อายุษ ประทีป ณ ถลาง เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

จริงอยู่ว่า รัฐประหารโดยกองทัพ เมื่อปี พ.ศ. 2557 อาจจะทำให้บ้านเมืองสงบราบคาบในระดับหนึ่ง ปราศจากม็อบรายวัน ไม่ปรากฏการเผชิญหน้าระหว่างคนเสื้อแดง-เสื้อเหลืองให้เห็นอีก รัฐบาล คสช. สามารถปลดธงแดงการบิน-ปลดใบเหลืองประมง ผลักดันให้เกิดรถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูงเพิ่มขึ้นหลายสิบสาย ได้กฎหมายใหม่ๆ อีกนับร้อยนับพันฉบับ ฯลฯ

แต่ปัญหาของประเทศชาติมิได้มีอยู่เพียงแค่นั้น

และใช่ว่าทุกอย่างจะสามารถแก้ไขได้ด้วยลำพังการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยปราศจากความชอบธรรม การทำท่าเอะอะขึงขัง สามหาวข่มขู่ชาวบ้าน

ความผาสุกของอาณาประชาราษฎร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการรอพึ่งพามาตรการลดแลกแจกแถมจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล

ดังนั้น นานวันเข้า จึงมีข้อสงสัยตามมาถึงความรู้ความสามารถในการจัดการปัญหาแผ่นดินของผู้ปกครองซึ่งมาจากกองทัพด้วยการทำรัฐประหาร เกิดคำถามว่า ที่มะงุมมะงาหรา ตะบี้ตะบันปกครองบ้านบริหารเมืองกันอยู่นั้น สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติได้จริงหรือไม่

ประชาชนคนทั้งประเทศอยู่เย็นเป็นสุขกันหรือเปล่า

ถึงแม้จะมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดินภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป แต่เนื้อแท้แล้วเป็นกระบวนการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร โดยนายกรัฐมนตรียังคงเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดิม ความเคลือบแคลงใจในประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการจัดการปัญหาให้กับประเทศชาติจึงไม่ได้เปลี่ยนไป

ยิ่งเนิ่นนานวัน แทนที่จะแก้ปัญหาให้กับแผ่นดิน ระบอบปกครองซึ่งอยู่ภายใต้การครอบงำของกองทัพหรือทหาร กลับกลายเป็นปัญหาให้กับประเทศชาติหนักหนาสาหัสขึ้นทุกที

เกือบ 20 ปีมาแล้ว ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความถดถอยเสื่อมโทรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะ 6 ปีหลังที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงมากมายเหลือคณานับ

เปลี่ยนไปโดยที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศมิได้รู้เนื้อรู้ตัวด้วยซ้ำว่า เราท่านทั้งหลายกำลังตกอยู่ภายใต้สังคมกึ่งเผด็จการทหารกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เหมือนกับทฤษฎีกบต้มที่กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว

หลายปีมานี้ เราได้เห็นการทุ่มเทงบประมาณให้กับกองทัพสวนทางความสามารถทางเศรษฐกิจในการหารายได้ให้กับประเทศ มีการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำ เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ รถถัง ยานเกราะ ฯลฯ ปรากฏหน่วยใหม่ๆ เกิดขึ้นมา

บางหน่วยได้รับการสยายกำลัง จนแลดูเหมือนเป็นกองทัพย่อยๆ หรือเป็นกองทัพซ้อนกองทัพ

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของรูปแบบพิธีกรรม การฝึก ตลอดจนเครื่องแบบ การแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผม หรือแม้กระทั่งอิริยาบถของทหาร

จะเพื่อเพิ่มความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ สร้างความยำเกรง หวาดกลัวเพื่อประโยชน์ในทางการปกครอง หรืออย่างไรก็ตามที

