สุนันทา วรรณสินธ์ เบล เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

เทศกาลคริสต์มาสเป็นการเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดของปีในปฏิทินอังกฤษ ส่วนใหญ่คนอังกฤษจะฉลองด้วยการรับประทานอาหารกับครอบครัวและให้ของขวัญกัน ปีนี้ผู้เขียนเองก็ฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวชาวอังกฤษของสามีที่บ้านพ่อแม่ของเขาทางตอนเหนือ ห่างจากบ้านผู้เขียนประมาณ 320 ไมล์ โดยทั่วไปลูกๆ จะเป็นฝ่ายกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ แต่บางครอบครัวที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน พ่อแม่อาจเป็นฝ่ายไปที่บ้านลูกหรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว

แม้สามีของผู้เขียนจะย้ายออกจากบ้านเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และเลือกใช้ชีวิตอยู่ทางใต้ของอังกฤษนับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่เกือบทุกปีเขาจะ ‘กลับบ้าน’ ในช่วงคริสต์มาส ส่วนน้องชายของสามีที่อยู่ทางใต้ เลือกที่จะฉลองคริสต์มาสเงียบๆ กับครอบครัวของตน เนื่องจากแม่ยายของเขาเพิ่งเสียไปในช่วงคริสต์มาสปีที่แล้ว คริสต์มาสจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้าสำหรับภรรยาของเขาและครอบครัว ส่วนน้องสาวของสามีที่เคยอยู่ทางใต้หลายปีได้ย้ายกลับไปอยู่ละแวกเดียวกับพ่อแม่ คริสต์มาสในปีนี้ที่บ้านจึงมีครอบครัวของเรา พ่อแม่ลูกสามคน พ่อแม่ของสามี และน้องสาวของสามีกับแฟนของเขา นับว่าเป็นการฉลองคริสต์มาสแบบ ‘เล็กๆ’

กิจกรรมแรกของเช้าวันคริสต์มาสหลังจากต้มน้ำชงชาคือเปิดของขวัญ ยิ่งถ้ามีเด็กในบ้าน กิจกรรมนี้ต้องทำอย่างเร่งด่วนและสำคัญยิ่งยวด คนที่อายุน้อยที่สุดมักทำหน้าที่นำของขวัญจากใต้ต้นคริสต์มาสไปส่งให้ถึงมือผู้รับ ดังเช่นทุกปี ผู้ทำหน้าที่นี้คือคุณอาแคธริน (น้องสาวสามี) กับชาลี (ลูกชายวัย 10 ขวบของผู้เขียน) คุณอาขานชื่อที่เขียนบนของขวัญแล้วส่งให้ชาลีเป็นผู้นำส่ง ระหว่างนั้นคุณย่า (แม่สามี) กับผู้เขียนก็เตรียมอาหารเช้า

ตามธรรมเนียมของครอบครัว เราจะกินแซนด์วิชเบคอนกับแชมเปญเป็นอาหารเช้าวันคริสต์มาส พร้อมกับเปิดของขวัญหรือดูลูกหลานเปิดของขวัญ เมื่อเปิดของขวัญแล้ว เราจะยกขึ้นอวดกัน โดยเฉพาะกับคนที่ให้ของขวัญชิ้นนั้นแก่เรา เราจะกล่าวขอบคุณพร้อมชื่นชมสรรพคุณของสิ่งนั้น เช่น อยากได้มานานแล้ว สีถูกใจ หรือบอกว่ามันมีประโยชน์อย่างไร

 

 

เมื่อเปิดของขวัญจนหมด เด็กๆ มักง่วนกับการเล่นของขวัญที่ได้ ผู้ใหญ่ต่างแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัว (บอกแล้วว่ากิจกรรมแรกคือเปิดของขวัญ เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง) และเตรียมอาหารในครัว สะใภ้ไทยมักหอบของขวัญขึ้นไปเก็บบนห้องและเก็บกวาดพื้นที่ แต่ก็สังเกตว่าคนอื่นมักวางของขวัญทิ้งไว้ระเกะระกะ เก็บเพียงกระดาษและกล่องไปทิ้ง ปีหลังๆ สะใภ้ไทยจึงวางของขวัญทิ้งไว้เหมือนกัน เพื่อให้ดูว่าเราไม่โลภ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าคนบ้านนี้ไม่มีระเบียบหรือเป็นมารยาทที่ต้องวางของทิ้งไว้

