1.

‘จะให้เค้าทำอะไรให้ดี’ ผมนั่งนึกในใจหลังเห็นเมสเสจของเพื่อนที่ส่งมาให้

ในห้องแชทระหว่างเรา มีลิงก์รายละเอียดการแสดงชิ้นหนึ่งที่จะมาจัดแสดงในงานเทศกาลศิลปะการละครระหว่างประเทศ Bangkok International Performing Arts Meeting ประจำปีนี้ ด้วยรูปภาพของชายหนุ่มคอเคเชี่ยนร่างเปลือยเปล่าที่กำลังถือป้ายไฟเขียนคำภาษาอังกฤษตัวโตเอาไว้ว่า FULL SERVICE ซึ่งเป็นชื่อการแสดงของเขา พร้อมคำโปรยที่ว่า:

ถ้ามีหนุ่มหน้าดี หุ่นชวนอร่อย มีขอเสนอให้ เช่าเขาทำอะไรก็ได้ ตามแต่ที่คุณจะตกลงราคาและเงื่อนไขกับเขาได้ลงตัว คุณจะยอมเปย์ไหม?

Daniel Hellmann คือชื่อของชายรูปร่างดีคนนั้น เขาคือศิลปินและนักการละครจากเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่จัดการแสดงมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง (ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว เราเพิ่งเคยได้ยินชื่อของเขาครั้งแรกก็หนนี้) และหลังจากกูเกิลพาผมไปพบกับเว็บไซต์รวมผลงานของแดเนียล ตามมาด้วยการนั่งดูเทรลเลอร์วนไปมา งานของเขาโดยมากเป็นการแสดงแนว Experiential (ให้ผู้ชมสัมผัสประสบการณ์การชมด้วยตัวเอง) และการแสดงด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายในแบบ Contemporary Dancing ที่พูดถึงประเด็นของเพศ เสรีภาพในร่างกาย และสำรวจความลักลั่นของความเป็นมนุษย์ในตัวผู้คน

FULL SERVICE คือการแสดงของแดเนียลที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเขาเดินทางไปตามมิวเซียมศิลปะในหลายประเทศ ลงทุนเอาตัวเข้าแลกเพื่อสำรวจอำนาจของระบบทุนนิยมที่อยู่เหนือความเป็นมนุษย์ ว่าเราในฐานะคนดูจะพาตัวเองไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อมี ‘เงิน’ และพลังของการเป็น ‘ผู้ซื้อ’ บริการจากมนุษย์อีกคนหนึ่ง เราอยากให้เขาทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ในแง่มุมสุดโต่งมากแค่ไหน ในที่แจ้งหรือที่ลับ (เขามีเต๊นท์ส่วนตัวเตรียมไว้ให้พร้อม) ทั้งหมดภายใต้กลไกการต่อรองราคาของสองฝ่ายระหว่างผู้ชมและแดเนียลซึ่งเป็นผู้ ‘ให้บริการ’ ซึ่งมีอำนาจในอีกขั้วหนึ่งที่สามารถเลือกจะตัดสินว่าสิ่งนั้นมีค่าพอให้เขายอมทำหรือไม่ ในราคาเท่าไหร่ที่เขาพอใจ

และทั้งสองฝ่ายจะเอาความเป็นมนุษย์ของตัวเองแลกกับเงินไปได้ไกลที่สุดที่มูลค่าเท่าไหร่?

