fbpx

(พรรค) ‘สร้างอนาคตไทย’ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

แม้จะร้างลาสนามการเมืองไปหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 57 แต่เมื่อกล่าวถึงชื่อ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เขาย่อมไม่ใช่มือใหม่ในแวดวงการเมือง ตำแหน่งอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตรย่อมการันตีความเจนจัดบนถนนสายการเมือง

หากจะกล่าวเพิ่มเติม สุรนันทน์โลดแล่นในการเมืองไทยมาแล้วกว่าสามทศวรรษ เขาลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส กรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคพลังธรรม ในปี 2538 ช่วงเดียวกับที่ทักษิณ ชินวัตรยังสังกัดพรรคพลังธรรม ต่อมาสุรนันทน์เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมก่อร่างสร้างพรรคเพื่อไทยจนพรรคประสบความสำเร็จ ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนถล่มทลาย เขาผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมากมายทั้งการสมาชิกผู้แทนราษฎร โฆษกพรรคเพื่อไทย ไปจนถึงการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างรุนแรงในปี 2549 ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบและเขาเองก็ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปีพร้อมกับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 คนอื่นๆ

เมื่อพรรคเพื่อไทยเริ่มผลิใบ สุรนันทน์ ผู้ปลดล็อกทางการเมืองก็กลับมาทำงานการเมืองในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย และโดนรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 เขาเองเปรยอย่างเข็ดขยาดว่า “รัฐประหารรอบแรกต้องหลบไปนอนโรงแรมอยู่เจ็ดวัน รัฐประหารรอบที่สอง ต้องไปนอนอยู่ค่ายทหารถึงเจ็ดวัน รอบที่สามมีหวังจะเป็นเส้นทางธรรมชาติแล้วมั้ง” หลังจากเผชิญประชาธิปไตยแบบไทยๆ อยู่หลายหน สุรนันทน์เลยหันหลังมาทำธุรกิจร้านอาหารที่ชื่อ Brainwake Café และทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เฝ้ามองการเมือง

จากประวัติการเมืองที่ผ่านมา หลายคนมองว่าเขาเป็นศิษย์เก่าไทยรักไทยและเพื่อไทย แต่สุรนันทน์ เวชชาชีวะกลับสร้างความแปลกใจด้วยการคัมแบ็กทางการเมืองอีกครั้งในรอบ 8 ปีร่วมกับ ‘พรรคสร้างอนาคตไทย’ ประกาศตัวในฐานะ#ทีมสมคิด ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมครองเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคกรุงเทพฯ  

101 ชวน สุรนันทน์ เวชชาชีวะ สนทนาถึงการตัดสินใจก้าวเข้าสู่การเมืองอีกครั้งภายใต้สังกัด ‘พรรคสร้างอนาคตไทย’ วิเคราะห์ที่ทางของพรรคสร้างอนาคตไทยในภูมิทัศน์การเมืองใหม่ พร้อมตอบคำถามว่าพรรคสร้างอนาคตไทยจะเป็นนั่งร้านให้เผด็จการอีกหรือไม่

หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจากรายการ 101 One-on-One Ep.278 ก่อร่าง ‘สร้างอนาคตไทย’ กับ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ออกอากาศเมื่อวันพุธที่ 12 ตุลาคม 2565 ดำเนินรายการโดย วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์

ชีวิตการเมืองของคุณโดนการรัฐประหารไปถึง 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน คุณมองเรื่องนี้อย่างไร

ผมเป็นคนที่เชื่อในประชาธิปไตย เชื่อว่าประชาธิปไตยมันมีความยุ่งยากของมันนะ แล้วบางทีก็มั่วๆ แต่มันดีกว่าคนๆ หนึ่งมาเที่ยวสั่งว่าให้ทำอะไรหรือคณะบุคคลที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์อย่างที่เราเห็นในอดีตที่ผ่านมา หลังการรัฐประหารก็จะมีคณะบุคคลที่ประสานผลประโยชน์ทั้งทุน ทั้งทหาร ทั้งราชการ ฯลฯ แล้วพอใช้อำนาจไปนานๆ อย่างรัฐบาลชุดปัจจุบันก็เริ่มมีปัญหาในการที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด รัฐบาลคุณทักษิณ หรือรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์อาจจะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำผิดเหมือนกันบางเรื่อง แน่นอนนโยบายบางอย่างมันก็ไม่สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยมันมีระบบตรวจสอบก็คือมีสภา มีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น ประท้วง สื่อเสรีกว่าตอนรัฐประหาร

