ธิติ มีแต้ม, สมคิด พุทธศรี เรื่อง

เมธิชัย เตียวนะ ภาพ

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

จากเด็กหนุ่มเชื้อสายอิตาเลียนที่เคยติดภาพความโรแมนติกของเมืองไทยเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน สมัยเดินทางมาครั้งแรก แต่การซึมซับทางวัฒนธรรมอย่างถึงราก บวกกับสถานการณ์ทางการเมืองและการตั้งคำถาม ทำให้ เอโดอาร์โด้ ซีอานี่ (Edoardo Siani) นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต มองสังคมไทยเปลี่ยนไป

เอโดอาร์โด้เรียนปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ที่ SOAS, University of London หลังจากนั้นไปทำงานวิจัยหลังปริญญาเอกที่ CSEAS (Center for Southeast Asian Studies) มหาวิทยาลัยเกียวโต และตำแหน่ง research associate ที่ SOAS

ก่อนหน้านี้ เขาเคยสอนเกี่ยวกับสังคมไทยที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตอนนี้กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับโหราศาสตร์และอำนาจการเมืองในไทย ซึ่งมาจากวิทยานิพนธ์ของเขาเอง

หลักใหญ่ใจความของเขาในฐานะนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาวันนี้คือความสนใจว่าด้วยเรื่อง เช่น อำนาจบนโต๊ะดูดวงระหว่างหมอดูและลูกค้า หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาพุทธ ความเชื่อ และอำนาจ กระทั่งความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง โดยสายตาแบบพุทธ 

พูดแบบรวบรัด สิ่งที่เอโดอาร์โด้ทำการศึกษาคือการมองเห็นความเชื่อมโยงโลกของโหราศาสตร์และการเมืองไทยซึ่งอาจกำลังเป็นหนึ่งในวิกฤตความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย คำถามคืออะไรคือสิ่งที่เขาชวนให้เราๆ ท่านๆ ใคร่ครวญไปพร้อมๆ กัน และอะไรคือความท้าทายที่สังคมไทยกำลังเผชิญ

 

 

อะไรทำให้คุณหันมาสนใจและลงลึกเกี่ยวกับเมืองไทย

ผมเดินทางมาอยู่เมืองไทยปี 2545 ตอนอายุ 19 ครั้งนั้นเพิ่งเรียนจบมัธยม แล้วคิดว่าจะเดินทางไปเอเชีย แต่ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน ช่วงนั้นผมได้ยินว่าที่ไทยมีงานรับสอนภาษาอังกฤษ แค่คุณมีหน้าฝรั่งก็พอไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของภาษา ผมเลยคิดว่าถ้าไปเมืองไทยคงจะอยู่ได้

พอถึงไทยแล้วผมไปเช่าห้องอยู่ในกรุงเทพฯ คืนแรกที่ผมไปถึง คนดูแลห้องเช่าเขาบอกว่า “เอโด้ ช่วยขึ้นมาชั้นสาม มาไหว้พระศิวะก่อน” ผมก็งง “มันคืออะไร” พอขึ้นไปชั้นสามก็พบว่าแม่ของครอบครัวนี้เป็นร่างทรง

ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ในชีวิต ตกใจมาก งมงายอะไรกัน แต่ครอบครัวนี้ก็อยู่กันอย่างลำบาก เวลาที่มีปัญหาอะไรก็ตาม เขาจะใช้วิธีปรึกษาพระศิวะ ผมคิดในใจว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เริ่มคิดว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ดี จะรอดไหม แอร์ก็ไม่มี หนูเต็มบ้าน กูไม่รอดแน่นอน

สุดท้ายไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งเป็นภาษาอิตาเลียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมสัมพัทธ์ ซึ่งอธิบายว่าวัฒนธรรมในแต่ละที่ตอบโจทย์ปัญหาของมนุษย์ไม่เหมือนกัน พออ่านเล่นๆ แล้วผมคิดว่าตัวเองอาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เพื่อพยายามเข้าใจวัฒนธรรมนี้

สุดท้ายผมก็ได้อยู่กับครอบครัวนี้ 3 ปี แล้วผมก็ได้ภาษาไทยติดตัวมา ได้เปลี่ยนอคติของตัวเองจากประสบการณ์นี้ เพราะก่อนหน้านี้ผมมาจากครอบครัวคาทอลิก ผมถูกสอนมาว่าอันไหนเป็นศาสนา อันไหนเป็นเรื่องงมงาย ผมจินตนาการว่าศาสนามันเกี่ยวกับอีกโลกหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมเห็นคือศาสนามันเปลี่ยนตามความต้องการของคนทั่วไป

เช่น คนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าคงไม่อยากได้ยินเรื่องปรินิพพาน เขาคงอยากได้รางวัลเลขท้ายสองตัวมากกว่า มันเข้าใจได้ หรือดีกว่านั้นอีกเขาคงอยากได้คำตอบว่าจะสร้างความมั่นคงในชีวิตได้ยังไง

หลังจากนั้นผมก็ย้ายไปอยู่คนเดียว แล้ววิกฤตการเมืองไทย 2548 ก็เริ่มพอดี ตอนนั้นความเข้าใจที่ผมมีต่อสังคมไทยผิดไปหลายอย่าง ผมไม่เคยคิดว่าจะเห็นความรุนแรงและทหารในเมืองไทย

 

