ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ เรื่อง

ธิติ มีแต้ม ภาพ

 

– 1 –

 

“มาประชุมใช่หรือเปล่า เขาเตรียมงานกันอยู่ด้านบนแน่ะ” พนักงานประจำโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบอกกับฉันเมื่อเห็นท่าทีเก้ๆ กังๆ เหมือนกำลังรอใคร

ได้ยินดังนั้นฉันจึงขึ้นลิฟท์ที่เก่าคร่ำคร่าไปยังห้อง ‘ประชุม’ พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัว

ที่ชั้นบนสุดของโรงแรม ในห้องประชุมขนาดกลาง ฉันพบหญิงสาวสองคนกำลังง่วนอยู่กับการจัดข้าวของ เธอสบตาเข้ากับฉันและเอ่ยปากต้อนรับด้วยท่าทีเป็นมิตร ฉันไม่แน่ใจว่ากำลังคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรต่อจากนี้

โซ่ แส้ กุญแจมือ ถูกแขวนห้อยระโยงระยาง หรือคนสองคนตามตำแหน่ง ‘นาย’ และ ‘ทาส’ กำลังแสดงสัมพันธ์ที่มีอีกฝ่ายเหนือกว่าและข่มเหงกันอย่างชัดเจนเช่นนั้นหรือ อาจใช่ หรืออาจไม่ใช่

ที่แน่ๆ ภาพซึ่งปรากฏต่อสายตาเปลือยเปล่าของฉัน คือหญิงสาวสองคนในเครื่องแต่งกายสีดำ ซึ่งมีท่าทีต่อกันเหมือนเพื่อนสาวทั่วไป ไม่มีกลิ่นอายของความ ‘รุนแรง’ เผยเล็ดลอดแม้สักนิด แม้ว่างานที่พาให้ตัวฉันมายืนอยู่ตรงนี้จะเป็นงานแสดงศิลปะของผู้มีรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ก็ตาม…

ใช่ ก็งาน ‘ประชุม’ ที่พนักงานโรงแรมกล่าวถึงยังไงล่ะ

 

ปิ ปิยนันท์ แก่นสุวรรณ์ (ซ้าย) และ มู่ ณัฐพัชญ์ จันทร์พงษ์ (ขวา)

 

ปิ-ปิยนันท์ แก่นสุวรรณ์ พนักงานเอกชน สาววัย 34 ปี คือ ‘Sub’ (Submission) ในความครอบครองของ ‘Dom’ (Dominant) อย่างมู่-ณัฐพัชญ์ จันทร์พงษ์ หญิงสาว อายุ 39 ปี อาชีพลูกจ้างประจำ ทั้งคู่เป็นคนรักที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบ BDSM มาเป็นเวลากว่า 6 ปี เป็นเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn เพจที่ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์และรสนิยมทางเพศแบบ BDSM และยังเป็นหัวเรือในการจัดงาน Shibari Night BKK 7th งานเวิร์คชอปและจัดแสดง ‘ชิบาริ’ ศิลปะการมัดเชือกเพื่อพันธนาการร่างกายในค่ำคืนนี้อีกด้วย

‘BDSM’ อักษรสี่ตัวนี้ มีความหมายมากมายร้อยเรียงอยู่ B มาจาก Bondage หรือการผูกมัดพันธนาการ D เป็นตัวแทนของ Discipline การลงโทษ และ Dominant การควบคุมครอบครอง S ตัวอักษรถัดมาแทนค่า Submission หรือการยินยอมพร้อมตาม และ Sadism คำที่มักถูกซี้ซั้วแปะป้ายให้เป็นภาพจำของรสนิยมประเภทนี้ หมายถึงการพึงใจเมื่อได้เห็น หรือได้กระทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดทรมาน และอักษรตัวสุดท้าย M ย่อมาจาก Masochism ความสุขสมยามที่ได้รับความเจ็บปวด

ความหมายทั้งหมดนี้สำหรับฉันคล้ายเป็นบทเรียนเชิงทฤษฎีเสียมากกว่า ส่วนภาคปฏิบัติน่ะหรือ?

“บางคนชอบโดนมัดด้วยผ้าพันคอ เขาก็เรียกว่าเป็น ‘scarf fetish’ หรืออย่างปิที่เป็น ‘ทาสหมา’ ของพี่มู่ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน” ปิได้สวมปลอกคอสุนัขในวันที่ตกลงเป็นนายเป็นทาสกันกับมู่ เพื่อวางตัวเองในสถานะ ‘สัตว์เลี้ยง’ (Pet Play)

 

 

ยังมีรูปแบบของรสนิยมอีกมาก เช่น Foot Fetish หรือความหลงใหลในเท้า การดม เลีย หรือสยบลงแทบเท้าเพื่อมอบอำนาจให้กับอีกฝ่าย, เฆี่ยนตี (Spanking) ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หวาย แส้ หรือด้วยมือเปล่า, การช็อตด้วยไฟฟ้า, การดื่มกินปัสสาวะ (Piss Play), การอาบปัสสาวะ (Golden Shower) เพื่อย้ำเตือนถึงความต่ำต้อย และความหลงใหลที่มีต่อสิ่งซึ่งมาจากร่างกายอีกฝ่าย