อย่างไรก็ดี ระหว่างวันเมื่อมีเวลาว่าง คนอื่นก็กลับมาที่กองของขวัญ หยิบของของตนขึ้นมาเชยชมหรือออกปากชมกับคนอื่น ถ้าเป็นหนังสือก็เปิดอ่าน ถ้าเป็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับก็นำมาสวมใส่ในวันนั้น หากเป็นห่อขนม ก็แบ่งปันกันกิน

การเตรียมอาหารในครัวปีนี้ออกจะโกลาหล เนื่องจากไก่งวงหนัก 18 ปอนด์ยังนอนแช่น้ำหมักสูตรไนเจลล่า ลอว์สัน อยู่ ณ เวลา 10.30 เพราะคืนก่อนวันคริสต์มาส แม่ครัวทั้งสามออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงที่ยินบาร์ใกล้บ้าน เช้าวันคริสต์มาสสติจึงยังไม่กลับคืนร่าง ไก่งวงขนาดใหญ่เท่านี้ต้องใช้เวลาอบ 4.5 ชั่วโมง (ความจริงคือ 6 ชั่วโมง) จึงต้องนำเข้าเตาอบแต่เช้าเพื่อให้ทันเวลารับประทานอาหาร ประมาณบ่าย 2-4 โมง อย่างไรก็ดี เป็นที่รู้กันดีในครอบครัวว่าแม่ของสามีผู้เขียนมักใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ในการเตรียมอาหาร ถ้าเธอบอกว่าอาหารจะพร้อมตอนบ่าย 2 ให้เข้าใจว่าทุกคนจะได้ทานตอน 4 โมงเย็น ส่วนปีนี้เราทานคริสต์มาสดินเนอร์กันตอน 6 โมงเย็น

 

 

คนทางเหนือเรียกอาหารมื้อกลางวันว่า dinner และเรียกอาหารเย็นว่า tea ดังนั้นอาหารกลางวันของพวกเราจึงเสิร์ฟเวลา 6 โมงเย็น แม้ว่าผู้เขียนจะมีประสบการณ์วันคริสต์มาสกับครอบครัวสามีเกิน 10 ครั้ง แต่ก็ไม่เคยจำใส่ใจ หิ้วท้องรอจนอาหารพร้อม

โต๊ะอาหารจะมีคริสต์มาสแครกเกอร์สำหรับแต่ละคน ภายในมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ หมวกกระดาษ และมุกตลก ทุกคนจะจับแครกเกอร์ด้านหนึ่ง แล้วยื่นให้คนที่นั่งข้างๆ ช่วยดึงให้ขาดออกจากกัน จนเกิดเสียงดังแป๊ะเหมือนกระเทียมปาพื้น เมื่อของต่างๆ หล่นออกมา ทุกคนจะคลี่หมวกหรือมงกุฎกระดาษขึ้นสวมรอบศีรษะ สร้างบรรยากาศงานเลี้ยง ที่ความจริงออกจะดูสะเหล่อ แต่นั่นแหละประเด็น คนอังกฤษชอบ “เล่น” และทำให้ตัวเองเป็นตัวตลกเพื่อแสดงออกว่าไม่ถือตัว (ซึ่งอาจไม่จริง)

หลังจากนั้นก็ผลัดกันอ่านมุกตลกที่ตนได้ให้กันฟัง มุกตลกเหล่านี้มักฝืดและไร้รสนิยมเป็นเอกลักษณ์ของมุกตลกที่มากับคริสต์มาสแครกเกอร์ ส่วนของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ก็อย่างเช่น ปีนี้มีที่เปิดขวด กรรไกรตัดเล็บ เกมมายากลร้อยห่วง หลายชิ้นมักจบลงในถังขยะ ไม่มีใครสนใจเก็บไว้ หรือสะใภ้ไทยพลาดอีกก็ไม่ทราบได้

 

คริสต์มาสแครกเกอร์ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับทุกคนบนโต๊ะอาหาร

 

มุกตลกจากคริสต์มาสแครกเกอร์

 

อาหารบนโต๊ะประกอบด้วยไก่งวง ผักสารพัดชนิด และ “สตัฟฟิง บอล” ซึ่งทำจากขนมปังป่นปรุงรสด้วยเครื่องเทศเพื่อนำไปยัดไส้เสริมรสไก่งวง แต่ก็นำมาปั้นเป็นก้อนหรือทำเป็นรูปดาวและอบกินต่างหาก ทานคู่กับน้ำเกรวี่หรือซอสแครนเบอร์รี

