fbpx
สู้ความอยุติธรรม

สู้ความอยุติธรรม

นำชัย ชีววิวรรธน์ เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

“รูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของความอยุติธรรมก็คือการเสแสร้งว่ายุติธรรม”

เพลโต

คุณเคยมีประสบการณ์พบเจอกับ ‘ความอยุติธรรม’ บ้างไหมครับ

ผมเชื่อว่าไม่มากก็น้อย เมื่ออายุมากขึ้น คุณก็จะต้องผ่านพบเรื่องที่รู้สึกได้ว่า ‘ไม่ยุติธรรม’ อยู่บ้าง ซึ่งก็มีทั้งที่โจ่งแจ้งหรือมิดเม้น ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเองและที่เกิดกับคนรอบข้าง และได้ยินได้ฟังมาอีกที

ปกติเรารับมือหรือจัดการกับความอยุติธรรมพวกนี้อย่างไรกัน?

 

เราเติบโตมากับความ(อ)ยุติธรรม

 

นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์จนรู้ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า การเรียนรู้เรื่องความยุติธรรม (หรือความไม่ยุติธรรม) สั่งสมจนฝังลึกลงในความรู้สึกและความจำตั้งแต่ตอนที่เรายังเป็นเด็ก

มีการวิจัยที่แสดงว่า เมื่อพบเจอเรื่องราวที่จบลงด้วยความยุติธรรม จะไปกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้รับ ‘รางวัล’ ไม่ว่าเรื่องดังกล่าวเกิดกับคนอื่นหรือตัวเราเองก็ไม่ต่างกัน

ตรงกันข้าม ความไม่ยุติธรรมไปกระตุ้นสมองส่วน ‘อะมิกดาลา’ (amygdala) ที่เป็นสมองส่วนที่โบราณมาก พัฒนามาตั้งแต่เกิดสัตว์เลื้อยคลานขึ้น โดยเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก ทำหน้าที่ควบคุมความโกรธกับความกลัว พูดอีกอย่างก็คือ หากพบเจอเรื่องอยุติธรรม เราจะเข้าสู่โหมด ‘ลุยหรือหลบ’ อย่างอัตโนมัติ

ผลรวมๆ ก็คือเกิดความกระวนกระวายและความตึงเครียดในใจขึ้น หัวใจจะสูบฉีดเลือดรุนแรงขึ้น การรับรู้เรื่องความอยุติธรรม จึงส่งผลกระทบอย่างฉับพลันทันทีทั้งทางชีวภาพและกายภาพ

อาจมีคนสงสัยว่าในกรณีที่เราทำสิ่งที่คล้ายกับเป็น ‘การแกว่งเท้าหาเสี้ยน’ โดยการเสนอหน้าไปสู้เพื่อความยุติธรรมของคนอื่นนั้น เช่น การต่อสู้เพื่อคนที่โดนลักพาตัวหายไป การเรียกร้องแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเหมือง เขื่อน ฯลฯ จะมีประโยชน์อะไรกับตัวเราเอง?

ดูเผินๆ แล้ว ได้ก็ไม่น่าจะคุ้มกับเสียเท่าไหร่ แต่นักจิตวิทยาอธิบายว่าการทำดังว่านั้น แท้จริงแล้วเป็นการได้ประโยชน์ส่วนตัวทางอ้อมด้วย เราเองก็คาดหมายว่าจะได้ประโยชน์จากความยุติธรรมที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

เรื่องที่ต้องรู้ก็คือ อารมณ์ความรู้สึกต่อความไม่ยุติธรรมมักจะรุนแรง จนไป ‘บดบัง’ ความสามารถในการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล จนเกิดอาการหุนหันพลันแล่นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เพราะสมองส่วนคิดหาเหตุผล (ซีรีบรัม) มาพัฒนาเอาตอนเกิดพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงอย่างไพรเมตแล้ว

ดังนั้น วิธีการจัดการกับความไม่ยุติธรรมคือ เราต้องดึงตัวเองให้กลับมาอยู่กับเหตุและผลก่อน จึงจะตัดสินใจตอบสนองได้อย่างถูกต้องมากขึ้น มากกว่าจะตอบสนองโดยการใช้กำลังหรืออารมณ์เท่านั้น

 

สัญชาติญาณที่ฝังในดีเอ็นเอ

 

