เวียง-วชิระ บัวสนธ์ เรื่อง

หนึ่งในธงนำที่ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันห้อยนกหวีดเทใจให้กับ กปปส. นั่นก็คือ ข้อรณรงค์เรียกร้องให้ต้องปฏิรูปประเทศเสียที โดยเฉพาะขจัดคอร์รัปชันในหมู่นักการเมือง ทว่าก่อนจะถึงจุดนั้น จำต้องอัปเปหิรัฐบาลให้พ้นออกไปเพื่อเปิดทางสร้างบ้านแปงเมืองกันใหม่ ถึงแม้ต่อมารัฐบาลจะยอมยุบสภาคืนอำนาจสู่ประชาชน อีกทั้งจัดให้มีการเลือกตั้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย หากก็ถูกขัดขวางก่อกวนจากมวลชนฝ่ายต่อต้านจนทุลักทุเล ในที่สุดผู้นำกองทัพสมัยนั้นจึงประกาศยึดอำนาจเมื่อบ่ายสี่โมงครึ่งของวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เรียกได้ว่ารวบประเทศไว้ในกำมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตั้งแต่วินาทีนั้นจวบจนทุกวันนี้…

แล้วเป็นไง?

ผ่านมาถึงวันนี้ รวมระยะเวลาสามปีแล้ว บ้านเมืองเป็นจริงตามฝันกันหรือยัง

ทุกครั้งที่ใคร่ครวญหวนนึกถึงเหตุการณ์ประดามีในเรื่องนี้ และผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ที่เราต่างเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ผมหมั่นเตือนตัวเองอยู่ทุกคราให้วางอคติลงก่อน พูดอีกแบบคือพยายามทำใจให้ว่าง เนื่องเพราะตระหนักดีว่า วิธีมองโลกมองชีวิตชนิดปักจิตปักใจเชียร์มวยข้างหนึ่งข้างใดนั้น มันอาจเอื้อให้หูตาฝ้าฟาง ถอยห่างจากสภาพความเป็นจริงโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้จึงน่าจะดีกว่า ถ้าลองหันมาพิจารณาสภาพความเป็นจริงในหลายเหลี่ยมมุมให้รอบด้าน เผื่อจะช่วยให้เข้าถึงระบบคิดและหัวจิตหัวใจพี่น้องผองเพื่อนชาวนกหวีดทั้งหลาย

โดยส่วนตัว ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เป็นต้นมา สังคมไทยอับจนปัญญา ถึงขนาดต้องใช้บริการทหารให้เข้ามายึดอำนาจกันครั้งแล้วครั้งเล่าจริงๆ หรือ โดยเฉพาะสองครั้งหลังสุดที่มีการป่าวร้องเชิญชวนให้ผู้นำกองทัพเข้ามาดำเนินการอย่างที่รู้ๆ กัน หรือแท้แล้วเป็นเพราะผู้มีอำนาจเหนือกองทัพนั่นต่างหากที่ไม่เชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชน จึงกระซิบสั่งลงมาให้กระทำการนี้

แน่ละว่า จู่ๆ ผู้รับบทแสดงนำจะยกพลผลีผลามบุ่มบ่ามเข้ามายึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เสียเครดิตติดลบตลอดไป เช่นนี้แล้วจึงเฝ้ารอจังหวะ ขณะเดียวกันก็เร่งผลิตเงื่อนไขเพื่อให้เข้าทางลงมือในท้ายที่สุด

เช่นเดียวกับมากคน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าข้อน่ารังเกียจฉกาจฉกรรจ์ของรัฐบาลที่แล้วก็คือ ถือว่าตนกุมเสียงส่วนใหญ่ในสภา เลยเหิมเกริมทะเล่อทะล่าผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมสุดซอย กลายเป็นเงื่อนไขให้อีกฝ่ายซึ่งจับจ้องรอง้างอวัยวะใช้เดินได้โอกาสกระทืบเข้าให้ หากใครตามข่าวก็จะรู้ว่า ผู้นำ กปปส.ทั้งฝ่ายห่มเหลืองและฆราวาสต่างสาธยายภายหลังรัฐประหาร ว่ามีการติดต่อกับตัวแทนกองทัพอยู่ไม่ขาดในช่วงทำม็อบ ไม่นับมีการจัดปาร์ตี้ลายพรางเฉลิมฉลองกันครึกครื้นรื่นอารมณ์สมอุรา

พูดก็พูดเถอะ ต่อให้รัฐบาลเลือกตั้งน่ารังเกียจเพียงใด ก็ใช่จะหมายถึงว่าผู้มีสติดีคนใดจำต้องพลอยเดียดฉันท์ระบอบประชาธิปไตยตามไปด้วย เพราะรัฐบาลหรือนักการเมืองเป็นแค่หน่วยหนึ่งในองคาพยพนี้ ในเมื่อพวกเขาเฮงซวย ก็ต้องช่วยกันให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อสังคม เพื่อมิให้คนชั่วเข้าไปเป็นตัวแทนในสภา

ใช่ไหมว่า บรรดาพี่น้องผู้เห็นดีเห็นงามกับการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมานี้ เอาเข้าจริงแล้วก็มิได้ศรัทธาในคุณค่าความเป็นคนที่เท่าเทียมกันนั่นหรอก