ก่อนหน้านั้นมีภาพเมืองไทยในใจอย่างไร

ก่อนเหตุการณ์ปี 2548 ผมแยกโลกตะวันตกและโลกตะวันออกอย่างชัดเจน ซึ่งผมจินตนาการว่าถ้าคนเอเชียศึกษาและปฏิบัติตามวัฒนธรรมของเอเชียคงมีคำตอบในตัวอยู่แล้ว ตอนนั้นผมมองโลกอย่างโรแมนติกมาก ผมจินตนาการว่าคนเอเชียและศาสนาพุทธอยู่กันด้วยความรักและสันติ แต่พอเจอวิกฤตการเมือง ผมไม่สามารถทำความเข้าใจได้ เหมือนสังคมไทยมีปัญหาอย่างอื่นที่ลึกกว่านั้น

 

ช่วงวิกฤตการเมืองไทยปี 2548 คุณเห็นอะไร

เอาจริงๆ ตอนนั้นผมมองประเทศไทยแบบ exceptionalism มาก ผมชอบคิดว่าประเทศไทยต้องมีคำตอบของตัวเอง ไม่ต้องมองประเทศอื่นว่าจะอยู่กันยังไง ผมมองว่าคนไทยไม่ต้องสนใจเรื่องเศรษฐกิจอะไรมากมาย เพราะความสุขมันไม่ได้อยู่ที่เงิน ผมก็เลยเข้าใจคนที่ว่าคุณทักษิณ ชินวัตร มองแต่เรื่องเศรษฐกิจแต่ไม่สนใจสิ่งที่สำคัญกว่านั้น ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่อยากให้คุณทักษิณเป็นนายกฯ แล้ว

แต่พอรัฐประหารปี 2549 ผมเห็นว่าจริงๆ แล้วคนทั่วไปยังชื่นชอบเขาอยู่ ยังได้ประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ยังต้องการที่จะอยู่เหมือนกับทุกคนในโลก ต้องการที่จะทำมาหากิน ต้องการอยู่สบาย มีความฝันความปรารถนาของตัวเอง เผด็จการต่างหากที่ต้องการแบ่งแยกระหว่างไทยกับประเทศอื่นๆ หรือโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง โดยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องอนุรักษ์ความเป็นไทย ความเป็นเอเชีย ศาสนา หรืออะไรก็ตามไว้

ตอนนั้นผมมีเพื่อนทั้งสองฝ่ายที่เชียร์และไม่เชียร์กลุ่มพันธมิตรฯ มีคนที่ผมนับถือเป็นผู้ใหญ่ไปเกลียดเพื่อนผมอีกคน เหตุการณ์ทางการเมืองครั้งนั้นทำให้ผมตั้งข้อสังเกตกับสังคมไทยว่ามันมีอะไรมากกว่าที่ผมคิด

 

อะไรคือสิ่งที่สะเทือนใจคุณมากที่สุดในวิกฤตการเมืองไทย

สำหรับผมมันคือความรุนแรงในปี 2553 ตอนนั้นผมไปสังเกตการณ์การชุมนุมที่แยกราชประสงค์ จนวันสลายการชุมนุม ผมไม่เคยคิดเลยว่าประเทศไทยยังมีความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ขนาดนี้ ในตอนนั้นผมเห็นคนหลายคนที่ผมได้คุยด้วยในที่ชุมนุม อาจจะถูกปราบและรู้สึกว่าความหวังในชีวิตของคนไม่รู้กี่ล้านคนในประเทศก็ถูกปราบไปด้วย

แม้ในประวัติศาสตร์เคยมีการทำรัฐประหาร เคยมีกองทัพมาเกี่ยวข้องในทางการเมือง แต่ผมไปเข้าใจว่ามันเป็นแค่อดีต ยิ่งกว่านั้นอีก ผมตกใจและผิดหวังกับคนทั่วไปที่สนับสนุนความรุนแรงนั้นและเห็นว่าการเผาห้างฯ ร้ายแรงกว่าการตายของคนเกือบร้อยคน อันนี้ผมรับไม่ได้เลย

 

จำคำถามแรกของตัวเองในการตั้งต้นศึกษาเรื่องเมืองไทยได้ไหม

ผมเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยชื่อ The Open University อังกฤษ เขาจะส่งหนังสือมาให้ผมอ่านที่เมืองไทย พออ่านจบแล้วก็ไปสอบที่ British Council แถวสยาม หลังจากนั้นผมเรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอก ด้านมานุษยวิทยาที่ SOAS (School of Oriental and African Studies) ที่ลอนดอน เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาความเชื่อ อำนาจ และการเมือง

นักมานุษยวิทยาจะต้องหากลุ่มคนที่จะไปศึกษาเป็นปีๆ ผมเลยนั่งคิดว่าผมต้องไปศึกษาคนกลุ่มไหน สุดท้ายก็นึกถึงหมอดู เพราะผมมองว่าหมอดูเชื่อมกับอำนาจการเมืองมาตลอดเวลา

ผมมองว่าโหราศาสตร์ในประเทศไทยเหมือนเป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งสำหรับใครก็ตามที่ต้องการเสริมดวงเสริมบารมีให้เป็นผู้นำ เพราะหมอดูจะไม่ทำนายอย่างเดียว แต่หลังจากทำนายแล้ว หมอดูก็จะแนะนำลูกค้าถึงวิธีที่จะได้อำนาจว่าลูกค้าต้องทำอะไรบ้าง เมื่อไหร่ อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในบ้าน ในออฟฟิศ หรืออำนาจในทางการเมือง