ที่ผ่านมาคุณเงียบหายไปจากสนามการเมือง ในฐานะอดีตแกนนำไทยรักไทยและเพื่อไทย ทำไมถึงตัดสินใจมาทำการเมืองอีกครั้งในพรรคใหม่ที่มีจุดยืนต่างออกไป

หลังรัฐประหาร 57 ผมก็ออกมาทำธุรกิจ ด้วยความสัตย์จริงผมก็ไม่ได้คิดว่าผมจะกลับมาทำการเมือง จริงๆ เราก็คิดว่าอยากเป็นคนข้างนอก อยากกลับมาจัดรายการ เขียนบทความ เพราะคุณพ่อ (นิสสัย เวชชาชีวะ) เป็นข้าราชการก็สอนเรามาโดยตลอดว่ามีใช้ มีกินแล้วก็ทำอะไรให้บ้านเมืองบ้าง ตอนที่เข้าไปทำการเมืองตอนแรก เรารู้สึกว่าเรามีความรู้ และประสบการณ์บางอย่างที่อยากลองไปช่วยบ้านเมือง รอบนี้ก็เป็นรอบที่บังเอิญ

ถามว่าทำไมไม่กลับไปเพื่อไทย ผมยังมีความเคารพท่านอดีตผู้บังคับบัญชาของผมทั้งสองท่าน ท่านทักษิณกับท่านยิ่งลักษณ์ และผมก็ยังคิดว่านายกฯ ทักษิณประวัติศาสตร์จะตัดสินยังไงก็ตาม ท่านก็เป็นคนที่มีความคิดก้าวหน้าที่สุดคนหนึ่งในประเทศ และก็ทำให้ประเทศเดินมาได้ในจังหวะหนึ่ง แต่อย่างที่ผมบอกว่าผมเป็นคนที่พอไปทำอะไรที่มันสร้างอะไรใหม่ๆ แล้วมันสนุกอะ ผมคิดว่าการสร้างพรรคทางเลือกจำเป็นสำหรับประเทศไทย ไม่ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยไม่ดี พรรคเพื่อไทยมีการเปลี่ยนแปลง และการเข้ามาของคุณแพรทองธาร ชินวัตรก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาผสมผสานกับคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ แต่ตรงนั้นไม่ใช่คำตอบในชีวิตผม คำตอบในชีวิตผมคือผมอยากทำอะไรใหม่ๆ อีกสักอันนึง แล้วก็ทำพรรคใหม่

ทำไมต้องเป็นพรรค ‘สร้างอนาคตไทย’

สร้างอนาคตไทยก็เพราะว่าความสัมพันธ์เก่า จริงๆ แล้วผมรู้จักอาจารย์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์มานานมาก ก่อนที่จะเข้ามาการเมืองด้วยซ้ำ ตั้งแต่ตอนที่ผมเป็นรองกรรมการฝ่ายการตลาด บริษัทบ้านฉาง ขณะนั้นอาจารย์สมคิดก็เป็นที่ปรึกษาบริษัทก็เลยได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ก่อนหน้านั้นผมก็ได้อ่านหนังสือการตลาดของอาจารย์สมคิดมานาน