แม้รูปแบบในรสนิยมนี้จะแตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งปิและมู่กล่าวยกให้เป็นหัวใจหลักของ BDSM นั่นคือ ‘ความยินยอม’ (Consent)

“BDSM ไม่ใช่แค่การตีกันแล้วมีเซ็กส์ แต่ต้องมีความยินยอมเป็นส่วนสำคัญ และต้องมีความสุขกันทั้งสองฝ่าย” มู่อธิบาย

เช่นเดียวกันในฝั่งของปิ “BDSM สำหรับปิ คือการที่เราให้สิทธิของเราแก่อีกฝ่ายซึ่งเป็นคนที่สามารถดูแลเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างกายหรือจิตใจ ไลฟ์สไตล์แบบนี้ แน่นอนว่ามันจะต้องเกิดการทำร้ายกัน เพียงแต่ว่ามันมาจากความสมยอมของทั้งคู่ หากทำความรุนแรงโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม มันจะไม่เรียกว่า BDSM แต่เป็นการ Abuse หรือทำร้ายร่างกายกันแทน”

หลายคนมองรสนิยมประเภทนี้ด้วยความไม่เข้าใจ บ้างมองว่าทั้งหมดนี้คือความวิตถาร บ้างเห็นภาพการใช้ความรุนแรง และตั้งคำถามกับความเจ็บปวดเหล่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะคำนึงและขีดเส้นให้ชัด ก่อนจะสำรวจรสนิยมแบบ BDSM คือทุกความเจ็บที่รุนแรงและทิ้งร่องรอย เริ่มต้นจากก้าวที่ยินยอมพร้อมใจ ยิ่งไปกว่านั้น ความสุขมีนิยามที่หลากหลายเสมอ ไม่ใช่หรือ?

 

– 2 –

 

ทุกทางเดินย่อมมีจุดเริ่มต้น ก่อนก้าวอันยินยอมพร้อมใจของทั้งสองก็เช่นกัน เมื่อถามถึงเส้นทางการค้นพบตัวตนของทั้งคู่ ปิและมู่มองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนปิจะเป็นคนเอ่ยขึ้นมาคนแรก

“ช่วงอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ปิดูหนังโป๊ ทั้งแบบธรรมดา และแบบที่ใช้ความรุนแรง ปิรู้สึกว่าแบบที่รุนแรงมันทำให้มีอารมณ์มากกว่า และพบว่า เฮ้ย! ฉันอยากโดนมัด ก็เลยเริ่มลองมัดตัวเองด้วยผ้า อีกส่วนหนึ่งคือช่วงวัยเด็กปิเคยถูกแม่ทำโทษ และมันก็ทำให้เรามองว่านี่เป็นการแสดงความรักแบบหนึ่ง”

“ส่วนมู่เริ่มจากการดูหนังโป๊ญี่ปุ่น BDSM เรื่องแรกที่ดูจำได้ว่า นักแสดงผู้ชายสวมบทเป็นซามูไรที่มัดผู้หญิงด้วยชิบาริ และใช้ดอกไม้เฆี่ยนตี มู่ตื่นเต้นมาก มันไม่เหมือนกับตอนเราดูหนังโป๊ทั่วไป”

ฉันขอร้องให้มู่อธิบายความสุขที่ได้รับจากการเป็น Dom มู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ยืนยันว่ามันอาจอธิบายยากเสียหน่อย “เราชอบมองสีหน้าของพาร์ทเนอร์เรา สีหน้าที่เจ็บปวดมันสวยงาม รู้สึกว่าเสียงร้องที่เขาร้องออกมามันตรงใจจังเลย ไม่ใช่เฉพาะในเวลาทำกิจกรรมกันนะ เวลาอื่นที่เขาเอาหัวไปกระแทกโต๊ะหรือว่าเอาเข่าไปชนอะไรสักอย่างแล้วเขาเจ็บ เราก็แบบ… (ซี้ดปาก) เซ็กซี่อะ ชอบเห็นคนอื่นเจ็บปวด (หัวเราะ)”

ในสังคม BDSM ประเทศไทย จะเรียกการทำกิจกรรมหรือเรียกการเข้าสู่บทบาทการเป็นนายทาสว่าการ ‘Play’

แต่ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอน Play คู่พาร์ทเนอร์ควรจะทำข้อตกลงขอบเขตของกิจกรรมที่จะทำร่วมกันก่อน “อย่างแรกเลยคือต้องมีขอบเขตก่อนว่า Dom และ Sub ชอบทำอะไร ไม่อยากทำอะไรให้ การเล่นแบบไหนที่รับไม่ได้ (Hard Limit)” ปิเล่า

