ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย, ธิติ มีแต้ม เรื่อง

ธิติ มีแต้ม ภาพ

 

ในนามของ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ เขาเป็นนักเขียนเรื่องธุรกิจที่มีลีลาแพรวพราวมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย รู้ลึก รู้จริง และเล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาด

แต่ในนามของ ‘สรกล อดุลยานนท์’ เขาเป็นทั้งนักข่าวเศรษฐกิจ คอลัมนิสต์การเมือง อดีตนักข่าวประชาชาติธุรกิจ บรรณาธิการบริหารมติชนรายวัน ผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชน และรองบรรณาธิการบริหารมติชนสุดสัปดาห์

ปัจจุบันเขาลาออกจากมติชนมา 5 ปีกว่า เขียนงานอิสระ และยังอ่านข่าวทุกวัน

ในฐานะคนข่าว สรกลสัมภาษณ์นักการเมืองมากมายมาตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่น่าสนใจคือเขาเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ ระดับฉกาจฉกรรจ์ ไม่ว่าจะหยิบอะไรมาเล่าก็ดูน่าสนใจไปหมด แม้แต่เกร็ดชีวิตนักการเมืองที่อยู่นอกข่าว

สรกลบอกว่า “การเมืองไทยเหมือนลิเก ในสังคมมหรสพนี้ทั้งนักการเมืองและประชาชนต่างเป็นผู้แสดงและผู้ชม” แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พูดถึงหลักการได้อย่างแม่นยำ

101 ชวนสรกลสนทนาว่าด้วยเรื่องการทำข่าว วิเคราะห์ทิศทางการเมืองไทย กะเทาะเปลือกนักการเมือง ข่าวลวง-ข่าวลือในสังคม และชวนมองหาประตูสู่ประชาธิปไตยว่ามีอยู่จริงไหม

 

ช่วงที่เป็นนักข่าวอยู่ประชาชาติธุรกิจ คุณมีวิธีลับคมเรื่องการเมืองอย่างไร

สมัยก่อน กอง บ.ก. ประชาชาติธุรกิจ จะอยู่ตึกคนละฝั่งกับมติชน ตอนนั้นผมมีอารมณ์คันเรื่องการเมืองอยู่ตลอดเวลา เพราะสนใจการเมืองมาตลอดตั้งแต่ ม.ปลาย จนถึงตอนเรียนธรรมศาสตร์ อ่านหนังสือพิมพ์ทั้งเล่ม ทุกเล่ม อ่านด้วยความชอบ ตอนที่เรียนจบผมรู้เรื่องการเมืองดีมาก ในระดับที่เอ่ยชื่อนักการเมือง รู้จัก วิเคราะห์พอได้

เวลามีประชุมข่าวตอนเย็น มติชนก็เปิดให้ไปนั่งฟัง ผมเข้าไปฟังข่าวการเมืองตลอด ตอนนั้นหนังสือพิมพ์มีบทบาทสูง ผมได้รู้ข่าวก่อนคนอื่น มีความสุขกับชีวิตมาก แล้วตอนนั้นมติชนเปิดพื้นที่ให้นักข่าวเขียนคอลัมน์ส่งได้ ซึ่งพี่เสถียร จันทิมาธร เป็นคนดู ผมติดใจคอลัมน์หน้า 3 มติชนมาก บทวิเคราะห์คมมาก ความสุขของผมคือการวิเคราะห์ข่าวในอากาศ ถ้าหน้า 3 วิเคราะห์ตรงกับผม เรารู้สึกว่าเราคมได้ที่เว้ย ใช้ได้

ครั้งหนึ่งจำได้ ผมเอาต้นฉบับไปวางไว้ที่โต๊ะตอนพี่เถียรกลับไปแล้ว พี่เถียรก็เห็นคอลัมน์ ก็คงเขียนพอใช้ได้ เขาก็จะเอาลง แต่ไม่รู้ว่าใครส่ง ก็เลยตั้งนามปากกาว่า ‘นิรนาม วเนจร’ เลยกลายเป็นนามปากกาหนึ่งของผม ก็เริ่มเขียนคอลัมน์ส่ง

หลังจากนั้นช่วงที่ผมเป็นบรรณาธิการบริหารมติชนรายวัน เป็นช่วงเวลาที่ผมมีโอกาสสัมผัสกับนักการเมืองเยอะมาก เคยสัมภาษณ์พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เจอตั้งแต่รุ่นพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ แล้วก็ไล่มาเรื่อย นายกรัฐมนตรีเจอมาเกือบหมด ที่ยังไม่เจอก็ยุครัฐประหาร เช่น พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

อิทธิพลของเสถียร จันทิมาธรส่งตรงมาถึงคุณได้อย่างไร  

พี่เถียรมีอยู่ 3 อย่างที่ผมชอบมาก

หนึ่ง เขาเอาสำนวนบู๊ลิ้มมาใช้ในการวิเคราะห์การเมือง ใช้ภาษาวรรณกรรม

สอง พี่เถียรสะสมข้อมูลดีมาก ก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ต เขาจะอ่านหนังสือพิมพ์แล้ววง พิมพ์เก็บ ฉะนั้นพี่เถียรจะมีแฟ้มข้อมูลวางเรียงเป็นสิบปี จำได้ว่าใครพูดอะไร ตรงไหนบ้าง แล้วก็หยิบมาโควท

สาม พี่เถียรมีมุมวิเคราะห์ที่เรานึกไม่ถึง คมคาย มีวิธีการทิ้งคำ เสียดสีโดยไม่หยาบคาย ไม่ตรงไปตรงมา ให้ตีความได้ แต่มีนัยยะ แบบนี้ที่ผมชอบ

ผมมีวิธีลับคมตัวเองอย่างหนึ่ง เช่น ถ้าเกิดเหตุการณ์อภิสิทธิ์ประกาศว่าไม่หนุนพลเอกประยุทธ์ ผมจะวิเคราะห์อยู่ในอากาศ ดูว่าพี่เถียรเขียนตรงกับเรามั้ย ก็เหมือนได้ชกชิงแชมป์โดยที่เขาไม่รู้ตัว ถ้าเกิดเราคิดไม่ตรง ก็นั่งดูต่อว่า พี่เถียรถูก หรือเราถูก