 

 

หลังได้รับคำคะยั้นคะยอแบบขำๆ (ในเชิงลบ) จากเพื่อนให้ลองไปเปย์ในเรื่องที่คุณก็รู้ว่าอะไร ผมลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ของ FULL SERVICE เพื่อหาไอเดียไว้ใช้จ่ายเงินให้แดเนียลทำสิ่งที่ต้องการ แล้วผมก็ได้พบความจริงที่ว่า สิ่งที่เพื่อนบอกให้ลองทำ มีคนจ่ายให้เขาทำมาแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วอย่างการนวดหลัง ดูไพ่ทาโรต์ เต้น ร้องเพลง นั่งคุยถามประสบการณ์การแสดง…

ไปจนถึงการมีเซ็กซ์ในเต๊นท์ที่ราคา 275 ยูโร! (และอื่นๆ ที่ประหลาดและ ‘ฮาร์ดคอร์’ กว่านั้น)

คำถามก็คือ ผมควรจะจ่ายให้เขาทำอะไรที่มากไปกว่าการขอสัมภาษณ์ถามรายละเอียดการแสดงจากแดเนียลเพื่อเอามาเขียนลงในบทความชิ้นนี้หรือเปล่า

หรือผมจะลองทำอะไรที่ ‘เสี่ยง’ กว่านั้นดู

 

 

2.

วันสุดท้ายของการเปิดให้บริการ (แสดง) ของแดเนียล สิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

จากที่เดาเอาไว้ว่าคนไม่น่าจะเยอะด้วยความเป็นอิเวนต์เฉพาะกลุ่ม และข้อจำกัดด้านภาษาที่อยู่ๆ ไม่น่าจะมีใครในหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ จะเข้ามาลองเปย์ให้กับเขา แต่เมื่อถึงเวลาใกล้จบงาน ภาพที่เห็นคือแถวยาวเหยียดของนิสิตมหาวิทยาลัยใกล้เคียง และชาวต่างชาติประปรายที่มารอเอาเงินฟาดแดเนียลให้ทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ

 

 

ซอกหนึ่งของหอศิลปฯ มีโต๊ะเจรจาต่อรองราคาตั้งอยู่ด้านหน้าของฉากลายทางม้าลายและป้ายไฟบอกชื่อการแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผมเห็นบนโปสเตอร์ มองลึกเข้าไปคือ ‘ห้องส่วนตัว’ ที่เขาแบ่งโซนไว้รับรองหากใครอยากทำอะไรที่ลับตาคน – และแน่นอนว่าถ้าอยากใช้ คุณก็ต้องพร้อมจะจ่ายเพิ่ม

ผมลองเดินไปถามผู้ช่วยศิลปินที่คอยรันคิวและบอกแดเนียลว่าออเดอร์ไหนทำได้หรือไม่ได้ (ใช่ครับ – ในบริบทแบบ ‘ไทยๆ’ ไม่ใช่ทุกอย่างที่ใช้เงินฟาดแล้วเขาจะทำได้ทั้งหมด) ว่าในการแสดงเมื่อวานนี้มีคนมาร่วมเล่นเยอะเท่านี้ไหม คำตอบคือไม่มากเท่า และยังเป็นออเดอร์จากเหล่าศิลปินที่ ‘โซฟิสธิเขต’ เป็นเสียส่วนใหญ่ โดยมากเป็นการนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดีย ถกเถียงทางศิลปะ ต่างจากวันนี้ที่เหล่านิสิตผู้ลงเรียนรายวิชาละครเวทีมาร่วมเล่นกับเขาเพื่อไปเขียนรีวิวส่งอาจารย์

สิ่งที่ผมได้เห็นเลยมีความ ห่ามและ บ้ามากขึ้นเยอะ

ให้ช่วยทำการบ้านภาษาเยอรมัน, เป็นผู้กำกับสั่งให้แดเนียลเล่นละครไปรอบพื้นที่, ดูโหงวเฮ้ง, ทำนายชะตาจากลายมือ, คุยเรื่องเจนเดอร์, งัดข้อ, เดินไปไฮไฟว์ที่ใบหน้าของคนเดินผ่านไปมาจำนวนสามคน, เป็นพี่อ้อยพี่ฉอดให้คำปรึกษาความรักในห้องไพรเวท, ลงไปนั่งบนพรม ร้องเพลง A Whole New World เหมือนฉากในการ์ตูน อะลาดิน คู่กัน, ขึ้นไปร้องเพลงโอเปราบนบันไดเลื่อนทางขึ้นแกลเลอรี่หลักให้คนได้ยินทั้งหอศิลปฯ ฯลฯ

