ธีรภัทร เจริญสุข เรื่องและภาพ

 

1.

It seems no work of Man’s creative hand,

by labour wrought as wavering fancy planned;

“ดังมิใช่มือคนบันดลสร้าง

ตระการพร่างแรงใดได้รังสรรค์”

บทกวีของจอห์น วิลเลียม เบอร์กอน แห่งออกซ์ฟอร์ดในปี 1845 พรรณนาความงดงามของนครโบราณแห่งนี้บันทึกไว้ในพิภพวรรณกรรม ในขณะที่ผลโหวตเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกครั้งใหม่ในปี 2000-2007 ก็ยกย่องให้เพตราเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มนุษยชาติได้สร้างขึ้น แต่ลำพังภาพที่เราเห็นผ่านสื่อ มีเพียงแค่หน้าฉากของวิหารเดียวที่สลักลงบนแผ่นผา ชวนให้ฉงนใจว่า เพียงแค่นี้ควรหรือจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ติดอันดับโลก ในเมื่อโลกนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างที่ยอดเยี่ยมอัศจรรย์มากมาย รอให้คนค้นพบและชมความยิ่งใหญ่อยู่ แต่เมื่อได้มาเดินท่องไปในนครสีกุหลาบแห่งนี้ด้วยสองขาและสองตาของตัวเอง ผมจึงรู้สึกตัวว่า คำว่ามหัศจรรย์นั้นอาจจะน้อยเกินไป

 

 

2.

But from the rock as if by magic grown,

eternal, silent, beautiful, alone!

ดุจศิลาผุดเวทวิเศษพลัน

อมตะเงียบงันงามเดียวดาย!

ท่ามกลางทะเลทรายสีเหลืองแห้งแล้งสุดลูกหูลูกตาทางตอนกลางของจอร์แดน ในหุบเขาอันสลับซับซ้อนตอนกลางของประเทศ ห่างจากกรุงอัมมาน 240 กิโลเมตร มีโขดศิลาสีแดงโดดเด่นผุดขึ้นเหมือนมีเวทมนตร์เนรมิตให้อยู่เป็นสง่าเพียงเดียวดาย ภายในเทือกเขาสีแดงนั้นมีตาน้ำซึ่งกลายเป็นแหล่งชุมนุมผู้คน ก่อเกิดอารยธรรมยิ่งใหญ่ของชาวนาบาเทีย ที่พัฒนาวัฒนธรรมขึ้นจากการเป็นแหล่งผ่านทางการค้าระหว่างอียิปต์และเอเชียไมเนอร์ ต่อไปถึงแผ่นดินยุโรปและเอเชียกลาง รวมถึงอินเดีย

มีหลักฐานร่องรอยปรากฏว่า แหล่งน้ำที่ต่อมาเรียกว่าวาดิ มูซา ของนครเพตราภายในเทือกเขาสีแดงชาดนี้ มีผู้คนมาตั้งรกรากอาศัยอยู่ตั้งแต่ราว 9,000 ปีก่อน แต่ได้ก่อร่างสร้างเป็นเมืองและสถาปนาอารยธรรมนาบาเทียนขึ้นในราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ชาวนาบาเทียได้เปลี่ยนแปลงลักษณะชุมชนจากการเป็นเผ่าเบดูอินเร่ร่อนในทะเลทรายอาระเบีย มาตั้งถิ่นฐานและสร้างสถานีการค้าขึ้นในหุบเขาแห่งเพตรา และประกาศตนเป็นราชอาณาจักรอิสระคอยควบคุมเส้นทางการค้าที่ผ่านไปมา และทวีความมั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายหลังจักรวรรดิเปอร์เซียเสื่อมอำนาจการควบคุมเส้นทางทะเลทรายลง หลังการพิชิตของอเล็กซานเดอร์มหาราช

 

 

 

3.

