อิสระ ชูศรี เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

**หมายเหตุ : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญใน Game of Thrones – ซีซั่น 8**

 

ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 เวลาเก้าโมงเศษ (เวลาประเทศไทย) ซีรีส์ขวัญใจชาวโลกเรื่อง ‘มหาศึกชิงบัลลังก์’ หรือ Game of Thrones (ต่อไปจะเรียกว่าสั้นๆ ว่า GoT) ฤดูกาลสุดท้ายก็อวสานลง ก่อให้เกิดอารมณ์ที่แตกต่างกันไปในผู้ชมแต่ละคน ตัวผมเองก็มีความรู้สึกปนเปไปต่างๆ นานา ทั้งอึ้งอึนในตอนแรก อัดอั้นและโกรธเคืองในเวลาต่อมา จนท้ายที่สุดก็รู้สึกว่างเปล่าเมื่อคิดย้อนกลับไปถึงชะตากรรมชวนวังเวงของตัวละครเอกที่ผมเอาใจช่วยมาหลายปี ปลายทางในชีวิตของพวกเขาช่างโดดเดี่ยว แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกว้าเหว่มากกว่านั้น ก็คือการที่ได้เห็นว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนักในโลกของ GoT

พวกลอร์ดยังคงเป็นคนตัดสินใจว่าใครควรจะปกครองใคร ขนบและประวัติศาสตร์ประจำถิ่นยังคงถูกใช้เป็นหลักอ้างอิงมากกว่าไอเดียใหม่ๆ จากต่างแดน นักรบที่ข้ามทวีปมาเพื่อปลดปล่อยเวสเทอรอสต้องเดินทางกลับดินแดนทางตะวันออกเหมือนสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์

การอภิวัฒน์ของแดเนอริส ทาร์แกเรียน เพื่อช่วงชิงอำนาจการปกครองและดำเนินการล้มล้างระบอบศักดินาในเวสเทอรอส จบลงอย่างกะทันหันพร้อมกับความตายของตัวเธอเอง และเมื่อไม่มีเธอและกองทัพแล้ว การค้าทาสและการใช้แรงงานทาสในเอสซอสก็อาจจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

ผมขอสรุปเหตุการณ์ใน GoT ฤดูกาลที่ 8 สักสองย่อหน้า ก่อนที่จะนำเสนอข้อพิจารณาเกี่ยวกับความล้มเหลวของการอภิวัฒน์แดเนอริส

ใน GoT ฤดูกาลที่ 7 หลังจากที่แดเนอริสนำกองทัพโดธรากี กองทัพอันซัลลี และมังกรสามตัวข้ามทะเลจากเอสซอส มาปักหลักรอเพื่อมาช่วงชิงบังลังก์จากตระกูลแลนนิสเตอร์ เธอได้พบกันจอน สโนว์ ซึ่งโน้มน้าวให้เธอเข้าร่วมต่อสู้กับกองทัพฝ่ายเหนือในการทำสงครามกับ ‘ราชันย์รัตติกาล’ และกองทัพผีดิบน้ำแข็งของเขา ที่กำลังจะทำลายมนุษยชาติให้สิ้นไป แดเนอริสยินดีร่วมรบกับจอน รักกัน และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ในฤดูกาลที่ 8 ตอนที่ 1-3 เป็นการเตรียมตัวและการต่อสู้กันระหว่างมนุษย์และผีดิบน้ำแข็ง ซึ่งในที่สุดมนุษย์ก็เป็นฝ่ายชนะ เมื่อน้องสาวของจอน สโนว์ ชื่อ ‘อาร์ยา’ เอามีดปักพุงราชันย์รัตติกาลได้สำเร็จ แต่กองทัพของมนุษย์ก็บาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

พอขึ้นตอนที่ 8.4-8.5 ก็เป็นการยกกองทัพโดธรากี กองทัพอันซัลลี และกองทัพฝ่ายเหนือลงมาปราบพวกแลนนิสเตอร์ที่คิงส์แลนดิ้ง โดยแยกกันเดินทัพมาเป็นสองทาง คือทางบกนำทัพโดยจอน สโนว์ ทางทะเลและอากาศโดยแดเนอริส แต่ระหว่างทางมังกรของแดเนอริสโดนซุ่มโจมตีโดยยูรอน เกรย์จอย เป็นผลให้มังกร ‘เรกัล’ ของแดเนอริสโดนยิงตกทะเลตาย ล่ามและที่ปรึกษาคนสนิทของแดเนอริสชื่อ ‘มิสซันเด’ ถูกจับตัวไป และถูกประหารชีวิตต่อหน้าแดเนอริส หลังจากที่การเจรจาให้ราชินี ‘เซอร์ซี’ ของฝ่ายแลนนิสเตอร์ยอมจำนนไม่เป็นผลสำเร็จ