ปัจจุบันผู้มีรสนิยมเช่นนี้จะใช้อินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงสังคม หรือกลุ่มคน (Community) ที่มีความชอบแบบเดียวกัน หลายปีก่อนชาว BDSM กว่าร้อยคนในประเทศไทยเริ่มสื่อสารกันผ่านเว็บบอร์ด และเมื่อสังคมเข้าสู่ยุค Facebook จึงพากันย้ายมาปักหลักปักฐานใหม่ในช่องทางอันเป็นที่นิยมนี้แทน ปิและมู่เองก็รู้จักกันผ่านเฟซบุ๊กเช่นกัน

“หลายๆ คนที่ปิเจอมา เขาจะเสิร์ชหาคำว่า BDSM โดยที่อาจจะเริ่มรู้ตัวว่าชอบ แต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแนวไหน เป็นนายหรือเป็นทาส บางคนที่ติดต่อมาปรึกษาปิ ปิก็จะถามกลับว่าแล้วตอนคุณดูหนังโป๊ คุณมีอารมณ์กับการ Play ประเภทไหนล่ะ แล้วเราก็ให้เขาไปลองค้นหาดูว่า เนี่ย ถ้าคุณชอบ Bondage มันมีรูปแบบอะไรบ้าง แนวที่ถูกกระทำให้อับอาย คุณชอบระดับไหน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ปิกับพี่มู่ทำเพจขึ้นมาด้วย เพราะเวลาให้คนไปค้นหา เขามักจะเจอบทความภาษาอังกฤษ ทำให้หลายคนไม่เข้าใจเลยว่าตกลงสิ่งที่ฉันเป็นมันคืออะไร”

ทั้งสองเล่าว่าความไม่เข้าใจอาจกลายเป็นความเสี่ยงให้ตกอยู่ในอันตราย หรืออาจไปเจอเข้ากับคนที่คอยหาผลประโยชน์จากบุคคลที่กำลังตามหาตัวเองได้ “เราเคยเจอน้องกะเทยที่เขาอยาก play แต่ว่าโดนหลอกไป ก็ไปมีกิจกรรมทางเพศที่ไม่ใช่ BDSM” ปิเล่า

“วิธีการที่ดีที่สุดคือดูในโปรไฟล์เฟซบุ๊กของเขา ดูว่าการพูดจาเขาเป็นยังไง ส่วนใหญ่คนที่เขาไว้ใจได้จริงๆ จะลงรูปของตัวเอง ผลงานการ Play ของตัวเอง จะไม่พร่ำเพ้อมโนเอารูปของคนอื่นมาส่งให้

“เวลาคุยกันแล้วเขาบอกให้เราส่งรูปตัวเองไปให้ อันนี้ต้องระวังมาก เราไม่ควรจะส่งรูปโป๊เปลือยไป แนะนำว่าให้ออกมาเจอกันในห้าง ในชุมชนที่มีคนอื่นอยู่ก่อน แล้วดูการพูดจาของเขาว่าโอเคไหม มันต้องเซฟตัวเองมากๆ

เอาจริงๆ แล้วมันก็เหมือนเสี่ยงโชคนะ เราเอาตัวเองออกไปเจอเขา ไปลอง Play ดูสักครั้งหนึ่งว่า Play เสร็จแล้วเราโอเคไหม ก่อนที่เราจะออกไปก็ต้องคุย หาข้อมูล ศึกษาตัวเขาเยอะๆ เพื่อที่เราจะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจว่าเราจะเชื่อใจเขาได้ไหม เราจะฝากชีวิต ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัวของเราให้เขาดูแลได้หรือเปล่า”

มู่ในฐานะ Dom ได้ให้คำแนะนำว่า “ซักข้อมูลเบื้องต้นก่อน ไม่ต้องลึกถึงขั้นว่า เขาทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไรเงินเดือนเท่าไหร่ แต่ให้ดูพื้นฐานสังคมของเขา และประเมินว่าเขาแบกความรับผิดชอบต่อตัวเราไว้ได้”

“มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่ลองไป Play แต่ว่าไม่โอเค ไม่อยากจะสานต่อ เหตุผลอะไรก็ไม่ทราบได้ แต่ว่าถูกผู้ชายถ่ายรูปเก็บไว้ พอถึงจุดหนึ่งเขาก็เอาสิ่งนั้นออกมาประจาน บังคับให้ผู้หญิงมาหาเขา ขู่ว่าจะเอารูปนี้ไปโพสต์ มันมีคนที่ทำไม่เหมาะสมเยอะ แต่เราทำอะไรเขาไม่ได้ นอกจากเตือน”

 

มู่ ณัฐพัชญ์ จันทร์พงษ์ (ซ้าย) และ ปิ ปิยนันท์ แก่นสุวรรณ์ (ขวา)

 

– 3 –

 