นอกนั้นผมก็มีคอลัมน์การเมืองเขียนในมติชนสุดสัปดาห์ ชื่อคอลัมน์ เอ็กซ์คลูซีฟ โดยสรกล อดุลยานนท์ เขียนหน้า 4 มติชนด้วย ใช้นามปากกาว่าวิหคเหินฟ้า แล้วก็มีคอลัมน์หน้า 2 เขียนสลับกันทุกคน เรื่องการเมือง ผมใช้ชื่อจริงเป็นส่วนใหญ่

 

จากเด็กที่ตามการเมืองมาตั้งแต่สมัย ม.ปลาย พอได้มาคลุกคลีนักการเมืองจริงๆ เหมือนหรือต่างจากสิ่งที่เราคิดไว้ยังไงบ้าง มีแง่มุม มีเหลี่ยมอะไรที่มากกว่าภาพที่เคยเห็นจากสื่อ

นักการเมืองในข่าวดูเล่ห์เหลี่ยมเยอะ ดูไม่ค่อยจริง แต่นักการเมืองในชีวิตจริงก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เหมือนดารา เขาก็มีมุมน่ารักที่เรานึกไม่ถึ

ผมจำเรื่องหนึ่งได้ดี แต่ไม่ได้เจอกับตัวเอง มีคนมาเล่าให้ฟังว่าคุณเสนาะ เทียนทอง ที่ใครๆ มองว่าเป็นไดโนเสาร์ เป็นคนรุ่นเก่า เป็นนักเลงโบราณ แต่วันที่ไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง ทุกคนเฮหมดเลย มีป๋าเหนาะคนเดียวที่นั่งเศร้าอยู่ คนก็ถามว่าป๋าเหนาะทำไมซึม ก็ชนะเลือกตั้งแล้ว ป๋าเหนาะบอกว่า ป๋าสงสารคนที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง นี่เป็นมุมที่เรานึกไม่ถึง ทำให้ผมเข้าใจว่าคนบางคนมีตำแหน่งใหญ่แค่ไหน แต่ไม่มีบารมี แต่บางคนตำแหน่งอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่มีบารมี เพราะมีความเป็นมนุษย์อยู่ เรื่องราวเหล่านี้มีอยู่เยอะมาก

 

คุณผ่านการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย พอมาถึงการเลือกครั้งปี 62 คุณมองว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ได้มั้ย มีเสน่ห์ มีความน่าสนใจยังไง

เยอะเลย การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่น คือ หนึ่ง เป็นการเลือกตั้งหลังรัฐประหารที่มีการสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจน คล้ายๆ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่เหมือนเหตุการณ์รัฐประหารปี 49 ซึ่งไม่มีการสืบทอดอำนาจผ่านพรรคการเมือง แต่คราวนี้ชัดเจนมาก

สอง มีการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ ซับซ้อนกว่าเดิม เช่น วิธีคิดเรื่อง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งก็รู้ว่ายุทธวิธีนี้เพื่ออะไร

สาม เป็นการเลือกตั้งที่มี ส.ว. 250 เสียง ได้สิทธิในการเลือกนายกฯ เทียบเท่ากับคน 50 ล้านคนที่ได้เลือก ส.ส. 500 คน

สี่ เรามีคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเลือกตั้งจำนวน 7-8 ล้านคน คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้รับรู้เรื่องราวในอดีต หรือประวัติศาสตร์การเมืองช่วงเวลาหนึ่ง

ห้า เป็นโลกยุคโซเชียลมีเดีย การเลือกตั้งครั้งนี้เห็นชัดเจนว่ามีการใช้สื่อพวกนี้มากกว่าเดิม การกระจายเรื่องราวต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว การตอบโต้ในครั้งนี้ค่อนข้างมีผลเยอะ

หก ปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นความแตกต่าง ช่วงประมาณสัก 10 กว่าปีที่ผ่านมา การเมืองคือขั้วของเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ ที่เหลือก็พรรคเล็กๆ แต่วันนี้มีอีกสองพรรคเกิดขึ้นคือพลังประชารัฐกับอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคอนาคตใหม่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนร่างรัฐธรรมนูญนึกไม่ถึง

 

ปรากฏการณ์แบบอนาคตใหม่ไม่เคยเกิดขึ้นในการเมืองไทย ?

เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งคือพรรคพลังธรรม ถ้าเทียบการตลาดคือเป็นสินค้าที่แตกต่าง อันนั้นแตกต่างในเรื่องที่เป็นคนดี ประหยัด ใช้ฝาเข่งโฆษณา อีกพรรคคือไทยรักไทย ที่เอากลยุทธ์การตลาดมาใช้ เอาเรื่องนโยบายมาขาย ส่วนพรรคอนาคตใหม่เหมือนพรรคนักกิจกรรม คุยกันด้วยภาษากิจกรรม แล้วก็เอามาใช้กับการเมือง

ปรากฏการณ์นี้ พรรคพลังธรรมเคยประสบความสำเร็จในกรุงเทพฯ แต่กระจายไปต่างจังหวัดไม่ได้ เพราะไม่สามารถเคลื่อนข้อมูลนี้ไปสู่คนต่างจังหวัดได้ แต่วันนี้อนาคตใหม่มีโซเชียลมีเดีย เลยเกิดกระแสคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคน 7-8 ล้านคน ซึ่งรสนิยมเขาแตกต่างกับคนรุ่นเก่ามาก

อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์เคยพูดเรื่องสองนคราประชาธิปไตย คือคนเมืองกับคนต่างจังหวัดที่มีความคิดแตกต่างกัน แต่วันนี้สองนคราใหม่ที่เกิดขึ้นคือสองนคราระหว่างวัย

สมัยก่อน ลูกหันไปถามพ่อว่าจะเลือกใครแล้วก็กาตามพ่อ แต่วันนี้ลูกมีพรรคของตัวเอง แล้วก็เริ่มส่งต่อกันในหมู่เด็กทั้งหลายว่าใครโน้มน้าวพ่อให้มาเลือกอนาคตใหม่ตามลูกได้บ้าง นี่เป็นกระแสที่เกิดใหม่ค่อนข้างเยอะ ผมไม่รู้เลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไง แต่เสียวว่าจะมีเซอร์ไพรส์ มีปรากฏการณ์ที่นึกไม่ถึง

อนาคตใหม่ไม่ใช้ระบบหัวคะแนน ถ้าถามคุณธนาธรว่า คิดว่าเขตไหนจะได้บ้าง เขาตอบไม่ได้ ระบบของพรรคการเมืองทั่วไปจะมีหัวคะแนน ประเมินได้เลยว่าจะได้เท่าไหร่ มีโอกาสชนะไหม คุณธนาธรไม่มี ใช้วิธีการบายพาสอย่างเดียวเลยคือใช้โซเชียลมีเดียตรงเข้าไป