 

 

ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังแดเนียลและลูกค้าจบการเจรจาต่อรองราคาบนโต๊ะสีขาวตัวนั้น

หลังจากรอมากว่าชั่วโมงและเกินเวลาตามกำหนดการไปนิดหน่อย ทำไปทำมา ผมก็ได้เป็นลูกค้าคนสุดท้ายของ FULL SERVICE และคนสุดท้ายของแดเนียลในโร้ดโชว์ภูมิภาคเอเชียครั้งนี้

“คิวต่อไปเชิญครับ ขอโทษนะที่ให้รอตั้งนาน” หลังเก็บเงินจากลูกค้าคนก่อนหน้าในกระเป๋าคลัตช์หนังสีดำเรียบร้อย เขาพูดต้อนรับผมและเชิญให้ไปนั่งบนเวทีเจรจาราคา

“บอกก่อนนะว่าผมไม่ใช่นักศึกษาแล้ว” ผมชิงบอกเขา

“จริงเหรอ!” แดเนียลหัวเราะแล้วยิ้มอย่างเหนื่อยๆ “คุณรู้ไหม โชว์รอบนี้นี่คนละเรื่องกับเมื่อวานเลย ถ้าผมจำไม่ผิดนี่น่าจะเป็นประเทศที่สองตั้งแต่เอา FULL SERVICE ไปแสดงเลยนะที่มีคนมาต่อคิวเยอะขนาดนี้” เขาเล่าให้ผมฟังพร้อมเปิดสมุดจดรายการออเดอร์ประจำวันนี้ที่ล้นไปถึงกระดาษอีกแผ่น

“โอเค คุณอยากให้ผมทำอะไร”

และแล้วการต่อรองราคาระหว่างเขาและผมก็เริ่มขึ้น

 

“คุณรู้เรื่องการเมืองไทยบ้างหรือเปล่า” ผมถามก่อนจะบอกสิ่งที่อยากให้เขาทำ

แดเนียลนิ่งคิดไปสักพัก ก่อนจะบอกว่าเขาพอรู้บ้างนิดหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ ระหว่างที่เขาให้ผมทวนออเดอร์อีกรอบเพื่อความเข้าใจ ผมสังเกตเห็นอากัปกิริยาของเขาดูจะประหม่ามากขึ้นเล็กน้อย

“ผมอยากให้คุณช่วยตอบคำถามสิบข้อจากนายกรัฐมนตรีของเรา บังเอิญว่าอีกไม่นาน พวกเขากำลังจะยอมให้พวกเราที่เป็นประชาชนเลือกตั้งแล้วหลังจากทำรัฐประหารและบริหารประเทศมาหลายปี นายกฯ ของเราเลยส่งคำถามมาให้ประชาชนช่วยแสดงความคิดเห็น” ผมบอก “แต่อยากให้คุณช่วยตอบในแบบที่ฟังดูแล้ว ‘น่าจะถูกใจ’ พวกเขาหน่อย และพอครบแล้ว ผมอยากให้คุณตอบคำถามอีกซักข้อจากผมในแบบที่เป็นตัวคุณเอง”

ไอเดียนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนที่ผมจะเดินทางมาหาแดเนียลที่นี่ ส่วนหนึ่งเพราะมันคงจะแปลกดีถ้าให้ชาวต่างชาติที่ไม่ค่อยรู้สถานการณ์การเมืองไทยมาลองตอบคำถามที่คนไทยอ่านสองรอบก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ

และอีกส่วนหนึ่ง ผมอยากจะรู้ว่า ราคาที่ต้องจ่ายของการ อยู่ให้เป็นในประเทศนี้อย่างที่ผู้ปกครองประเทศ (ที่เราไม่ได้เลือก) ต้องการ จะทำเงินในกระเป๋าของผมลอยไปสักเท่าไหร่กัน

