อิสระ ชูศรี เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

*หมายเหตุ : มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ Game of Thrones ซีซั่น 8 ตอนที่ 1

 

หลังจากวันที่ 15 เมษายนเป็นต้นมา (หรือ 14 เมษายนในดินแดนหลังเส้นเมริเดียนปฐม) โลกของคนดูซีรีส์ก็แตกแยกออกเป็นฝ่ายของคนที่ดูมหาศึกชิงบัลลังก์ ฤดูกาลที่ 8 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของซีรีส์ที่ใช้เวลาฉายนาน 9 ปี และฝ่ายของคนที่ไม่ได้ดู

ในฝ่ายที่ดู เมื่อใครพูดชื่อตัวละครหรือเหตุการณ์ย้อนหลังใดๆ ขึ้นมา คนที่มีความรู้พื้นหลังร่วมกันก็เหมือนจะเข้าใจไปหมด ในทางกลับกัน ฝ่ายคนที่ไม่ได้ดูก็จะไม่เข้าใจเลย แถมยังอาจสงสัยเลยไปว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบ้าอะไรกัน

ผมเรียกสถานการณ์แบบนี้ว่าการอยู่กัน ‘คนละโลก’ ของความรู้พื้นหลังและการอ้างอิงความหมาย แน่นอนว่าในระหว่างสองโลกข้างต้นนี้ ผมสังกัดฝ่ายของคนที่ดู

สำหรับคนที่ไม่ได้ดู บทความนี้ไม่ใช่การโฆษณาว่ามหาศึกชิงบัลลังก์ หรือ Game of Thrones (ต่อไปจะเรียกโดยย่อว่า GoT) ซึ่งสร้างมาจากเค้าโครงของนวนิยายหลายภาคยังไม่จบ ที่มีชื่อชุดว่า A Song of Ice and Fire ของ เจ.อาร์.อาร์. มาร์ติน มันมีความน่าสนุกชวนติดตามอย่างไร แต่เป็นความพยายามที่จะอธิบายว่าในสายตาของคนดูคนหนึ่งนั้น เขาเห็นอะไรบ้าง? เมื่อรู้แล้วก็อาจได้ประโยชน์ไม่มาก แต่อาจได้ความเข้าใจเพื่อนร่วมโลกที่อยู่ต่างฝ่ายกันไม่มากก็น้อย สำหรับคนที่ดู ผมแค่อยากจะบอกว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกเยอะ

ผมขอสรุปเรื่องย่อของซีรีส์อายุย่าง 9 ปีนี้สักสองสามย่อหน้า ก่อนที่จะพูดถึงฤดูกาลสุดท้ายที่ผมจะนำเสนอแง่มุมที่พึงสนใจในลำดับต่อไป

ณ วินเทอร์เฟลล์ ดินแดนเหนือ 15 ปีหลังจากการที่โรเบิร์ต บาราเธียน โค่นล้มราชวงศ์ทาร์แกเรียน และตั้งราชวงศ์บาราเธียนปกครองเวสเทอรอสแทน  เน็ด สตาร์ค ผู้ครองปราสาทวินเทอร์เฟลล์และผู้รั้งดินแดนเหนือ ได้รับคำสั่งให้ไปเป็นสมุหนายกในเมืองหลวงแทนที่จอห์น อาร์ริน ที่โดนวางยาพิษตาย หลังจากที่เขาเดินทางไปรับตำแหน่ง กษัตริย์บาราเธียนก็ตายลงเพราะถูกหมูป่าขวิด ระหว่างที่กำลังชุลมุนหาผู้สืบทอดบัลลังก์อยู่นั้น เน็ด สตาร์ค ก็ต้องหาว่ากบฏและถูกประหาร โดยมีตระกูลแลนนิสเตอร์อยู่เบื้องหลัง จอฟฟรีย์ลูกของกษัตริย์โรเบิร์ตกับเซอร์ซี แลนนิสเตอร์ ขึ้นครองราชย์ต่อและถูกวางยาพิษตาย เกิดสงครามกลางเมืองแย่งชิงบัลลังก์กัน โดยมีตระกูลสตาร์ค ตระกูลบาราเธียน เข้าต่อสู้กับตระกูลแลนนิสเตอร์ ผลที่สุดทั้งสองตระกูลที่ลุกขึ้นสู้ก็พ่ายแพ้ ลูกคนโตและภรรยาของเน็ดถูกฆ่า และพี่น้องตระกูลสตาร์คคนอื่นๆ หนีตายไปหลบภัยในที่ต่างๆ  ลูกนอกสมรสของเน็ดชื่อจอน สโนว์ ไปอยู่ที่กำแพงน้ำแข็งใหญ่เพื่อทำหน้าที่ต้านทานราชันย์รัตติกาล ที่กำลังเดินทัพบุกเข้าทำลายอาณาจักรของมนุษย์และเปลี่ยนทุกชีวิตให้กลายเป็นผีดิบน้ำแข็ง