ในปี 2548 ผมพบว่าตัวเลขของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าคนไทยลงทุนใช้เงินกับการดูดวง 4,000 ล้านบาท โอ้โห นี่มันเงินเยอะมาก เอาแค่ธนาคารให้ความสำคัญกับการดูดวงก็แปลกแล้ว พอดูเม็ดเงินยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าประเด็นนี้มันมีความสำคัญกับสังคมไทยแน่นอน

 

 

แล้วเริ่มพาตัวเองเข้าถึงแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะทั้งหมอดูและคนมาดูดวงได้อย่างไร

ช่วงแรกๆ ยากมาก เพราะการดูดวงเป็นเรื่องส่วนตัว ผมไม่รู้จักหมอดูสักคนที่จะเปิดตำหนักให้ผมเก็บข้อมูลได้เป็นปีๆ ผมก็เลยไปตลาดกลางคืนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่เปิดให้ลูกค้ามาดูดวง ผมไปที่นั่นอยู่หลายอาทิตย์จนหมอดูเริ่มเปิดใจ เริ่มคุยด้วยและให้ผมนั่งดูวิธีการดูดวงของเขาบ้าง แนะนำลูกค้าให้รู้จักบ้าง ตอนนั้นผมคิดว่าแค่นี้ก็ดีแล้ว

แต่วันหนึ่งมีหมอดูพาผมไปรู้จักกับอาจารย์ของเขาที่สมาคมโหราศาสตร์แห่งหนึ่ง สิ่งแรกที่อาจารย์คนนี้ทำคือดูลายมือผม แล้วเอาโทรศัพท์ออกมาเปิดรูปให้ผมดูว่าเขาเคยดูลายมือของนักการเมืองชื่อดังคนหนึ่ง ผมก็โอเค คนนี้ใหญ่ น่าสนใจ (หัวเราะ)

ผมพยายามจะสัมภาษณ์เขา เขาตอบประมาณว่า “ไม่ให้สัมภาษณ์ และบอกได้เลยว่างานวิจัยของคุณจะล้มเหลว เพราะไม่มีวันที่คุณจะเข้าใจว่าการเป็นหมอดูคืออะไร ยกเว้นคุณเริ่มดูเอง” เขาบอกอีกว่า “ผมไม่ให้สัมภาษณ์ แต่จะรับเอโด้เป็นลูกศิษย์”

ผมมองจากสายตานักมานุษยวิทยาว่าก็สมเหตุสมผลดีไม่เสียหายอะไร ผมเลยนั่งเรียนวิชาโหราศาสตร์วิชาหนึ่งกับเขา 3 เดือนจบ ผมคิดว่าผมพอจะรู้เทคนิค พอจะรู้ว่าหมอดูเขาตีความกันยังไง

 

จบ 3 เดือนแล้วได้สัมภาษณ์เลยไหม

ยัง ตอนนั้นอาจารย์บอกว่า “คุณไม่มีวันจะรู้เรื่อง ยกเว้นคุณจะรับลูกค้า”

 

แล้วคุณบาลานซ์ความเป็นนักวิจัยกับการเป็นหมอดูยังไง

ตอนอาจารย์พูดอย่างนั้น ผมเครียดมาก ผมถามตัวเองว่ามันถูกจรรยาบรรณรึเปล่าที่ใช้วิธีนี้เก็บข้อมูล สุดท้ายอาจารย์เขาพาผมไปตามงานการกุศลของสมาคมฯ ผมเริ่มดูดวงให้คนที่ผมไม่รู้จัก ผมอธิบายกับทุกคนว่าผมกำลังเก็บข้อมูลสำหรับงานวิจัย และผมจะดูดวงให้โดยใช้ศาสตร์ที่ผมเรียนมา ถ้าลูกค้าโอเค ผมถึงจะดูให้

ประสบการณ์นี้สำคัญเพราะผมได้เรียนรู้ว่าในช่วงเวลาที่ผมดูดวง ผมต้องเชื่อในสิ่งที่ดูถึงจะพูดอะไรออกไปได้ ถ้าผมไม่ได้ลงสนามและคิดแบบนี้ ผมคงไม่มีวันที่จะเข้าใจว่าหมอดูคิดยังไงอย่างที่อาจารย์คนนั้นแนะนำ

การดูดวงเป็นทักษะชนิดหนึ่ง บางคนชอบบอกว่ามันง่าย แค่คุณนั่งแล้วก็เดามั่วซั่วไป แต่เอาจริงๆ ผมลองแล้วพูดได้เลยว่า มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น สิ่งที่เรียนจากหนังสือโหราศาสตร์มันเป็นความเป็นไปได้ที่กว้างมาก คุณต้องตีความหมายให้ตรงกับคนที่อยู่ตรงหน้า สำหรับผมมันคือความยาก

หมอดูที่เก่งจะเล่าเรื่องชีวิตคนคนหนึ่งได้อย่างมีชั้นเชิง ลูกค้าสามารถจะเห็นว่าคุณพูดถึงพ่อฉัน แฟนฉันได้ เขาต้องให้รายละเอียดบุคลิกได้ทันที ต้องจัดการสถานการณ์ของตัวเองได้ ซึ่งยากมาก เวลาที่นั่งดูให้ลูกค้า ผมต้องใส่ใจและเชื่อในคำทำนายที่อยู่ตรงหน้ามาก ในช่วงเวลานั้นผมก็ดูดวงไปด้วยเก็บข้อมูลไปด้วย เลยได้เข้าใจว่าการตีความของหมอดูมันมีวิธีคิดมีขั้นตอนอะไรยังไง

 