อาหารอีกอย่างหนึ่งที่เป็นอังกฤษแท้ๆ คือยอร์กเชอร์พุดดิ้ง ทำจากแป้ง ไข่ และนม เทลงไปบนถาดหลุมลึกที่ทาน้ำมัน จึงได้รูปเหมือนถ้วยและมีสัมผัสข้างนอกกรอบ คนมักเทน้ำเกรวี่ลงกลางถ้วยเวลารับประทาน สมัยหลังสงครามโลกคนกินยอร์กเชอร์พุดดิ้งเป็นอาหารจานแรกเพื่อให้อิ่มท้องเร็ว

ส่วนผักสารพัดที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ได้แก่ มันฝรั่งอบ พาร์สนิบ แครรอท กะหล่ำม่วง และ สเปราส์ เจ้าสเปราส์นี้เป็นผักประจำเทศกาลคริสต์มาสโดยเฉพาะ มักมีขายและนำมาปรุงกับอาหารในช่วงคริสต์มาส คนบ้านนี้ไม่มีใครชอบรสชาติของสเปราส์แต่ก็ต้องกินตามเทศกาล เหมือนที่หลายคนไม่ชอบไก่งวงแต่ทำตามธรรมเนียมไปอย่างนั้น

 

สตัฟฟิง บอล

 

ยอร์กเชอร์พุดดิ้งยักษ์ รับประทานกับน้ำเกรวี่

 

สเปราส์

 

เรื่องผักเครื่องเคียงนั้นพูดได้ยืดยาว ส่วนใหญ่ผักต้ม “ต้อง” ทำให้สุกเกินกิน สุกจนเละ สุกจนไม่เหลือรสชาติเดิมของมัน นั่นละถึงจะเรียกว่าอาหารคริสต์มาสแบบดั้งเดิมขนานแท้! และถ้าใครอบมันฝรั่งให้ด้านนอกสุกแต่ข้างในยังดิบจนแข็งได้ จะได้คะแนนพิเศษ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าผักจะสุกจะดิบเพียงใด แต่ถ้าอาหารทุกอย่างเสิร์ฟขณะร้อนอยู่ ถือว่าประสบความสำเร็จ

ระหว่างมื้ออาหารก็จะคุยกันว่าญาติคนไหนต้มผักได้เละที่สุดและฝีมือการปรุงอาหารของใครแย่ที่สุด ดูเหมือนว่าผู้ครองตำแหน่งแชมป์ในครอบครัวนี้คือคุณยายมิเรียมซึ่งเป็นป้าของคุณยายทวดของสามี คุณยายมิเรียมที่น่าสงสาร เสียไปแล้วหลายปี คุณงามความดีที่ทำไว้ถูกลืมสิ้น เหลือเพียงกิตติศัพท์ว่าเป็นผู้ที่ต้มผักได้เปื่อยที่สุด

แม่ของสามีมักเล่าว่าตอนที่พ่อของเธอยังอยู่ จะมีพิธีกรรมทำสตัฟฟิงที่บ้านท่านวันก่อนคริสต์มาส (Christmas Eve) ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ คุณตาคิดว่าเป็นหน้าที่ที่สงวนไว้เฉพาะตน ไม่ยอมให้คนอื่นทำ และเกณฑ์ลูกๆ มาช่วยทำ ปีหลังๆ เมื่อครอบครัวของลูกๆ ขยายกิ่งก้านสาขาและเตรียมไก่งวงที่บ้านของตน คุณตาก็จะเป็นฝ่ายมาที่บ้านเพื่อทำสตัฟฟิง เสร็จกิจแล้วก็กลับบ้าน

น้องสาวของสามีนำเรื่องที่เคยได้ยินมาเล่าต่อว่า คุณปู่ของเธอ (ลูกชายท่านก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงหัวโต๊ะ) เป็นคนขี้เหนียว มีขวดไวน์วางประดับโต๊ะแต่ไม่เคยเปิด เมื่อทุกคนกินอาหารเสร็จก็จะอุทานว่าลืมไวน์เสียสนิท

ดังนั้น มื้ออาหารวันคริสต์มาสเป็นเวลาของครอบครัวจริงๆ เป็นช่วงที่ครอบครัวใช้เวลาร่วมกัน และระลึกถึงคนที่จากไปแล้ว