ล่าสุดใช้วิธีการแบบแชร์ลูกโซ่ ออกคลิปมาว่าคนหนึ่งคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แล้วก็ชวนคนอีกสิบคน ถ้าชวนได้อีกสิบคนก็เพิ่มไปเรื่อยๆ ก็คือชวนให้ทุกคนทำหน้าที่หัวคะแนน นี่คือการ direct นี่คือโลกยุคใหม่ที่มีการบายพาส ไม่ต้องผ่านกลไกปกติ ซึ่งสำเร็จไม่สำเร็จเดี๋ยว 24 นี้รู้กัน

 

การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ สะท้อนอะไรในสังคมไทย

คนเบื่อการเมืองแบบเก่า แต่ผมเชื่อว่าอนาคตใหม่คงไม่ได้ที่หนึ่งหรอก ถ้าได้เกิน 50 ที่นั่งถือว่าเก่งมากนะ ผมถือว่าชนะแล้ว ได้เสียงกว่าที่คาดคิด แต่ถ้าทะลุไปกว่านั้นก็เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ ถ้าทะลุไปถึง 80-100 ที่นั่ง สมการการเมืองเปลี่ยนหมดเลย เพราะมีตัวแปรใหญ่เกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญคือ เด็กกลุ่ม 7 ล้านคนยังไม่มีแบรนด์อยู่ในใจว่าจะเลือกพรรคไหน พอคุณธนาธรออกมาแล้วมีวิญญาณขบถอยู่ในตัว ซึ่งเด็กรุ่นใหม่เป็นวัยที่มีความขบถอยู่ในใจ ไม่ค่อยเชื่อผู้ใหญ่ เขาอยากพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วพอมีใครที่มาบอกว่าระบบมันเก่า มันไม่ดี ด้วยลีลาของคุณธนาธร ด้วยบุคลิก ก็โดนกับคนกลุ่มนี้ ฉะนั้นข้อหาต่างๆ ที่พยายามบอกว่าธนาธรล้มเจ้า ดูถูกยิ้มสยาม เป็นพวกทักษิณ ไม่เอาศาสนา แทบจะไม่มีผลกับคนรุ่นใหม่เลย

ฐานคนรุ่นใหม่ 7 ล้านคน สมมติว่าไปเลือกตั้ง 5 ล้านคน ผมคิดว่าเป็นของอนาคตใหม่ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ก็คือได้ ส.ส. 30 ที่นั่ง ยังมีกระเพื่อมอื่นๆ อีก เท่าที่ผมเห็นก็คือคนมีอายุที่ชอบการเมืองก็พลิกกันมาเยอะ ผมว่าเสียงเพื่อไทยกับเสียงประชาธิปัตย์เทมาอนาคตใหม่บ้างบางส่วน แต่ไม่รู้จริงรึเปล่านะ กระแสมา แต่เสียงอาจจะไม่มาก็ได้

 

ถ้าฝั่งประชาธิปไตยได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน แล้วคุณธนาธรเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีจะเป็นอย่างไร

รัฐบาลนั้นก็เหนื่อยหน่อย คุณธนาธรเป็นนักการเมืองที่อ่านง่ายที่สุดว่าเขาจะเลือกอะไร ตัดสินใจอะไร คิดแล้วพูดได้เลย เหมือนที่เขาบอกว่าบทสัมภาษณ์เก่าสิบปี ก็เหมือนบทสัมภาษณ์วันนี้ เพราะเขาคิดอย่างนั้นตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่รู้นะ เพราะระบบกลืนกินได้ทุกอย่าง

ตอนที่คุณอภิสิทธิ์เป็นอาจารย์ ผ่านพฤษภาทมิฬ พอเข้ามาประชาธิปัตย์ พรรคก็ทำคนให้เปลี่ยนไปได้อย่างมาก ใครที่เดินเข้าไปประชาธิปัตย์ เปลี่ยนเป็นประชาธิปัตย์เลย อาจจะคงบางสิ่งบางอย่างอยู่ แต่กลืนวิธีการพูด วิธีการเสียดสี  บางคนที่เข้าเพื่อไทย เคยเป็นคนชัดเจน ก็ถูกระบบและวิธีการในพรรคกลืนได้

ถ้าคุณธนาธรไปถึงขั้นร่วมรัฐบาล อาจมีเรื่องที่ไม่ยอม และบางเรื่องที่ประนีประนอมได้ สิ่งหนึ่งที่คุณธนาธรเหนือชั้นกว่านักการเมืองหลายคน คือเขาผ่านการบริหารมาตั้งแต่เด็กๆ หลังจากพ่อเสีย ฟันฝ่าปัญหา เป็นมนุษย์หน้างานพอสมควร เขาเคยเจรจาธุรกิจเป็นหมื่นล้าน คนอาจจะยังไม่เห็นทักษะเจรจาต่อรองของเขา ตอนนี้เห็นแต่หมัดฮุคแบบไมค์ ไทสัน ไม่มีหมัดแย้บ พอเข้าไปในสภาอาจจะมีอะไรบางอย่าง

 

ตัวตนของคุณอภิสิทธิ์ตั้งแต่เข้ามาในสนามการเมือง มาจนถึงวันที่พูดว่าไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ เป็นเรื่องปกติหรือน่าเซอร์ไพรส์

ไม่เซอร์ไพรส์ ตอนที่เขาออกมาบอกว่าไม่ร่วมกับเพื่อไทย ก็ดึงคะแนนจากพลังประชารัฐมา ซึ่งตอนนั้นคุณอภิสิทธิ์ใส่พลเอกประยุทธ์หนักเลย แต่ฐานเสียงบางส่วนคิดว่าเดี๋ยวก็ไปหนุนพลเอกประยุทธ์ คิดว่ายังไงก็ต้องไปหนุนพลเอกประยุทธ์ การปิดประตูนั้นก็ทำให้อภิสิทธิ์โดดขึ้นมา

ช่วงที่ผ่านมาอภิสิทธิ์เป็นแค่ ‘กั๊ก’ ไม่ใช่ ‘ก๊ก’ คนจะมองอยู่สองขั้วคือเพื่อไทยกับพลังประชารัฐ แต่พออภิสิทธิ์ปิดประตู ไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ อภิสิทธิ์กลายเป็น 1 ก๊กทันที มีบารมี