พอเชื่อมโยงการเมืองไทยกับโหราศาสตร์ที่คุณศึกษา คุณเห็นความเชื่อมโยงกันอย่างไร

ในประวัติศาสตร์ไทยโหราศาสตร์กับการเป็นผู้นำมันมาคู่กันตลอด ผมเข้าใจว่าในมุมมองของนักโหราศาสตร์ คนที่ต้องการมีอำนาจบนโลกนี้ จะต้องสะสมพลังที่มาจากที่อื่นก่อน เช่น มาจากท้องฟ้า ดวงดาว โลกเทพ หรือแม้แต่อดีตชาติ คุณจะนิยามพลังนั้นกว้างๆ ว่าเป็นพลัง หรือเจาะจงว่าเป็นบารมีก็แล้วแต่ สำหรับคนที่เชื่อในโหราศาสตร์ โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่จะช่วยให้ผู้นำสะสมหรือเสริมพลังนั้น เพื่อที่จะได้หรือรักษาอำนาจบนโลกนี้

ผมมองว่าผู้นำต้องมีความเป็นคนนอกระดับหนึ่ง หรือมีความเป็นอื่น ถึงจะได้รับความน่าเชื่อถือ

โหราศาสตร์ในทัศนะของพวกเขาเองก็เช่นกัน เป็นศาสตร์ที่มาจากที่อื่น อย่างเช่น พระมหากษัตริย์ใช้โหราศาสตร์ของพราหมณ์และโหรหลวง ซึ่งมาจากอินเดีย ส่วนผู้นำประเทศอย่างนักการเมืองก็จะสะสมพลังหรือเสริมพลังโดยใช้วิชาโหราศาสตร์หรือศาสตร์ดูดวงที่มาจากที่อื่นเหมือนกัน เช่น การดูโหงวเฮ้งหรือฮวงจุ้ยก็มาจากจีน ดูไพ่ยิปซีมาจากยุโรป โหราศาสตร์มาจากเมโสโปเตเมีย วิชาดูลายมือมาจากอินเดีย และมีหลายคนที่ผมสัมภาษณ์เชื่อว่าศาสตร์พยากรณ์ทั้งหมดมาจากโลกที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ เช่น มาจากยักษ์ ฤาษี หรือพ่อแก่

 

ความพิเศษของสังคมไทยที่ทำให้พระมหากษัตริย์หรือผู้นำสามารถรับ ‘ความเป็นอื่น’ เข้ามาได้คืออะไร

มันไม่ใช่เฉพาะสังคมไทยนะ นักมานุษยวิทยาชื่อ Marshall Sahlins เสนอว่ากษัตริย์ทุกที่ในโลกมีความเป็นอื่น กษัตริย์เป็นคนนอกด้วยซ้ำ ที่สามารถใช้พลังพิเศษของเขาเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ถ้าคุณสังเกตคุณจะเห็นว่าในประวัติศาสตร์โลก กษัตริย์เป็นคนที่มีเชื้อสายมาจากที่อื่น หรือไม่ก็จะอ้างว่าเป็นเทพ เช่น กษัตริย์อังกฤษมาจากเยอรมัน จักรพรรดิจีนมาจากฟ้า ยังมีผู้นำทางการเมืองที่ไม่ใช่กษัตริย์ที่มีความเป็นอื่นนั้นเหมือนกัน เช่น พระสันตะปาปาที่เป็นตัวแทนของพระเจ้า ฮิตเลอร์มาจากออสเตรีย

จริงๆ แล้ว กษัตริย์และผู้นำทั่วโลกต้องการความเป็นอื่น แต่ความเป็นอื่นนั้นต้องผ่านตัวเขาถึงจะดี ห้ามมีคนอื่นเอาความเป็นอื่นนั้นเข้ามาโดยตรง ซึ่งอันนี้มันเกี่ยวข้องกับกษัตริย์นักรบและการใช้ความรุนแรงด้วย

 

ทำไมใช้คำว่า ‘ความรุนแรง’

ถ้าเราดูทฤษฎีการเมืองของโทมัส ฮอบส์ (นักปรัชญาชาวอังกฤษ) เขาบอกว่ากษัตริย์ต้องเป็นคนที่ปกป้องคนในปกครอง (community) จากศัตรู โดยใช้ความรุนแรงเพื่อส่วนรวม กษัตริย์เป็นคนที่มีพลังหรือความรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป และคนทั่วไปเป็นคนที่มอบอำนาจให้กับกษัตริย์ เพราะเขาสังเกตว่ากษัตริย์มีพลังมากกว่าพวกเขาเยอะ

ผมก็เลยกำลังมองอยู่ว่า ‘ความเป็นอื่น’ นั้น ที่เราถือว่าเป็นสิ่งที่พิเศษสุด จริงๆ แล้วคือความรุนแรงที่สูงสุด

 

คุณเห็นรายละเอียดของความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองไทยกับโหราศาสตร์อย่างไร

ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ของโหราศาสตร์ มันมาคู่กับอำนาจตลอดเวลา มันเป็นศาสตร์เพื่อที่จะสร้างและรักษาอำนาจมาตลอด จุดเริ่มต้นของวิชาที่วันนี้เราเรียกว่าโหราศาสตร์ไทยมันเริ่มมาจากในวัง

ยกตัวอย่างเช่น โหรหลวงเป็นคนเสนอหรือดูฤกษ์วันตั้งกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงให้กับพระมหากษัตริย์ เราจะเห็นได้ว่าโหรหลวงเป็นคนดูฤกษ์ว่าจะตั้งหลักเมืองเวลาไหน เหมือนกับการดูวันตกฟากของเมืองไทยที่เราเรียกกันว่าดวงเมือง ซึ่งก็คือวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ซึ่งเป็นวันที่โหรหลวงเลือกเพื่อให้ดวงเมืองเชื่อมกับดวงของพระมหากษัตริย์ด้วย