ณ ทวีปเอสซอส สองพี่น้องชายหญิงเชื้อสายทาร์แกเรียน วีเซอริสและแดเนอริส พยายามหาผู้สนับสนุนเพื่อเดินทางกลับไปทวงบัลลังก์เวสเทอรอสคืน แดเนอริสถูกยกให้เป็นราชินีของโดรโก ราชาแห่งชนเผ่าเร่ร่อนโดธรากีที่เชี่ยวชาญการรบบนหลังม้า วีเซอริสถูกฆ่าตาย และต่อมาไม่นานโดรโกก็ตายจากไปด้วยเหตุสืบเนื่องจากบาดแผลในการต่อสู้ แต่ของขวัญเป็นไข่มังกรสามฟองที่แดเนอรีสได้มา กลับฟักเป็นตัวจากเหตุเพลิงไหม้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแดเนอริสก็ค่อยๆ สะสมกำลังทหารด้วยนโยบายเลิกทาสเป็นไท และโดยอาศัยบารมีในฐานะราชินีมังกร ท้ายที่สุดแดเนอริสได้ยกกำลังทหารขึ้นเรือสำเภามาทวงบัลลังก์เหล็กที่เวสเทอรอส โดยมีสามตระกูลใหญ่ร่วมสนับสนุน คือตระกูลมาร์เทล ตระกูลไทเรลล์ และตระกูลเกรย์จอย (บางส่วน)

ในเวลาเดียวกันที่เวสเทอรอส จอน สโนว์ ได้ร่วมมือกับน้องสาว ซานซ่า สตาร์ค รบชิงปราสาทวินเทอร์เฟลล์กลับคืนจากศัตรู และต่อมาถูกยกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งดินแดนเหนือ เขาเดินทางไปเกลี้ยกล่อมให้แดเนอริสเป็นพันธมิตรในการต่อสู้กับกองทัพผีดิบน้ำแข็ง รวมทั้งขอขุดแร่แก้วมังกรจากดินแดนของแดเนอริสไปทำอาวุธสู้กับผีดิบน้ำแข็ง ซึ่งการก่อตั้งพันธมิตรก็เป็นผลสำเร็จ แต่ต่อมาทั้งคู่กลับถูกหลอกว่าจะร่วมมือโดยราชินีเซอร์ซีที่ขึ้นครองราชย์ต่อจากกษัตริย์ทอมเมนลูกชายสองคนที่ตายไป ถึงตอนจบของ GoT ฤดูกาลที่ 7 แดเนอริสเตรียมยกทัพขึ้นเหนือตามจอนไปเพื่อเตรียมสู้รบกับกองทัพของราชันย์รัตติกาล

GoT ฤดูกาลที่ 8 เป็นตอนจบของซีรีส์นี้ ซึ่งยังมีเรื่องราวที่ต้องการการคลี่คลายอีกมาก ใครจะได้ครองบัลลังก์ปกครองเวสเทอรอสในท้ายที่สุด หรือว่าจะไม่มีใครได้ครองบัลลังก์นี้เลย ถ้ากองทัพมนุษย์พ่ายแพ้แก่ราชันย์รัตติกาล บรรดาดาลอร์ดแห่งดินแดนเหนือจะยอมคุกเข่าให้ราชินีมังกรตามอย่างจอน สโนว์ หรือจะพากันกระด้างกระเดื่องต่อผู้ปกครองที่เป็น ‘คนนอก’ และเซอร์ซี แลนนิสเตอร์จะใช้กลยุทธ์อะไรในการทำลายคู่ต่อสู้ที่มีกองกำลังเหนือกว่า นอกเหนือจากการปล่อยให้ไปรบกับกองทัพผีดิบน้ำแข็งจนตายไปเอง