“เวลา Play มันเป็นยังไงคะ เกิดอะไรขึ้นบ้าง” ทันทีที่ได้ยินคำถามนี้จากฉัน ทั้งคู่มีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้า และถามกลับมาว่า ‘ต้องลึกแค่ไหนล่ะ’ ด้วยเสียงที่เคล้าไปกับการหัวเราะเบาๆ

“โดยส่วนมากแล้วพอเริ่ม Play มู่ก็จะทำให้เขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน อาจจะมัด ล็อคกุญแจ ขังในกรง หลังจากนั้นเราจะทำอะไรกับเขาก็ได้”

“ปิมักจะเริ่มจากปิดตาก่อน เพราะว่าการที่เราเห็นสภาพแวดล้อม มันเหมือนเรายังไม่ตัดจากโลกนี้ เราจะเห็นว่ารอบๆ ยังมีคน มีของ ทำให้ไม่มีสมาธิ พอมองไม่เห็นอะไร เราก็จะโฟกัสที่ตัวเขาและสิ่งที่เขากระทำ

“ปกติถ้าพี่มู่ไม่ใส่ปลอกคอให้ ปิก็จะใส่ปลอกคอรอไว้เลย พอปิดตาแล้วพี่มู่ก็จะเริ่มมัด แล้วก็ตี ถ้าไม่ตีด้วยไม้ ก็ด้วยมือ ด้วยแส้ คือเขาชอบเห็นปิทรมาน ดิ้นรน สิ่งที่เขาชอบอีกอย่างคือบีบคอ แต่บีบคอก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องรู้หลักความปลอดภัย ต้องรู้ว่าจะบีบแบบไหนถึงจะไม่อันตราย พอบีบเสร็จแล้วเขาก็จะเริ่มนัวเนียตามร่างกาย หน้าอกบ้าง ที่น้องบ้าง”

“กัดนมด้วย” มู่เอ่ยแทรก

 

 

ในการทำกิจกรรม BDSM นั้น สิ่งจำเป็นนอกเหนือไปจากความพร้อมใจ ก็ยังมี ‘Safe Word’ คำที่นายและทาสต้องตกลงร่วมกัน และหาคำที่จะใช้เป็นสัญญาณในกรณีที่การ Play รุนแรงเกินไป ฝ่ายทาสทนไม่ไหว กลัว หรือด้วยเหตุฉุกเฉินอื่นๆ

“ต้องมีคำที่ใช้เป็น safe words เพื่อให้ทำช้าลง หรือให้หยุดกิจกรรม เช่นคำว่า เขียว เหลือง แดง เขียวให้ทำต่อได้ เหลืองให้ลดลงหน่อย หรือแรงไปแล้ว ส่วนแดงแปลว่าให้หยุด Dom ก็จะต้องหยุดตามที่บอก หรืออาจเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทน”

มาถึงตรงนี้ คิดว่าหลายคนคงมองความสัมพันธ์รูปแบบนี้ว่าฝ่ายทาส หรือ Sub คือฝ่ายที่เสียเปรียบเห็นๆ แต่ปิกลับชี้ให้เห็นมุมมองอีกด้านผ่านประสบการณ์ของเธอเอง “จริงๆ แล้ว 70-80% Sub คือฝ่ายคอนโทรลเสียมากกว่าอีก เพราะ Sub เป็นคนที่สามารถบอกได้ว่า ตัวเองสามารถทำอะไรได้ ไม่สามารถทำอะไรได้ Dom จะเป็นคนสนองเสียเยอะ”

นอกจากการตอบสนองความต้องการของทาสแล้ว ฝ่าย Dom ยังต้องเป็นฝ่ายที่คอยสังเกตอาการทาสด้วย

“มันจำเป็นมากๆ ที่เราต้องสังเกตเขา ต้องรู้ว่าเขาเจ็บจริงๆ ไม่โอเคจริงๆ มันมีบางคนที่เขาร้องเหมือนเจ็บไปอย่างนั้น เพื่อให้เราพอใจ เราก็ต้องรู้ว่าสิ่งที่เราทำ มันไม่น่าเจ็บขนาดนั้น ต้องรู้ว่าอันนี้เจ็บหนักนี่นา เราต้องดูแลเขา”

โหยหา กระสัน คืออารมณ์ที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าจะเกิดขึ้นระหว่างการ Play แต่สำหรับมู่แล้ว หลายครั้งที่อารมณ์เหล่านั้นสวนทางกับความรู้สึกผิดในจิตใจ “ลึกๆ ในจิตใจเรารู้ว่าการทำให้คนอื่นเจ็บ การทำให้คนอื่นต่ำต้อย มันผิด บางครั้งมู่ Play จบแล้วร้องไห้ก็มี เราก็รู้แหละว่าเขามีความสุข แต่มันก็ตีกันในใจว่า จริงๆ แล้วเราทำไม่ดีกับเขา”

