fbpx
ความเขลาของผู้มีอำนาจ

ความเขลาของผู้มีอำนาจ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศต่อจากรัฐบาลเผด็จการ เราไม่เคยทราบเลยว่าหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ อันประกอบด้วยหน่วยงานมากมาย ตั้งแต่สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพ ตำรวจ ฯลฯ ทำงานแบบมีเป้าประสงค์อย่างไร

ทำเพื่อความมั่นคงของชาติ หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐบาลเท่านั้น

ที่ผ่านมา หน่วยงานเหล่านี้ทำงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก เพราะความมั่นคงของชาติในขณะนี้มีความเสี่ยงสูงมาก แต่ดูเหมือนนับวันหน่วยงานเหล่านี้และรัฐบาลกลับปล่อยให้ความแตกแยกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ความแตกแยกของผู้คนในสังคม ความแตกแยกระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องร้ายแรงและมีความเสี่ยงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภายหลังเหตุการณ์สังหารโหด 6 ตุลาคม 2519

ย้อนประวัติศาสตร์เหตุการณ์ครั้งนั้น ที่มีการสังหารโหดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ติดตามมาด้วยการทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนและมีการกวาดจับนักศึกษาประชาชนเกือบหมื่นคน ซึ่งฝ่ายขวาสมัยนั้นใช้วิธีอย่างเหี้ยมโหด จนบีบบังคับให้นักศึกษาและประชาชนหลายพันคนหลบหนีเข้าป่า ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐบาล จนลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมือง มีการสู้รบกันหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ได้กองกำลังเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนคาดการณ์ว่า เวลานั้นพรรคฯ มีทหารปลดแอกหลายพันคนสู้รบกับกองทัพไทยที่มีกำลังประมาณแสนกว่าคน ขณะที่สร้างผลกระทบต่อประชาชนหลายสิบล้านคนที่ต้องอยู่ท่ามกลางสงคราม

ดูเหมือนรัฐบาลขวาจัดสายเหยี่ยวยิ่งส่งกำลังทหารเข้าปราบด้วยอาวุธ ยิ่งทำให้พลพรรคพรรคคอมฯ ยิ่งแข็งแกร่ง เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และประเทศไทยได้เข้าสู่สงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ

จนกระทั่งเมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ซึ่งประกาศชัดเจน ให้ “ยุติสงครามกลางเมืองด้วยการเมืองนำการทหาร”

พลเอกเปรม เป็นอดีตแม่ทัพภาคสอง เป็นนายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่สู้รบกับคอมมิวนิสต์มายาวนาน การใช้กำลังทางทหารอย่างเดียว ไม่อาจแก้ปัญหาได้เลย มีการสู้รบกันทุกวัน ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสีย ซึ่งเป็นคนไทยทั้งนั้น

ในระหว่างนั้นท่านมีทีมงานนายทหารหลักแหลมเป็นสายพิราบ อาทิ พล.ต.ปฐม เสริมสิน, พ.อ.หาญ ลีนานนท์, พ.อ.เลิศ กนิษฐนาคะ (ยศในขณะนั้น) ค่อยๆ ออกแบบยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาสงครามกลางเมือง คิดว่าหากยังแก้ปัญหาแบบเดิมประเทศไปไม่รอดแน่นอน

พวกเขาทราบดีว่า ชาวบ้านที่เข้าป่า เพราะถูกเจ้าหน้าที่หรือนายทุนข่มเหงรังแก จนทนไม่ไหวต้องเข้าป่าจับอาวุธ

เช่นเดียวกับนักศึกษาสามพันกว่าคนที่เข้าป่า คนเหล่านี้เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ แต่เมื่อพวกเขาไม่มีทางเลือก ต้องจับอาวุธสู้กับรัฐบาล