โหรหลวงเองก็มีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของพระมหากษัตริย์ เช่น ถ้ามีปรากฏการณ์ที่แปลกหรือผิดปกติเกิดขึ้น โหรจะต้องเป็นคนที่ตีความหมายและนำไปบอกกับพระมหากษัตริย์ หรือโหรอาจจะแนะนำว่าทหารควรจะสวมเสื้อสีอะไรเวลาไปทำสงครามเพื่อให้มั่นใจว่าจะชนะ จากตัวอย่างเหล่านี้เองจะเห็นได้ว่าในมุมมองของหมอดู คนที่เชื่อหรือกระทั่งผู้ที่คอยสังเกตการณ์แล้ว อำนาจทางการเมืองไม่สามารถแยกขาดจากการมีอยู่ของโหราศาสตร์ได้เลย

ในช่วง pre-modern ตามที่ผมเข้าใจ มีช่วงเวลาที่โหราศาสตร์ถูกสงวนไว้เฉพาะในวัง เพราะว่าไม่อยากให้คนทั่วไปใช้ศาสตร์นี้ในการสร้างอำนาจให้ตัวเอง เหมือนเป็นเจ้าเล็กๆ เดี๋ยวจะมีการแข่งบารมีกัน

 

แล้วคนทั่วไปมาใช้โหราศาสตร์กันตอนไหน

คนทั่วไปคงมีวิธีดูดวงของตัวเองมาตลอดแหละ แต่รัชกาลที่ 5 เป็นคนแรกที่เอาหนังสือโหราศาสตร์จากวังไปไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ให้คนทั่วไปสามารถศึกษาได้ ซึ่งนี่เป็นการเผยแพร่กับคนทั่วไปเป็นครั้งแรก แต่เอาจริงคนธรรมดาคงยังเข้าไม่ถึง เพราะหนังสือเล่มนี้อ่านยากมาก และต้องมีอาจารย์ช่วยสอน

ผมมองว่าทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนหลังปี 2475 พอคณะราษฎรทำการเปลี่ยนระบอบการปกครอง คณะราษฎรมองว่ากรมโหรไม่เหมาะกับประเทศสมัยใหม่ก็เลยสั่งปิด ตอนนั้นมีโหรหลวงออกจากวังแล้วก็ไปเปิดตำหนักโหรของตัวเอง ช่วงนั้นโหราศาสตร์ที่มีไว้สำหรับพระมหากษัตริย์ได้แพร่ไปถึงสาธารณะอย่างชัดเจน

จากนั้นผู้นำใหม่ๆ ก็เริ่มสร้างอำนาจให้ตัวเองโดยใช้โหราศาสตร์ที่มาจากในวัง ถามว่าใครเป็นคนแรกๆ ที่ใช้ คนหนึ่งคือจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งค่อนข้างตลก เพราะคนที่ดูเหมือนจะต่อต้านโหราศาสตร์ สุดท้ายก็อยากสร้างอำนาจให้ตัวเองด้วยโหราศาสตร์แบบกษัตริย์ หลังจากนั้นก็มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แม้ว่าสฤษดิ์จะสนับสนุนพระมหากษัตริย์ แต่ตัวเองก็พยายามสร้างอำนาจด้วยรูปแบบของกษัตริย์เหมือนกัน

ตั้งแต่ปี 2490 โหรหลวงก็เริ่มเปิดสมาคมโหราศาสตร์เพื่อรักษาศาสตร์นี้ไว้ แล้วกระจายความรู้ออกไปด้วยการสอนคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ในศาสตร์นี้ เราจึงเห็นผู้นำหรือนักธุรกิจเริ่มใช้โหราศาสตร์สร้างให้ตัวเองมีอำนาจเต็มไปหมด จุดนี้เองจึงยิ่งชี้ให้เห็นชัดขึ้นไปอีกว่า แม้จะเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยแล้ว อำนาจทางการเมืองกับแนวคิดเรื่องโหราศาสตร์ไม่เคยแยกขาดกันเลย ในทางตรงกันข้าม ยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ถ้าพูดแบบสั้นๆ ผมมองว่าโหราศาสตร์ได้กระจายออกจากวังไปพร้อมกับประชาธิปไตย ผมก็เลยคิดว่ามันเป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนอย่างหนึ่ง พอมายุคปัจจุบันคุณจะเห็นว่าผู้นำที่ใช้โหราศาสตร์มีตั้งแต่ ทหาร จนถึงกลุ่มนักธุรกิจ และนักการเมืองสมัยใหม่อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคุณทักษิณ ชินวัตร

 

คุณมองการใช้โหราศาสตร์ในการเมืองยุคทักษิณอย่างไร

ทักษิณใช้โหราศาสตร์ในการสร้างอำนาจบารมีของตัวเองไม่ค่อยแตกต่างไปจากผู้นำในยุคก่อนๆ ผมฟังวิธีการเล่าเรื่องของคนที่สนับสนุนคุณทักษิณหลายคน เขาก็มองว่าคุณทักษิณก็เป็นผู้มีบารมี