รอบนี้อาจารย์อุตตม (สาวนายน) และอาจารย์สมคิดมาขอให้ช่วย ผมก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งมาก เพราะผมแก่แล้ว และพูดกันตรงๆ ก็ยังเกรงใจฝั่งเพื่อไทย แต่ในที่สุดผมก็มองว่าอาจารย์สมคิดไม่ได้คิดเรื่องการเมืองแบบการเดิม ท่านคิดเอาปัญหาของเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง และไม่อยากให้มีความขัดแย้ง ผมก็ไม่ใช่ว่าเก่งกาจอะไรมากมาย แต่อาจจะด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายยุค และเรื่องเศรษฐกิจผมก็พอรู้บ้าง ในที่สุดแล้วผมเองก็เข้าไปและก็เหมือนกับตอนที่ผมทำธุรกิจ หรือสมัยที่ทำเป็นโฆษกพรรคไทยรักไทย พอเรารับผิดชอบอะไรแล้ว เราก็ทำให้เต็มที่ รอบนี้พอลุยแล้วมันก็หยุดไม่ได้ เพื่อนๆ หลายคนก็เตือนจะเปลืองตัว ผมก็บอกว่าถ้าเรามีส่วนทำให้ดีขึ้น อย่างน้อยเรานอนตายตาหลับ แต่มันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ยังไม่รู้นะ

ปฏิเสธได้ยากว่าภาพจำของประชาชนเกี่ยวกับ ดร.สมคิดและคุณอุตตม แกนนำพรรคสร้างอนาคตไทย คือกลุ่มคนที่เคยทำงานกับระบอบคสช. และเชื่อมโยงกับการสร้างความชอบให้เผด็จการทหาร คุณมองประเด็นนี้อย่างไร

ก่อนที่อาจารย์สมคิดจะเข้าไปทำงานกับคุณประยุทธ์ก็แวะมานั่งคุยกับผมที่ร้านกาแฟ  ผมก็บอกอย่าเข้าไปเลย ผมไม่เห็นด้วย แต่อาจารย์มองว่าเศรษฐกิจประเทศมันเดินไม่ได้ ท่านไม่ได้คิดว่าจะไปเป็นนั่งร้านเผด็จการ แต่ท่านมีความรู้สึกว่าอยากเข้าไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประเทศชาติเดินต่อได้ แล้วผมคิดว่าท่านมองว่าในที่สุดจะต้องกลับมาเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง เพราะไม่เคยมีใครอยู่นาน แต่เอาเข้าจริงกลับอยู่นาน พออาจารย์เห็นว่าการเมืองแบบนี้มันไม่ใช่ ท่านก็ถอนตัวออกมา

ผมว่าอาจารย์ได้บทเรียนแล้วว่า ไม่ว่าจะตั้งใจดีอย่างไรก็ตาม เคยอยู่กับคุณทักษิณก็มีคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณที่ด่า อยู่กับคุณประยุทธ์ ก็มีคนที่ไม่ชอบเผด็จการ ไม่ชอบคุณประยุทธ์ก็ด่า ท่านคิดว่าถ้าอย่างนั้นลองตั้งต้นใหม่ไหม ลองเอาความรู้ของเราให้กับสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง พูดง่ายๆ ว่า เป็นสงครามครั้งสุดท้าย (last war) ของท่าน สิ่งที่สำคัญก็คือผมขอโอกาสให้อาจารย์สมคิดได้เสนอชุดความคิดนี้ แล้วก็ให้ท่านพิสูจน์ตัวเองว่าท่านไม่ได้เป็นคนไปสนับสนุนฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเพราะต้องการอำนาจ หรือจะไปนั่งร้านให้ใคร แต่ท่านต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ท่านเชี่ยวชาญ แต่ถ้ามันเบี่ยงเบนไปจากหลักประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าอาจารย์สมคิดก็ไม่เอา และพรรคสร้างอนาคตไทยก็ไม่เอาครับ

ยืนยันว่าในอนาคตพรรคสร้างอนาคตไทยจะไม่เป็นนั่งร้านให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ไม่มีครับ ผมไม่เชื่อว่ามี เพราะถ้ามี ผมก็เดินหาเสียงในกรุงเทพไม่ได้นะ วันนี้ผมไปพูดทุกที่ ผมก็บอกว่าถ้ามีผมก็รับไม่ได้ แล้วผมก็เชื่อว่าผู้สมัคร กทม.และผู้สมัคร ส.ส.หลายแห่งทั่วประเทศของเราก็ยืนหยัด ถามว่าหาเสียงในอีสาน แล้วนโยบายดีหมดเลย ประชาชนยอมรับ แต่เสร็จแล้วเราจะไปอยู่กับพลเอกประยุทธฺ์ คุณคิดว่าจะมีคนเลือก จะมีคนไว้วางใจเราเหรอ

