ผมมีปัญญาเดินทางแค่ชั้นประหยัดเวลานั่งเครื่อง อย่างเวลานั่งสามเก้าอี้ติดหน้าต่างนี่มันมีกติกาไหมครับเรื่องที่เท้าแขนของเก้าอี้เนี่ย คือเรามีเก้าอี้สามตัว แต่ที่เท้าแขนสี่อัน ศอกใครควรจะมีสิทธิมากกว่ากัน ตูน

ตอบคุณตูน ถ้านั่งชั้นธุรกิจหรือแพงกว่าเราจะไม่มีปัญหานี้เพราะด้วยเงินที่จ่ายเพิ่มอีกเท่าตัว นอกจากคุณจะได้กินอาหารบนจานกระเบื้อง ไวน์เสิร์ฟในแก้วสวย ได้รับการปฏิบัติอย่างพินอบพิเทามากกว่า และอาจจะได้ขึ้นเครื่องโดยไม่ต้องรอคิวยาวหน้าเกตแล้ว คุณจะมีที่เท้าแขนเป็นของตัวเองแน่นอน

ว่ากันว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่เราก็ใช้มันซื้อความสบายเล็กๆ น้อยๆ ได้เมื่อต้องอยู่ในที่แสนอึดอัดคับแคบอย่างในเครื่องบิน แต่เราๆ ท่านๆ จำนวนมากก็ยังต้องนั่งชั้นประหยัดกันต่อไป

สำหรับเรื่องศอกนี่ลุงไม่อยากให้คุณตูนคิดถึงแต่เรื่อง ‘สิทธิ’ เท่านั้นนะ แต่อยากให้คำนึงถึง ‘ความเกรงใจ’ เป็นหลัก (แล้วใครที่อ่านอยู่ก็อย่ามาฝอยว่าคนไทยเป็นชาติเดียวที่รู้จักคำว่าเกรงใจ อันนี้โคตรจะไม่จริง ยิ่งสมัยนี้ยิ่งไม่จริงมากๆ เลยครับ)

ในเมื่อมันมีสามเก้าอี้แต่มีแค่สี่เท้าแขน แล้วจะทำยังไงดี นักเขียนฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องมารยาทในการเดินทางบอกว่า ให้แบ่งกันว่าใครเอาศอกวางตรงด้านหน้าหรือด้านหลังของที่เท้าแขน อันนี้ลุงว่ามันแล้วแต่โอกาส บางครั้งเราก็แบ่งที่วางศอกกันได้ลงตัว บางครั้งก็ไม่ นอกจากคนนั่งข้างคุณจะเป็นสาวผมแดงหน้าตกกระใส่เสื้อแขนสั้นโชว์ขนแขนอุยๆ น่ารัก คุณอยากอ้อล้อต่อรองกับเขาเรื่องศอกก็เป็นเรื่องของคุณละ แต่จะบอกว่า ที่สุดแล้ว มันเป็นเรื่องของมารยาทเมื่อคนเราต้องแบ่งพื้นที่กันใช้

ในภาวะที่แคบๆ แบบนี้ คิดอย่างคนใจกว้างดีกว่านะลุงว่า

จำไว้เป็นหลักก็แล้วกันว่า คนที่นั่งติดแถวทางเดินและคนที่นั่งติดหน้าต่าง จะมีที่เท้าแขนคนละข้างเป็นของตัวเองแน่ๆ แถมคนนั่งติดทางเดินยังมีอากาศโล่งๆ ตรงทางเดินซึ่งไม่ต้องไปเบียดกับใคร ส่วนคนที่นั่งติดหน้าต่างก็มีผนังเครื่องบินเป็นที่พักใจแถมมีหน้าต่างไว้เหม่อมองหมู่เมฆ ถือว่าสบายมากๆ คนที่น่าสงสารคือคนที่โดนสองคนนั่งกระหนาบนี้ ถ้าจะว่ากันอย่างแมนๆ คือยกที่เท้าแขนซึ่งเหลืออยู่ให้คนที่นั่งกลางดีกว่า

แล้วสังคมบนฟ้าจะเสมอภาคและสงบสุขเอง

ไหนๆ พูดเรื่องที่เท้าแขนแล้วก็ขอคุยต่อเรื่องพนักเก้าอี้อีกหน่อย สังเกตไหมครับว่าตอนนี้พนักเก้าอี้บนเครื่องเอนไม่ได้มากเหมือนเมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว น่าจะเป็นเพราะพนักเก้าอี้ที่เอนได้มากๆ มันทำให้คนนั่งข้างหลังเราเดือดร้อน เขาเลยต้องปรับองศากันใหม่ เรื่องพนักเก้าอี้นี่ขอสรุปง่ายๆ เป็นข้อๆ เลยแล้วกัน

  • อย่าเพิ่งรีบปรับพนักจนกว่าจะกินอาหารเสร็จแล้วพนักงานมายกถาดกลับไป เพราะเวลาคุณเอนพนัก คนข้างหลังเขาจะกินข้าวด้วยความยากลำบาก เรียกว่ากินไปด่าแม่คุณไปก็คงใช่
  • เวลาจะปรับพนักเอน ให้ทำอย่างเบามือ อย่าปรับแบบถล่มพรวด
  • ถ้าคุณนั่งข้างหลัง แล้วพนักข้างหน้าเขาปรับลงมากินที่เรามาก โวยวายไปก็ไม่ประโยชน์หรอกครับ (ผู้โดยสารที่ทะเลาะกันจนมาลงเอยเป็นคลิปเด่นประจำสัปดาห์มักมีปากเสียงด้วยเรื่องเล็กน้อยทั้งนั้น) ให้ส่งเสียงแบบ “อุ๊ย” หรือกระแอมหนเดียว คนข้างหน้าถ้านึกได้เขาก็ปรับพนักขึ้นเอง
  • ถ้าแค่นี้คนข้างหน้ายังนึกไม่ได้ ให้รอจนกว่าเขาลุกไปห้องน้ำ แล้วคุณก็ลุกไปปรับพนักของเขากลับขึ้นมานิดนึง (อย่าให้ตรง เพราะเดี๋ยวเขาก็จะปรับลงมาอีก) แล้วเรากลับมานั่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