นักวิชาการที่ใช้ทฤษฎี charisma ของนักสังคมศาสตร์อย่าง Max Weber มักจะแบ่งระหว่างผู้นำที่ใช้บารมีกับผู้นำแบบใช้นโยบายในการสนับสนุนตัวเอง ตามทฤษฎีนี้คนทั่วไปจะเชื่อว่าผู้นำที่ใช้บารมีเป็นผู้นำที่มีความสามารถพิเศษอะไรสักอย่างที่วิเศษ จับต้องไม่ได้ แตกต่างจากผู้นำที่ใช้นโยบาย ที่ทำให้คนชอบหรือสนับสนุนอย่างมีเหตุมีผล

ผมมองว่าถึงแม้ว่าคุณทักษิณเป็นผู้นำสมัยใหม่ที่ใช้นโยบายซึ่งคนส่วนใหญ่ได้ผลประโยชน์ แต่จริงๆ แล้ว การที่คุณทักษิณมีนโยบายที่ดีนั้น มันเป็นการสร้างบารมีอย่างหนึ่งไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะคุณทักษิณแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจความต้องการของผู้ตามและสามารถดูแลได้

สำหรับผม ผู้นำแบบเน้นนโยบายกับผู้นำแบบเน้นบารมีสามารถมาคู่กัน บางคนในแวดวงโหราศาสตร์ก็เรียกคุณทักษิณว่าเป็นผู้มีบุญสมัยใหม่ด้วยซ้ำ

 

ปกติโหรมักจะทำนายผู้มีอำนาจในแง่ดีอยู่แล้ว แต่พอเวลาเกิดวิกฤตการเมือง โหรก็จะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำ คำถามคือโหรเลือกข้างได้ไหม หรือที่พูดนั้นเป็นตามคำทำนายจริงๆ

อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมเห็นด้วยกับคำถามนี้รึเปล่านะ อีกอย่างผมไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ในฐานะของตัวหมอดู เพราะผมเองไม่ได้เป็นหมอดูโดยอาชีพด้วย แต่ผมเข้าใจว่าเวลาที่โหรดูดวง เขาจะใช้วิชาโหราศาสตร์ส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งเป็นจิตใต้สำนึก หรือสิ่งที่โหรเองเรียกว่า ‘ครู’ ซึ่งการทำนายมันมีการตีความตลอด หมอดูบางคนก็จะถือว่าความสามารถในการตีความนี้เกิดจากบารมีของหมอดูแต่ละคน

หมอดูแต่ละคนก็จะเลือกคำพูดที่ใช้ในการทำนายถึงสิ่งที่เขาเห็นว่าเหมาะหรือไม่เหมาะยังไง ซึ่งสิ่งที่เรารับรู้มาจากสื่อมันผ่านมาหลายขั้นตอนทั้ง subconscious และ conscious ด้วย

ความแตกต่างของหมอดูที่แม่นและธรรมดานั้นอยู่ที่วิธีการตีความและการเลือกคำพูดของหมอดูแต่ละคน ส่วนการรับลูกค้า เราต้องทำความเข้าใจว่า หมอดูเป็นอาชีพหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ การดูดวงก็เป็นบริการแบบหนึ่งในตลาด เพราะฉะนั้นไม่ใช่หมอดูที่จะเลือกใครเป็นลูกค้า แต่เป็นลูกค้าต่างหากที่เป็นคนเลือกว่าจะดูดวงกับใคร เช่น หมอดูอีทีพม่า เคยดูดวงให้ทั้งคุณทักษิณและทหารหลายคน

มีข่าวลือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยดูดวงกับหมอดูอีที แต่คุณประยุทธ์ปฏิเสธ จากข้อมูลที่ผมได้มา ลูกค้าที่เป็นนักการเมืองจะเลือกหมอดูที่เคยได้ยินว่าเก่ง แม่น มีบารมี โดยไม่ไปดูว่าหมอดูคนนี้คิดยังไงเรื่องการเมือง

 

 

ในแง่หนึ่งที่คุณบอกว่าโหรมีอำนาจบารมี แต่ทำไมเวลาดูดวงให้พวกผู้นำ อำนาจบารมีถึงไปอยู่กับพวกเขา

ผมขออธิบายอย่างนี้ ตามปกติหมอดูจะไม่ส่งพลังของตัวเองไปให้ลูกค้า แต่จะให้คำแนะนำเฉยๆ ว่าถ้าลูกค้าอยากเสริมดวงเสริมบารมีเขาควรจะทำอะไรบ้าง ไม่ใช่หมอดูทุกคนที่จะเสนอพิธีเสริมดวงเสริมบารมีให้กับลูกค้า อาจจะมีในกรณีพิเศษอย่างเช่นพิธีไหว้ครูประจำปีที่บางคนอาจจะถือว่าหมอดูถ่ายทอดบารมีให้กับลูกค้าหรือลูกศิษย์โดยตรง

 

ทำไมชนชั้นนำไทยต้องมาสนใจโหราศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอำนาจบารมีด้วย ถ้าเลือกใช้กองทัพหรืออาวุธไปเลยอาจจะง่ายกว่า

เท่าที่ผมสังเกตจากคนที่เชื่อในโหราศาสตร์ ถ้าผู้นำอยากอยู่นานอย่างมั่นคง เขาต้องสร้างอำนาจบารมีด้วย ถ้าให้ลูกน้องทำตามคำสั่งอย่างเดียวเขาก็จะอยู่ได้ไม่นาน

 

อย่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 จนมีคนตายกว่า 99 ศพ ที่คุณบอกว่า “รับไม่ได้” คุณมองยังไงที่มีคนไม่น้อยสนับสนุนให้กองทัพปราบประชาชน แบบนี้มองได้ว่าอำนาจของกองทัพและชนชั้นนำก็ได้รับการสนับสนุนด้วยไหม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาอยู่ได้นาน