มองในแง่ของการเล่นเกม มหาศึกชิงบัลลังก์แสดงให้เห็นว่าเมื่อไรควรสู้ เมื่อไรควรหมอบ เมื่อไรควรสร้างมิตร เมื่อไรควรหักหลัง เมื่อไรควรระแวง และเมื่อไรควรเชื่อมั่น คนที่ชนะในเกมจะได้อยู่ต่อเพื่อเล่นเกมถัดไป ส่วนคนที่แพ้ก็ตาย ทรัพยากรและกลวิธีในการเล่นเกมนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละผู้เล่น ความกล้าหาญ การยึดถือเกียรติยศ และคุณธรรม ไม่ช่วยให้อยู่รอดในเกมได้นาน ในขณะเดียวกันความศรัทธาในเล่ห์กลและความโหดร้ายทารุณต่อศัตรู ก็ไม่ได้รับประกันความอยู่รอดด้วยเช่นกัน

ในช่วงเวลาที่ไม่ได้ออกรบราฆ่าฟันกัน ตัวละครต่างๆ จะพากันเล่นเกมเจรจาต่อรอง สนทนาล้วงข้อมูลและเจตนาที่ซ้อนเร้นของกันและกัน โน้มน้าวใจคู่สนทนาให้เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง หรือแม้แต่การให้ข้อมูลสำคัญแก่คู่สนทนาในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้คู่สนทนาตัดสินใจกระทำการใดๆ ที่จะส่งผลต่อผลลัพธ์ของเกมในทางใดทางหนึ่ง (การแปล Games of Thrones ว่า “มหาศึกชิงบัลลังก์” ในแง่หนึ่งก็ทำให้ความหมายแฝงของคำว่า ‘เกม’ หายไปอย่างน่าเสียดาย)

ผมนำบทสนทนาต่างๆ ระหว่างตัวละครใน GoT 8.1 มาจัดระบบ โดยการนับจำนวนครั้งของการกล่าวความ (Turns) ต่อกัน เพื่อนำไปวาดผังเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลัก-ตัวละครรอง-ตัวละครประกอบ ที่แสดงผ่านการสนทนา ในเบื้องต้นทำให้เห็นว่าใน 3 ฉากเหตุการณ์ของตอนนี้ ฉากวินเทอร์เฟลล์มีความสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นที่ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นและมีเรื่องราวที่คลี่คลายไปมากที่สุด ฉากที่สำคัญรองลงไปคือคิงส์แลนดิ้ง และฉากเล็กๆ ช่วงท้ายของตอนที่ลาสต์ฮาร์ธทำหน้าที่เพียงบอกกล่าวเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Foreshadowing) ซึ่งได้แก่การเดินทัพของราชันย์รัตติกาลเข้าโจมตีปราสาทวินเทอร์เฟลล์ โดยมีคณะไนท์สวอทช์และคนเถื่อนเร่งรีบเดินทางดักหน้า เพื่อแจ้งข่าวให้จอนเตรียมตัวรับศึก (ดูแผนที่)

 

 

จากผังเครือข่ายนี้เราจะเห็นได้ว่า ในตอนนี้จอน แดเนอริส และซานซ่า คือตัวละครหลักที่มีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆ มากที่สุด (ความหนาของเส้นเชื่อมแสดงความถี่ของการกล่าวข้อความระหว่างคู่สนทนา) ผังเครือข่ายยังสะท้อนความสำคัญของการสนทนาที่มีบทบาทต่อการคลี่คลายปมขัดแย้งของเรื่องอีกด้วย กล่าวคือใน GoT 8.1 บทสนทนาที่สำคัญได้แก่บทสนทนาระหว่างจอน-แดเนอริส จอน-อาร์ยา ซานซ่า-ทีเรียน จอน-ซานซ่า แดเนอริส-แซมเวลล์ และจอน-แซมเวลล์ ซึ่งมีหัวข้อใจกลางว่าด้วยปมขัดแย้งระหว่างความอยู่รอดของตระกูลสตาร์ค การสร้างพันธมิตรกับแดนเนอริส และความกดดันที่เกิดขึ้นกับจอน เมื่อเขารู้ชาติกำเนิดของตัวเองว่าเป็นลูกชายของเรการ์ ทาร์แกเรียน และลีอันนา สตาร์ค น้องสาวของเน็ด สตาร์ค ความจริงข้อนี้ทำให้เขากลายเป็นทายาทผู้มีสิทธิธรรมในการครองบัลลังก์เหล็กแห่งเวสเทอรอส แทนที่จะเป็นแดเนอริส