Not virgin-white like that old Doric shrine,

where erst Athena held her rites divine;

มิใช่เทวาลัยโบราณขาว

อันองค์อธีนากล่าวบูชาถวาย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงเพตราเก่าแก่ที่สุด คือบันทึกของนักประวัติศาสตร์กรีก ดิโอโดลุส ซิคิวลุส ที่อ้างคำกล่าวของแม่ทัพเฮียโรนิมุสแห่งคาร์เดียที่ตามเสด็จกองทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราช ว่ากองทัพของแอนติโกนุสแม่ทัพอีกนาย ล้มเหลวในการบุกโจมตีชาวนาบาเทียในนครแห่งศิลา ชาวนาบาเทียนั้นต่างจากชนเผ่าอาหรับอื่นที่มีปัญญาและอยู่ติดที่ แผ่อิทธิพลคุ้มครองกองคาราวานขายเครื่องหอม กำยาน และมดยอบ รวมถึงเครื่องเทศจากตะวันออก และเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสวรรคต ดินแดนนาบาเทียที่อยู่กึ่งกลางระหว่างจักรวรรดิอียิปต์ของราชวงศ์ปโตเลมี และจักรวรรดิเปอร์เซียของราชวงศ์เซลิวซิด ก็เติบโตขึ้นด้วยการเป็นตัวกลางระหว่างมหาอำนาจและเชื่อมไปถึงดินแดนกรีกและโรมันในเวลาต่อมา

เมื่อจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ใน ค.ศ. 106 ราชอาณาจักรนาบาเทียและเพตรากลายเป็นเมืองการค้าที่ส่งบรรณาการให้แก่โรม มีการสร้างถนนโรมัน เทวสถาน โรงละคร และโรงอาบน้ำตามแบบโรมันขึ้นในหุบเขาเพตรา วิชาช่างและวิศวกรรมแบบโรมันผสานกับศิลปะการแกะสลักหินของชาวนาบาเทียน รังสรรค์นครกลางหุบเขาให้ถูกสลักเสลาลวดลายกลายเป็นราชธานีศิลาสีแดงกุหลาบตลอดทั้งเทือกเขา จากพื้นที่ทั้งหมดและการขุดค้นพบสาธารณูปโภคและถนนต่างๆ คาดว่าในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด เพตรามีคนอยู่อาศัยมากถึง 20,000 คน

 

 

4.

Not saintly-grey, like many a minster fane,

that crowns the hill and consecrates the plain;

มิใช่เทาศักดิสิทธิ์วิหารราย

ที่ยกยอดมกุฎกายกลางทุ่งทอง

ความเสื่อมลงของนครเพตรามาถึง ไม่ใช่เพราะการถูกโจมตีโดยจักรวรรดิโรมัน แต่เกิดขึ้นเพราะภัยธรรมชาติใหญ่ คือแผ่นดินไหวสองครั้งใน ค.ศ. 363  และ ค.ศ. 551 ทำให้ตาน้ำพุที่หล่อเลี้ยงคนทั้งนครเหือดแห้งลง เพตราที่เคยเป็นเมืองหลวงของเขตจังหวัดปาเลสตินาแห่งไบแซนไทน์ถูกทิ้งร้างเนื่องจากไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย แม้ว่าจะมีชาวเบดูอินพื้นถิ่นยังเฝ้ารักษาอยู่ในสุสานและบ้านหินเก่าแก่โบราณ แต่การค้าขายและอารยธรรมก็เสื่อมลงตามลำดับ

เมื่อเข้าถึงศตวรรษที่ 12 อัศวินครูเสดแห่งอาณาจักรเยรูซาเลมได้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน และวางป้อมปราการไว้เนื่องจากเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมในการป้องกันเส้นทางเดินทัพ แต่เมื่อกองทัพมุสลิมพิชิตเยรูซาเลมได้ เพตราก็ถูกลืมเลือนไปจากประวัติศาสตร์อีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงความสงสัยให้กองทัพของสุลต่านชาวมุสลิมที่มาเยือนฉงนใจว่าผู้ใดกันเป็นผู้สลักแผ่นผาทั้งเทือกเขาให้เป็นเมืองเมื่อครั้งโบราณ

 

 

5.