“ผมทำอันนี้ได้ใช่ไหม” นิ่งคิดไปสักพัก แดเนียลหันไปถามชายจากสถานฑูตสวิตเซอร์แลนด์ที่แวะมาเป็นผู้ติดตามให้กับศิลปินประจำประเทศ ผมอธิบายให้เขามั่นใจอีกครั้งว่าคำขอนี้ (อาจ) จะไม่ทำให้เขาตกอยู่ในที่นั่งลำบากหากเขาตัดสินใจมาที่ไทยในครั้งต่อไป ชายจากสถานทูตจึงบอกแดเนียลว่า “โอเค”

“เอาล่ะ คุณจะจ่ายให้ผมเท่าไหร่” ชายหนุ่มตรงหน้ายิงคำถามสำคัญมาที่ผม

ในเมื่อที่นี่ไม่มีเครื่องรับบัตรเครดิตการ์ดหรือคิวอาร์โค้ดให้โอนแบบพร้อมเพย์ (ผมแอบคิดว่านี่อาจเป็นความตั้งใจของเขาที่อยากจำลองสถานการณ์ของการซื้อขายที่ ‘ไร้ตัวตน’ อย่างการซื้อบริการทางเพศข้างถนนจริงๆ – บริการผิดกฏหมายและศีลธรรมที่ในชีวิตจริงของเราไม่มีวันทำได้ซึ่งกำลังเกิดขึ้นตรงนี้ ในเวลานี้ ก็คงต้องการธุรกรรมแบบไร้ช่องทางติดตามตัวตนไม่ต่างกัน) และการจ่ายแบบ ‘เงินสด’ เท่านั้นคือสิ่งที่เขาต้องการ ผมจึงเสนอราคามากที่สุดเท่าที่เงินสดในตัวพอจะมีในตอนนั้น คือที่ราคา 1,000 บาท

อันที่จริง แดเนียลจะต่อรองราคาให้สูงขึ้นจากเดิมก็ได้ ในเมื่อสิ่งที่เขากำลังต้องทำให้ผมก็ถือว่าเสี่ยงหากรัฐบาลเผด็จการทหารจะมาระคายเคืองกับกิมมิคเล็กๆ แบบนี้ แต่สุดท้าย เขาก็ยอมตอบตกลงที่ราคานั้นโดยไม่ขอเพิ่มราคาอะไร

ผมยื่นธนบัตรหนึ่งพันบาทเพื่อเป็น ‘ราคาที่ต้องจ่าย’ ให้เขาเก็บเข้ากระเป๋า

“คุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมจะขอเวลาไปยืดเส้นยืดสายซักห้านาที” ชายหนุ่มบอก “ผมว่าเราต้องจริงจังหน่อยกับการตอบคำถามที่คุณว่า เดี๋ยวเราไปหาห้องเงียบๆ แล้วมาคุยกันระหว่างที่ผู้ช่วยผมเก็บของดีกว่านะ”

ผมตอบตกลง และยืนรอระหว่างเขาไปเข้าห้องน้ำ พักร่างกาย กล่าวคำอำลากับเหล่าทีมงานชาวไทย

ก่อนที่เรากำลังจะจบดีลนี้กันอย่างเป็นทางการ

 

4.