จุดเด่นของพรรคสร้างอนาคตไทยคืออะไร

จุดขายของสร้างอนาคตไทยคือเศรษฐกิจ หนึ่ง มือเศรษฐกิจรู้จริง ในหมู่ธุรกิจจะขนาดเล็ก ขนาดกลางในตลาดก็ยังรู้จักอาจารย์สมคิด และอยากให้มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สอง ไม่เอาฝักเอาฝ่าย ไม่มีศัตรูแน่นอน แต่ไม่ได้แทงกั๊กนะ ถ้าให้ตอบแบบนักการเมืองก็คือว่านั่นเป็นกระบวนการรัฐสภา

พรรคสร้างอนาคตไทยมีอุดมการณ์แบบไหน และมองอย่างไรเมื่อคนรุ่นใหม่เรียกร้องประเด็นแหลมคมอย่างการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

เราเป็นประชาธิปไตย แต่อาจจะออกเชิงอนุรักษ์นิยมถ้าอยู่ในการเมืองอังกฤษ พูดง่ายๆ คือพรรคเราจะจัดว่าเป็นพรรคกลางขวา (center-right) ผมเองเป็นลูกหลานข้าราชการ แล้วผมเองก็เชื่อในเสาหลักของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หมายความว่าอุดมการณ์ของพรรคและอุดมการณ์ของผมคือ ชาติต้องเป็นประชาธิปไตย และเราจะต้องรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้คงอยู่ไว้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ส่วนองค์กรทุกองค์กรขอพูดกว้างๆ ถึงเวลาก็ต้องปรับตัว ปรับปรุง จะใช้คำว่าปฏิรูปหรืออะไรก็ตาม ซึ่งในพระราชอำนาจเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว และตราบใดที่ตรงใช้พระราชอำนาจในการที่จะช่วยดูแลประชาชน ไม่ได้มากดขี่ข่มเหงประชาชน ผมไม่เห็นปัญหาอะไร ผมคุยกับคนรุ่นใหม่หลายคน ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน เขาบอกผมตรงๆ ว่าเขาไม่ได้ต้องการล้มเจ้า แต่เขาเห็นว่ามันมีจุดอ่อนบางจุดที่เขาคิดว่าน่าจะทำให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งเขาเสนอความคิดเห็นได้ ส่วนกลไกที่จะทำให้ความคิดเห็นนั้นได้รับการพิจารณา ผมคิดว่าพรรคการเมืองก็ต้องเป็นศูนย์กลาง ในเมื่อเราอาสามาแล้ว คนที่เป็นอนาคตของประเทศมีข้อข้องใจ ไม่ว่าเรื่องใหญ่ เรื่องเล็ก เรื่อง sensitve ไม่ sensitive เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศเรายิ่งต้องรับฟัง

นโยบายของพรรคสร้างอนาคตไทยมีอะไรบ้าง

นโยบายของพรรคสร้างอนาคตไทยคือการเข้ามาสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถยืนกลับมาบนขาตัวเองได้และมีเงินออม เรื่องแรกก็คือเรื่องของเงินทุน โรคระบาดรอบนี้ทุกคนล้ม ใครสายป่านยาวรอด ตอนนี้ชาวบ้านต้องการโอกาสในการที่จะฟื้น เราต้องให้ฐานรากฟื้น เราไปบอกให้ทุนใหญ่ฟื้นไม่มีประโยชน์ เพราะสายป่านเขายาว และทุกวันนี้เขาก็ยังก่อสร้างอะไรใหม่ๆ เยอะ ความเหลื่อมล้ำมันก็สูงขึ้น

