อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

 

ไม่ว่าใครจะแช่งชักหักกระดูก ผรุสวาทด่าทอด้วยถ้อยคำต่ำช้า หรือถึงขนาดแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ ผู้ต้องหาซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีคดี ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดีความผิดต่อความมั่นคงของระบอบ คสช.

บางคนอาจจะเย้ยหยันถากถาง ปรามาสว่าอดีตอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้นี้ หมกมุ่นวุ่นวาย ย้ำคิดย้ำทำอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเกินไป

เช่น คอยจับจ้องมองดูเที่ยวบินระหว่าง ซูริค-มิวนิค-กรุงเทพ จากเว็บไซต์/แอพเกี่ยวกับเรดาห์/การบิน หรือเที่ยวสำรวจตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร และนำเสนอเรื่องราวและภาพข่าวบางด้าน บางประเด็นเป็นพิเศษ ฯลฯ

กระนั้นก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธไปได้เลยว่านักวิชาการคนดังกล่าว เป็นหนึ่งในจำนวนผู้คนยุคสมัยเดียวกัน ที่สามารถรักษาพรหมจรรย์ทางอุดมการณ์-ความคิดแต่ครั้งยังหนุ่มสาวเอาไว้ได้อย่างมั่นคง

แม้จะผ่านมา 40 ปีแล้ว เคยเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น

ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองคิด และยึดมั่นอย่างแน่วแน่ ไม่โอนเอนเปลี่ยนแปลงให้เป็นที่สับสนแก่คนรุ่นหลัง

ไม่เผลอไผลหลงใหลไปตามกิเลสตัณหาที่เข้ามายั่วยวน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-การเมือง แตกต่างไปจากมิตรสหายร่วมยุคสมัยเดียวกันจำนวนมากที่ห้อยโหนประวัติศาสตร์ เที่ยวสำรอกสำรากอุดมการณ์ซึ่งเคยมีมา พาตัวเองไปหมอบกราบไต่เต้าเข้าสู่อำนาจและผลประโยชน์

ที่เคยอหังการก่นด่าทุนนิยม ก็ยอมตัวเป็นสมุนบริวารอภิมหาเศรษฐีซึ่งร่ำรวยมั่งคั่งมาจากสัมปทานผูกขาด ที่เคยชี้หน้าสาปส่งทรราชก็น้อมค้อมกายรับใช้เผด็จการ

บ้างขอเก็บอุดมคติไว้ในลิ้นชัก แสวงหาความมั่นคงมั่งคั่งให้กับตัวเอง ซึ่งก็ถือว่ายังดีที่ไม่ถึงขนาดกลับกลอกทรยศต่อความคิดอุดมการณ์ที่เคยมีมา

ดังนั้น เมื่อมีข่าวมาจากแดนไกลว่า นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งปัจจุบันได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ล้มป่วยลงอย่างกะทันหันเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายด้านขวา

ผู้คนร่วมยุคสมัยจำนวนหนึ่ง จะมากหรือน้อยเท่าใดก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก จึงอดรู้สึกใจหาย เป็นห่วงเป็นใยนักวิชาการพลัดถิ่นผู้นี้ไม่ได้

เพราะลำพังเป็นอัมพฤกษ์อยู่เมืองไทย มีญาติมิตรคอยช่วยเหลือพร้อมหน้าพร้อมตา ยังเป็นเรื่องลำบากลำบนแสนสาหัส ทุกข์ทรมานไปกับโรคที่ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนดั่งเคย

นี่ไปเจ็บป่วยโดดเดี่ยวอยู่ต่างแดน น่าเห็นอกเห็นใจทับทวี

เมื่อพินิจถึงวันเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งสั้นลงตามอายุขัยที่มากขึ้นทุกที กับโอกาสที่จะได้กลับมาตุภูมิบ้านเกิดซึ่งแลดูริบหรี่เลือนราง เป็นไปได้ยากภายใต้ระบอบการปกครองปัจจุบัน ก็ยิ่งชวนให้สลดหดหู่

พิจารณาเหตุผลกลใด จึงไม่สามารถอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่ตัวเองถือกำเนิดเกิดมาได้ ทำไมต้องหลบลี้หนีภัยไปอยู่ต่างประเทศด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่ารันทด

