แมท ช่างสุพรรณ เรื่อง

เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2016 เลนเนิร์ด โคเอน (Leonard Cohen) ได้รับอีเมลจากเพื่อนสนิทของแมรีแอนน์ อีห์เลน (Marianne Ihlen) อดีตคนรักผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับบทเพลงชั้นยอดของโคเอนอย่าง Bird on the Wire, Hey, That’s No Way to Say Goodbye และ So Long,
Marianne ว่าแมรีแอนน์ซึ่งต่อสู้อยู่กับโรคมะเร็งกำลังจะจากไป โดยก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอกำลังเจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อทราบข่าว เขาจึงเขียนตอบกลับไปว่า

อา แมรีแอนน์ มันมาถึงเวลาที่เราแก่แล้วจริงๆ และร่างกายของเรากำลังแตกสลาย และฉันคิดว่าไม่นานนี้ฉันคงตามเธอไป เธอรู้นะว่าฉันอยู่ข้างหลังใกล้ๆ ขนาดที่ว่าถ้าเธอเอื้อมมือมาก็จะถึงมือของฉัน และเธอก็รู้ว่าฉันรักเธอเสมอมา รักในความงดงามและความเฉลียวฉลาดของเธอ แต่ฉันไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากสำหรับเรื่องพวกนี้ เพราะเธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน แต่ตอนนี้ฉันอยากอวยพรให้เธอเดินทางด้วยดี ลาก่อน เพื่อนเก่า

ด้วยรักไม่รู้จบ, แล้วพบกันใหม่บนเส้นทาง

หลังจากนั้นอีกสองวัน โคเอนได้รับอีเมลตอบกลับ

เลนเนิร์ดที่รัก
แมรีแอนน์หลับใหลและจากไปอย่างช้าๆ เมื่อใกล้ค่ำวานนี้
จากไปโดยไม่เจ็บปวด แวดล้อมด้วยพรรคพวกเพื่อนสนิท
จดหมายของคุณมาถึงในตอนที่เธอยังพูดจาและหัวเราะได้อย่างมีสติ

เมื่อเราอ่านจดหมายดังๆ เธอยิ้มในแบบที่มีแต่แมรีแอนน์ที่ยิ้มได้แบบนั้น
เธอยกมือของเธอขึ้นเมื่อคุณพูดว่าคุณอยู่ใกล้มาก ใกล้พอจะเอื้อมคว้าเธอ
มันทำให้เธอสุขสงบอย่างลึกซึ้งที่คุณได้รับรู้อาการของเธอ
และการอวยพรสำหรับการเดินทางทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น. . . .

ในช่วงชั่วโมงสุดท้ายของเธอ ฉันกุมมือเธอไว้และฮัมเพลง “Bird on the
Wire” ในขณะที่เธอหายใจอย่างแผ่วเบา
และตอนที่เราออกจากห้องหลังจากดวงวิญญาณของเธอโบยบินออกนอกหน้าต่างไปสู่การผจญภัยครั้งใหม่
เราจูบศีรษะของเธอและกระซิบถ้อยคำอันเป็นนิรันดร์
So long, Marianne …

สี่เดือนหลังจากนั้น โคเอนก็ออกเดินทาง

 

ในช่วงบั้นปลายของชีวิต โคเอนพยายามจะถ่ายทอดความรู้สึกหรือสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นภูมิปัญญาสุดท้ายของไม้ใกล้ฝั่งลงในผลงานต่างๆ เช่น บทกวี Steer your way ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร The New Yorker และอัลบั้ม You Want It Darker ที่ออกวางจำหน่ายเพียงสิบเก้าวันก่อนเขาจะเสียชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เขาต้องการ ยังมีบทกวีที่รอการขัดเกลา เนื้อเพลงที่ยังแต่งไม่จบ ความทรงจำที่ต้องการหวนคืน

หลังจากนั้น ความปรารถนาที่หลงเหลือของเขาก็ถูกนำมาเผยแพร่ รวมบทกวี The Flame ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม ปี 2018 และในปีนี้ บทเพลงที่เขาจากไปก่อนจะจัดการให้สมประสงค์ก็ออกวางจำหน่าย