But rose-red as if the blush of dawn,

that first beheld them were not yet withdrawn;

แต่คือกุหลาบแดงแสงอุษา

ผู้แรกคาบปราบดายังผันผยอง

เพตราได้กลับมาสู่สายตาของโลกตะวันตกอีกครั้ง เมื่อโยฮานน์ ลุดวิก เบิร์กฮาร์ด นักท่องเที่ยวชาวสวิสอาศัยการนำทางของชาวเบดูอินพื้นเมือง มาพบซากของนครสีกุหลาบแห่งนี้ในปี 1812 จากการค้นหาหลุมศพของประกาศกอาโรนตามพระคัมภีร์ แล้วถ่ายทอดออกไปผ่านจดหมายบันทึกการเดินทาง จากนั้นจึงมีนักผจญภัยแสวงโชคชาวยุโรปดั้นด้นมาตามรอย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตรกรชาวสก็อต นามเดวิด โรเบิร์ตส์ ที่วาดภาพราชนครศิลาอันยิ่งใหญ่ที่ถูกลืม กระแสความนิยมท่องเที่ยวดินแดนตะวันออกกลางก็กลับมาอีกครั้งในหมู่ชาวตะวันตก ยิ่งเมื่อจักรวรรดิอังกฤษเชื่อมต่อเรือเดินสมุทรสายเวนิส-อเล็กซานเดรีย และรถไฟสายเฮจาซ-แบกแดด เข้ากับพันธมิตรออตโตมัน ทำให้เกิดการท่องเที่ยวบูมในดินแดนทะเลทรายแห่งนี้ แม้กระทั่งนักเขียนดังอย่าง อกาธา คริสตี้ ก็เขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพตราในชุดนิยายนักสืบ  แอร์คูลต์ ปัวโรต์ ในตอน Appointment with death

 

 

6.

The hues of youth upon a brow of woe,

which Man deemed old two thousand years ago,

สีดรุณกลางแผลแง่คะนอง

ผ่านมนุษย์ครรลองสองพันปี

หลังมหาสงครามโลกครั้งที่สอง ดินแดนทรานส์จอร์แดนเกิดการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ทางรถไฟที่เคยเชื่อมโยงยุโรปกับตะวันออกกลางถูกทำลายตัดขาดด้วยภัยสงคราม จักรวรรดิอังกฤษที่คุ้มครองเส้นทางทั้งหลายเสื่อมอำนาจลงและทยอยปล่อยให้ดินแดนในอาณัติปกครองตนเอง อิสราเอลบุกเข้าโจมตีหน่วยงานปกครองปาเลสไตน์ในอาณัติอังกฤษและประกาศเอกราชโดยทำสงครามกับรัฐอาหรับ แม้ว่าเพตราจะยังอยู่ในความทรงจำของผู้คน และได้รับเสนอชื่อเป็นมรดกโลกในปี 1985 แต่การท่องเที่ยวไปในดินแดนตะวันออกกลางก็ยังเต็มไปด้วยอันตรายและไปได้ลำบาก

เพลิงความขัดแย้งคุกรุ่นลุกโหมดินแดนทะเลทรายแห่งนี้จนกระทั่งสงครามสงบลงในปี 1994 ด้วยสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างอิสราเอล-จอร์แดน รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน เห็นความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของเพตรา จึงหันมาปรับปรุงสาธารณูปโภคและเส้นทางสัญจรเพื่อท่องเที่ยวให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก หารายได้เข้าสู่ประเทศทะเลทรายที่ปราศจากแหล่งน้ำมันแห่งนี้