ตอนที่ 8.5 ชื่อตอน ‘ระฆัง’ มีฉากรบใหญ่ โดยฝ่ายแดเนอริสได้ชัยอย่างง่ายดายด้วยแสนยานุภาพของมังกรไฟ จนกระทั่งชาวเมืองคิงส์แลนดิ้งต้องลั่นระฆังเพื่อยอมจำนน แต่ปรากฏว่าแดเนอริสตัดสินใจเผาเมืองทั้งเมือง ราษฎรผู้บริสุทธิ์และทหารที่ยอมจำนนล้มตายในคราวเดียวมากกว่าสงครามต่างๆ ที่ผ่านมารวมกัน

จอน สโนว์ ต้องเผชิญกับความขัดแย้งว่าจะยังคงภักดีกับราชินีมังกรมือเปื้อนเลือด หรือจะยอมเป็นผู้ทรยศต่อ ‘ทรราช’ ตามคำโน้มน้าวของคนรอบข้าง ได้แก่ทีเรียน แลนนิสเตอร์ และอาร์ยา สตาร์ค พล็อตช่วงนี้เป็นพล็อตคลาสสิคระดับละครเชคสเปียร์ (จูเลียส ซีซาร์) ว่าตัวละครจะยอมเป็นคนเลวไปลอบฆ่าทรราชเพื่อความปลอดภัยของราษฎรและสังคม หรือจะยอมรักษาสัตย์เพื่อธำรงคุณธรรมในระดับปัจเจกบุคคลต่อไป แต่ก็ต้องยอมจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ตัวเองปล่อยให้คนหมู่มากต้องทนทุกข์อยู่ภายใต้การปกครองที่กดขี่

ในตอนอวสานของ GoT เราไม่ได้เห็นบทสนทนาโต้ตอบตามแบบฉบับปกติสักเท่าไหร่ แต่จะได้มีโอกาสฟังข้อความยาวๆ ที่แฝงอุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น การปราศรัยสองภาษาของแดเนอริสต่อหน้ากองทัพโดธรากี และกองทัพอันซัลลี (ภาษาโดธรากีและแวลีเรียน) การตักเตือนของอาร์ยาให้จอนระวังความกระหายเลือดของแดเนอริส การโน้มน้าวของทีเรียนให้จอนทรยศแดเนอริส และการสนทนาที่สะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างแดเนอริสและจอน ก่อนที่จอนจะเสียบมีดสั้นปักหัวใจของแดเนอริสจนสิ้นชีวิตโดยปราศจากคำพูดสุดท้ายจากเธอ

ผู้ชมที่รักในตัวละคร ‘แดเนอริส’ จำนวนมากรู้สึกโกรธถึงขั้นเกรี้ยวกราดกับการวาดภาพตัวละครของแดเนอริสให้กลายเป็นราชินีบ้า-ทรราชมือเปื้อนเลือด โดยที่ไม่มีการปูพื้นมาก่อน เพราะที่ผ่านมาแดเนอริสคือแชมป์ของชาวบ้านและผู้ถูกกดขี่มาโดยตลอด แต่ใน GoT สองฤดูกาลที่ผ่านมา เธอถูกสร้างภาพให้เป็นปีศาจกระหายอำนาจที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อชิงบัลลังก์ ไม่ว่าจะต้องใช้ความโหดร้ายแค่ไหน

ฉากที่เป็นจุดสูงสุดของการวาดภาพผู้นำเผด็จการเบ็ดเสร็จที่เป็นเจ้าของเครื่องจักรสงครามอย่างมังกร กองทัพโดธรากี และกองทัพอันซัลลี คือฉากการปราศรัยประกาศชัยชนะของแดเนอริสต่อหน้ากองทัพของตนเอง เธอสวมชุดดำสนิทเดินออกมาจากซากปรักหักพัง โดยมีมังกรโดรกอนบินทะยานขึ้นจากทางด้านหลัง ภาพปีกมังกรกระพือที่มีภาพของแดเนอรีสซ้อนอยู่ด้านหน้าทำให้ดูคล้ายเทพธิดาแห่งความตายที่น่าสะพรึงกลัว