บทสนทนาหลักเหล่านี้เกี่ยวพันกับการตัดสินใจเลือกของจอนในตอนต่อไป ว่าเขาจะยังคงความร่วมมือกับแดเนอริสต่อไปในฐานะเจ้าสวามิภักดิ์ หรือลุกขึ้นมาเป็นผู้ช่วงชิงบัลลังก์เสียเองภายใต้การสนับสนุนของตระกูลสตาร์คและเจ้าหัวเมืองเหนือ

การสนทนาระหว่างจอน ซานซ่า อาร์ยา และแซมเวลล์ ชี้ให้เห็นว่าจอนกำลังตกอยู่ใต้แรงโน้มน้าวให้ผันตัวมาอยู่ตรงกันข้ามกับแดเนอริส การสนทนาของแดเนอริสและแซมเวลล์นำไปสู่ข้อสรุปของแซมเวลล์ว่า แดเนอริสไม่เหมาะสมที่จะเป็นราชินีนาถของเวสเทอรอส เพราะพระนางโหดเหี้ยมเกินไป

การสนทนาระหว่างซานซ่าและทีเรียน แสดงให้เห็นพัฒนาการทางสติปัญญาและความมั่นใจในการตัดสินใจของซานซ่า นางเลิกประเมินความสามารถของทีเรียนสูงเหมือนที่เคยทำมาในอดีต ตรงกันข้ามกับทีเรียนที่ได้ประจักษ์ว่าซานซ่าได้กลายเป็นนักการเมืองผู้ช่ำชองในเกมชิงบัลลังก์ นางไม่เหลือเค้าของหญิงสาวขี้ฝันไร้ประสบการณ์อย่างที่เขาเคยรู้จัก ทั้งคู่ได้มีโอกาสประเมินกันและกันใหม่หลังจากที่ห่างเหินกันมานาน

ในผังเครือข่ายการสนทนานี้ (จุดแทนคนในเครือข่ายและเส้นแทนความสัมพันธ์ผ่านการสนทนา) ผมได้ให้สีแก่จุดเชื่อม (Nodes) ตามฝ่ายที่ตัวละครต่างๆ สังกัด ซึ่งก็แบ่งออกได้เป็นสามฝ่าย คือฝ่ายสตาร์ค (สีเทา) ฝ่ายทาร์แกเรียน (สีแดง) และฝ่ายแลนนิสเตอร์ (สีเหลือง) เครือข่ายส่วนใหญ่ประกอบด้วยจุดเชื่อมต่อฝ่ายสตาร์คที่อยู่ล้อมรอบจอน ในเครือข่ายนี้แดเนอริสกลายเป็นราชินีนาถท่ามกลางพสกนิกรที่ไม่ค่อยจงรักภักดีนัก

ทุกเครือข่ายย่อยของการสนทนาเต็มไปด้วยการเล่นเกมลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดาวอสปั้นข้อเสนอแก่วาริสและทีเรียนว่าควรมีการสมรสระหว่างจอนและแดเนอริส เพื่อสร้างความสามัคคีระหว่างดินแดนฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ข้ามไปที่คิงส์แลนดิ้ง ยูรอนต่อรองกับราชินีเซอร์ซีว่าเขาต้องการร่วมเตียงกับนางแลกกับการสนับสนุนทางการเมือง-การทหารต่อไป ไคเบิร์นสนทนากับบรอนน์เพื่อยื่นข้อเสนอจากเซอร์ซีให้เขาปลิดชีพพี่น้องของพระนางที่ทรยศตระกูล