เริ่มจากการย้ายชาวเบดูอินบางส่วนที่ยังอาศัยในบ้านหินของเพตราให้ออกมาอยู่ในหมู่บ้านและชุมชนของรัฐ จัดระเบียบการอยู่อาศัยและค้าขายในเส้นทางของเพตรา แบ่งปันรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับชุมชนโดยหาพื้นที่ค้าขายสินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง การขี่ม้าและรถม้า รวมถึงขบวนลาเพื่อไต่ไปให้ถึงยอดของเทือกเขามหานครแห่งศิลา

ในเดือนสิงหาคมปี 2007 รัฐบาลจอร์แดนได้จัดตั้งองค์กรบริหารเพตราเป็นองค์กรปกครองตนเองเพื่อดูแลรักษาและบริหารการท่องเที่ยวรวมถึงวิถีชีวิตคนในเขตเพตราให้อยู่ร่วมกันทั้งวิถีชุมชนเบดูอินและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในช่วงที่ตะวันออกกลางสงบต้นทศวรรษที่ 2010 นครเพตราได้รองรับนักท่องเที่ยวมากถึง 1 ล้านคน แต่เมื่อความขัดแย้งในซีเรียและอิรักปะทุขึ้น รวมถึงการเรืองอำนาจของกลุ่มก่อการร้าย ISIS การท่องเที่ยวจอร์แดนก็ซบเซาลงแม้รัฐบาลจอร์แดนจะพยายามส่งเสริมโฆษณาอย่างเต็มที่

 

 

7.

Match me such marvel save in Eastern clime,

a rose-red city half as old as time.

จึงข้ากล่าวความเปรียบเทียบสิ่งสรรค์

มหัศจรรย์บูรพาปรากฏศรี

เก่าแก่กึ่งกาลเวลามหาบุรี

กุหลาบสีแดงชาดราชนคร”

ในวันนี้ ความสงบเริ่มกลับคืนสู่ดินแดนตะวันออกกลางหลังการเสื่อมอำนาจของกลุ่ม ISIS ที่พ่ายแพ้ทุกแนวรบ นครเพตราแห่งจอร์แดนกลับมาอยู่ในรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไปก่อนตายของนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั่วโลก การเดินทางไปยังเพตรานั้นสะดวกและง่ายดาย โดยสำหรับคนไทย เราสามารถขอ Visa On Arrival เข้าจอร์แดนได้โดยสะดวก และจองบัตร Jordan Pass ที่รวมทั้งค่าวีซ่า และค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวทั่วจอร์แดนได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 70 จอร์แดนดีนาร์ (ราว 3,000 บาท) ทางเว็บไซต์ www.jordanpass.jo

การตรวจคนเข้าเมืองจอร์แดนนั้นง่ายดาย เจ้าหน้าที่ ตม.มีอัธยาศัยดี และคุ้นเคยกับคนไทยมาก จากสนามบินนานาชาติควีนอาเลียในกรุงอัมมาน มีรถบัสมาถึงเพตราทุกชั่วโมง หรือจะเช่ารถขับเพื่อเดินทางตามทางหลวงทั้งเส้นเก่า King’s Highway ที่มีทัศนียภาพลัดเลาะหุบเขางดงาม หรือ Desert Highway ที่ผ่านทะเลทรายเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาก็เป็นได้

 

 

เมื่อเข้ามาถึงนครเพตรา หากจะชมรายละเอียดให้ครบ สมได้มาเยือนสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ก็ควรค้างคืนในโรงแรมที่พักละแวกใกล้เคียงที่มีให้เลือกมากมายอย่างน้อยสักคืนหนึ่ง เมื่อผ่านประตูทางเข้าศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยว จะมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ปูพื้นประวัติศาสตร์เพตราให้ชม ก่อนจะเลือกเดิน ขี่ม้า หรือนั่งรถม้าผ่านถนนโบราณและหุบเขาสีส้มแดงคดเคี้ยวที่เรียกว่า The Siq ราว 1.5 กิโลเมตร แล้วพบกับเงื้อมเงาของภาพวิหารโบราณ Al Khazneh หรือ The Treasury ที่คุ้นตาตามเว็บไซต์การท่องเที่ยวและภาพโฆษณา โดยช่วงเวลาที่แสงจะตกกระทบสวยงามที่สุดเป็นสีกุหลาบเรืองรอง มีเพียง 2 ช่วงเวลาต่อวัน ต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล โดยสามารถสอบถามเวลาที่ควรเข้าชมได้จากที่พัก