Thanks for the Dance เป็นสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 15 ของเลนเนิร์ด โคเอน และเป็นอัลบั้มแรกที่ออกมาหลังจากการเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บทเพลงในอัลบั้มได้รับการสานต่อให้เสร็จสมบูรณ์ภายใต้การนำของอดัม โคเอน (Adam Cohen) ลูกชายและเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการดนตรีอย่างเดเมียน ไรซ์ (Damien Rice), เบค (Beck), ไฟสต์ (Feist), ไบรซ์ เดรสเนอร์ (Bryce Dressner), ริชาร์ด รีด แพร์รี่ (Richard Reed Parry), เจนนิเฟอร์ วอร์นส (Jennifer Warnes) และฮาเวียร์ มาส (Javier Mas)

บทเพลงในอัลบั้มรวบรวมมาจากงานที่ไม่แล้วเสร็จของโคเอน เนื้อเพลงที่กระจัดกระจาย เสียงกีตาร์ค้างคาที่อัดไว้ ทั้งหมดถูกนำมาเรียบเรียงออกมาจนเป็น 9 บทเพลงที่มีความเป็นตัวตนของโคเอนที่สุด

 

Leonard Cohen พร้อมกับลูกชายและหลานชาย | ที่มา https://www.theguardian.com/music/2019/nov/24/leonard-cohen-adam-thanks-for-the-dance-interview

 

Happens to the Heart เริ่มต้นด้วยความถ่อมตนของเนื้อเพลงที่สอดคล้องกับสัญลักษณ์ในน้ำเสียงของโคเอน และท่าทีอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาต่อผู้ชมบนเวที “I was always working steady / But I never called it art / I got my shit together / Meeting Christ and reading Marx” ก่อนจะไหลรื่นเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่รายล้อมด้วยหญิงสาว และภาพรวมของเขาเองในโลกของศิลปินเมื่อสบตาผ่านกระจกเงา “Had a pussy in the kitchen / And a panther in the yard / In the prison of the gifted / I was friendly with the guards / So I never had to witness / What happens to the heart” ก่อนจะสรุปไปถึงบางประสบการณ์ในช่วงชีวิตของการเป็นนักบวชเซน ทั้งหมดนี้คือช่วงชีวิตของการเป็นศิลปิน ความสำเร็จ และการแสวงหา

Moving On เป็นบทเพลงของความรักและการจากลาของอีกฝ่าย เรื่องราวความในใจและการไต่ถาม การระลึกถึงวัยหนุ่มรุ่งโรจน์ของนักดนตรีที่ผ่านเลย ระลึกถึงความสัมพันธ์ที่สุดท้ายก็ต้องร้างไกล ระลึกถึงแมรีแอนน์ “I loved your face I loved your hair / Your t-shirts and your evening-wear / As for the world the job the war / I ditched them all to love you more / And now you’re gone, now you’re gone / As if there ever was a you / Who held me dyin’ pulled me through / Who’s moving on, who’s kiddin’ who?”

The Night of Santiago เป็นบทเพลงที่เอ่ยถึงเหตุการณ์ความสัมพันธ์เพียงชั่วคืนในชิลี เรื่องเล่าที่ทิ้งท้ายกับคำถามเชิงจริยธรรมให้แก่ผู้ฟัง
คำถามที่ว่าตราชูในจิตใจของเราจะทำงานอย่างไรเมื่อรับฟังเรื่องราว เพราะเขาไม่ใช่ผู้ตัดสิน หากแต่เป็นพวกคุณ “I didn’t fall in love of course / It’s never up to you / But she was walking back and forth / And I was passing through / When I took her to the river / In her virginal apparel / When I took her to the river / On that night of Santiago / And yes she lied about it all / Her children and her husband / You were born to judge the world / Forgive me but I wasn’t”

Thanks for the Dance เปรียบเสมือนการจากลาของโคเอนและแฟนเพลง ขอบคุณที่สนุกมาด้วยกัน ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง “So turn up the music / Pour out the wine / Stop at the surface / The surface is fine / We don’t need to go any deeper” แต่ในคำขอบคุณก็ยังมีคำถามในแบบฉบับของความถ่อมตน “And there’s nothing to do / But to wonder if you / Are as hopeless as me / And as decent” และปริศนาอื่นของความสูญเสียที่ยังซ่อนไว้ในเพลง