อันที่จริงสัญชาตญาณแบบ ‘ต่างตอบแทน’ ก็อาจจัดเป็นรูปแบบโบราณของความยุติธรรมแบบหนึ่งได้เช่นกัน ในสัตว์ที่มีวิวัฒนาการใกล้ชิดกับคนคือในพวกลิงนั้น ลิงที่หาเห็บหาหมัดให้ลิงตัวอื่น ก็หวังจะได้รับความช่วยเหลือกลับในแบบเดียวกัน

ลิงที่เอาแต่ได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว จึงก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นในฝูง และลิงตัวอื่นๆ ก็จะไม่ยอมคบ ไม่ยอมทำให้อีกต่อไป เพราะไม่ต้องการโดนเอารัดเอาเปรียบ

การเปรียบเทียบแบบนี้ บางครั้งก็มีลักษณะสัมพัทธ์ด้วย เช่น ลิงที่เห็นลิงในกรงข้างๆ ได้กินของอย่างเดียวกับตน ก็จะไม่รู้สึกอะไร แต่หากทำตามคำสั่งอย่างเดียวกัน แต่ได้รับรางวัลที่ต่างกัน โดยอีกฝ่ายดูเหมือนจะดีกว่า เช่น ได้แตงโมที่หวานกว่าแทนที่จะได้รับแตงกวาเหมือนกับตน ก็ถึงกับลงมือประท้วงเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าแม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างลิง ก็มีความรู้สึกและรับรู้ได้ถึงความยุติธรรมแล้ว

ในสังคมสมัยใหม่ที่คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก โอกาสที่จะประสบพบเจอความอยุติธรรมก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย บางคนถึงกับจำฝังใจเรื่องที่ถูกกระทำ โดยเฉพาะหากเป็นเหตุการณ์ในวัยเด็ก ก็อาจสร้างความขมขื่นและส่งผลกระทบต่อไปได้อย่างยาวนาน

การต้องปรับตัวกับความคิดที่ว่า เราไม่มีอำนาจ ไม่อาจทำอะไรได้ อาจส่งผลเสียรุนแรงมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละคน

 

เริ่มจากหยุดโบยตีตัวเองซ้ำๆ

 

มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับมือกับความไม่ยุติธรรมได้ดี มีนิสัยบางอย่างร่วมกัน อย่างน้อยก็ในสามเรื่องดังนี้ หนึ่งคือ สามารถรับรู้อารมณ์ตัวเองได้ไว ก่อนจะนำไปสู่การคิดจนเลยเถิดอย่างซ้ำๆ ที่ไม่มีประโยชน์

คนที่ต้องเผชิญกับความยุติธรรม แต่รู้สึกว่า ‘อยู่ในภาวะจำยอม’ ไม่อาจทำอะไรได้เลยเพื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเรื่องดังกล่าว จะส่งผลกระทบทางลบหลายอย่าง ที่พบได้บ่อยและบั่นทอนสุขภาพจิตมากคือ การเฝ้าคิดหมกมุ่น คั่งแค้น เจ็บใจถึงเรื่องดังกล่าวอยู่อย่างซ้ำๆ

ฉะนั้น ต้องฝึกการรับรู้อารมณ์ตัวเอง โดยเฉพาะความโกรธแค้น และบอกกับตัวเองว่า การคิดซ้ำๆ วนเวียนไปมาแบบนี้ไม่ช่วยอะไร สิ่งที่ต้องทำจริงๆ ได้แก่ การมองให้เห็นสถานการณ์จริงๆ ว่าเป็นเช่นไรแน่ และคิดหาทางแก้ไข

บางคนใช้วิธีนึกภาพ ‘เครื่องหมายจราจรหยุด’ ในหัว เมื่อเริ่มจะเกิดอาการย้ำคิดเรื่องแบบนี้

การฝึกความรู้สึกสงสารและเห็นใจตัวเองก็อาจช่วยได้สำหรับบางคน ให้ระลึกว่าเราทำดีที่สุดแล้วภายใต้สถานการณ์ตอนนั้น วิธีนี้จะช่วยทำให้เกิดความโกรธแค้นหรือเกลียดชังยากขึ้น

ความอยุติธรรมกับความโกรธเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด ความโกรธทำให้ร่างกายตึงเครียด ซึ่งจะไปเพิ่มความเจ็บปวดในใจ ความโกรธยังส่งผลทางกาย โดยไปทำให้มีอาการอักเสบง่ายขึ้น สุขภาพโดยรวมจึงแย่ลง