ความรู้สึกอ่อนไหวเปราะบางเหล่านี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลของการ ‘After Care’ สิ่งที่ควรจะตามมาหลังการ Play เพราะการทำกิจกรรมในแต่ละครั้งอาจมีบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนสองคนที่ต้องดูแล ปลอบประโลมกันและกัน อย่างกรณีความรู้สึกผิดของมู่นั้น เธอเล่าว่า “เราก็ต้องให้เขาช่วยเราด้วย เราต้องคุยกันว่า ที่เราทำไป เขามีความสุขใช่ไหม”

“สุดท้ายเวลา Play จบแล้ว ปิในฐานะ Sub ของพี่มู่ ก็ต้องกอด ต้องปลอบพี่มู่เหมือนกัน บอกเขาว่าการ play ที่ผ่านมาพี่มู่ให้ปิได้เต็มที่แล้วนะ สิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่การทำร้ายปิ แต่มันทำให้ปิมีความสุข” ปิพูดพร้อมกับสบตามู่ด้วยความอ่อนโยน

ส่วน After Care ทางร่างกาย ปิได้ยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพชัดๆ ด้วยการดึงขอบเสื้อของเธอลง ชี้ให้เห็นรอยแผลเป็นนูนเล็กๆ สองสามรอยที่พาดบริเวณหน้าอก “เวลาปิ play กับพี่มู่บางครั้งจะมีใช้มีดกรีด ทำให้มีรอย เขาก็จะรู้สึกผิดว่า ทำปิเป็นแผล”

ถ้าเขาเป็นแผลเราก็จะดูว่ามันอักเสบไหม? ทายาให้ ถามเขาว่าหิวไหม เหนื่อยรึเปล่า? เวียนหัวตรงไหนไหม?” มู่อธิบาย

“บางทีก็หอบหิ้วกันไปอาบน้ำ” ปิกล่าวถึงสิ่งที่เธอและมู่ดูแลกันและกันด้วยรอยยิ้ม

 

– 4 –

 

นอกจากการเป็นนายทาส ปิกับมู่ก็อยู่ในสัมพันธ์ของคู่รักด้วย พวกเธออยู่ในบทบาททั้งสองแบบเกือบจะตลอดเวลา ที่ใช้คำว่าเกือบนั้น มู่อธิบายว่า “มันก็ควรมีช่วงที่เขาเป็นตัวของตัวเองบ้าง ให้เขาได้โวยวาย เหมือนเวลาเราเลี้ยงสัตว์ ปล่อยให้สัตว์วิ่งเล่นบ้างก็ได้ ”

“พูดในฐานะที่ปิเป็นทาสหมาของพี่มู่ เราก็ยังต้องมีชีวิตปกติ ไปทำงาน ไปเจอผู้คน ซึ่งเราก็ต้องไปรับอารมณ์อย่างอื่นมา บางทีเราก็มีอาละวาดใส่พี่มู่บ้าง พี่มู่เขาก็จะปล่อย จะเรียกว่าอยู่ในบทบาทนายทาสตลอด 24 ชั่วโมง ได้ไหม มันก็เกือบใช่นะ แต่อาจจะเป็น 23 ชั่วโมงมากกว่า (หัวเราะ)”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับสองบทบาทในเวลาเดียวเช่นมู่และปิ ทั้งสองเล่าว่า BDSM ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับความรัก ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ผูกติดกับเซ็กซ์ด้วย หลายคู่ที่ Play กันโดยไม่มีการสอดใส่ หรือไม่มีเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง หลายคู่อยู่ในฐานะ ‘พาร์ทเนอร์’ ที่ไม่ผูกมัดกันด้วยความรัก “กรณีของพาร์ทเนอร์ มันก็เป็นความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นความเคารพนับถือ” ปิกล่าว

เหตุผลที่ปิและมู่เปิดเพจให้ความรู้เกี่ยวกับ BDSM นั้น สาเหตุมาจากความต้องการที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อระมัดระวังความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน หลายครั้งที่ปิใช้ความรู้ความสามารถของเธอในการแปลบทความภาษาอังกฤษเพื่อแบ่งปันข้อมูลอย่างทั่วถึง มาถึงวันนี้เพจของปิและมู่ถูกปิดไปถึงสามครั้ง เพจปัจจุบันนั้นเป็นเวอร์ชั่นที่สี่ และทั้งหมดเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี

มู่เล่าว่า “เพจแรกยอดไลค์ประมาณพันห้า แต่ตอนนั้นเราลงรูปคนถูกมัดด้วย ซึ่งมันก็เป็นจุดให้คนอื่นโจมตี ให้เขา Report พอรอบสองรอบสามเราก็เริ่มกรองรูปมากขึ้น เริ่มคิดมากขึ้นว่าจะเอาอะไรลง”