เขาสร้างตัวเองขึ้นมาจุดนี้ เพื่อทำให้รู้สึกว่า ผมไม่ได้เป็นคนกระโดดเข้าร่วมรัฐบาล แต่ผมจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล คุณต่างหากที่เข้ามา คนก็เชื่อว่าประชาธิปัตย์จะได้คะแนนมากกว่าพลังประชารัฐ ถ้าประชาธิปัตย์ได้ที่ 2 และได้เกิน 100 ที่นั่ง อภิสิทธิ์ก็ไม่ต้องลาออก เพราะเขาบอกว่าถ้าได้ต่ำกว่า 100 ที่นั่ง เขาจะลาออก เขาก็มีความชอบธรรมในการดึงพรรคอื่นๆ และเจรจากับพลังประชารัฐ ซึ่งหวาดกลัวเพื่อไทยบวกกับอนาคตใหม่มากกว่า สุดท้ายอภิสิทธิ์อาจจะประสบความสำเร็จด้วยแผนนี้ก็ได้

 

การเดินเกมนี้โอกาสที่คุณอภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกฯ ยังมีอยู่มั้ย ถ้าครั้งหนึ่งในปี 2552 คุณอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ จากการดีลกันในค่ายทหาร

หลายครั้งที่เห็นชัดว่า พอถึงจุดนึง คุณอภิสิทธิ์เน้นเป้าหมายมากกว่าวิธีการ ถ้าไล่ย้อนกลับไป ตอนช่วงที่คุณอภิสิทธิ์เป็นโฆษกรัฐบาลครั้งแรกในรัฐบาลชวน หลีกภัย ตอนนั้นอุดมการณ์ประชาธิปไตยของเขาชัดเจนมาก แค่คุณชวนดึงชาติพัฒนาเข้าไปเสียบ คุณอภิสิทธิ์เองก็ค้านไม่เห็นด้วย แล้วพูดว่าถ้าเป็นเขา เลือกยุบสภาดีกว่า คุณชวนก็บอกว่าให้ไปถามพ่อคุณดู ซึ่งคือนายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมไม่รู้ว่าเขาคุยกันก่อนรึเปล่า แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบ

หรือตอนรัฐบาลชวน 2 คุณชวนดึงกลุ่มคุณวัฒนา อัศวเหม จากพรรคประชากรไทยเข้าร่วมรัฐบาลซึ่งไม่ถูกต้องในกติกาประชาธิปไตย คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ค้าน และวันที่ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร คุณอภิสิทธิ์ก็สร้างงูเห่ากลุ่มเนวินของเขาขึ้นมา

วันหนึ่งประชาธิปัตย์เคยพูดเรื่องพลตรีจำลอง ศรีเมือง ที่เป็นแกนนำม็อบในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เขาใช้แคมเปญสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งว่า เรายึดมั่นอุดมการณ์รัฐสภา ใช้รูปปรีดีกับอาจารย์ป๋วย มีคำพูดของปรีดีว่า จะเลือกอนาธิปไตยหรือประชาธิปไตย คือผลักพลตรีจำลองเป็นอนาธิปไตย ประชาธิปัตย์เป็นนักประชาธิปไตยเล่นการเมืองในรัฐสภา

ประชาธิปัตย์ปฏิเสธม็อบ แต่วันนึงคุณอภิสิทธิ์ก็ขึ้นเวที กปปส. เป่านกหวีด ชัตดาวน์กรุงเทพ แล้วแตกต่างยังไงจากพลตรีจำลอง สุดท้ายก็ใช้วาทศิลป์กลบเรื่องต่างๆ ลงไป ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ดีๆ เขาก็พลิกไปตามเป้าหมายที่ต้องการ

 

ถึงจะได้ขึ้นเป็นนายกฯ ด้วยวิธีการที่ไม่สง่างามเขาก็โอเค ?

ที่คุณอภิสิทธิ์พูดว่า “หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ” นัยยะที่ผมตีความเอง ผมเชื่อว่ามาจากหลายเหตุการณ์ที่เขาต้องยอมผู้ใหญ่ อย่างตอนที่ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เขาก็อยากได้แบบที่ดีกว่านั้น อยากได้แบบใสสะอาด แต่การตัดสินใจเป็นของคุณ แม้จะมีแรงกดดันยังไง คุณตัดสินใจที่จะไม่เอาก็ได้ แต่สุดท้ายคุณเอา ก็ต้องมีรายจ่ายทางการเมือง เพราะเลือกเอาแบบนั้นไปแล้ว ฉะนั้นวันนี้ถ้าเขาขึ้นเป็นนายกฯ อีกครั้ง ก็ดึงพลังประชารัฐมาร่วมได้

หลายคนบอกว่านี่ก็คือการสืบทอด แต่ผมว่าบางเบาไปนิดนึง เพราะเป็นแค่พรรค ไม่ใช่พลเอกประยุทธ์ ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่คนรับได้อยู่เหมือนกัน

 

ขยับมาดูอีกพรรค คุณมองอย่างไรกับกระแสเข้าคูหากาแม่ยาย ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณหญิงสุดารัตน์ใกล้แค่ไหน

คุณหญิงสุดารัตน์มาพร้อมๆ คุณอภิสิทธิ์ สมัยนั้นเป็นซูเปอร์สตาร์ทั้งคู่ คุณหญิงสุดารัตน์อยู่พรรคพลังธรรม จินนี่ที่ว่าสวยๆ ตอนนั้นคุณหญิงสุดารัตน์สวยกว่า

ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมเธอสามารถคุมนักการเมืองผู้ชายที่มีฤทธิ์มีเดชกลุ่มนั้นได้ คนยอมรับเยอะจังเลย พอมารู้ ประวัติไม่ธรรมดา พ่อฝึกเขามาเหมือนผู้ชาย

วาทศิลป์สุดารัตน์อาจจะสู้อภิสิทธิ์ไม่ได้ แต่เขาก็มีเขี้ยวคมการโต้ตอบแบบนักการเมืองมายาวนาน มีภาษาร่างกายที่เวลาเจอชาวบ้านดีกว่าคุณชัชชาติและคุณธนาธร เป็น ส.ส. มานาน เวลาไปหาเสียงตามต่างจังหวัดดีมาก คุณชัชชาติยังบอกเลยว่า เขาดังเฉพาะในกรุงเทพฯ ในโซเชียลมีเดีย แต่ต่างจังหวัดยังมีคนไม่รู้จักชัชชาติ