การตัดวงจรความโกรธและการเก็บกดในใจ จึงส่งผลดีต่อสุขภาพ ทำให้เราหันมาใส่ใจกับวิธีแก้ไขปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล ถูกต้องตามหลักการได้มากขึ้นอีกด้วย

 

หันมาคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล 

 

นิสัยที่สองคือ เมื่อหยุดคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว ก็ต้องฝึกคิดหาทางรับมือในแบบเป็นเหตุเป็นผล ก่อนจะทำอะไรต่อไป บางครั้งการได้หยุดเพื่อคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล จะทำให้เราตอบสนองแตกต่างออกไปเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตอนมีคนแซงคิว หรือตอนมีคนวิ่งตัดหน้ารถ ฯลฯ เพราะบางเรื่องอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือให้อภัยได้ไม่ยากนัก

หากเรามาพิจารณาอย่างจริงๆ จังๆ โดยไม่มีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจมาเกี่ยวข้อง

การโดนให้ออกจากงาน ย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจและขุ่นเคืองใจ แต่หากเราแบกอารมณ์ดังกล่าวติดตัวไปตลอดเวลา ก็ย่อมไม่ดีแน่ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ควรทำลายความสุขในเรื่องอื่นๆ ในชีวิต แน่นอนว่าต้องปรับตัวหางานใหม่ แต่การต่อสู้เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสมต่อการให้ออกจากงาน ก็จะทำได้ดีขึ้น

โดยไม่ไปทำลายความสุขทั้งหมดของชีวิตลง

มีงานวิจัย (Intl J Business Mgt Stud 2018, 10 (1), 30-43) ที่แสดงว่า การรับรู้ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความซึมเศร้าและความเคืองใจจากงานได้ และยังส่งผลทำให้ลูกจ้างต้องการลาออกจากงาน

แต่การฝึกใจให้อ่อนโยนลง โกรธยากขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นต้องมีความอดทนกับตัวเองไม่น้อย แต่หากทำบ่อยๆ ก็จะเกิดความก้าวหน้ามาขึ้นทีละน้อยแบบรู้สึกได้

 

แยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้

 

ลักษณะนิสัยสุดท้ายที่พบบ่อยในคนที่รับมือปัญหาความอยุติธรรมได้ดีก็คือ ความสามารถในการแยกแยะว่า อะไรที่เราเองควบคุมได้และสามารถทำบางอย่างได้ และอะไรที่ทำเช่นนั้นไม่ได้

การถูกเอารัดเอาเปรียบในอดีตนั้น เราย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่เราสามารถจัดการกับความอยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้นได้ สำหรับคนบางคนแล้ว ไม่ว่าจะนิสัยใจคอหรือการตัดสินใจ ก็ยากเกินจะไปเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ ในหลายๆ กรณีต้องถามตัวเองว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการตอบสนองต่อคนพวกนี้ ‘ของเราเอง’ ได้ไหม และได้มากน้อยเพียงใด

เราอาจเปลี่ยนแปลงโศกนาฏกรรมในอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถต่อสู้เพื่อแก้ไข ‘สาเหตุ’ ของเรื่องเหล่านั้นที่ยังดำรงอยู่ได้ และแน่นอนว่าหากเราทำด้วยความอดทนมุ่งมั่น ก็ย่อมจะช่วยป้องกันโศกนาฏกรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

เราอาจจะต้องระลึกตนอยู่เสมอว่า เราก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชน ซึ่งบางครั้งก็ยังตอบสนองโดยใช้อารมณ์ต่างๆ อยู่นั่นเอง แต่เรื่องสำคัญก็คือ หากเราสามารถก้าวข้ามอารมณ์โกรธและอารมณ์อื่นๆ ที่จะบดบังไม่ให้เรามองเห็นวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องได้เสียแล้ว

เราก็มีโอกาสจะควบคุมปัจจัยต่างๆ โดยเริ่มจากการควบคุมตัวเอง และทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงความอยุติธรรมในสังคม ให้สิ่งเหล่านั้นเหลือน้อยลงหรือแม้แต่จะหมดไปในที่สุด

 

 

MOST READ

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

Life & Culture

24 Dec 2018

‘สิงโตนอกคอก’ กับมุมมองต่อความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล เขียนถึงเรื่องสั้น ‘สิงโตนอกคอก’ ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ที่ตั้งคำถามกับประเด็นจริยธรรม เชื่อมโยงกับมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล

24 Dec 2018

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save