จากนั้นเราสามารถเลือกเดินไปตามเส้นทางที่แตกต่างกัน 3 เส้นทาง ซึ่งจะนำไปสู่มหานครในหุบเขา คือทางลัดตัดเขาที่สั้นที่สุด ทางลาดผ่านหุบเขาที่จะเห็นทัศนียภาพของวิหารและสุสานแห่งเมืองเพตราโบราณแทบทั้งหมด และทางสูงชันที่จะพบแท่นบูชาบนยอดของมหานคร ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางใด ก็จะไปบรรจบกันที่วิหารสีทองบนยอดสุดของเทือกเขา ที่นิยมเรียกชื่อกันว่า The Monastery หรือ El Deir โดยระยะทางทั้งหมดนั้นทอดยาวราว 15 กิโลเมตร ต้องปีนขึ้นตามช่องเขาที่สูงชัน ผู้ที่ต้องการเดินชมควรพักเป็นระยะและมีร่างกายที่แข็งแรง โดยระหว่างทางจะมีร้านค้า ร้านอาหารของชาวเบดูอินให้แวะจิบน้ำชาชมวิวนครศิลาและเทือกเขาสีกุหลาบอันงดงามตลอดทาง

เมื่อถึงยอดวิหาร El Deir จะมีจุดนั่งชมเป็นร้านกาแฟและน้ำชา ให้นั่งพักผ่อนชมทัศนียภาพอลังการของวิหารที่สลักลอยจากขุนเขา งดงามเกินหาคำเปรียบ ก่อนจะค่อยๆ ลากสังขารที่อาจเหนื่อยล้าเดินกลับตามเส้นทางเดิม หรืออาจจะลงอีกเส้นทางที่ไม่เคยผ่านมาก่อน เพื่อสำรวจนครศิลาแห่งเพตราให้ถ้วนทั่ว แล้วพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้า โดยเขตเมืองจะมีร้านอาบน้ำร้อนแบบเตอรกิชบาธ ที่มีห้องอบไอน้ำและบริการนวดผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการปีนเขาให้ใช้บริการ หากสนใจ

เพตรา นครสีกุหลาบที่แสนลึกลับมีมนตร์ขลัง เป็นสถานที่ที่ภาพยนตร์มาถ่ายทำหลายเรื่อง ทั้งอินเดียน่าโจนส์แอนด์เดอะลาสต์ครูเสด ทรานสฟอร์เมอร์ เดอะมัมมี่รีเทิร์นส์ และเป็นสถานที่อ้างอิง แรงบันดาลใจให้ฉากในเกมคอมพิวเตอร์และนิยายแฟนตาซีมากมาย และเมื่อได้มาเยือนชมความงามด้วยตาของตนเอง ก็อดไม่ได้ที่จะต้องชักชวนให้มิตรสหายได้มาเห็น และชื่นชมนครสีกุหลาบ เก่าแก่กึ่งกาลเวลาที่ผุดขึ้นมาจากเทือกเขามหัศจรรย์แห่งนี้สักครั้ง

 

Author

Theerapat Charoensuk

ธีรภัทร เจริญสุข - นักเขียนบ้านนอกริมแม่น้ำโขง เจ้าของสำนักงานกฎหมายและการแปล ผู้มีงานอดิเรกคือการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และตามรอยวรรณกรรม พลเมืองดิจิทัลแห่งสาธารณรัฐเอสโตเนีย