ตามประเพณี ของหวานประจำมื้อคือ “คริสต์มาสพุดดิ้ง” ซึ่งทำจากผลไม้หมักเหล้า บางปีแม่และน้องสาวของสามีเตรียมเนื้อผลไม้ตั้งแต่สิ้นฤดูร้อน นำไปนึ่งในพิมพ์ทรงกลม มีกรรมวิธีซับซ้อน แต่ปีนี้เราซื้อคริสต์มาสพุดดิ้งจากซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วนำมานึ่งให้อุ่น ทานพร้อมกับครีมรสบรั่นดีหรือคัสตาร์ด

 

คริสต์มาสพุดดิ้ง

 

หลังจากดื่มกินจนเต็มคาบ ทุกคนจะนั่งสัปะหงกหน้าโทรทัศน์ อาจกินมินซ์พายกับชาหรือกาแฟ หรือดื่มบรั่นดี มินซ์พายเป็นอาหารอีกอย่างที่คนนิยมกินในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เป็นขนมอบชิ้นเล็กๆ ข้างในมีผลไม้หมักเหล้าอีกเช่นกัน

ครอบครัวของสามีผู้เขียนซึ่งอยู่ทางเหนือของอังกฤษฉลองคริสต์มาสเช่นนี้ทุกปี คนอื่นอาจมีกิจวัตรที่ต่างออกไป บางครั้งเพื่อนของน้องสาวสามีก็มาร่วมโต๊ะอาหารคริสต์มาสด้วยเพราะเธออยู่ตัวคนเดียว บางปีลูกหลานบางคนก็ฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวอีกฝั่งหนึ่ง บางคนไปดื่มที่ผับกับเพื่อนหลังจากนำไก่งวงเข้าเตาอบแล้วเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เปิดโอกาสให้ได้พบปะผู้คนมากขึ้น หรือหนีจากวิกฤตในครัวและดราม่าในบ้าน หลังจากนั้นก็แยกย้ายกลับไปทานอาหารกับครอบครัว บางบ้านรอฟังพระราชดำรัสของพระราชินีที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ บางคนกินคริสต์มาสดินเนอร์นอกบ้านตามความสะดวก

ผับและร้านอาหารบางแห่งเปิดบริการในวันคริสต์มาส ปีนี้น้าชายคนหนึ่งของสามีกับภรรยาไปทานอาหารนอกบ้านเพราะอยู่กันเพียงสองคน ลูกๆ อยู่ไกลและไม่ ‘กลับบ้าน’ ในช่วงเทศกาลปีนี้ เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งซึ่งเป็นพ่อหม้ายเล่าว่า เขายินดีจ่ายค่าอาหารในผับหัวละ 80 ปอนด์ เพื่อให้ลูกๆ ได้ร่วมฉลองกับทั้งพ่อและแม่ซึ่งแยกทางกันในวันคริสต์มาส

เนื่องจากคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาของครอบครัว จึงเป็นช่วงเวลาที่น่าหดหู่สำหรับคนที่อยู่คนเดียวในวันนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม บางคนอาจอยู่ไกลบ้าน ไม่มีเวลาพอที่จะเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว บางคนไม่มีครอบครัว เหลือเพียงตัวคนเดียว หรือแย่กว่านั้น–บางคนไม่มีบ้าน ช่วงคริสต์มาสจึงเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดสำหรับคนเหล่านี้ มูลนิธิการกุศล เช่น Salvation Army และ Crisis รณรงค์ของรับบริจาคมากขึ้นเพื่อจัดที่พักชั่วคราวและอาหารให้แก่บุคคลที่ด้อยโอกาส ส่วน Age Concern ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ดูแลสวัสดิภาพของผู้สูงอายุก็จัดอาสาสมัครเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังในช่วงนี้ ช่วยเตรียมอาหาร ช่วยจัดและตกแต่งบ้าน หรืออย่างน้อยๆ ก็อยู่เป็นเพื่อนคลายเหงา

Author

Sunanta Wannasin Bell

สุนันทา วรรณสินธ์ เบล - นักแปลหนังสือชั้นนำระดับโลก เช่น ผลงานวรรณกรรมของซัลมาน รัชดี และวิลเลียม โฟล์คเนอร์ รวมถึงผลงานหนังสือสารคดีหลายเล่มของสำนักพิมพ์ bookscape และมติชน