ผมถอดคำปราศรัยของแดเนอริสออกมาให้ได้ลองอ่านกันเองว่า เนื้อหาของมันเป็นการปูพื้นให้กับความชอบธรรมในการทรยศของจอนอย่างไร คำปราศรัยนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกพูดกับนักรบเผ่าโดธรากี และส่วนที่สองพูดกับนักรบขันที ‘อันซัลลี’ (แปลว่าผู้บริสุทธิ์ เพราะไม่มีโอกาสสูญเสียพรหมจรรย์แก่หญิงใด)

พี่น้องร่วมสายเลือดของข้า พวกท่านรักษาสัญญาที่ให้กับข้าทุกข้อ ท่านสังหารศัตรูในชุดเกราะให้กับข้า ท่านพังบ้านของศัตรูที่สร้างด้วยหิน ท่านมอบ 7 อาณาจักรให้กับข้า”

“ทอร์โก นูโด (เกรย์เวิร์ม) เจ้าอยู่เคียงข้างข้ามาตั้งแต่พลาซ่าออฟไพรด์ เจ้าคือชายผู้กล้าหาญที่สุด คือทหารผู้ภักดีที่สุด ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพทั้งหมด เจ้าคือจอมทัพของพระราชินี เหล่าทหารอันซัลลี พวกท่านทุกคนถูกพรากจากอ้อมอกแม่มาเพื่อนำมาเลี้ยงเป็นทาส บัดนี้… ท่านได้กลายมาเป็นผู้ปลดปล่อย ท่านปลดปล่อยราษฎรของคิงส์แลนดิ้งให้เป็นอิสระจากอุ้งมือของทรราช แต่สงครามยังไม่จบสิ้น เราจะไม่วางหอกของเราลงจนกว่าจะได้ปลดปล่อยราษฎรทั้งหมดบนโลกใบนี้ให้เป็นอิสระจากการกดขี่ จากวินเทอร์เฟลล์จรดดอร์น จากแลนนิสพอร์ทจรดคาร์ธ จากหมู่เกาะคิมหันต์ถึงทะเลหยก ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก พวกเขาตรากตรำอยู่ใต้กงล้อ (ของศักดินา) มาเนิ่นนาน พวกท่านจะช่วยข้าทำลายกงล้อนั้นได้หรือไม่?”

ขณะที่พวกโดธรากีและอันซัลลีพากันฮึกเหิมในชัยชนะ ตัวละครที่เป็นชาวเวสเทอรอสโดยกำเนิดอย่างจอน ทีเรียน และอาร์ยา ก็แสดงสีหน้าตระหนก เมื่อจินตนาการถึงสงครามโค่นล้มระบบลอร์ดของเวสเทอรอสที่กำลังจะเกิดขึ้น ระหว่างกองทัพต่างชาติและกองทัพของชาวเวสเทอรอสตระกูลต่างๆ พวกเขาคาดการณ์เพียงว่าแดเนอริสจะช่วงชิงบัลลังก์จากเซอร์ซีแล้วขึ้นนั่งบัลลังก์เป็นราชินีแทน โดยไม่เปลี่ยนแปลงระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ที่เป็นอยู่ แต่ระบอบที่แดเนอริสต้องการมีเพียงราษฎรและผู้นำเบ็ดเสร็จอย่างเธอเท่านั้น

ปมขัดแย้งระหว่างตัวละครอยู่ตรงนี้ สำหรับแดเนอริสและกองทัพปลดปล่อยของเธอ ลอร์ดและไพร่ผู้ขัดขืนต่อต้านเธอมีสถานะเป็น ‘ศัตรู’ สถานะเดียว ในขณะที่ทีเรียนและจอนอยู่ในจุดที่เสี่ยงจะต้องรบราฆ่าฟันกับญาติพี่น้องของตัวเอง ในกรณีของทีเรียนนั้นพี่น้องแท้ๆ สองคนต้องตายไปจากการโจมตีของแดเนอริส พวกเขามีเหตุผลมากกว่าที่จะต้องการสันติภาพ แม้ปราศจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการปกครองก็ตาม

ในสถานการณ์ขัดแย้งที่แหลมคมนี้ วิธีการจะยุติสงครามปลดแอกที่นองเลือดมีทางเดียวคือการลอบสังหารแดเนอริส และคนเดียวที่มีโอกาสทำได้คือจอน สโนว์ พันธมิตรที่แดเนอริสรักและเชื่อใจที่สุด

ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาระหว่างจอนและทีเรียนที่ถูกจำคุกข้อหาทรยศ แสดงเหตุผลของการทรยศไว้อย่างกระจ่างชัด (1) ความโหดเหี้ยมของแดเนอริส (2) ความไร้ขันติธรรมของแดเนอริสต่อความเห็นที่แตกต่าง (3) ความหายนะของญาติมิตรและคนร่วมเชื้อสายที่จะเกิดขึ้นหากแดเนอริสไม่ถูกกำจัด

ทีเรียน: เอาไวน์มาหรือเปล่า?

จอน: เปล่า

ทีเรียน: อ่า เอ่อ… ขอบคุณที่มาเยี่ยมข้า พระราชินีของเราไม่เก็บนักโทษไว้นาน แต่ข้าว่ามันก็ยุติธรรมดี ข้าทรยศเพื่อนที่สนิทที่สุด แล้วก็ยืนมองเขาถูกเผาทั้งเป็น ตอนนี้ขี้เถ้าของวาริสก็จะได้บอกกับขี้เถ้าของข้าว่า ‘เห็นมั้ย ข้าบอกแล้ว’ ข้าเพิ่งนึกออก นี่ข้ากำลังคุยอยู่กับคนเป็นที่เคยไปที่ที่ข้ากำลังจะไป ไหนบอกข้าหน่อยสิว่ามีชีวิตหลังความตายมั้ย

จอน: เท่าที่ข้าเห็นก็ไม่มีนะ

ทีเรียน: ข้าควรรู้สึกขอบคุณ ความเดียวดายเป็นสิ่งดีที่สุดที่ข้าจะหวังได้ ข้ารัดคอคนรักตาย ยิงพ่อตัวเองตายด้วยหน้าไม้ ข้าทรยศราชินีของข้า

จอน: เจ้าไม่ได้ทำ

ทีเรียน: ข้าทำ และถ้ามีโอกาสข้าก็จะทำอีก หลังจากที่ข้าเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ข้าเลือกชะตาของข้าเอง แต่ชาวคิงส์แลนดิ้งไม่มีโอกาสเลือก

จอน: ข้าหาความชอบธรรมของสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ข้าจะไม่พยายามด้วย แต่ตอนนี้สงครามยุติแล้ว

ทีเรียน: แน่หรือ ตอนที่เจ้าฟังพระราชินีพูดกับทหารของนาง มันเหมือนคนที่จะเลิกรบแล้วงั้นหรือ นางปลดปล่อยราษฎรที่อ่าวนายทาสในเอสซอส นางปลดปล่อยราษฎรที่คิงส์แลนดิ้ง และนางก็จะรบเพื่อปลดปล่อยราษฎรไปเรื่อยๆ จนกว่าคนทั้งโลกจะเป็นอิสระ… ภายใต้ผู้ปกครองคนเดียวคือนาง

จอน: เจ้าก็อยู่ข้างๆ และให้คำปรึกษาแก่นางมาตลอด จนกระทั่งวันนี้

ทีเรียน: จนกระทั่งวันนี้ วาริสถูก ข้าผิด ข้าเพ้อไปเองว่าจะชี้แนะนางได้ ธาตุแท้ของพระราชินีคือไฟและเลือด

จอน: เจ้านึกว่าคำขวัญของตระกูลมันติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดและทำให้เราเป็นเราอย่างนั้นหรือ ถ้างั้นข้าก็ต้องมีธาตุแท้เป็นไฟและเลือดด้วย นางเป็นคนละคนกับพ่อนาง พอๆ กับที่เจ้าไม่ใช่ไทวินแลนนิสเตอร์

ทีเรียน: พ่อข้าเป็นคนชั่วร้าย พี่สาวข้าก็เป็นคนชั่วร้าย แต่ถ้าเอาศพคนที่สองคนนี้ฆ่ามากองรวมกัน ยังไม่ได้ครึ่งของจำนวนคนที่พระราชินีผู้งดงามของเราฆ่าทิ้งในวันเดียว

จอน: เซอร์ซีไม่ให้ทางเลือกแก่นาง

ทีเรียน: ตอนที่ประตูเมืองถูกทลาย การสู้รบมันจบแล้ว

จอน: นางเห็นเพื่อนถูกตัดคอ เห็นมังกรถูกยิงตกจากฟ้า

ทีเรียน: แล้วนางก็เผาเมืองเพื่อเอาคืนงั้นสิ

จอน: โอ้ มันง่ายที่เจ้าจะตัดสิน ตอนที่เจ้ายืนอยู่ห่างจากสนามรบ

ทีเรียน: ถ้าเป็นเจ้า เจ้าจะทำแบบนั้นมั้ย

จอน: อะไรนะ?