จะว่าไม่รักประเทศชาติ มิได้ปรารถนาดีต่อบ้านเมืองคงไม่ใช่ มิเช่นนั้นก็คงไม่ดำรงรักษาพรหมจรรย์ทางอุดมการณ์-ความคิดของตัวเองเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ก็ไม่ใช่เรื่องของการก่ออาชญากรรมทำร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ไปตีรันฟันแทงปล้นฆ่าใครเขาก็หาไม่

ข้อกล่าวหาทั้งหลายเป็นความพยายามเอาผิดกับผู้ซึ่งมีความคิดที่แตกต่างไปจากตัวเอง โดยไม่แยแสความจริง ไม่สนใจเหตุผล

ไม่ยอมรับรู้พัฒนาการ ความเป็นไปของโลก

มุ่งที่จะไล่ล่ากำจัดคนที่มีความคิดแตกต่างไปจากตัวเอง จนกระทั่งเขาไม่สามารถที่จะอยู่อาศัยในผืนแผ่นดินอันเป็นบ้านเกิดได้

ไม่น่าเชื่อที่เรื่องราวเหล่านี้จะปรากฏขึ้นในประเทศซึ่งอ้างว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ

เป็นประชาธิปไตยแบบไหน ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจึงไม่มีสิทธิ ไม่มีเสรีภาพแท้จริงในการสื่อสาร แสดงความคิดเห็น แม้จะเป็นความจริง และโดยสุจริตใจก็ตามที

ประชาธิปไตยแบบใด ที่ครูบาอาจารย์ไม่สามารถจะนำเสนอ พิสูจน์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวิชาการให้เป็นที่ประจักษ์ได้

ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง

แต่ขณะเดียวกัน กลับมอมเมาสนับสนุนให้ชาวบ้านราษฎรหลงเชื่อ งมงายในสิ่งซึ่งไม่สอดคล้องต้องด้วยตรรกะ หลักการและเหตุผล

ในประเทศที่การสรรเสริญเยินยอลัทธิความเชื่อใดๆ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นจริง ไม่ต้องมีเหตุมีผลรองรับ กลายเป็นวัฒนธรรมซึ่งผู้คนภาคภูมิยินดี

ยิ่งสรรเสริญเยินยอได้วิจิตรพิสดารพันลึก ห่างไกลเหตุผลมากเท่าไร ยิ่งเป็นที่ชื่นชมยินดี ได้รางวัลเป็นผลตอบแทน

ใครไพล่ไปสงสัย ตั้งข้อสังเกต พยายามพิสูจน์ความจริง-สิ่งเท็จ จะถูกเสือกไสขับไล่ออกไปมิให้เป็นอุปสรรคขวากหนาม

สังคมเช่นนี้เป็นเสมือนดั่งสวรรค์ของพวกอภิมนุษย์ เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งตั้งตัวเป็นนักปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เกจิอาจารย์ทั้งหลาย รวมไปถึงหมอดู ฤาษี และซินแส

พวกหนึ่งเก่งกล้าสามารถเสียเหลือเกิน อวดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์สารพัด อีกพวกก็คอยประชันขันแข่งแย่งกันสรรเสริญเยินยอ

อวยกันจนกระทั่งคนลวงโลกกลายเป็นพ่อค้าหวยคนซื่อ

สื่อมวลชนติดตามข่าวมานำเสนอทุกเบรกตลอดทั้งวัน สรรเสริญเยินยอคนเดียวไม่พอ ยังชื่นชมไปถึงแฟนสาวว่าสวยอย่างนั้นงามอย่างนี้ มีซินแสช่วยเสริมส่ง เดินทางไปมอบป้ายให้โชคลาภถึงแผงลอตเตอรีที่ต่างจังหวัด แถมได้เพจดังเข้าร่วมขบวนแห่เลียบทางด่วน

นี่หากไม่ถูกแฉโพยเปิดโปงขึ้นมาเสียก่อน เผลอๆ อาจจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ ยกย่องเป็นคนซื่อแห่งชาติ หรือพ่อค้าแห่งปี ฯลฯ ก็เป็นได้ใครจะไปรู้

แต่กระนั้นที่ตรวจสอบ พิสูจน์ได้ ก็มีเพียงแค่เศษกระพี้เท่านั้นเอง

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่