ในห้องประชุมเล็กๆ ที่มีแต่เราสองคน ผมและแดเนียลกำลังจะจบขั้นตอน ‘ซื้อบริการ’ กันที่นั่น

“เอาล่ะ เริ่มกันเลยไหม” ภายใต้ความเงียบและเครื่องอัดเสียงที่กำลังทำงาน ผมเริ่มต้นถามคำถามจาก พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ชาวสวิตเซอร์แลนด์ผู้กำลังสวมบทบาทเป็นชาวไทยภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารได้ลองตอบ

และต่อไปนี้คือคำตอบจากเขา – หากใครจะนำไปใช้ให้ ‘อยู่เป็น’ บ้าง ผมคิดว่าแดเนียลคงไม่คิดเงินเพิ่ม

 

ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 

แน่นอนครับ เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดี มีผลงานที่น่าประทับใจมาก ซึ่งกำลังนำพาประชาชนชาวไทยและประเทศชาติของเราให้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทำให้ประเทศไทยมีความทันสมัยทัดเทียมนานาชาติ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าของเราอยู่ และผมมั่นใจมากว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะสืบต่อคุณค่าที่รัฐบาลนี้ได้สร้างไว้ต่อไป

         

หากไม่ได้ จะทำอย่างไร

มันคงจะเป็นหายนะมากๆ สำหรับประเทศของพวกเรา ผมว่าตัวเองอาจจะหาช่องทางย้ายไปอยู่ประเทศอื่นมั้งครับ เพราะคงทนไม่ได้ที่จะเห็นคนพวกนี้ [รัฐบาลไม่ดีที่ได้จากการเลือกตั้งครั้งหน้า] มาทำลายสิ่งที่พวกเราสร้างมาให้มันดีขึ้นกับมือ และอันที่จริง เราต้องไม่ทำให้คนเหล่านั้นได้กลับมา เราต้องไม่ทำให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น

 

การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง

ผมคิดว่าการเลือกตั้งควรจะมีในช่วงเวลาที่ ‘เหมาะสม’ จริงๆ ครับ เพราะประเทศไทยของเราผ่านเรื่องราวยากลำบาก ความขัดแย้งต่างๆ มาเยอะมาก มันเลยเป็นเรื่องสำคัญนะที่จะไม่ไปเร่งมันให้เกิดขึ้นไวๆ ตามใจตัวเอง ประชาชนต้องพร้อมด้วย เช่นการให้การศึกษากับคนไทยเพื่อให้เขารู้ว่าจะเลือกรัฐบาลที่ดีมาปกครองได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นถ้าเราอยากให้จัดการเลือกตั้งขึ้นมาโดยไม่ดูบริบท เราก็จะได้ผลออกมาแย่เหมือนเดิมแน่ๆ

 

ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

ไม่ครับ พวกเขาไม่ควรกลับมา นักการเมืองที่ไม่ดีควรถูกแบนจากการเข้ามาเล่นการเมือง อดีตได้ทำให้เราเห็นแล้วว่าคนบางกลุ่มไม่ได้สนใจกับความเจริญก้าวหน้าและผลประโยชน์ของประเทศชาติเราเลย มีแต่จะหาประโยชน์เข้าตัวเองเท่านั้น ซึ่งพวกเขาไม่ควรได้รับโอกาสกลับมาทำอย่างนั้นอีก

ในขณะเดียวกัน ผมก็มีความสุขมากเลยที่เรามีเหล่ารัฐบาลทหารที่มาปกป้อง ปกครองประเทศจากคนเหล่านั้น ถ้าพวกเขาจะกลับมาทำลายประเทศเราอีก ผมก็จะไว้ใจรัฐบาลทหารให้มาจัดการอีกครั้งแน่นอน

 

วันนี้จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองหน้าใหม่ ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่ และการที่มีแต่พรรคการเมืองเดิมและนักการเมืองหน้าเดิม แล้วได้เป็นรัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูปและทำงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่

ก็โอเคนะครับที่จะมีพรรคใหม่ๆ คนใหม่ๆ มาลงเลือกตั้งนอกจากพวกหน้าเดิมๆ แต่ปัญหาก็คือเราต้องเข้าใจว่าพอพวกเขาเป็นพวกหน้าใหม่ พวกเขาไม่เคยทำอะไรให้กับประเทศของเราเลย และถ้าเขาไม่เคยทำผลงานอย่างเป็นรูปธรรม เราจะเชื่อใจเขาได้ยังไง เขาไม่มีประสบการณ์นี่ครับ ไม่มีอะไรมาทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะทำงานยากๆ อย่างที่รัฐบาลของเราทำอยู่ได้หรือเปล่า ผมว่าเราควรเลือกคนที่เคยทำงานมาแล้ว มีผลงานที่ดีเป็นที่ประจักษ์ ให้เข้ามาทำหน้าที่อีกครั้ง