ทีเรียน: เจ้าเคยอยู่บนหลังมังกร เคยมีพลังอำนาจนั้น เจ้าคิดว่าเจ้าจะเผาเมืองทั้งเมืองได้มั้ย

จอน: ข้าไม่รู้

ทีเรียน: เจ้ารู้ เจ้าไม่พูดออกมาเพราะไม่อยากทรยศนาง… แต่เจ้ารู้

จอน: ถ้าข้ารู้แล้วมันสำคัญยังไง

ทีเรียน: มันสำคัญยิ่งกว่าทั้งหมด ตอนที่นางสังหารหมู่นายทาสที่แอสตาปอร์ ข้าเชื่อว่าไม่มีใครบ่นนอกจากพวกนายทาส ถึงที่สุดแล้วพวกมันก็เป็นคนเลว ตอนที่นางตรึงกางเขนพวกชนชั้นสูงที่มีรีน ใครจะเถียงล่ะว่าพวกมันไม่ใช่คนเลว พวกหัวหน้าเผ่าโดธรากีที่นางเผาทั้งเป็นอีก พวกมันอาจจะโหดกับนางมากกว่านั้นถ้ามีโอกาส ทุกๆ ที่นางเหยียบย่างไปมีแต่คนเลวตาย แล้วพวกเราก็ร้องไชโย และนางก็มีอำนาจมากขึ้น และมั่นใจขึ้นว่านางเป็นคนดีและเป็นฝ่ายถูก นางเชื่อในชะตาของตัวเองว่าเกิดมาเพื่อสร้างโลกที่ดีสำหรับทุกคน ถ้าเจ้าเชื่อมั่นขนาดนั้น เชื่อจริงๆ แบบนั้น เจ้าจะไม่ฆ่าทุกคนที่ขวางทางไปสวรรค์อย่างนั้นหรือ ข้ารู้ว่าเจ้ารักนาง ข้าก็รักนาง อาจจะไม่ได้รักแล้วสำเร็จเหมือนอย่างเจ้า แต่ข้าเคยเชื่อในตัวนางจนหมดใจ ความรักมีพลังมากกว่าเหตุผล พวกเรารู้กันอยู่ ดูพี่ชายข้าสิ

จอน: ความรักคือจุดจบของหน้าที่

ทีเรียน: เจ้าเพิ่งคิดคำพูดนี้ขึ้นเองหรือ?

จอน: เมสเตอร์เอมอนเคยพูดแบบนี้เมื่อนานมาแล้ว

ทีเรียน: บางครั้งหน้าที่คือจุดจบของความรัก เจ้าคือโล่ที่ปกป้องมนุษยชาติ เจ้าพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องมาตลอด ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรบ้าง เจ้าพยายามปกป้องราษฎรมาตลอด แล้วตอนนี้ใครคือภัยคุกคามต่อราษฎรที่ร้ายแรงที่สุด? สิ่งที่ข้าขอเจ้ามันเลวร้าย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนสุดท้ายที่นางจะประหารอย่างนั้นหรือ ใครที่อันตรายสำหรับนางมากที่สุดถ้าไม่ใช่รัชทายาทที่ชอบธรรมของบัลลังก์เหล็ก (อย่างเจ้า)

จอน: แล้วแต่นางจะตัดสินใจ นางเป็นพระราชินี ข้าเสียใจที่มันต้องเป็นแบบนี้

ทีเรียน: แล้วพวกน้องสาวของเจ้าล่ะ เจ้าคิดว่าพวกนางจะยอมสวามิภักดิ์มั้ย

จอน: พวกนางจะจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์

ทีเรียน: เจ้าคิดว่าซานซ่าบอกความลับเรื่องเจ้าแก่ข้าทำไม เพราะนางไม่อยากให้แดนี่เป็นพระราชินี

จอน: นางไม่มีสิทธิ์เลือก

ทีเรียน: นางไม่มีแต่เจ้ามี และเจ้าต้องเลือกเดี๋ยวนี้

 