It’s torn เมื่อความเสียหายแตกหักเป็นศูนย์กลางของเรื่องราว ชายผู้กำลังจากลาก็ชี้ให้เห็นถึงรอยปริแยกซึ่งเกิดขึ้นทุกชั่วขณะของ
ความรื่นเริง “It’s torn where there’s beauty, it’s torn where there’s death / It’s torn where there’s mercy but torn somewhat less / It’s torn in the highest from kingdom to crown / The messages fly but the network is down”

The Goal เป็นความหมายของความคิดในห้วงคำนึงของชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง เนื้อเพลงแสดงให้เห็นถึงความคิดที่ลอยวนอยู่ในการรอคอย “I move with the leaves / I shine with the chrome / I’m almost alive / I’m almost at home / No one to follow / And nothing to teach / Except that the goal / Falls short of the reach”

Puppets โคเอนย้อนกลับไปสู่รากเหง้าทางเชื้อชาติของตนเองผ่านอุปลักษณ์ของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ หุ่นเชิดที่ถูกดึงด้วยมือที่มองเห็นและมองไม่เห็น “Puppet German, puppet Jew / Puppet Presidents command / Puppet troops to burn the land / Puppet fire, puppet flames / Feed on all the puppet names / Puppet night comes down to play / The after act to puppet day”

The Hills อุปลักษณ์ในบทเพลงนี้คือภาพรวมของตะเกียงชีวิตที่กำลังโรยแสง โคเอนถ่ายทอดความรู้สึกความอึดอัดในกระบวนการทำงานในช่วงชีวิตได้อย่างสละสลวยและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันแบบหน้าตาย เขาไม่เพียงอำตัวเอง หากล่วงเลยไปถึงพระเจ้า “I can’t make the hills / The system is shot / I’m living on pills / For which I thank G-d / My page was too white / My ink was too thin / The day wouldn’t write / What the night penciled in”

Listen to the Hummingbird เนื้อเพลงของเพลงนี้ได้รับการเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในนิตยสาร The New Yorker ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายก่อนโคเอนเสียชีวิต เขาหลับตาและท่องเนื้อเพลงออกมา ก่อนจะลืมตาและเอ่ยถึงความไม่แน่ใจว่าเพลงนี้จะเสร็จก่อนที่เวลาของเขาจะหมดลงหรือไม่ เนื้อเพลงกล่าวถึงความถ่อมตนโดยใช้อุปลักษณ์ที่มีนัยถึงเสียงของการเปลี่ยนผ่านในวงจรชีวิต เสียงแห่งความสุข เสียงของความยิ่งใหญ่ที่ยากหยั่งถึง และเสียงอันต่ำต้อยของตัวเขาเอง “Listen to the hummingbird / Whose wings you cannot see / Listen to the hummingbird / Don’t listen to me”

 

Leonard Cohen ที่บ้านในลอสแอนเจลิสในการสัมภาษณ์สุดท้ายก่อนเสียชีวิต | ที่มา https://www.newyorker.com/magazine/2016/10/17/leonard-cohen-makes-it-darker

 

ในห้วงเวลา 22 นาที 21 วินาที ภายใต้การขับกล่อมที่ล่องลอยของเสียงเปียโน สแปนิชกีตาร์ และเสียงของอดีตเพื่อนนักดนตรีที่ทำให้เสียงร้องหรือการออกเสียงเหมือนอ่านบทกวีของโคเอนมีชีวิตชีวา โดดเด่นประหนึ่งว่าเขายังไม่จากไปไหน บทเพลงที่เปี่ยมไปด้วยพลังของวัยชราทำให้อัลบั้มนี้อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับคำครหาเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามว่าหากินกับคนตาย ที่มักจะถูกให้นิยามกับผลงานหลังลมหายใจสุดท้าย
ทุกท่วงทำนองยังเป็นการเยื้องย่างของชีวิตที่ถูกส่งต่อ เมื่อเทียบกับอายุขัยแล้ว โคเอนโรยแรงแต่ไม่โรยรา