 

การที่ คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็เป็นสิทธิของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยอยู่แล้ว

ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่ารัฐบาล คสช. ก็เป็นกลุ่มคนที่มีประสบการณ์ในการบริหารนำพาประเทศของเราไปข้างหน้ามาเป็นเวลานาน เค้าก็คงมีประสบการณ์มากที่สุดแหละ ก็น่าจะสำคัญเหมือนกันนะในการที่ให้เขาออกมาบอกว่าใครที่ คสช. สนับสนุนให้มาสืบสานงานต่อ เพราะแต่ละคนที่ทำงานในตอนนี้ก็เป็นคนมีสามารถในแต่ละตำแหน่งที่สำคัญๆ ก็น่าจะบอกได้ว่าใครเหมาะสมครับ

 

สิ่งที่ คสช. และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่

โอ้ แน่นอนครับ ผมเห็นอนาคตที่สดใสรอพวกเราอยู่ ผมภูมิใจมากกับประเทศไทย กับความเป็นไทยของเรา เห็นได้จากหลายๆ ประเทศที่ก็ชื่นชอบและรักประเทศของเราไม่แพ้กัน เราได้ทำให้พวกเขาเห็นในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมาว่าเรามีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น เราก็เปิดกว้าง รับฟังความเห็นมากขึ้น ผมคิดว่าทั้งที่ผ่านมาและตอนนี้ รัฐบาลของเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่ออนาคตที่สดใส พร้อมก้าวไปเป็นประเทศชั้นนำทัดเทียมประเทศอื่นๆ แน่นอนครับ

 

การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตมาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

คุณต้องเข้าใจว่ารัฐบาลนี้เข้ามาในช่วงที่บ้านเมืองกำลังมีวิกฤต และในช่วงวิกฤต วิธีจัดการให้บ้านเมืองเป็นปกติก็ต้องอาศัยวิธีการพิเศษที่อาจไม่ถูกใจคุณเสมอไป ผมว่าการเปรียบเทียบมันจะเมคเซนส์ ก็ต่อเมื่อคุณเอาอีกอย่างที่อยู่ในบริบทคล้ายๆ กันมาเปรียบเทียบ ไม่ใช่เปรียบผิดฝาผิดตัว ผิดช่วงเวลาแบบนี้

 

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนนะครับว่าพวกเขาไม่มีวิสัยทัศน์ที่ดีพอ และถ้ายังอยู่ต่อไป ก็มีแต่จะทำให้ประเทศของเราสิ้นหวัง จมอยู่ในวังวนปัญหา และน่าเป็นห่วงมาขึ้นเรื่อยๆ โชคยังดีที่มีการเข้ามาสกัดปัญหานั้นอย่างทันท่วงที เพราะผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาแบบบ้านๆ ใช้คอมมอนเซนส์ ยังไงก็สำคัญกว่าการปล่อยให้นักการเมืองบางคนกอบโกยผลประโยชน์อย่างที่เราเห็นกัน

 

เหตุใดพรรคการเมืองและนักการเมือง จึงออกมาเคลื่อนไหวคอยด่า คสช. รัฐบาล และนายกฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงในการทำงานในช่วงนี้อย่างมากผิดปกติ