ตอนนี้เรารู้กันแล้วว่าจอนเลือกที่จะปลิดชีวิตของแดเนอริสเพื่อปกป้องครอบครัวของตัวเอง เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจตามขนบประเพณีและวัฒนธรรมที่เคยเป็นมาหลายพันปี มีเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นที่จอนรักตัวตนและเชื่อมั่นในจุดหมายของแดเนอริส แต่เมื่อเทียบกับความรักในวงศ์ตระกูลและวิถีชีวิตดั้งเดิมแบบที่ตัวเองคุ้นเคย ความรักชนิดหลังมีพลังมากกว่า

การอภิวัฒน์ของแดเนอริส ทาร์แกเรียน ล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เพราะเธอไม่สามารถโน้มน้าวใจชาวเวสเทอรอสคนใดเลยให้เชื่อมั่นในจุดมุ่งหมายของเธอ และถ้าชาวเวสเทอรอสเพียงคนเดียวที่ชื่อจอน สโนว์ จะเชื่อเธอ และร่วมมือกับเธอในการทำลาย ‘กงล้อศักดินา’ ของเวสเทอรอส เธอก็จะสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย แต่จอน สโนว์ กลับเลือกแผ่นดินเกิดและครอบครัว เหนืออุดมการณ์เพื่อการเปลี่ยนแปลง

ก่อนที่เขาจะสังหารคนรัก แดเนอริสคุยกับจอนถึงความเชื่อลึกๆ ที่ทั้งสองน่าจะมีร่วมกัน ตอนที่เธอเป็นลูกกำพร้าอพยพที่มีชีวิตโดดเดี่ยวในต่างแดน และตอนที่เขาใช้ชีวิตอย่างลูกนอกสมรสในวินเทอร์เฟลล์ แดเนอริสเชื่อว่าเขามีความคิดเหมือนเธอว่าระบอบที่เป็นอยู่ในเวสเทอรอสควรที่จะถูกเปลี่ยนแปลง และเธอเชื่อว่าเขารู้ว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ดังนั้นจอนควรร่วมมือกับเธอพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเวสเทอรอส ส่วนพวกที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีสิทธิ์เลือก จอนบอกว่าเขาไม่รู้ว่ามันจะดีจริงไหม แล้วก็แทงแดเนอริสตาย

ท้ายที่สุดจอนถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดนที่กำแพงน้ำแข็ง ลอร์ดแห่งเวสเทอรอสไม่ถึงสิบคนเลือกให้แบรน สตาร์ค เป็นกษัตริย์ และซานซ่า สตาร์ค ได้ปกครองดินแดนเหนือที่ประกาศตัวอิสรภาพ ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ กองทหารต่างชาติของแดเนอริสขึ้นเรือกลับเอสซอส

­­ภาพสุดท้ายที่เราเห็นผ่านสายตาจอน สโนว์ คือภาพของพวกคนเถื่อน ‘ไวลด์ลิง’ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คนชราและเด็ก กำลังเดินหันหลังให้กับกำแพงน้ำแข็ง มุ่งหน้าสู่ราวป่าในดินแดนรกร้างทางเหนือ พวกเขาได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างอิสระโดยไม่ต้องอยู่ใต้ปกครองของใคร ท่ามกลางความแร้นแค้นของสภาพแวดล้อมที่มีหิมะตกตลอดปี นั่นแหละสังคมในอุดมคติของจอน สโนว์ ไม่มีการเมืองการปกครอง ไม่มีสวัสดิการรัฐ ไม่มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ไม่มีสถานพยาบาล ไม่มีตลาด ไม่มีถนน มีแต่คนและวิถีชีวิตที่พอเพียงตามธรรมชาติ

การอภิวัฒน์ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมก็จะสำเร็จ กลับล่มลงเพราะความเป็นผู้มีคุณธรรม ความรักบ้านเกิด และความรักครอบครัวของจอน สโนว์

ผมเป็นคนไทย ดังนั้นผมจึงเข้าใจจอน สโนว์

Author

Isara Choosri

อิสระ ชูศรี - อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาศาสตร์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) สอนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความหมายในระดับไวยากรณ์และคำ และการวิเคราะห์ตัวบทเชิงปริมาณ มีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับรอยต่อระหว่างภาษาศาสตร์และวรรณคดีศึกษาในบริบททางสังคมการเมือง