จุดประสงค์ของการสร้างเพจ ปิอธิบายไว้ว่า “ตอนนี้ใน Community มีคนใหม่เข้ามาเรื่อยๆ น้องใหม่ก็อายุลดลงไปเรื่อยๆ จาก 30 20 ก็ถอยไปถึงอายุ 18 หลายคนเข้ามาคุย เข้ามาถามปิว่ามันคืออะไร วันนึงเกือบ 10 คน เดือนหนึ่งก็เป็นร้อย เรารู้สึกว่าถ้าอย่างนั้นเราเปิดเพจเลยละกัน อยากรู้เรื่องไหนเข้าไปอ่านได้เลย เราไม่อยากผลักเขาออกไปหาข้อมูลที่บางทีมันก็ผิด ไปเจอคนหลอกลวง หรือไปเจอข้อมูลภาษาอังกฤษที่เขาอาจจะไม่เข้าใจ”

“เราไม่ได้อยากได้รับการการยอมรับจากสังคมมากขนาดนั้น แต่เราต้องการให้คนที่เขาแอบชอบ BDSM อยู่แล้วทุกข์ใจ ได้เปิดใจ ได้เห็นว่ามันมีสังคมแบบนี้อยู่นะ และได้สัมผัสกับความสุข เราต้องการสิ่งเหล่านี้มากกว่าที่จะให้คนอื่น คนเดินถนนทั่วไปที่ไม่ได้มีรสนิยมแบบนี้ มารู้จัก BDSM ซึ่งมันอาจไม่มีทางเป็นไปได้เลย”

พูดคุยกันสักพักใหญ่ ก็ถึงเวลาที่การแสดงชิบาริใกล้เริ่มขึ้น ผู้คนใน BDSM Community เริ่มทยอยกันเข้ามาในห้อง บ้างมาเป็นคู่ บ้างมาตัวคนเดียว มีทั้งหญิง ชาย และ LGBTQI หลายคนดูรู้จักกันเป็นอย่างดี เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นคลอไปกับดนตรีสากลจังหวะสนุก บรรยากาศรื่นเริงครื้นเครงอย่างที่งานรวมตัวควรจะเป็น

ณ มุมหนึ่งของห้อง ผู้หญิงผมสั้นในเครื่องแต่งกายสีดำกำลังนั่งอยู่ในท่าทางสงบ ริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้าฉายให้เห็นความช่ำชองของขวบวัย โยอิ โยชิดะ คือชื่อของเธอ พ่วงด้วย ‘อาจารย์’ คำนำหน้าที่ใครต่อใครเรียก เธอคือศิลปินชิบาริชาวญี่ปุ่นที่จะมาแสดงการมัดเชือกในค่ำคืนนื้

ถัดจากเธอไปไม่ไกล มีนางแบบสาวญี่ปุ่นนั่งเคียงกัน เธอสวมเสื้อคลุมและใส่กางเกงขายาวมิดชิด ผมสีดำขลับถูกม้วนไว้ด้วยกิ๊บหนีบผมอันใหญ่ ใบหน้าขาวผ่องนั่นชวนให้ใครต่อใครลอบมอง และสายตาไม่รักดีของฉันก็จ้องเธอด้วยความใคร่รู้ เธอจะสวมอะไรระหว่างการแสดงกันนะ แน่นอนล่ะ ฉันทำได้เพียงซ่อนความอยากรู้อยากเห็นไว้ให้แนบเนียน และเดินผ่านเธอเข้าไปคุยกับอาจารย์โยชิดะ ก่อนการแสดงจะเริ่ม

 

อาจารย์โยอิ โยชิดะ ศิลปินชิบาริจากประเทศญี่ปุ่น

 

“ชิบาริคือการคุยกันผ่านเชือก สื่ออารมณ์ระหว่างคนมัดและคนถูกมัด ด้วยการกระทำ ไม่ใช่คำพูด ที่ญี่ปุ่นเขาเรียกการมัดรูปแบบนี้ว่า โทโคนาวะ คือนอนมัดอยู่กับพื้น” อาจารย์โยชิดะกล่าวถึงนิยามของการแสดงครั้งนี้ให้ฟัง

อาจเพราะศิลปินเป็นคนญี่ปุ่น ฉันจึงจินตนาการว่าการแสดงครั้งนี้อาจเต็มไปด้วยพิธีรีตอง อย่างที่วัฒนธรรมญี่ปุ่นมักมี แต่อาจารย์โยชิดะกลับหัวเราะแล้วพูดว่า “ไม่มีพิธีอะไร แค่มีพื้นที่ให้ใช้ก็พอ”