 

อะไรคือความท้าทายของคุณหญิงสุดารัตน์ในการที่จะขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

พูดกันตามตรง ทุกคนก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ถ้าเขากดปุ่มมาก็ต้องตามนั้น การมีแคนดิเดตสามคนก็ดีอย่าง ต่างคนต่างเจาะกลุ่มกันไป แต่ถึงวันนี้ไม่น่าจะพลิกนะ สมมติเขาตั้งรัฐบาลได้ คุณหญิงสุดารัตน์ก็น่าจะขึ้นเป็นนายกฯ แล้วบารมีจะเกิด ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเยอะ ตอนนี้ในฐานะหัวหน้าทีมก็ระดับหนึ่ง ข้างในคงมีขัดแย้งบ้างธรรมดา แต่ถ้าเป็นนายกฯ เมื่อไหร่ อำนาจจะเต็มมากเลย

 

ช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าสื่อใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนทำลายหลายอย่าง คุณทำสื่อมานาน อะไรทำให้คุณรู้สึกว่าต้องอยู่กับข้อเท็จจริง ทำยังไงถึงรักษาตัวตนไว้ได้

เวลาเขียน ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ แต่หนักหรือเบาอยู่ที่การพิจารณาว่าควรจะแสดงจุดยืนเรื่องนี้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ต้องเลี้ยงตัวอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เคยผิดไปจากจุดยืนของตัวเอง อย่างตอนช่วงรัฐประหารมา เราก็รู้อยู่ว่าบรรยากาศเป็นยังไง จะโดนกดดันยังไงบ้าง

สื่อก็รู้อยู่แล้วว่าคนตายพูดไม่ได้ สิ่งสำคัญคืออย่าตาย เราเป็นเมล็ดพันธุ์  ฝังตัวในดินรอวันเติบโต ต้องเลี้ยงตัวอยู่ในภาวการณ์แบบนั้น เพียงแต่ว่าเลี้ยงตัวแบบไหน เรามีเรื่องเขียนตั้งเยอะแยะ ไม่เขียนเรื่องนี้ก็ได้วะ เขียนเรื่องอื่นก็ได้ หรือถ้าอยากแสดงความคิดเห็นก็บิดคำนิดนึงให้คิดต่อ ไม่แรง เขียนให้ชัด เตะไม่ถึง แต่พอบรรยากาศเสรีเมื่อไหร่ ก็ตรงได้

มนุษย์ทุกคนชัดเจนว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ ไม่ใช่ว่าพอไม่ชอบแล้วทุกอย่างต้องเลวร้าย ทุกคนมีแง่ดี อันนี้อาจจะเอาวิธีคิดแบบหนุ่มเมืองจันท์มาใช้หน่อย อย่างคุณอภิสิทธิ์ ผมก็มองมุมดีหลายอย่างของเขา ผมเชื่อว่าตัวตนของเขาเมื่อก่อนพฤษภาฯ 35 เขาเหมือนคุณธนาธร แต่เป็นธนาธรที่ไม่แข็งกร้าวเท่าธนาธรวันนี้ แต่ก็คล้ายๆ กัน

ผมรู้สึกว่าเวลาอภิสิทธิ์มองธนาธรเหมือนเห็นตัวเอง ไม่รู้ว่าเขาคิดรึเปล่า แต่เขาคงเสียดายเหมือนกันว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาทำไมไม่เป็นอย่างนี้ เพราะแบบนี้เท่กว่าในมุมของเขา คนเราเวลาตัดสินใจ มันมีรายจ่าย บางทีเราก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้เท่าไหร่ แต่เราต้องทำเพราะอะไร ก็มีเหตุผลของมันอยู่

ผมเชื่อว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีทางดีใจหรอกที่ได้แต่งตั้งเป็นนายกฯ ในค่ายทหาร เขามาจากสังคมตะวันตกที่มีประชาธิปไตยจ๋าขนาดนั้น

เขามีจุดยืน เขาไม่มีทางชื่นชอบที่ได้เป็นนายกฯ เพราะกองทัพ แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ล่ะ ด้วยเหตุผลว่าเพื่อประเทศชาติหรืออยากเป็นจนหรี่ตาให้กับหลักการประชาธิปไตย แต่เขาคงไม่ได้มีความสุข

แม้แต่ตอนปราบปี 2553 ผมก็เชื่อว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้มีความสุข ที่เขาเคยเล่าว่า กระสุนดังนัดแรก เขาร้องไห้ เขาไม่อยากเป็นนายกฯ ที่มือเปื้อนเลือด แต่เขาไม่ได้ยับยั้ง หลังจากกระสุนครั้งที่หนึ่ง สอง สาม เขายังปล่อยไปเรื่อยๆ อันนี้คือสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบ ซึ่งเขาสามารถหยุดได้ ถ้าบอกว่าจำนำข้าวคุณยิ่งลักษณ์ไม่ระงับยับยั้งหลังจากเกิดเหตุ อันนี้ก็ไม่ระงับยับยั้งเช่นกัน

 

ช่วงที่ผ่านมาสื่อมีการพาดหัวข่าวชวนเข้าใจผิด หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะข่าวการเมือง คุณมองประเด็นนี้อย่างไร

เราพูดว่าบิดเบือน เพราะเราไม่ชอบ ถ้าเราเห็นด้วยกับฝั่งนั้น เราจะไม่เรียกว่าบิดเบือน ผมเห็นคนกลุ่มพันธมิตรหรือ กปปส. ก็ไม่เห็นมีใครมองว่าสื่อที่เชียร์เขาบิดเบือนเท่าไหร่ คนกลุ่มนั้นก็ไม่ใช่คนโง่นะ แต่เพราะเขาเห็นด้วยกับสิ่งเหล่านั้นต่างหาก แม้แต่สื่อค่ายอื่นๆ ที่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงก็ไม่รู้สึกว่าเขาบิดเบือนเวลาเขียนถึงฝ่ายอื่นในด้านลบ

อย่างเรื่องอ่านแค่พาดหัว ก็ยากนะที่จะไปบอกเขาว่าคุณอ่านไม่ครบ ก็อยู่ที่คนรับสาร ถ้าคุณไม่ชอบใคร คุณก็จะปิดตาเลย ไม่อยากฟังคำชี้แจง เพราะเราตั้งใจทำลาย อย่างคนที่ไม่ชอบบิ๊กตู่ พอบิ๊กตู่พูดอะไรบางอย่างซึ่งดูไม่ดี แต่อาจไม่ใช่ขนาดนั้นนะ พอเห็นคุณก็แชร์ ต่อให้มารู้ความจริงทีหลัง คุณก็ไม่แชร์ความจริงนั้น เพราะต้องการทำลายอีกฝั่ง