3-4 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นสื่อมวลชนสายทหารเผยแพร่ข่าวสาร สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกองทัพ โดยเฉพาะ ทบ. ความเข้มแข็งของกำลังพล มีภาพผู้บังคับบัญชา แม่ทัพนายกอง บิ๊กโน่นบิ๊กนี่ในเครื่องแบบเรียบแปล้ ที่ไม่ได้สวมหมวกก็จะเห็นแต่ละคนหัวเกรียนขาวสามด้าน มีผมอยู่บนศีรษะหย่อมหนึ่ง เชิดหน้ายืดอก มือแบแนบลำตัว พร้อมแคปชั่นคำบรรยายว่า ‘เป๊ะ’

คนนั้นเป๊ะ คนนี้เป๊ะ คนโน้นก็เป๊ะ

ยิ่งใครสวมใส่เครื่องแบบที่แลดูแปลกแตกต่างไปจากคนอื่น ห้อยเหรียญตรารุงรังเต็มหน้าอก ใกล้เคียงทหารเกาหลีเหนือเข้าไปทุกขณะด้วยแล้ว ยิ่งเป๊ะกันไปใหญ่

ทำนายทายทักว่านั่นละคือผู้ที่จะก้าวขึ้นมากุมกองทัพเป็นคนต่อไป หรือถึงขนาดคาดหมายว่า จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ปกครองบ้านบริหารเมืองในอนาคตไม่ช้าไม่นานนี้ละ

โปรปะกันดา เสพความเป๊ะ เพลิดเพลินในหมู่ผู้ซึ่งมีรสนิยมเดียวกัน โดยไม่มีใครไปขัดคอ

กระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมระดับชาติ ‘กราดยิงโคราช’ ขึ้นมานั่นแหละ จึงได้เกิดข้อสงสัย เกิดคำถามจากผู้คนร่วมสังคมว่า ‘เป๊ะ’ แล้ว ประเทศชาติและประชาชนได้อะไรขึ้นมาบ้าง

งามไส้กับความจริงของต้นสายปลายเหตุเนื่องจาก จ่าสิบเอกทหารบกเกิดคลุ้มคลั่ง ด้วยเหตุถูกพันเอกผู้บังคับบัญชาคดโกงข่มเหงจนเหลืออด ใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตพร้อมแม่ยาย จากนั้นได้ไปปล้นปืนในค่ายสุรธรรมพิทักษ์ นำเอาอาวุธสงครามมากราดยิงใส่ตำรวจ ทหาร และประชาชนตามรายทาง ก่อนจะหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 สังหารชีวิตเจ้าหน้าที่และผู้คนอีกจำนวนมาก กระทั่งถูกวิสามัญฆาตกรรม

เป๊ะแล้วไง

กว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ ปลิดชีพคนร้าย ผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียวได้ ใช้เวลาถึง 17 ชั่วโมง

มีผู้เสียชีวิตทั้งตำรวจ ทหาร และประชาชน ทั้งสิ้น 29 คน (ไม่รวมผู้ก่อเหตุ) และบาดเจ็บอีก 58 ราย

สังคมถามหาความรับผิดชอบก็ได้น้ำตาแทนคำตอบ อ้างว่า ณ นาที ณ วินาทีที่ผู้ก่อเหตุได้ลั่นไกสังหารคู่กรณี ณ วันนั้น ณ นาทีนั้น เขาคืออาชญากร ไม่ใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว พร้อมกับบีบน้ำตา

ผู้คนเรียกร้องต้องการให้มีการปฏิรูปกองทัพ ก็ทำขึงขังเซ็นคำสั่งย้ายนายทหารระดับหางแถวสังเวยเหตุอื้อฉาว พร้อมกับโชว์การลงนามข้อตกลง (MOU) ระหว่างกองทัพบกกับกระทรวงการคลัง ให้กรมธนารักษ์เข้าไปดูแลโครงการสวัสดิการเชิงธุรกิจ นัยว่าเพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยพูดถึงสถานพักตากอากาศ ทบ. สนามกอล์ฟ สนามมวย ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ

ยอมสละเศษเนื้อข้างเขียง แต่ไม่ยอมปริปาก เอ่ยถึงขุมทรัพย์ ผลประโยชน์มหาศาลจากการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ สถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุ

มากมายถึงขนาดตายไป เมียหลวงเมียน้อยฟ้องร้องแย่งสมบัติให้สังคมได้รับรู้ก็มี

อำนาจอิทธิพลที่ครอบงำสังคมไทยและผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อนี่ละ ทำให้รุ่นแล้วรุ่นเล่าหวงแหนระบอบปกครองปัจจุบันกันนักหนา ปฏิเสธไม่ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ว่าจะสวนทวนกระแสความเป็นไปของโลกอย่างไรก็ตาม

บางคนถึงกับพยายามนำพาชาติบ้านเมืองถอยหลังกลับคืนสู่สังคมบรรพกาลกันเลยทีเดียว

แสดงแนวความคิดอนุรักษนิยมสุดโต่ง สะท้อนความชิงชังรังเกียจเจตนารมณ์ปี พ.ศ. 2475 ออกสื่อ ทั้งๆ ที่บรรพชนกองทัพบกเองเป็นหนึ่งในผู้นำร่วมอภิวัฒน์ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบที่ทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเสมอเหมือนกัน

วันดีคืนดี อนุสาวรีย์พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา อดีตผู้นำก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองฝ่ายทหารและอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ได้รับการเรียกยกย่องให้เป็นเชษฐบุรุษ ก็อันตรธานหายไปจากศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี พร้อมป้ายชื่อค่ายพหลโยธิน

เช่นเดียวกับ อนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่หน้าสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิตมาช้านาน

ก่อนหน้านั้น หมุดคณะราษฎรก็ล่องหนหายไปจากลานพระบรมรูปทรงม้าเป็นปริศนา ตามมาด้วยอนุสาวรีย์ปราบกบฏที่วงเวียนหลักสี่

อะไรที่เกี่ยวข้องกับการก่อการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี พ.ศ. 2475 กำลังถูกตามรื้อ ตามลบ

ตรงกันข้าม กองทัพบกในยุคเป๊ะนักเป๊ะหนา กลับไปเชิดชูเทิดทูนอดีตนายทหารฝ่ายนิยมเจ้าผู้ซึ่งเคยกรีฑาทัพเข้ากรุง หมายจะล้มล้างรัฐบาล เปลี่ยนแปลงการปกครองคืนสู่ระบอบเก่า ถึงขนาดตั้งชื่อห้อง ‘บวรเดช’ และ ‘ศรีสิทธิสงคราม’ เป็นเกียรติแก่ผู้นำกบฏ

ฝุ่นเผด็จการขวาจัดและไวรัสอนุรักษ์ตกขอบกำลังอาละวาดคุกคามสังคมไทยอย่างหนัก

ทว่า นักเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้เสวยประโยชน์จากอุดมการณ์ปี พ.ศ. 2475 โดยตรง กลับแทบไม่มีใครอนาทรร้อนใจอะไรด้วยเลย

ไม่เว้นกระทั่งที่ว่าแน่ๆ เป๊ะเหมือนกันแม้จะคนละสายพันธุ์

ประกาศลั่น ไม่ถอย ไม่ทน แต่กลับตกเป็นที่ครหานินทาว่าแอบดอดไปทำดีลลับ หวังพึ่งพาอาศัยเจ้าที่เจ้าทางดลใจให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในทางที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งๆ ที่แสดงตนมาตลอดว่าไม่เคยเชื่อปาฏิหาริย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มาก่อน จนทำให้ได้รับเลือกตั้งถล่มทลาย

สุดท้ายก็กลายเป็นภาระให้พลังบริสุทธิ์ออกมาเคลื่อนไหว สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียเหมือนเช่นทุกครั้ง

Author

aryus prateep na thalang

อายุษ ประทีป ณ ถลาง - อดีตบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สยามโพสต์ และไทยโพสต์ เจ้าของนามปากกา “นายประชา ช้ำชอก” 101 เชิญอายุษกลับมาเขียนเรื่องแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งหลังจากวางปากกาและก้าวออกจากวงการสื่อไปพักใหญ่