พรรคสร้างอนาคตไทยก็บอกว่ามีกองทุนสร้างอนาคตไทย 3 แสนล้านบาท ชาวบ้านก็บอกว่ากองทุนอีกละ เพราะว่ารัฐบาลนี้ก็มีหลายกองทุนนะ แต่ผมก็บอกว่ามันไม่ใช่กองทุนที่เอาเงินไปให้ 3,000-5,000 บาท แต่ให้โอกาสชาวบ้านให้เข้ามากู้ในระบบ ส่วนหนึ่งก็คือเงินกู้สำหรับธุรกิจผ่านธนาคาร แต่มาตรการที่ตัดสินใจว่าใครจะได้เงินกู้มันจะเป็นอย่างปกติไม่ได้ ต้องตัดสินบนงบประแสเงินสด (cash flow) และดอกเบี้ยต่ำมากๆ

เรื่องสอง ไปทำคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้ดีขึ้น อย่างเช่นเมื่อก่อนบ้านชุมชนเก่าๆ อยู่ริมคลอง เพราะคลองคือหน้าบ้าน แต่วัฒนธรรมถนนเข้ามา ถนนมันเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง ท้ายซอยทุกคนลืมหมดเลย เพราะฉะนั้นกองทุนพวกนี้ส่วนหนึ่งจะกลับไปฟื้นฟูและพัฒนาชุมชน แต่นโยบายหลายๆ อย่างมันต้องมาแก้ด้วย เพราะเดี๋ยวนี้คลองก็ไม่ได้เป็นเหมือนเดิม คลองบางทีก็สกปรก งบบางทีก็จำกัด สร้างทางเดินไม่มีราวเกาะหรือไม่มีเงินซ่อมแซมอะไรพวกนี้ ทำให้ชุมชนไม่ได้ศักยภาพเท่าที่ควร คนในชุมชนจริงๆ ควรจะสร้างรายได้ในชุมชนได้ หรือไม่ก็ทำของในชุมชนและมาขายหน้าปากซอยได้ ปรากฏว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ลูกหลานคนในชุมชนต้องนั่งรถไปทำงานอีกกี่ต่อไม่รู้

พรรคมีแนวคิดอย่างไรกับรัฐสวัสดิการ เห็นด้วยหรือไม่ และเป็นไปได้ไหม

คำจำกัดความของรัฐสวัสดิการนี่พูดกันได้อีกหลายคืนเลยนะครับ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเราต้องมีรัฐสวัสดิการในเชิงที่เพิ่มแต้มต่อให้กับคนที่แต้มต่อน้อย เพราะฉะนั้นจากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอนของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์มันยังต้องเป็นคอนเซปต์หลัก แต่ระหว่างทางรัฐควรจะลงทุนให้เขามีโอกาสมากกว่าให้เงิน หลายชุมชนมีคนชราเยอะ ผมไปนั่งคุยกับคนชรา เขาไม่ได้ต้องการเงินแจกนะ คนชราต้องการมีคุณค่าในสังคมและก็มีรายได้ของตัวเอง ถ้าเราไปเที่ยวญี่ปุ่น เราจะเห็นเลยว่าคนที่ทำความสะอาดในโรงแรม 5 ดาวที่ญี่ปุ่นไม่ใช่คนหนุ่มสาวเป็นป้าแก่ๆ เขาทำงานในส่วนที่เขามีคุณค่าแก่สังคมและมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มันทำให้รัฐสวัสดิการแข็งแรง แต่ถ้าพึ่งรัฐสวัสดิการในลักษณะที่เอาเงินไป แต่คุณได้อะไรล่ะ รัฐบาลก็เจ๊ง งบประมาณก็เจ๊ง การคลังก็เจ๊ง และในที่สุดสวัสดิการอื่นๆ ก็หายไปหมด เพราะงั้นเราต้องมาคุยกันใหม่ การเก็บภาษีจะเก็บภาษีอย่างไรให้คนที่มีทุนสูง เอาภาษีมาใช้กับคนที่ด้อยโอกาสกว่า