…ไหนๆ เรื่องมันก็เกิดขึ้นแล้ว

ข้อน่าสนใจอยู่ที่ว่า ทุกวันนี้ผู้คนในสังคมไทยพออกพอใจรัฐบาลที่ตนมีส่วนร่วมอัญเชิญมาแค่ไหน บางเรื่องที่เคยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวคัดค้านต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอร์รัปชัน แน่ใจแล้วหรือว่าในชีวิตประจำวันของคุณเองไม่เคยทุจริตคดโกงใคร รถไฟความเร็วสูงที่ชวนให้ไม่น่าวางใจว่าจะโกงกินกันขนาดไหน พอเปลี่ยนตัวแสดง เปลี่ยนมือคนควักตังค์ไปจ่าย เรากลับไม่รู้สึกรู้สึกเป็นปัญหาใหญ่เช่นเดิม? ทั้งๆ ที่จ่ายเพิ่มอีกบานเบอะ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงกรณีซื้อหาเรือดำน้ำจากจีนมาตามหาพระแสงด้ามใดในท้องทะเลไทย เรือเหาะราคาสามสี่ร้อยล้านที่กองทัพซื้อหามาก่อนหน้านี้ ลืมกันสนิทหมดแล้วหรือ

สภาพจิตเช่นนี้ สะท้อนว่าไปๆ มาๆ ท่านผู้ถือตนเป็นคนดีนั้น หาได้มีหลักมีเกณฑ์อะไรสำหรับยึดกุมจริงจังไม่

สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน?

ลำพังถามไถ่ถึงหมุดคณะราษฎรที่ถูกถอดถอนออกไปแล้วทดแทนด้วยหมุดหน้าใส ผู้คนระดับนำในรัฐบาลยังบ่ายเบี่ยงเลี่ยงบาลี พร่ำโน่นพ่นนี่ อาทิ ‘ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะต้องทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง’ ขณะอีกพระหน่อหล่นคำหล่อ ‘ประชาธิปไตยอยู่ที่ใจของทุกคน’ ไปโน่น กระทั่งถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบแจ่มชัดแก่สังคมสักแอะว่ามันระเห็จไปไหน ขืนใครเซ้าซี้ทวงถาม อาจถูกทหารหิ้วเข้าค่ายได้ง่ายๆ อีกด้วย

ถูกต้อง ตลอดสามปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังคงมุ่งกำราบผู้แสวงหาข้อเท็จจริง ด้วยการใช้กลไกทางกฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างไร้ยางอาย หลัง คสช.ยึดอำนาจ ตัวเลขผู้ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 เพิ่มขึ้นพรวดพราด พูดอีกแบบก็ต้องว่า ใช้ความกลัวมากดหัวผู้เห็นต่างโดยตรง

แล้วจะทำอย่างไร?

สารภาพตามตรง บ่อยครั้งผมเองก็อิดหนาระอาใจสิ้นดีที่เห็นพรรคพวกบางรายร่วมบิดเบือนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ จนกลายเป็นผู้ร้ายขึ้นทันตา ทั้งๆ ที่มีหนังสือหนังหาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเล่มพิมพ์ออกมาให้ศึกษาหาอ่านกันได้ไม่ยาก ครั้นฉุกคิดอีกมุมหนึ่ง เป็นไปได้ไหมว่า เรื่องโกหกพกลมประดามีที่พากันผลิตและเผยแพร่ออกมาทางสังคมเครือข่ายไม่เว้นแต่ละวันนั้น แท้แล้วคือยุทธวิธีกล่อมประสาทเพื่อเสาะหามวลชนด้อยปัญญาไปเป็นกำลังหนุนอำนาจของฝ่ายตน

คำถามก็คือว่า ถ้าฝ่ายปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยเติบใหญ่จนควบคุมผู้คนพลเมืองไปทั่วทุกซอกมุมชุมชนเสียแล้ว ผู้นิยมความยุติธรรมเสมอภาคจะทำเช่นไร หากสังคมไทยเดินไปถึงจุดนั้นจริงๆ เห็นจะต้องยอมรับชนิดหน้าเศร้าอกตรมขมไหม้แล้วละครับว่าเราเกิดผิดประเทศหรือผิดยุคสมัยก็ว่ากันไป แต่มิได้หมายความว่าจะถูกสาปให้แพ้พ่ายตลอดไปเสียที่ไหน

ใช่ครับ ผมกำลังเรียนว่า ชั่วๆ ดีๆ เราจำต้องมีความหวังหล่อเลี้ยงชีวิตด้านใน เพื่อมิให้หมดอาลัยตายอยากไปหมด บ้านนี้เมืองนี้มันต้องดีขึ้นสักวันจนได้แหละน่า กระนั้นก็ไม่ควรลืมว่า ลำพังเฝ้าฝันไปวันๆ โดยไม่ยอมลงเรี่ยวลงแรงอะไรเอาเสียเลย เทวดาหน้าไหนก็ไม่ช่วยให้ปรากฏผลเป็นจริงขึ้นมาได้ ซ้ำร้าย อาจเท่ากับนิ่งดูดาย เปิดช่องให้เชื้อเผด็จการแพร่ขยายพันธุ์ยิ่งขึ้น

ศึกครั้งนี้ ยังไม่จบง่ายๆ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดถูกออกแบบมาให้คะแนนเสียงของประชาชนไม่ได้มีน้ำหนักสักเท่าใด มีฐานะเป็นเพียงกลเกมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองอำนาจต่อไปของเครือข่าย คสช.เท่านั้น!

Author

Vieng-Vachira Buason

เวียง วชิระ บัวสนธ์ - บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน พี่ใหญ่ในแวดวงวรรณกรรมของประเทศนี้คนหนึ่ง คมความคิดและลีลางานเขียนของ ‘ดอนเวียง’ ไม่จำเป็นต้องสาธยายให้มากความ เวียงมาเขียนคอลัมน์ใน 101 ว่าด้วยเรื่องการเมืองไทย ซึ่งเขาบอกเราหนึ่งประโยคว่า “จะพยายามเขียนสุภาพๆ ครับ”