เมื่อพิจารณาถึงภาพรวมของอัลบั้ม จะพบว่าทรัพยากรสำคัญคือการโหยหาความทรงจำ เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจแต่ประการใดเมื่อคิดถึงภาพของจำนวนวันที่ล่วงเลย ซึ่งมีมากกว่าวันที่ยังมาไม่ถึงในความทรงจำของชายชราคนหนึ่ง แต่การโหยหาของโคเอนไม่เป็นเพียงการระลึกที่หวานหวาม หากเป็นการทบทวนเพื่อค้นหารหัสของหัวใจ ของชีวิตและจิตวิญญาณ โคเอนใช้เครื่องมือที่คุ้นเคยอย่างความรัก ความตาย ความจำเจ การค้นหาความหมายของจิตวิญญาณ ความเชื่อ ศาสนา รวมไปถึงพระเจ้า (ไม่สิ พระเจ้าไม่ควรนับเป็นเครื่องมือ จะเหมาะกว่าถ้านับเป็นเพื่อนคุย) ในการสำรวจจักรวาลไม่รู้จบของจิตใจและความทรงจำส่วนตัว

ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการผจญภัยในกามวิถี และการศึกษาด้านจิตวิญญาณผ่านคำสอนของศาสนา ทำให้ได้มาซึ่งความศักดิ์สิทธิ์และสามานย์อันเป็นเอกลักษณ์ของอัตลักษณ์ในความลึกลับและเวทย์มนตร์จากถ้อยคำ โคเอนเป็นได้ทั้งคราบศักดิ์สิทธิ์บนสิ่งสามานย์และคราบสามานย์บนความศักดิ์สิทธิ์

แม้แต่ในบทเพลงที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากแสงริบหรี่ของชีวิต รอยแปดเปื้อนซึ่งกันและกันยังคงเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย หากเปรียบเทียบกับเพลงทั้งหลายที่กลายเป็นตำนานแล้วของโคเอน บทเพลงในอัลบั้ม Thanks for the Dance อาจเป็นเพียงหมู่ดาวจางในคืนเดือนจ้าที่ต้องรอเปล่งประกายขึ้นมาบ้างในคืนเดือนมืด และอาจดูเหมือนว่าพลังของเดือนทำให้คืนนั้นไม่มีวันมาถึง

แต่เมื่อพิจารณาจากเวลาที่เหลืออยู่ในตอนนั้นและกำลังใจที่เข้มแข็ง บทเพลงที่เปรียบเหมือนความพยายามในการปิดม่านชีวิตเหล่านี้ ไม่เพลี่ยงพล้ำเลยในความโดดเด่น โคเอนเริ่มเรียนกีตาร์ในช่วงอายุยี่สิบจากชายสแปนิชที่เขาพบที่สนามเทนนิส ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเขาก็เรียนรู้ฟลาเมงโกคอร์ด และชายคนนั้นก็หายตัวไปหลังจากการเรียนครั้งที่สาม เมื่อเขาติดต่อไปยังหญิงเจ้าของที่พักที่ชายคนนั้นเช่าอยู่จึงได้รู้ว่าชายคน นั้นฆ่าตัวตาย

หลายปีต่อมา เขากล่าวว่า “ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชายคนนั้นว่าทำไมเขาถึงมาที่มอนทรีออล… ทำไมเขาถึงมาที่สนามเทนนิส ทำไมเขาถึงพรากชีวิตตัวเอง… มันคือหกคอร์ดนั้น มันคือรูปแบบการเล่นกีตาร์แบบนั้นที่เป็นรากฐานของเพลงทั้งหมดของผม และดนตรีทั้งหมดของผม”

ไม่แน่ว่า โคเอนอาจค้นพบคำตอบในปริศนาของชายคนนั้น ขณะที่เขากำลังต่อรองกับความตายในการพยายามถ่ายทอดบทเพลงที่หลงเหลืออยู่ในใจ

สำหรับผู้ฟังแล้ว บทเพลงของโคเอนเปี่ยมด้วยความหมายอันหลากหลายเสมอ เพราะอุปลักษณ์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของบทกวีถูกสอดแทรกเข้าไปในเนื้อเพลงอย่างบรรจง และบทเพลง 9 เพลงนี้ก็เช่นกันที่รอคอยการค้นพบ การตีความ และการทำความเข้าใจของแต่ละบุคคล

เสียงคลื่นจากใจกลางของมหาสมุทรท้ายที่สุดก็พบกับชายฝั่ง

 

ปกอัลบั้ม ‘Thanks for the dance’ ของ Leonard Cohen