทำไมถึงมีแต่ข้าราชการ เราจะเป็นข้าราชการได้ยังไง เพราะพ่อแม่เราไม่ได้เป็นข้าราชการ เป็นแค่ชาวไร่ชาวนา ตอนแรกคิดว่าปัญหาเราเป็นเรื่องปัจเจกหรือเปล่า

พอมาเรียนระดับมหาวิทยาลัยก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทุกๆ เรื่องเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด เป็นเรื่องโครงสร้างสังคม ถ้าพื้นที่ต่างจังหวัดมีการสร้างอาชีพได้ มีการเปิดช่องทางให้พ่อแม่สามารถทำงานได้ พ่อแม่เราก็คงไม่ต้องเลิกกันก็ได้

ปัญหาการขนส่งสาธารณะ ปัญหาการศึกษา เป็นเรื่องการเมืองทั้งนั้น เราเรียนชั้นประถมที่จังหวัดอำนาจเจริญซึ่งไกลจากกรุงเทพฯ มาก ไม่มีสนามบิน การรักษาพยาบาลก็ไม่ดี ถ้าอยากได้การรักษาที่ดีขึ้นมาหน่อยต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อไปโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลประจำจังหวัดก็คิวยาวมาก มาตีห้าได้รักษาบ่ายสอง

พอมาเรื่องการศึกษาก็ยิ่งหนักใหญ่เลย เราเข้าใจดีว่าคุณครูของเรามีจิตใจที่อยากสอนนักเรียน แต่สภาพแวดล้อมไม่ได้เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ มันทำให้เราไม่ได้อยากจะฝันอะไรมากมาย ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นสวัสดิการพื้นฐานของรัฐด้วยซ้ำ แต่ทำไมความเจริญมันถึงกระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง เราเข้ามาเรียนมหา’ลัยช่วงแรกลำบากมาก ต้องทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย เพื่อจะดำรงชีพในเมืองได้ แต่ค่าแรงก็ต่ำมาก

การได้เรียนธรรมศาสตร์ทำให้เราได้เรียนรู้การต่อสู้ในประวัติศาสตร์ของคนรุ่นพี่ๆ ว่าปัจจุบันเรายังเรียกร้องในประเด็นเดียวกัน แม้หลายคนจะเสียชีวิตไป หรือหลายคนต้องพลัดพรากครอบครัวกันไป

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากเข้ามาทำงานการเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เพราะประเทศนี้ไม่ใช่ทุกคนจะลืมตาอ้าปากได้ ยังมีอีกหลายคนที่ถูกกดทับไว้อยู่ ถ้าเราสร้างสังคมที่เท่าเทียมกันได้คงจะดี

 

:: การเมืองในฝัน ::

 

 

ถ้าการเมืองดี เราฝันว่าอยากมีครอบครัว อยากมีลูก อยากทำงานที่ชอบ อยากทำงานที่ไม่หนักมากแต่ทำให้ชีวิตมั่นคงได้ ได้ทำขนม ได้เขียนหนังสือ ได้ไปเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ดี มีการรักษาพยาบาลที่ดี มีสภาพแวดล้อมที่ดี

ถ้าเรามีครอบครัวและมีลูกได้เกิดมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ก็เป็นสิ่งที่เราฝันมาตลอดว่าคนรุ่นต่อไปที่เกิดมาต้องอยู่ในสภาพสังคมที่ดีกว่าเรา

ส่วนสังคมในฝันของเราก็คือสังคมที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนคือราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง เราอยากให้ทุกคนเคารพกฎหมาย อยากให้ทุกคนเคารพรัฐธรรมนูญ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันหมด

รัฐธรรมนูญจะเป็นตัวกำหนดว่าพวกเราจะมีเสรีภาพขนาดไหน ทำอะไรได้บ้าง แต่ถ้าเราอยู่กันคนละกติกา ก็จะเป็นเหมือนทุกวันนี้ที่มีคนถูกอุ้มหายบ้าง มีคนถูกคดีทางการเมือง และมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกมากมาย

ถ้าทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน บ้านเมืองจะดีมากยิ่งขึ้น แล้วถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นประชาธิปไตย ก็น่าจะเป็นประเทศที่เอื้อให้เรามีความฝัน จากนั้นคนที่มีแรงมีความสามารถก็จะมาช่วยพัฒนาประเทศของเราให้ดียิ่งขึ้น