การเลือกตั้งครั้งหน้าถือเป็นสนามแห่งโอกาสเหมือนกันนะ

เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะขายความคิดเราด้วย ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณประสบความสำเร็จด้วยการขายชุดความคิดชุดหนึ่งที่ก้าวหน้ามาก ถามว่าชุดความคิดนั้นยังอยู่ในใจประชาชนไหม มันก็ยังอยู่เยอะ ถามว่ามันเหมาะสมกับสถานการณ์ไหม มันก็อาจจะแปรเปลี่ยนไป ท่านก็รู้และปรับเหมือนกันนะ เพราะท่านมีประสบการณ์มากขึ้น เราก็ไม่ได้ไปวัดรอยเท้าท่าน แต่เราพยายามเสนอชุดความคิดหนึ่งที่เราคิดว่ามันเป็นทางออก บางทีนักการเมืองหรือคนไทยหมดศรัทธาว่าความคิดมันเปลี่ยนโลก เปลี่ยนการเมืองได้ ผมว่าต้องชมพรรคอนาคตใหม่หรือก้าวไกลนะว่าเขาพยายามขายความคิดในชุดใหม่ๆ เป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน และเขาก็ได้รับความนิยมหรือได้คะแนนเสียงประชาชนในที่สุด

อาจารย์สมคิดถึงจะไม่หนุ่มเท่าคุณพิธา หรือคุณธนาธร แต่ก็มีประสบการณ์ และประสบการณ์นั้นมันตกผลึกมาเป็นชุดความคิดที่มันน่าจะแก้ปัญหาประเทศได้ เราก็ขายชุดความคิดนี้ เอาเข้าจริง ถ้าเราขายได้ แม้ไม่ได้รับการเลือกตั้งมาก แต่ประชาชนบอกชุดความคิดนี้ดี เราก็มีความหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเอาชุดความคิดนี้ไปทำ แต่ดีที่สุดคือเลือกเราเข้าไปทำ

พรรคสร้างอนาคตไทยยืนยันว่าจะเสนอ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์คนเดียวที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ถ้าสมมติเราได้เสียงขั้นต่ำ 25 เสียงในสภา ผมก็ยืนยันในพรรคที่จะยกมือเสนอให้อาจารย์สมคิดเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้น ณ วันนี้มีหลายคนอยากมารวมกับพรรค นั่นคืออีกประเด็นนึง เดี๋ยวค่อยว่ากัน แต่ใจผมตอนนี้ก็คือเสนออาจารย์สมคิด อย่าลืมว่าอาจารย์สมคิดอยู่ในรัฐบาลทั้งของคุณทักษิณมาและก็ฝั่งของคุณประยุทธ์ ผมคิดว่าเอาเองว่าท่านเข้าใจความเป็นจริงของการเมืองแล้วว่าจริงๆ แล้วเป็นเบอร์สอง มันทำอะไรไม่ได้เท่ากับเป็นเบอร์หนึ่งหรอก

เรื่องรวมพรรคกำลังเป็นกระแสฮิต มีโอกาสไหมที่ 2 ส. ศิษย์เก่าไทยรักไทยอย่าง ส.สมคิด กับ ส.สุดารัตน์จับมือกันในพรรคใหม่

ตอนแรกก็มีก.ไก่นะ ก.ไก่ก็คุย เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน คุณหญิงสุดารัตน์เองทำพรรคมา 1-2 ปีได้รับความนิยมพอสมควรจากโพลนะครับ แต่พอลงไปดูกลไกต่างๆ บางทีมันก็ไม่ใช่ว่าพร้อมหมด มันก็เหมือนกับบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งสร้างเนื้อสร้างตัว พรรคการเมืองที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ให้มีส.ส.ครบลงเต็มพื้นที่ แล้วส.ส.เหล่านั้นเป็นคนที่เราคัดเลือกแล้วมีคุณภาพจริง เพื่อที่จะไปนำเสนอกับประชาชนไม่ใช่เรื่องง่าย

การรวมพรรคตรงนี้ก็มองว่าเป็น Synergy 1+1=3 หมายความว่าเราเอาจุดแข็งของแต่ละคนมารวมกัน และก็ขจัดจุดอ่อนของแต่ละคน ผมเชื่อว่ามีการคิดเรื่องนี้กันในหลายพรรค คุณกรณ์ จาติกวณิชกับคุณสุวัตร ลิปตพัลลภก็จับมือกันไปแล้ว เพราะว่าเราต้องสู้กับยักษ์ใหญ่ พลังประชารัฐไม่รู้จะยักษ์ใหญ่ไปอีกกี่วันนะ แต่ว่าเพื่อไทยก็ยักษ์ใหญ่ ก้าวไกลเขาก็กำลังเติบโต เราเป็นพรรคเล็กๆ แล้วเราไม่มีกำลังมันก็ยาก

ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคสร้างอนาคตไทยจะ ‘ก่อร่าง’ ได้แค่ไหน ในเมื่อยังต้องลงแข่งขันในสนามการเมืองที่จะมีกติกาจากรัฐธรรมนูญปี 60

เป็นพรรคการเมืองมันก็ต้องพร้อมสู้ทุกกติกา อันที่ผมติดใจไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญกับกฎหมายเท่าไหร่นะ เพราะเรายังไม่ได้มีอำนาจจะไปแก้ตรงนั้น แต่ผมติดใจเรื่องกกต.มากกว่าที่พรรคทุกพรรค นักการเมืองทุกคนมีสภาพเหมือนกับว่าขณะนี้เข้าสู่การเมืองตั้งแล้ว โอกาสในการหาเสียงมันน้อยลงไปเยอะ ทุกคนก็บอกว่าคุณก็ไม่ต้องไปแจกถุงยังชีพสิ สุดท้ายเราไม่แจกของก็ได้ แต่ไปงานแต่งงานขึ้นไปอวยพรก็บอกไม่ได้นะว่านายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย หาเสียงไม่ได้ ต้องพูดว่า “ผมปุ้ม จำหน้าผมไว้นะครับ” อะไรพวกนี้เหรอ

วันนี้เราไปงานศพ งานบุญให้ซองไม่ได้ ทำบุญร่วมไม่ได้ ประกาศชื่อก็ต้องประกาศนายสุรนันทน์ ตอนแรกจะถวายผ้าไตรไม่ได้ ตอนนี้ได้ แต่ซองหน้าผ้าไตรต้องไม่ใช่ของเรา และผ้าไตรไม่ใช่เงินเราต้องเป็นเจ้าภาพออก เราก็รู้สึกว่ามันจุกจิกไปไหม จริงๆ ถ้าแฟร์ที่สุด ผมเห็นด้วยว่าไปเริ่มวันที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง วันนี้มันไม่แฟร์ตรงที่รัฐมนตรี เลขารัฐมนตรี คนที่อยู่ในระบบราชการไปแจกของได้ ไปหาเสียงได้ เพราะเขาแจกในนามหน่วยงาน แต่ผมถามว่าพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณในฐานะรองนายกรัฐมนตรีกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แจกของโครงการประชารัฐร่วมใจหรืออะไรก็ตาม แบรนด์ดิ้งมันได้เปรียบนะ

พรรคสร้างอนาคตไทยคิดเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ อย่างไร

คิดครับ อาจารย์สมคิดก็ปราศรัยในวันเปิดตัว และผมเห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญถ้าไม่ได้มาจากประชาชน มันจะร่างเพื่ออำนาจตัวเอง อาจารย์สมคิดและพรรคเองมีแนวทางว่าถ้าเราเข้าไปจะผลักดันให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางการเมืองมันสร้างโอกาสที่เป็นธรรม คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน แต่คนเราต้องเท่าเทียมกันในโอกาสมากที่สุด

นอกจากข้อจำกัดเรื่องกติกาการทางการเมือง อย่างรัฐธรรมนูญปี 60 พรรคมองอย่างไรกับอำนาจ ส.ว. และการพัฒนาประเทศยังถูกครอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พรรคมองอย่างไรบ้าง

ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งเร็วที่สุด ทุกคนไปคิดว่าในที่สุดแล้ว ส.ว.ชุดนี้จะหมดสมัยในปี 2567 และก็มีกระบวนการเลือกตั้ง แต่จริงๆ ที่สำคัญกว่าก็คือ ผมมองว่าอำนาจส่วนส.ว. ควรจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบเหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 40 ไหม ไม่ใช่มีอำนาจเข้ามาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีด้วย ผมคิดว่าถ้ายังเป็น ส.ว.กึ่งแต่งตั้งหรือแต่งตั้ง หรือ ส.ว.ยังคงมีอำนาจพิเศษเหนือผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมือง มันไม่ใช่การคานและดุลอำนาจ แต่เป็นการประสานอำนาจระหว่างคนที่อำนาจมากกว่า