อาจารย์โยชิดะยังเล่าอีกว่า แม้จะผ่านประสบการณ์มากว่า 15 ปี แต่เธอก็ยังพลาดอยู่บ่อยๆ “ไม่ใช่ว่าแขวนเชือกห้อยนางแบบแล้วทำร่วง หรือว่ามัดแน่นจนหายใจไม่ออกนะ แต่ก็มีผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แล้วเราก็จะเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น บางทีฝ่ายรับที่ถูกมัดมีสภาพร่างกายที่ต่างกัน เช่น ข้อต่อ กล้ามเนื้อ การที่เราจะมัดคนทุกคนให้เหมือนกันจริงๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอก วิธีมัดอาจจะเหมือนกัน แต่เราก็ต้องสังเกตปฏิกิริยาของคนถูกมัดด้วยว่า คนนี้ชอบอย่างนี้ คนนี้ทำอย่างนี้ไม่ได้ ต้องใส่ใจเรื่องความรู้สึกถึงจะไม่พลาด”

ไม่นานนักหลังจากบทสนทนาระหว่างฉันและอาจารย์จบลง เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ในห้องประชุมทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผ้าสีขาวสะอาดถูกปูลงบนพื้นบุพรมกลางห้อง รอบๆ ผ้าขาว ถูกรายล้อมไปด้วยเก้าอี้ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานส่วนหนึ่งนั่งอยู่ ในขณะที่อีกส่วนเลือกที่จะนั่งลงบนพื้น

ระยะห่างของคนดูกับผ้าสีขาวที่ถูกใช้เป็นเวทีการแสดงนั้นห่างกันเพียงหนึ่งช่วงแขน ฉันสังเกตเห็นอาจารย์โยชิดะ ถือกองเชือกจำนวนหนึ่งวางลงบนผืนผ้า มืออีกข้างมีกระเป๋าผ้าสีดำขนาดเล็กวางเคียงกัน ฉันไม่ได้สนใจกระเป๋าใบนั้นเสียเท่าไหร่ในตอนแรก เพราะทันทีที่เรือนร่างของนางแบบซึ่งเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดนอนผ้าลื่นขอบระบายลูกไม้สีดำเดินมานั่งลงบนผ้า สติของฉันก็จดจ่ออยู่แต่กับกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น

 

 

ฝ่ามือกร้านของอาจารย์โยชิดะจับเอามือของนางแบบยกขึ้นปิดตา ก่อนจะเริ่มใช้เชือกมัดบริเวณหน้าอก อ้อมมารัดแขนและมือ จนนางแบบอยู่ในท่าที่ฉันคิดว่าอีกไม่นานเธอคงทรมานด้วยความเมื่อยแน่ๆ สายเชือกเกี่ยวพันรอบตัวกระทั่งในจังหวะหนึ่ง อาจารย์ค่อยๆ ดึงเชือกผ่านหว่างขาของนางแบบ เชือกที่เกี่ยวสัมพันธ์ทุกส่วนบนร่างกายทำให้ลำตัวของเธอแอ่นขึ้น วินาทีที่อาจารย์ไล้ให้เชือกลอดผ่านหว่างขาใกล้ชิดกับส่วนอ่อนไหว นางแบบเปล่งเสียงออกมาเบาๆ กายกระตุกเกร็งอยู่หลายครั้ง และกระตุกแรงขึ้นเมื่ออาจารย์โยชิดะใช้เท้ายันบริเวณหัวเข่าของเธอให้แยกออกจากกัน เอวของนางแบบบิดและโอนเอียงไปมา ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเพราะความกระสัน อึดอัดทรมาน หรืออารมณ์ทั้งสองนี้ถูกรวมไว้ด้วยกัน โดยที่ฉันและทุกคนในห้องไม่ทันสังเกต

ดนตรีคลาสสิกที่ดังคลอไปตลอดการแสดงค่อยๆ เร่งเร้าขึ้น พร้อมกันนั้นของในกระเป๋าใบเล็กสีดำก็ถูกเผยออกมาทีละชิ้น ชิ้นแรกคือหน้ากากผ้าลูกไม้ ที่ปกคลุมทั้งใบหน้าของนางแบบ เว้นเสียแค่ส่วนริมฝีปาก ร่างกายของเธอถูกชักจูงตามแต่เชือกเส้นหนาสีน้ำตาลจะชักพาไป ล้มลงกับพื้น หยัดยืนขึ้นตามแรงดึง สลับไปมา

ของชิ้นต่อมาที่ถูกเผยไม่ได้มาจากกระเป๋าสีดำนั่น แต่เป็นผมยาวขลับดำของนางแบบเองที่ค่อยๆ ร่วงหล่นลงมา ยาวและพริ้วไหวจนเลยช่วงเอว อาจารย์โยชิดะสัมผัสและถักผมยาวนั่นเป็นเปีย อ่อนโยนและหนักแน่นในคราวเดียวเหมือนกำลังจับจูงเชือก เปียสีดำถูกใช้ลากและชักพาให้เธอล้มลงจนศีรษะติดพื้นทั้งที่ขายังชันตั้ง ส่งส่วนสะโพกให้เด่นสูง ก่อนความรัดตึงของเส้นสายบนร่างจะทำให้เธอเอนและล้มนอน บางจังหวะเส้นผมของเธอเองนั่นแหละที่นำมาซึ่งความอึดอัดทรมาน