 

คุณคิดว่า fake news มีอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้แค่ไหน

สิ่งที่แตกต่างคือ เด็กรุ่นใหม่ค้นข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่เชื่อเลยทันที เด็กไปไกลกว่าที่เราคิดเยอะแล้ว ผมไม่เห็นมีเด็กคนไหนจะเชื่อเร็วเลย เพราะเขาอยู่กับข้อมูลที่หลากหลายมายาวนาน ที่สำคัญคือเขาสื่อสารกับเพื่อนฝูง ถ้าเพื่อนบอกว่าไม่ใช่ว่ะ จะเริ่มมีการถกเถียง

 

อย่างในยุคสื่อกระดาษ มีการใช้ IO เหมือนยุคโซเชียลมีเดียมั้ย

ยุคก่อนใช้ใบปลิว หรือไม่ก็ส่งเอกสารมาที่หนังสือพิมพ์ ข้อมูลจริงเท็จก็ไม่รู้ แล้วแต่ อาจสร้างหลักฐานขึ้นมาหรืออาจจะเป็นของจริงก็ได้ แต่ใช้วิธีการแบบนี้ทำลายคนอื่น ซึ่งจับที่มาไม่ได้ แต่เทียบกับตอนนี้ไม่ได้เลย ยุคนี้จัดเต็มทุกทิศทุกทาง คิดดูนะ คุณทักษิณโดนโจมตี 100 เรื่อง มี 30 เรื่องเป็น fake news ที่สร้างขึ้นมา สมัยก่อนโต้ตอบยาก ไม่เหมือนสมัยนี้โต้ตอบได้ทันที คุณทักษิณก็เจอเรื่องนี้มาเยอะ โต้ตอบไม่ทัน เจอไปแล้วก็เอาไม่อยู่ คุณอภิสิทธิ์ก็เหมือนกัน

 

ในฐานะสื่อมวลชน วันที่เลือกตั้งเสร็จแล้ว คุณอยากจะสัมภาษณ์ใคร

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ตอบทันที) ถ้าผมสัมภาษณ์คงไม่ถามเฉพาะเรื่องวันนี้ แต่จะถามตั้งแต่วันที่ตัดสินใจทำรัฐประหาร และทำไมถึงสืบทอด ผมมองว่าเวลาเปลี่ยน วันแรกเขาไม่คิดจะอยู่นานนะ คิดจะอยู่ปีเดียวแล้วเลือกตั้ง ตอนที่แต่งเพลง “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” ตั้งใจอย่างนั้นจริง แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ พัดพาคุณมาถึงขนาดที่จะลงเลือกตั้งต่อ อาจเพราะเขารู้สึกว่าปัญหาแก้ไม่จบ หรือเป็นเพราะคนรอบข้าง

ผมเห็นผู้นำทุกคน คนรอบข้างสำคัญมาก คุณทักษิณตอนขึ้นมาเป็นนายกฯ คนรอบข้างเป็นคนนึง พอผ่านไปสามปี หันไปอีกทีคนรอบข้างเดิมไปอยู่ข้างหลังแล้ว มีใครไม่รู้มาเสียบ ในกรณีพลเอกประยุทธ์ คนรอบข้างอาจบอกว่าท่านต้องอยู่เพราะนั่นนี่ แบบนี้ทำให้ตัวเราลอยขึ้นเรื่อยๆ

ตลอดเวลาที่ประชุม ครม. มาเกือบ 5 ปี พลเอกประยุทธ์เชื่อว่าเศรษฐกิจดี เพราะคนที่รายงานตัวเลขใน ครม. บอก แต่พอวันนึงประกาศให้มีการเลือกตั้ง พลเอกประยุทธ์ต้องเดินไปตามตลาด แล้วเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย แม่ค้าบ่นว่ะ แต่ที่ผ่านมาเขาเคยได้ยินแต่ในที่ประชุม ไม่ได้ยินเสียงชาวบ้าน คุณอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เศรษฐกิจดีมาตลอด คุณเชื่อมั้ยล่ะว่าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีเสียงที่ขึ้นมาถึงหูเขา ไม่ถึงสื่อ กระแสไม่ไป หรือสื่อนำเสนอแค่วันเดียวแล้วก็หายไป

แม้แต่สุเทพซึ่งเชียร์บิ๊กตู่ตลอด พอได้เดินไปสัมผัสยังยอมรับว่าเศรษฐกิจไม่ดี แล้วใครจะคิดว่าช่วงเวลา 5 ปีที่เขาฟังมา กับ 3 เดือนที่ผ่านไปจะแตกต่างกัน ความจริงไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่คุณไม่ได้สัมผัส นี่คือบทเรียนที่เขาต้องรู้

ถ้าพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกครั้งหนึ่ง มี ส.ส. ไม่มีมาตรา 44 แล้วเขาจะรู้ว่าหนักหนาสาหัสกว่าที่คิดเยอะ กติการัฐธรรมนูญที่สร้างไว้มากมายจะทำให้คุณบริหารประเทศลำบากมาก

 

พลเอกประยุทธ์อยากเป็นนายกฯ เองจริงๆ เหรอ ?

วันที่ตัดสินใจรัฐประหาร เขารู้แล้วว่าต้องเป็นนายกฯ เพราะมีบทเรียนจากพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เขาคิดว่าคงอยู่เป็นนายกฯ ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วปล่อยให้เลือกตั้ง หลังจากจัดการพรรคเพื่อไทยเรื่องจำนำข้าวได้แล้ว เอายิ่งลักษณ์ให้หลุดไปได้แล้ว คิดว่าแค่นั้นคงทำให้เพื่อไทยแย่ลง แต่เขาคงลืมไปว่าสมัยทักษิณก็โดนแบบนั้น แล้วสุดท้ายเพื่อไทยก็กลับมา