ส่วนแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ในฐานะเป็นข้าราชการเก่าสภาพัฒน์ฯ ด้วยความเคารพตอนหลังสภาพัฒน์ฯ ร่างแผน 5 ปีมันก็ล้าสมัยแล้วนะ เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนเร็วมาก แล้วแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีที่ร่างก่อนมีโรคระบาดนี่ยิ่งยุ่งใหญ่เลย ในหลายประเทศเขาอาจจะมี vision ได้แบบยูโทเปียก็คือ “โอ้ สังคมจะสวยหรู ประชาชนจะรักกัน เราจะเป็นสังคมมนุษย์ที่มีแต่ความสงบ” อันนั้นไม่ต้องเสียเงินร่างก็ได้ เดี๋ยวเราคุยกันก็เขียนได้ ภาษาสวยๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือยกเลิกมันซะ แล้วมาใช้ตัวที่มีกลไกที่มีความคล่องตัวสูงหน่อย เช่น แผนงบประมาณ 3 ปี แผนหมุนเวียน (rolling plan) เพราะมันจะปรับงบประมาณไปตามสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยน

พรรคสร้างอนาคตไทยวางเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้อย่างไรบ้าง

ต้องพูดว่าเร็วเกินไปที่จะประเมิน เราใหม่จริงๆ แต่หนึ่ง เราต้องสร้างความศรัทธา สอง เราต้องฝ่าดงเงิน เพราะเราไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นนะครับ การระดมทุนของเราก็เป็นไปตามปกติ  สาม เวลาเราน้อย ตอนที่ผมเป็นสตาฟตัวเล็กๆ อยู่ในพรรคไทยรักไทย เรามีเวลา 2 ปีนะตั้งแต่ปี 2542-2544 ที่จะใช้เวลาสร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องนโยบาย ตอนนี้ผมมาอยู่พรรคสร้างอนาคตไทยได้ 6 เดือน เพิ่ง 2-3 เดือนหลังที่เราตั้งไข่ได้ เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่าเราจะได้ 5 เสียง 10 เสียง 25 เสียง 50 เสียง เราคงบอกไม่ได้ แต่เป้าหมายเราวางไว้อยู่ที่ประมาณ 40-60 เสียง เราคิดว่าเราน่าจะมีโอกาส

MOST READ

Thai Politics

10 Aug 2021

‘อาสา คำภา’ จาก 2495 ถึงข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ เส้นทางอันผกผันของเครือข่ายในหลวง

101 สนทนากับ อาสา คำภา เจ้าของดุษฎีนิพนธ์ที่ศึกษาเกี่ยวกับเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ไทย ถึงความเปลี่ยนแปลงของสถาบันฯ และชนชั้นนำจากรัชกาลที่ 9 ถึงวันที่ประชาชนเรียกร้องการปฏิรูป

ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์

10 Aug 2021

Thai Politics

30 Apr 2021

พระราชอำนาจในระบอบประชาธิปไตย: ว่าด้วย ‘ความล่วงละเมิดมิได้’ ของพระมหากษัตริย์

อะไรคือความหมายที่แท้จริงของภาษิต ‘พระมหากษัตริย์กระทำผิดไม่ได้’ อติเทพ ไชยสิทธิ์ เขียนถึงหลักการ ‘ความล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์’ จากอังกฤษสู่ไทย

อติเทพ ไชยสิทธิ์

30 Apr 2021

Thai Politics

9 Jun 2021

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน: ว่าด้วยคำในป้ายหน้าค่ายทหาร

คอลัมน์ สารกันเบื่อ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง ชวนตั้งคำถามกับชุดคำ ‘เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน’ ที่สลักอยู่บนป้ายหินอ่อนที่ปรากฏอยู่ทุกหน้าค่ายทหารว่า กองทัพกำลังปกป้องอะไรอยู่กันแน่?

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

9 Jun 2021

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save