เรื่องนี้ผมขอเสนอแนวคิดสองแบบ ถ้าเรามองผ่านทฤษฎีของนักทฤษฎีการเมือง Antonio Gramsci เขาจะมองว่าเมื่อไหร่ที่รัฐใช้ความรุนแรง ตอนนั้นรัฐกำลังแสดงถึงความอ่อนแอของตัวเอง เพราะไม่สามารถที่จะควบคุมประชาชนตามวิธีปกติได้แล้ว แต่ถ้าเรามองผ่านทฤษฎี sovereignty เขาจะมองว่าเมื่อไหร่ที่รัฐใช้ความรุนแรง ตอนนั้นรัฐกำลังเตือนว่าอำนาจอยู่ที่เขาและทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐ ซึ่งอันนี้ไม่ใช่การแสดงถึงความอ่อนแอของรัฐ แต่ตรงกันข้ามรัฐยังเป็นศูนย์กลางของอำนาจ และยังเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งสูงสุด

ในแง่ของโหราศาสตร์ก็อาจจะมองได้ว่าคนที่จะใช้ความรุนแรงได้ต้องเป็นคนที่มีบารมีมาแต่ก่อนด้วย ถ้าเขาไม่มีบารมีก็ไม่มีอำนาจและไม่มีอาวุธตั้งแต่แรก หรือจะไม่มีอำนาจที่จะสั่งทหารหรือลูกน้องไปปราบประชาชน ซึ่งอันนี้หมอดูบางคนจะมองว่าเป็นด้านมืดของความเชื่อนี้

ในประวัติศาสตร์เราก็เห็นว่าผู้นำต่างๆ จะต่อสู้กันเองเพื่อแข่งกันเป็นกษัตริย์ สุดท้ายคนที่ชนะก็ได้พิสูจน์บารมี พิสูจน์ความวิเศษของตัวเองโดยการเป็นนักรบที่เก่งกว่า ถ้าคุณจะเอาความเชื่อนี้ไปให้ความชอบธรรมกับการใช้ความรุนแรงมันก็ค่อนข้างง่าย

บารมีคือการดึงดูดให้มีผู้ตาม ถ้าเรามองว่าฉันสามารถที่จะสั่งทหาร อันนี้คือบารมีของฉัน มันก็คือด้านมืดของความเชื่อเหล่านี้

 

ถ้าให้คุณมองการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยของไทยด้วยมุมมองแบบโหราศาสตร์ คุณเห็นอะไร

ตอนรัชกาลที่ 10 ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ผมพยายามทำความเข้าใจกับภาพลักษณ์ที่มีความเป็นนักรบที่ถูกฉายออกมาผ่านสื่อต่างๆ เพราะผมคิดว่าภาพลักษณ์ของพระองค์จะออกมาในทางอ่อนโยนเหมือนสมัยรัชกาลที่ 9 ยุคหลังๆ แต่พอคิดดู จริงๆ แล้ว กษัตริย์แบบพุทธในช่วงที่ขึ้นครองราชย์แรกๆ ก็มักแสดงอำนาจบารมีและความสามารถในการปกป้องประชาชนได้ ให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงต้องมีการลบล้างสิ่งอธรรมออกไปเพื่อให้พร้อมครองราชย์โดยธรรม

ผมกลับไปมองประวัติศาสตร์ช่วงที่โลกเริ่มสงครามเย็น ภาพลักษณ์รัชกาลที่ 9 ก็มีความเป็นทหารอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นจะเทียบภาพลักษณ์ช่วงแรกของรัชกาลที่ 10 กับช่วงหลังของรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ แต่อาจจะต้องกลับมามองความเป็นไปได้ในการสร้างสถานะของกษัตริย์นักรบในแบบช่วงสงครามเย็นของรัชกาลที่ 9 มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการสร้างบารมีผ่านภาพลักษณ์ต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที และอาจจะต้องรออีกนานกว่าที่จะเห็นว่าผลลัพธ์ว่าจะเป็นยังไง

ถ้าถามว่าผมมองกษัตริย์ที่มีภาพลักษณ์นักรบสมัยนี้เป็นอย่างไร ผมมองว่าไม่แปลก เพราะเทรนด์ทั่วโลกตอนนี้เป็นยุคของ strong man ไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออกก็เหมือนกัน คือเป็นผู้ถือความรุนแรงสูงสุดเอาไว้ได้อย่างชอบธรรม การวางตัวให้ตรงกับยุคก็มองได้ว่าเป็นโหราศาสตร์อย่างหนึ่ง เพราะโหราศาสตร์คือศาสตร์เกี่ยวกับเวลา

แต่ถ้าถามว่าคนที่เป็นผู้นำจะแสดงความสามารถในการจัดการกับวิกฤตการเมืองได้อย่างไร ผมคิดว่ามันก็เป็นความลี้ลับของความรุนแรงชนิดหนึ่ง เหมือนกับเราต้องใช้อำนาจที่ได้รับมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสามารถจัดการกับวิกฤตได้ แต่จะใช้อำนาจอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ให้ช่วยคนส่วนใหญ่ได้ และทำให้สังคมไทยกลับมาเป็นปกติได้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่การที่ยังมีกองทัพอยู่ในอำนาจ ผมว่าไม่น่าจะช่วยอะไรได้

 

มีประเทศไหนอีกไหมที่ผู้นำใช้โหราศาสตร์นอกจากการใช้วิธีทางการเมืองปกติ

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีข่าวลือว่าฮิตเลอร์ใช้นักโหราศาสตร์ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่ แต่หน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI5) ก็จ้างนักโหราศาสตร์เพื่อให้ทำนายว่าฮิตเลอร์จะทำอะไร เมื่อไหร่