จอน สโนว์ ณ จุดศูนย์กลางของเครือข่าย ถูกซานซ่าตั้งคำถามว่าการสวามิภักดิ์ต่อแดเนอริส เป็นไปเพื่อประโยชน์ของดินแดนเหนือหรือเพราะความรู้สึกส่วนตัว ถูกอาร์ยาเตือนให้ตระหนักถึงพันธะที่มีต่อครอบครัว ถูกแดเนอริสกดดันให้ทำบางอย่างเพื่อให้ซานซ่าถวายความเคารพพระนาง โดยความกดดันที่แหลมคมที่สุดคือการที่จอนได้รับข้อมูลใหม่จากแซมเวลล์ เกี่ยวกับชาติกำเนิดและสิทธิธรรมในการชิงราชบัลลังก์ รวมทั้งคำถามท้าทายจากแซมเวลล์ เกี่ยวคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเป็นประมุขระหว่างตัวของจอนและแดเนอริส

ทั้งหมดนี้นำมาสู่ทฤษฎีที่ผู้ชม GoT บางส่วนมีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจอนและแดเนอริส ว่าการทรยศจะเกิดขึ้นในที่สุด แค่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร ซึ่งถ้ามันจะเกิดก็ไม่ใช่เพราะจิตใจที่เลวร้ายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเพราะความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่ลงตัวระหว่างฟากฝ่ายที่แต่ละคนสังกัดอยู่

ในเกมสนทนา คู่สนทนาย่อมพยายามบรรลุความมุ่งหมายของตนโดยใช้ทรัพยากรที่มีและกลวิธีที่ถนัด แดเนอริสอ้างสถานะผู้นำตามราชประเพณีเพื่อเรียกร้องการสวามิภักดิ์ พระนางยังไม่ลังเลที่จะใช้เสน่ห์มัดใจจอน ในส่วนของจอนและซานซ่า จอนพยายามแสดงความจริงใจเพื่อให้ซานซ่าเชื่อมั่นในคำพูดของตัวเอง ขณะที่ซานซ่าอาศัยความรู้เกี่ยวกับการเมืองและใจคน ที่มักจะแอบแฝงความต้องการส่วนตัวในการตัดสินใจต่างๆ ส่วนอาร์ยานั้นยึดถือความสัมพันธ์ทางสายเลือดว่าสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด และเรียกร้องให้จอนคำนึงถึงสิ่งนี้ก่อนสิ่งอื่น ด้านแซมเวลล์คือคู่สนทนาที่อาศัยสารสนเทศจากการค้นคว้า หลักคุณธรรม และหลักเหตุผล มาเป็นกระดูกสันหลังของการสนทนา เพื่อโน้มน้าวใจให้จอนตัดสินใจอย่างเหมาะสมในการดำเนินเกมสงครามและการเมืองในวาระต่อไป

ผมขอจบบทความนี้โดยการยกบทสนทนาระหว่างจอนและแซมเวลล์ ในตอนท้ายของ GoT 8.1 มาให้ลองอ่านกันเต็มๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวละครที่ท่าทางซุ่มซ่าม เงอะงะ คงแก่เรียน และพูดจาตะกุกตะกักอย่างแซมเวลล์นั้น เมื่อถึงคราวที่เขาจะเล่นเกมสนทนาเพื่อผลักดันให้จอนเข้าร่วมการชิงบัลลังก์ เขาทำได้ดีแค่ไหน มันทำให้ผมได้คิดว่า ตัวละครที่รอดตายมาจนถึงฤดูกาลสุดท้ายไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย ทุกคนมีของดี

 

ในอุโมงค์ฝังศพใต้ปราสาทวินเทอร์เฟลล์ จอนจุดเทียนเคารพหลุมศพของเน็ด สตาร์ค ทันใดนั้นแซมเวลล์ก็พรวดพราดเข้ามาหาจอน…

จอน: แซมหรือ?