หลังรัฐประหาร ตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ โดนตีตกไปในสภาฯ ผมเชื่อว่า ณ เวลานั้นเขารู้แล้วว่า ถ้ารัฐธรรมนูญนั้นออกไป เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ถล่มหนักแน่ จะเสียของ เขาไม่มีกลไกเรื่องการลงประชามติที่ดีพอ เลยขยับเวลาให้คุณมีชัยร่างใหม่ สร้างกลไกควบคุมการลงประชามติ ช่วงนั้นคุณถึงไม่มีสิทธิ์พูดอะไรเลย เพราะเขาสร้างกลไกมาเรียบร้อยแล้ว

ทหารชุดนี้ฉลาดนะ กระแสข่าวหลายครั้งที่เขาเริ่มแย่ เขาถอยหรือกลับหลังหันได้อย่างรวดเร็ว ยังคุยกันในแวดวงว่าฉลาดว่ะ คือถ้าไปต่อ มีสิทธิ์โดนนะ เขาถอยได้หลายเรื่อง

 

ทำไมการเมืองไทยที่เราเห็น ถึงไม่ค่อยเห็นความเป็นตัวเองของนักการเมืองที่คิดอะไรแล้วก็พูดได้

ถ้าพูดตรงกับใจตอนนี้มีคนเดียวคือคุณธนาธร เพราะยังไม่ได้เข้าไปสู่สภา นอกนั้นผมก็เห็นทุกคนมีลูกพลิ้วทางการเมือง สังคมไทยกลายเป็นสังคมลิเก คือฟันดาบสวนกันไปมา แทงเข้าซอกรักแร้ แต่สมมติว่าแทงถูกต้องแล้ว

สังเกตมั้ยว่า ทุกคนจะมีลีลาทางการเมืองตลอด พลเอกประยุทธ์บอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทยบอกว่าทักษิณไม่เกี่ยวข้องด้วย ไทยรักษาชาติบอกว่าไม่ใช่พรรคที่แยกมาจากเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ก็มีศิลปะการใช้คำของเขา ภูมิใจไทยบอกว่าเนวินไม่เกี่ยวข้อง ก็คือลิเกการเมือง รู้ๆ กันอยู่

 

ถ้าย้อนกลับไปในอดีต ก็เป็นแบบนี้มาเสมอ ทั้งๆ ที่ไม่ต้องเป็นแบบนี้ก็ได้ ?

ยุคนี้เริ่มมีโอกาส คุณธนาธรเป็น case study ที่น่าสนใจ ว่าบุคลิกแบบนี้จะคงอยู่ทางการเมืองได้หรือไม่ พลตรีจำลอง ศรีเมืองกับคุณธนาธรคล้ายกัน คือชัดเจน ซึ่งจำลองอยู่ได้พักนึง ก็รู้ว่าแบบนี้ไม่รอด

ถ้าวันนึงบุคลิกแบบธนาธรที่มีอุดมการณ์ ชน ชัดเจน พูดในสิ่งที่คิด แต่พอวันนึงเขารู้แล้วว่าเรื่องที่เขาอยากทำมากๆ เช่น การทลายทุนผูกขาด ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ขนาดนั้น เขาจะมุ่งมั่นทำต่อหรือถอย ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป เวลาและอำนาจจะพิสูจน์คน

 

คุณคิดว่าบุคลิกของคุณธนาธรจะอยู่รอดมั้ยในสังคมไทย

น่าสนใจมากนะ บุคลิกของคนไม่ได้กล่อมเกลามาแค่เรื่องการเมือง แต่เขามีอะไรหลายๆ อย่างที่ผูกติดเขามา เช่น คุณอภิสิทธิ์เพื่อนน้อย เพราะเขารักครอบครัว กลับไปบ้าน ดูแลลูกอย่างดี สำหรับคนที่เป็น family man คุณอภิสิทธิ์ดีมาก แต่สังคมการเมืองที่ต้องการคนไปนั่งคุยกันตอนดึกๆ ก็อาจจะไม่ได้ เขาได้อย่างเสียอย่าง

คุณธนาธรมีสิ่งหนึ่งที่ผมว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายกลัว คือเขาเป็นนักผจญภัย เป็นคนที่ชอบไปยืนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย ชอบท้าทายตัวเอง ภารกิจที่ไม่สมบูรณ์ของเขาคือการพายเรือคายัคตัดอ่าวไทย เขาเคยไปปีนเขาที่ยากๆ เขาใช้ชีวิตแบบนี้ กล้าเสี่ยง กล้าชน ซึ่งบุคลิกนี้หายจากการเมืองไทย แทบจะไม่เคยเห็นเท่าไหร่

ตอบยาก ถ้ามองในโลกเก่า ก็คงเป็นไปไม่ได้หรอก แต่โลกทุกวันนี้มีเรื่องทางธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ disrupt สิ่งอื่นตลอด ผมก็ไม่รู้ว่าจะ disrupt รึเปล่า หรือตัวเองอาจจะโดนทำลายล้างก็ได้

 

ถ้าชวนคุณเปลี่ยนมุมมองไปยืนอยู่หลังกลุ่มทุนผูกขาด แล้วมองเห็นคุณธนาธรพุ่งเข้ามา คุณมองว่าทุนใหญ่ทั้งหลายจะรับมือยังไง

ทุนใหญ่ของเมืองไทย ใหญ่จนขนาดที่ว่าสามารถกระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศได้แล้ว ถ้าเขาจะโดนจริงๆ เขาก็สู้ระดับหนึ่ง แต่พอถึงจุดหนึ่ง เขาก็ถอยได้ เขามีเยอะแล้ว ก็ไปต่างประเทศ หรือหั่นบางอย่างด้วยกระบวนการทางกฎหมายก็ได้

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าทุนผูกขาดใหญ่ขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลชุดนี้ มาจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก คิดดูนะ กลุ่มใหญ่ๆ ทั้งหมดได้ดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เกิน 3% แต่คนทั่วไปจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณ 7-9% ห่างกันเกือบสามเท่าตัว กลุ่มทุนใหญ่กู้เต็มวงเงินแบงค์ แค่คุณเอาเงินนี้ไปซื้อที่ดินก็กำไรแล้ว เพราะราคาที่ดินพุ่งเกิน 3% ไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย คุณสามารถเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนแข่งกับรายย่อย ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ากันขนาดนี้ เรียบร้อย

อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแบงค์พาณิชย์ที่ปล่อยกู้กับแบงค์รายใหญ่ มีความเสี่ยงน้อย เขามั่นใจว่าได้ดอกเบี้ยคืน แต่ปล่อยกู้ SME หนี้เสียเยอะ

 