 

สงสัยทุกครั้งที่มองชิปบนบัตรประชาชนของตัวเอง สงสัยยังว่าทำไมเรายังต้องถ่ายเอกสารสำเนาบัตรประชาชนแล้วเซ็นชื่ออีกด้วยแน่ะ นิรมล

ตอบคุณนิรมล ลุงจำบัตรประชาชนช้ำเลือดช้ำหนองสีขาวดำพร้อมรูปติดบัตรที่น่าเกลียดที่สุดในโลกได้ (ไหนจะมีใบเหลืองไว้เป็นหลักฐานให้กลับมารับบัตร เพราะทำแล้วต้องรอเป็นเดือนจึงจะได้บัตรตัวจริง) นี่เราก้าวมาไกลจากวันนั้นเยอะเลย เกือบยี่สิบปีแล้วที่เรามีฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ซึ่งเป็นข้อมูลของประชาชนทั้งประเทศอย่างเป็นระบบ เมื่อยี่สิบปีก่อนไม่มีประเทศไหนในโลกมีอะไรแบบนี้ บางประเทศไม่เห็นว่าสำคัญ บางประเทศมองว่าเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เป็นความสำเร็จของข้าราชการไทยกลุ่มหนึ่งกับองค์กรเอกชนด้านไอทีซึ่งทำฐานข้อมูลนี้ขึ้นมาจนสำเร็จ เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลด้านเทคโนโยลีด้วยนะ เท่าที่จำได้ แต่เสียดายที่นึกชื่ออาจารย์ที่ผลักดันเรื่องนี้ไม่ออก

แต่ด้วยความพร้อมบ้างไม่พร้อมบ้างของระบบข้าราชการไทยเมื่อต้องรับมือกับเรื่องไอที ทำให้ตอนนี้มีสมาร์ตการ์ดก็เหมือนกันไม่มี ทั้งที่มันควรจะมีประโยชน์กว่านี้อีกมาก

นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง

ส่วนที่คุณถามเรื่องการถ่ายเอกสารบัตรฯ แล้วเซ็นรับรองมันเป็นหลักฐานในการใช้ทำธุรกรรมต่างหาก จึงเป็นเซ็นไว้เป็นหลักฐานว่าเป็นตัวคุณทำจริงๆ

ส่วนเรื่องการใช้งานบัตรประชาชนไม่เต็มศักยภาพนี่ ไว้กลับมาคุยต่อวันหลัง

 

 

ทำยังไงดีกับพวกเทเลมาร์เกตติ้ง เดี๋ยวนี้ไม่เว้นกระทั่งตอนเย็นค่ำหรือวันเสาร์อาทิตย์แล้ว อุ๋ง

ตอบคุณอุ๋ง ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิโทรมาขายของกับเราทางโทรศัพท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นของที่เราไม่เคยนึกอยากได้ เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ และเป็นสินค้าหรือบริการค่อนข้างซับซ้อน เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมาก ซึ่งเป็นอะไรที่คนสติดีๆ เขาไม่ตัดสินใจซื้อกันทางโทรศัพท์

อย่าให้กูรู้นะว่าเอเยนต์ไหนเอาเบอร์ไปขาย

ถ้าอารมณ์ดีหรือไม่ยุ่งเกินไป ลุงจะปล่อยให้เขาพูดจนจบท่อนแรก ซึ่งจะเป็นการแนะนำตัวและบอกว่าจะคุยเรื่องอะไร แล้วลุงจะตอบไปสั้นๆ ว่า “ไม่สนใจครับ ขอบคุณ” แล้วกดเอ็นด์คอลเลย

ถ้าอารมณ์ไม่ดีหรือกำลังตีกอล์ฟ ลุงจะหย่อนโทรศัพท์ลงถุงกอล์ฟเลย อยากจะพูดอะไรต่อก็เชิญตามสบาย เมื่อได้ยินเสียงเหล็กสามสี่ห้ากระทบกันจนเวียนหัว เขาก็จะวางสายไปเอง

 

*Agony Uncle หมายถึงชายเจ้าของคอลัมน์ให้คำแนะนำปรึกษาปัญหาชีวิตทั่วไป คู่กับ Agony Aunt ซึ่งเป็นฝ่ายหญิง ลุงเฮม่ามาตอบปัญหาในโลกยุคใหม่ที่เราทึกทักเอาเองว่าไร้กฎเกณฑ์ แต่ว่าถ้ามันไร้กฎเกณฑ์ขนาดนั้น เราคงอยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ไม่ได้มั้ง

** ส่งข้อสงสัยของคุณมาได้ที่ agonyunclehema@outlook.co.th ขอบคุณครับ

Author

Panu Burusrattanapan

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ - นักเขียน นักแปล บรรณาธิการ และอื่นๆ เท่าที่ทำมาเยอะแยะ เขาบอกว่าคุณลุงในคอลัมน์ agony uncle นี่ดูจะใกล้ตัวตนคนวัยลุงอย่างเขามากที่สุดแล้ว