ส่วนที่อเมริกาก็มี แนนซี่ เรแกน (Nancy Reagan) ภรรยาของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) เคยจ้างนักโหราศาสตร์ไว้ในทำเนียบขาวหลังจากที่สามีได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงด้วย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ Park Geun-Hye ก็ปรึกษาหมอดูคนหนึ่งเกี่ยวกับการเมือง จนทำให้ประชาชนเกาหลีใต้ไม่พอใจอย่างรุนแรงและสุดท้ายเขาต้องยอมลงจากตำแหน่ง

 

ช่วงที่ผ่านมานักรัฐศาสตร์ไทยหลายคนมองว่าไทยกำลังจะพาตัวเองย้อนกลับไปเป็นแบบรัฐโบราณ ในมุมมองโหราศาสตร์คุณมองประเด็นนี้ยังไง

เวลานี้หมอดู-ร่างทรงปรากฏขึ้นมาหลายที่ในโลก รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น ไม่ได้มีเฉพาะแค่ไทย หรือประเทศที่กำลังพัฒนาเท่านั้น ผมมองว่ามันเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก เคยมีทฤษฎีของ Max Weber บอกว่าเมื่อความเป็นสมัยใหม่เข้ามาแล้ว โลกจะเปลี่ยนไป แต่ในความเป็นจริง นักมานุษยวิทยาหลายคนกลับพบว่าไม่ใช่เลย ยิ่งเศรษฐกิจการเมืองมีความไม่แน่นอน โลกจะพึ่งพิงศาสนา ความเชื่อ และสิ่งลี้ลับต่างๆ มากขึ้น

อีกอย่างถ้าเรามองบริบทที่ใหญ่กว่านั้น ศาสนาและความเชื่อมันวนกลับมาใหม่ทุกที่ในโลก ตั้งแต่ความเป็นเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) กระจายไปทั่ว คนทั่วไปทำมาหากินยากขึ้น เขาก็ไปหาคำตอบที่จะมาเสริมอำนาจหรือหาเงินให้ตัวเองจากศาสนาและความเชื่อกันเยอะมาก

ผมคิดว่าศาสนาทั่วโลกมันเริ่มมาทางนี้ คือแทนที่จะพูดถึงทางรอดของคนในโลกหน้า แต่มันพูดถึงทางรอดบนโลกนี้เลย ที่น่าสนใจของสังคมไทยคือถ้าคุณจะหาที่ทางบนโลกนี้หรือหาความสำเร็จคุณต้องมีพลังพิเศษ เช่น บารมี ซึ่งบารมีในสมัยก่อนใช้ได้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ แต่ตอนนี้คุณไปหาหมอดู หมอดูจะบอกว่าคุณต้องเสริมบารมีนะ มันเชื่อมกับความเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีอำนาจมากกว่าคนทั่วไป มีความสำเร็จสูงที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณก็ต้องทำให้ตัวเองเสมือนว่าเป็นกษัตริย์เล็กๆ ของชุมชนที่ตนดำเนินชีวิตอยู่เหมือนกัน

 

ความสำคัญของโหราศาสตร์เกี่ยวพันกับกษัตริย์ ถ้าไม่มีกษัตริย์ ศาสตร์นี้ยังจะขลังอยู่ไหม

ใช่ โหราศาสตร์เข้ามาในไทยพร้อมกับพระมหากษัตริย์ แต่ในตอนนี้โหราศาสตร์มันกลายเป็นศาสตร์หนึ่งที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนทุกชนชั้น ตั้งแต่นักการเมือง นักธุรกิจ ไปจนถึงชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง

อีกอย่างโหราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งในพฤติกรรมของชาวพุทธ ดวงชะตามาคู่กับความเชื่อเรื่องบุญกรรม ผมมองว่าสังคมไทยสมัยนี้โหราศาสตร์มันมาคู่กับวิธีการมองโลกแบบพุทธ เลยไม่คิดว่ามันจะหายไปไหนง่ายๆ ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในเรื่องอะไรก็ตาม ความคิดที่ว่าคุณต้องมีบุญต้องสะสมพลังพิเศษอะไรสักอย่างก่อน คงจะเป็นความคิดที่ไม่หายไป

อีกอย่างหนึ่ง หมอดูเองเคยเล่าให้ฟังว่าเขามีฟังก์ชันหลากหลายในสังคม หมอดูบางคนบอกว่าฉันเป็นจิตแพทย์แบบหนึ่ง ทำให้คนสบายใจ หมอดูบางคนบอกว่าลูกค้าต้องการแค่คนฟังปัญหาของเขาไม่ได้อยากรู้เรื่องอนาคตก็มี ความต้องการของลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนต้องการรู้อนาคตจริงๆ บางคนต้องการปรึกษา บางคนต้องการคนคุยด้วยเฉยๆ ความต้องการเหล่านี้ไม่มีวันจะหายไป

ถ้าให้ผมทำนายนะ ทั้งหมอดูและพระมหากษัตริย์ จะยังอยู่ในประเทศไทยอีกนาน

 

หมอดูที่ดีสำหรับคุณเป็นอย่างไร

เป็นหมอดูที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า คุณเป็น ‘เจ้า’ ของชะตา ไม่ใช่ชะตาเป็น ‘เจ้า’ ของคุณ

 

Author

Thiti Meetam

ธิติ มีแต้ม - บรรณาธิการ The101.world