ดูเหมือนว่าการจะเปลี่ยนแปลงระบบหลายๆ อย่างในไทยยังเป็นเรื่องยากอยู่ คุณมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นประตูพาเราไปสู่อะไรได้บ้าง

ไปสู่อะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ) เรื่องทลายทุนผูกขาดอาจจะยังพักไว้ คงไม่ใช่ลำดับแรก ผมว่าเรื่องทหารมากกว่า กับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กับรัฐธรรมนูญที่ควรแก้ สิ่งเหล่านี้ควรทำยังไง

รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเดดล็อกที่น่ากลัว เพราะต้องใช้การทำลายล้างถึงจะแก้รัฐธรรมนูญได้ ไม่ใช่การใช้กลไกรัฐสภาปกติ เพราะคุณสร้างเงื่อนไขแบบมโหฬารเลย ต้องใช้เสียงจาก ส.ว. อีกเท่าไหร่ แต่ถ้าสังคมจะเอาให้ได้ ก็ต้องหาวิธีการที่พาเราไป สังคมไทยเป็นสังคมนอกระบบแบบนี้เสมอ จะหารูจนได้

รัฐธรรมนูญนี้สุดๆ จริงๆ ตอนเขียนคนร่างคงจินตนาการแบบนึง เขาจินตนาการด้วยความกลัวและเกลียดมากเกินไป ความกลัวและความเกลียดทำให้เขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้ขึ้นมา มีความเชื่อว่า คสช. เป็นคนดี อีกฝั่งนึงเป็นคนไม่ดี ต้องมีการควบคุมไว้

ตอนที่คุณมีชัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ผมก็คิดว่าเขาไม่เชื่อว่าพลเอกประยุทธ์จะลงเลือกตั้ง พอไม่คิด ก็จะสร้างกลไกที่คุมผ่านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คุมผ่านวุฒิสมาชิก ซึ่งเป็นรูปแบบของพลเอกเปรมสมัยก่อน คือคุมให้ไม่กระเพื่อมไปจากช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่พอพลเอกประยุทธ์เข้ามาลงเลือกตั้ง คราวนี้กลายเป็นเอาเปรียบเลย ใครทุกคนก็เห็นว่าเอาเปรียบมาก ถ้าพลเอกประยุทธ์ไม่อยู่ในตุ๊กตาของความเป็นนายกฯ แต่อยู่ในตำแหน่งอื่น อาจจะเบาลง

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยังมีชื่อคุณอุตตมเป็นกรรมการอยู่เลย แล้วก็มาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สมมติวันนึงขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็ตลก หรือวันนึงเพื่อไทยขึ้นเป็นรัฐบาล แต่อุตตมยังเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอยู่ คืออะไร

 

ถ้าให้สรกลสวมแว่นตา ‘หนุ่มเมืองจันท์’ มองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่ากำลังทำหน้าที่อะไรต่อสังคม คุณจะมองอย่างไร

มีคนบอกว่า ประวัติศาสตร์ไม่มีคำว่า “ถ้า” มันเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นเลย เป็นสถาปัตยกรรม เป็นประวัติศาสตร์ช่วงเวลานึงว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดรัฐประหาร เกิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นมาเพราะคนร่างเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นบทเรียนในชีวิตให้รู้ว่า อย่าเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนดี สังคมนี้ต้องสร้างกติกาที่ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีแล้วกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วก็สร้างกลไกทำให้แก้ได้ยาก เพราะคิดว่ามันดีที่สุด

โลกนี้ไม่มีอะไรดีที่สุด อาจดีสำหรับยุคสมัยหนึ่ง คุณมีชัยอาจจะใช้จินตนาการว่ามันดีที่สุดเมื่อตอนที่เขาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกสมัยพลเอกเปรม นั่นคือ 30 กว่าปีก่อน คุณใช้จินตนาการตรงนั้น ด้วยความเชื่อว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีความสุขและดีที่สุด แล้วก็เอาฝันวันนั้นมาเขียนวันนี้ เพื่อจะให้มันดีที่สุด แล้วก็ล็อคด้วยกุญแจหลายๆ ชั้น คุณไม่รู้ว่านี่คือระเบิดเวลาของสังคมไทย แล้วเผลอๆ จะเป็นระเบิดที่ใหญ่มาก เพราะคุณล็อคไว้นาน แล้วถ้าระเบิดขึ้นมาเมื่อไหร่ หวังว่าคุณมีชัยจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากร่างรัฐธรรมนูญนี้

เราเคยเห็นจินตนาการของคนที่ร่างรัฐธรรมนูญคนนึงคือ คุณสุพจน์ ไข่มุกด์ ที่มองว่าก่อนจะสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ถนนลูกรังต้องหมดจากเมืองไทยก่อน นี่คือจินตนาการของคนยุคเก่าที่ไม่เข้าใจโลกยุคใหม่ คุณไม่ยอมรับ คุณตามไม่ทัน และวันนี้ถนนลูกรังกำลังอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

การเมืองเป็นเรื่องน้ำเน่ามั้ย

ที่ผมเทียบว่าเป็นลิเก ไม่ใช่แค่นักการเมืองนะ คนดูก็เหมือนกัน ประชาชนทั่วไปก็มองการเมืองแบบลิเก เหมือนเป็นสิ่งสมมติ ฉากวาดรูปเป็นป่า ก็เป็นป่า คุณยอมรับในแบบนี้ได้

 

สังคมมหรสพ ?

สังคมมหรสพ เหมือนละครช่อง 7 คุณมองยังไงก็ตาม เรตติ้งก็ยังดี มีตัวละครที่เดินมาก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ร้าย ผมว่านักการเมืองเป็นยังไง คนไทยก็เป็นอย่างนั้น ประชาชนเป็นยังไง สื่อก็เป็นอย่างนั้น ว่ากันไม่ได้ เพราะคุณยอมรับด้วยกระบวนการแบบนี้ แต่ถ้าวันนึงสังคมไทยเชื่อว่าควรตรงไปตรงมา ไม่ต้องอ้อมค้อม นักการเมืองก็จะเปลี่ยนทันที ผู้บริโภคเป็นยังไง สินค้าก็เป็นอย่างนั้น

 

Author

Panis Phosriwungchai

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และระดับปริญญาโทที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และอดีตผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์มติชนปาณิสสนใจเรื่องราวของผู้คน ทำงานลงพื้นที่สังเกตการณ์ และเข้าไปใช้ชีวิตเพื่อให้เห็นชีวิต