และเมื่อพลเอกเปรมเข้าสู่เก้าอี้ผู้นำประเทศได้ไม่นาน ป๋าเปรมได้นำเอกสารคำสั่ง 66/2523 เข้าสู่ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดโอกาสให้วิจารณ์ได้ ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นชอบว่าเป็นแนวทางที่จะยุติสงครามกลางเมืองได้ แม้จะถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากนายทหารสายเหยี่ยวจำนวนมากในตอนนั้น

คำสั่ง 66/2523 กำหนดนโยบายให้ส่วนราชการต่างๆ นำไปปฏิบัติว่า “ต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการรุกทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ยับยั้งการปฏิบัติเพื่อสร้างสถานการณ์สงครามประชาชาติด้วยนโยบายเป็นกลาง และขยายผลจากโอกาสที่เปิดให้เพื่อเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธมาเป็นการการต่อสู้ในแนวทางสันติ”

สาระสำคัญของคำสั่งนี้ที่น่าสนใจคือ

– ต้องเอาชนะอย่างรวดเร็วด้วยการรุกทางการเมือง ทำให้ประชาชนมีส่วนในการเป็นเจ้าของการปกครอง ใช้งานการเมืองเป็นสิ่งชี้ขาด งานการทหารจะต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้บรรลุภารกิจงานการเมืองเป็นสำคัญ

– ขจัดเหตุแห่งความไม่เป็นธรรมในสังคมทุกระดับตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับชาติ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงราชการอย่างเฉียบขาด ทำลายการกดขี่ขูดรีดทิ้งสิ้น

– กำหนดการปฏิบัติให้มีการประสานประโยชน์ระหว่างชนชั้น เสียสละผลประโยชน์ของชนชั้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องมีจิตใจที่เป็นธรรม และเข้าใจปัญหาของประชาชนทุกชนชั้น

– ส่งเสริมประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพให้สามารถในการปกครองตนเอง ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนทุกชนชั้นและสาขาอาชีพได้มีส่วนร่วมทางการเมือง

– สนับสนุนการจัดตั้งขบวนการประชาธิปไตยทั้งสิ้นที่มีอยู่ โดยคำนึงถึงสิทธิและผลประโยชน์ของกลุ่มชนนั้นๆ อันพึงจะมี

– ปฏิบัติต่อผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์หรือผู้หลงผิดที่เข้ามอบตัว หรือที่จับได้อย่างเพื่อนประชาชนร่วมชาติ ชี้แจงเพื่อให้ได้เข้าใจถึงนโยบายของรัฐบาลในปัญหานี้อย่างถ่องแท้ช่วยเหลือให้ใช้ชีวิตใหม่ร่วมกันต่อไปในสังคมอย่างเหมาะสม

หลักการเหล่านี้ ต้องยอมรับว่ามีความก้าวหน้ามาก ทำให้สองปีผ่านไป นโยบาย 66/23 ได้ทำให้เกิดสภาพ ‘ป่าแตก’ เกิดสภาพ ‘ทหารป่าคืนเมือง’ มีผู้คนออกจากป่าหลายพันคนมามอบตัวอย่างไม่ผิดกฎหมาย ในนามผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จนได้ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต้องประกาศยุติสงครามในที่สุด (ไม่นับสาเหตุอื่น อาทิ เกิดความขัดแย้งของแกนนำในพรรคฯ และพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เคยให้ความสนับสนุนได้ลดความช่วยเหลือลงด้วย)

เหตุการณ์ในอดีตเมื่อสี่สิบปีก่อนนั้น แสดงถึงกึ๋นของนายทหารสายพิราบ หน่วยงานความมั่นคงฯ ที่ทำงานแบบมืออาชีพ เมื่อเห็นความแตกแยกของประเทศครั้งใหญ่ พวกเขาสุมหัวกันคิด และกล้านำเสนอยุทธศาสตร์ใหม่ตามแนวทาง ‘การเมืองนำการทหาร’ แม้จะได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากบรรดานายพลสายเหยี่ยว

นายทหารเหล่านี้ล้วนแต่เคยอยู่แนวหน้า ลงพื้นที่เสี่ยงตายท่ามกลางการสู้รบ แต่สุดท้ายพวกเขาทราบดีว่า ยิ่งรบก็ยิ่งพัง และที่สำคัญคือเขาไม่ได้มองพี่น้องประชาชนที่คิดต่างเป็นศัตรู และในฐานะผู้นำประเทศ ต้องยอมรับว่าป๋าเปรม ไม่ได้คิดจะทำงานแก้ปัญหาเพื่อความมั่นคงของตัวเอง แต่คิดจะแก้ปัญหาความแตกแยกของผู้คนในสังคมอย่างจริงจัง

นายพลสมัยก่อนมีความฉลาดมากพอจะเข้าใจว่า จะแก้ไขปัญหาความมั่นคงของประเทศอย่างไร แต่พอหันกลับมาดูการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งบรรดา ส.ว. ส.ส. ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้น ดูเหมือนพวกเขาคิดถึงความมั่นคงของตัวเองมากกว่าความมั่นคงของประเทศ

ท่าทีต่างๆ ของพวกเขา ล้วนไม่เห็นทางออกของความขัดแย้งเลย

เราไม่เห็นแนวทาง ยุทธศาสตร์หรือเครื่องมือใหม่ๆ ในการลดเงื่อนไขสงครามกลางเมืองครั้งใหม่เลย

ผู้มีอำนาจไม่เคยสร้างบรรยากาศปรองดองอะไรเลย

แน่นอนว่า พวกเขาอาจจะประเมินว่า ทุกวันนี้ไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่มีป่าให้เด็กรุ่นใหม่เข้าป่าจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลได้อีกต่อไป

เราไม่รู้หรอกว่า หากความขัดแย้งเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยในอนาคต

หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรให้เห็นแสงสว่าง นอกจากเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการปราบปรามผู้คิดต่างว่าคือศัตรู

อย่าลืมว่า เด็กรุ่นใหม่อายุต่ำกว่าสามสิบ มีประชากรเกินร้อยละ 30 ของประเทศแล้ว ไม่นับรวมคนรุ่นอื่นๆ ที่เห็นด้วยกับแนวทางข้อเรียกร้องของเด็ก

จะอยู่ร่วมกันอย่างไรในท่ามกลางความขัดแย้งนี้ จะไล่พวกเขาไปอยู่ไหน

นี่คือปัญหาความมั่นคงอันใหญ่หลวงในเวลานี้ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายที่กุมอำนาจ และกองทัพคงไม่มีคนมีสติปัญญาพอจะหาทางออก นอกจากตอกลิ่มความขัดแย้งขึ้นเรื่อยๆ

คิดหรือว่าฝ่ายรัฐบาลจะชนะไปตลอด

ทำไมไม่หาทางประนีประนอม ให้ทุกฝ่ายมีพื้นที่ที่อยู่ร่วมกันได้

หากเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ  รับรองว่าไม่มีผู้แพ้ ผู้ชนะ

แต่พวกเขารอเวลาได้ พวกเขารอเอาคืนแน่นอน

MOST READ

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

Politics

12 Sep 2018

ความจริง ความเชื่อ และความเจ็บป่วยของ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’

อายุษ ประทีป ณ ถลาง เขียนถึงชะตากรรมของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในฐานะนักวิชาการผู้ยืนหยัดในอุดมการณ์มาร่วม 40 ปี แต่กลับต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย (และล้มป่วย) อยู่ในต่างแดน

อายุษ ประทีป ณ ถลาง

12 Sep 2018

Politics

14 Jul 2020

การเกิดอีกครั้งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ธนาพล อิ๋วสกุล เขียนถึงการเปลี่ยนความหมายของจอมพล ป. พิบูลสงครามจาก ‘ผู้ร้ายในประวัติศาตร์การเมืองไทย’ มาเป็นนายทหารฝ่ายคณะราษฎรที่สามารถกำราบฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติอย่างราบคาบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแหลมคมการเมืองร่วมสมัยของไทย

ธนาพล อิ๋วสกุล

14 Jul 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save