อาจารย์ม้วนผมยาวของนางแบบไว้รอบคอ ออกแรงดึง เมื่อนั้นทั้งห้องจะได้ยินเสียงหอบหายใจ รวมเป็นจังหวะเดียวกับเพลงคลาสสิกที่แม้จะเปล่งเสียงดัง แต่กลับเงียบงันในมโนสัมผัสของทุกคน

 

 

ของชิ้นต่อมาที่ออกมาเฉิดฉายให้ผู้คนเห็นคือแส้สีดำเส้นยาว อาจารย์สะบัดเบาๆ เหมือนหยั่งความอดทนของนางแบบสองสามครั้ง ก่อนจะชูมือขึ้นสูงเพื่อฟาดลงไปจนเกิดเสียงดัง และทำซ้ำเช่นนั้นเหมือนไม่มีวันจบสิ้น

ในช่วงสุดท้ายที่ทุกคนไม่เอะใจว่าได้มาถึงแล้ว เชือกที่พันกันเป็นปมมากมายบนตัวของนางแบบถูกคลายออกเหลืออยู่เพียงเส้นเดียวที่โอบลำตัวของเธอไว้ มือของเธอเป็นอิสระจากพันธนาการ เพียงครู่เดียวเทียนสีขาวที่จุดไฟไว้แล้วก็แทนที่ความว่างเปล่าในมือของเธอ ความร้อนที่ค่อยๆ ละลายเปลวเทียนนั้นส่งให้น้ำตาหยดลงที่หน้าขา ฉันคิดว่านั่นอาจรวมไปถึงน้ำตาของเธอด้วย แต่เสียงครวญครางด้วยความสุขก็ช่างย้อนแย้งและเข้ากันอย่างประหลาดเหลือเกิน แส้ถูกหยิบมาใช้อีกครั้ง และอีกครั้ง กระทั่งอาจารย์โยชิดะยืนขึ้นและค้อมตัวลง เป็นสัญญาณว่าจบการแสดง ความชาจากการนั่งบนพื้นส่งสัญญาณที่ปลายเท้าของฉัน ในขณะที่จิตใจนึกขันที่ตัวเองซึ่งเป็นเพียงแค่ผู้ชมกลับปวดเมื่อยเสียเอง คงเพราะความเพลิดเพลินที่จิตใจได้รับจากการแสดงอันสวยงามที่เพิ่งจบลง

 

 

ปัจจุบัน BDSM ได้รับความนิยมแพร่หลายและกระจายอยู่ทั่วโลก ในฝั่งอเมริกาที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของ BDSM มีการจัดงาน Folsom Street Fair อย่างเปิดเผยทุกปี จึงมีช่วงเวลาที่เราได้เห็นผู้คนในชุดหนัง สวมปลอกคอ หรืออุปกรณ์ BDSM มารวมตัวกันอย่างคึกคัก

ประเทศญี่ปุ่น ตามคำบอกของอาจารย์โยชิดะ แม้ BDSM จะไม่ใช่วัฒนธรรมกระแสหลัก แต่ก็ไม่ได้ถูกกีดกันมากนัก รสนิยมประเภทนี้ถูกขีดไว้ด้วยคำว่า ‘Sub Culture’ แทนที่จะเป็นความวิตถาร ผิดปกติ อย่างที่ในบางประเทศต้องเจอ

ในฝั่งยุโรปที่ประเทศอิตาลีก็มีารประชุมของชาว BDSM ณ กรุงโรม พร้อมด้วยกิจกรรมการพบปะ สังสรรค์ ให้ความรู้ รวมถึงเฝ้าระวังปัญหาร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

BDSM จากทั่วทุกมุมโลกสามารถติดต่อและเชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บนเว็บไซต์ Fetlife ซึ่งได้นิยามตัวเองไว้ว่า

“FetLife is the Social Network for the BDSM, Fetish & Kinky Community. Like Facebook, but run by kinksters like you and me. We think it is more fun that way. Don’t you?” (Fetlife คือเครือข่ายทางสังคมสำหรับกลุ่มคนที่มีรสนิยม BDSM  คล้ายกับ Facebook ที่ขับเคลื่อนด้วยชาว BDSM ตัวจริง เหมือนท่านและเรายังไงล่ะ เราคิดว่ามันน่าสนุกกว่าจะตาย คุณว่าไหม?)

ปัจจุบัน Fetlife มีผู้สมัครเป็นสมาชิกถึง 7,439,225 คน

สุขสมหรือทรมาน เรียบง่ายหรือแปลกแยก ฉันไม่รู้ ไม่เห็นความผิดแผก และไม่คิดจะหาความแตกต่างจากมันอีก

 

Author

Suphawan Kongsuwan

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ - จบจากรั้ววารสารฯ ธรรมศาสตร์ รักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สนใจประเด็นเรื่องเพศ และเชื่อในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนอย่างเท่าเทียม