แซม: ขอโทษที ข้าฯ รู้ตัวว่าไม่ควรลงมาที่นี่

จอน: นี่เจ้าหลบหน้าข้าฯ หรือเปล่า

แซม: ไม่ใช่อยู่แล้ว

จอน: แล้วเจ้ามาทำอะไรที่วินเทอร์เฟลล์ อ่านหนังสือหมดซิตาเดลแล้วหรือ (เห็นน้ำตาแซม) มีเรื่องอะไร? กิลลี่? นางเป็นอะไรหรือเปล่า

แซม: นางสบายดี

จอน: แซมน้อยล่ะ?

แซม: เจ้าไม่รู้หรือ?

จอน: รู้อะไร?

แซม: แดเนอริส… นางประหารพ่อและน้องชายข้าฯ หลังจากที่ถูกจับเป็นเชลย นางไม่ได้บอกเจ้า

จอน: ข้าฯ เสียใจด้วย พวกเราต้องยุติสงครามนี้ให้ได้

แซม: ถ้าเป็นเจ้าจะทำแบบนี้มั้ย?

จอน: เอ่อ ข้าฯ ก็เคยประหารคนที่ไม่ทำตามคำสั่งนะ

แซม: แต่เจ้าก็เคยไว้ชีวิตคน อย่างพวกคนเถื่อนตั้งหลายพันคนที่ไม่ยอมคุกเข้าให้เจ้า

จอน: ข้าฯ ไม่ใช่กษัตริย์?

แซม: แต่เจ้าเคยเป็น จะว่าไปเจ้าก็เป็นมาตลอด

จอน: ข้าฯ สละมงกุฎไปแล้ว ข้าฯ ยอมคุกเข่าแล้ว ข้าฯ ไม่ใช่กษัตริย์แห่งแดนเหนืออีกต่อไป

แซม: ข้าฯ ไม่ได้พูดถึงกษัตริย์แดนเหนือ ข้าฯ กำลังพูดถึงกษัตริย์ของเจ็ดอาณาจักรอยู่ ข้าฯ กับแบรนช่วยกันค้นหาความจริง ข้าฯ เจอบันทึกของปราชญ์อาวุโสที่ซิตาเดล ส่วนแบรนก็มี… มีอะไรที่เขามีนั่นแหละ

จอน: เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

แซม: แม่ของเจ้าคือลีอันนา สตาร์ค และพ่อที่แท้จริงของเจ้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน เจ้าไม่ได้เป็นลูกนอกสมรส เจ้ามีชื่อว่าเอกอน ทาร์แกเรียน และเป็นรัชทายาทที่แท้จริงของบัลลังก์เหล็ก ข้าฯ ขอโทษด้วยที่เรื่องมันเยอะ

จอน: พ่อของข้าฯ เป็นชายผู้มีเกียรติที่สุดที่ข้าฯ เคยรู้จัก เจ้าจะบอกว่าเขาโกหกข้าฯ มาตลอดชีวิตงั้นหรือ

แซม: ไม่ใช่ พ่อของเจ้า ข้าฯ หมายถึงเน็ด สตาร์ค เขารับปากกับแม่ของเจ้าว่าคุ้มครองเจ้าตลอดไป แล้วเขาก็ทำตามนั้น กษัตริย์โรเบิร์ตคงฆ่าเจ้าไปแล้วถ้าเขารู้ความจริง เจ้ามีเชื้อสายกษัตริย์จริงๆ เอกอน ทาร์แกเรียนที่หก ผู้พิทักษ์ราชอาณาจักร และอื่นๆ

จอน: แต่แดเนอริสเป็นพระราชินีของพวกเรา

แซม: นางไม่ควรเป็น

จอน: พูดแบบนี้เท่ากับเป็นกบฏนะ

แซม: ข้าฯ พูดความจริง เจ้ายอมสละมงกุฎเพื่อพสกนิกรของเจ้า สมมติว่านางเป็นเจ้า นางจะทำแบบนั้นไหม?

Author

Isara Choosri

อิสระ ชูศรี - อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาศาสตร์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) สอนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความหมายในระดับไวยากรณ์และคำ และการวิเคราะห์ตัวบทเชิงปริมาณ มีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับรอยต่อระหว่างภาษาศาสตร์และวรรณคดีศึกษาในบริบททางสังคมการเมือง