คนเราเวลาที่ไม่มีความสุขกับชีวิตก็ชอบบ่นชอบด่าไปเรื่อยล่ะครับ เพราะเขาอยากโยนความทุกข์ของตัวเองไปให้คนอื่นๆ ผมว่าเราควรจะให้กำลังใจรัฐบาลมากกว่านะที่ทำงานหนักเพื่อประเทศของเราขนาดนี้ ไม่ใช่มาบ่นด่าไปวันๆ ส่วนพวกนักการเมืองน่ะเหรอ? พวกเขาก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คะแนนเสียงนั่นแหละ เขาทำทุกอย่างให้คนประทับใจ แต่สิ่งที่พวกเขาด่า คสช. ด่ารัฐบาลช่วงนี้ ก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไรหรือใครที่มาสนับสนุนในสิ่งที่เขาพูดเลย

 

เอาล่ะ เสร็จเรียบร้อยผมกดพักเครื่องอัดเสียง ส่วนเขาถอนหายใจด้วยความโล่ง

ระหว่างที่เขาเข้าคาแร็กเตอร์เพื่อตอบคำถาม ผมเห็นสีหน้าดูมีความสงสัย และไม่เข้าใจคำถามในบางครั้งจนต้องอ่านทวนซ้ำ (แม้จะแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยสำนักข่าวไทยชั้นนำ) เหมือนอย่างที่พวกเราเหล่าประชาชนชาวไทยต้องอ่านคำถามของนายกฯ คนนี้ซ้ำสามถึงสี่รอบก่อนตอบ

ตัดสินตามคำตอบของแดเนียล เราคงให้คะแนนเต็มสิบกับบริการครั้งนี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย และที่สำคัญ การตอบคำถามของเขายังทำให้ผมได้รู้ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากประเทศไหนในโลก การอยู่ให้เป็นในสังคมเผด็จการก็ทำได้อย่างง่ายๆ คล้ายกัน – ดูสิ ขนาดรู้แบคกราวด์แค่นิดเดียว ยังเนียนได้ขนาดนี้เลย!

 

5.

ยังเหลืออีกหนึ่งคำถามในข้อตกลงระหว่างผมและเขา

“ถ้าผมอยากให้คุณตอบคำถามสิบข้อนั้นอีกครั้งแบบเป็นตัวคุณเอง ความคิดเห็นของตัวคุณที่มาจากสังคมสวิตเซอร์แลนด์ คุณจะเสนอราคาให้ผมจ่ายเป็นเงินเท่าไหร่” ผมถามแดเนียลเป็นคำถามสุดท้าย

เขานิ่งคิดไปสักพัก

“ผมคงไม่คิดเงินคุณ” แดเนียลบอก “สำหรับผม มันเป็นเกียรติมากเลยนะที่ได้เป็นช่องทางให้พลเมืองที่ไม่ได้มีสิทธิ์พูดในสิ่งที่คิดได้พูดออกมา แต่ผมก็แอบกังวลเหมือนกันว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับทั้งผมและคุณหรือเปล่า

“ผมว่ามันไปไกลกว่าคำถามว่า ‘จะคิดเงินเท่าไหร่’ กับการที่คุณบอกว่าให้ลองตอบแบบเป็นตัวเอง ถ้าคุณขอจริงๆ ผมคงเลือกจะไม่ทำในการแสดงชิ้นนี้ เพราะว่ามันคงเสี่ยงไป และผมคงไม่รู้บริบทอะไรมากพอจะตอบ

แต่การสนทนาในประเด็นแบบนี้ ผมยินดีมากๆ ที่จะแลกเปลี่ยนในฐานะของ ‘พลเมืองโลก’ ที่เชื่อในเรื่องของเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก เหมือนกับสิ่งที่ผมคิดตอนที่อยากทำ FULL SERVICE นี่แหละ

“และถ้าเราได้คุยกันจริงๆ ในแบบที่คุณและผมไม่ใช่คนดูและผู้แสดง ผมรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่งบนโลกใบนี้ที่เราจะซัพพอร์ทซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกับกลุ่มคนที่ความคิดเห็นของเขาถูกกันไว้ไม่ให้แสดงออกมา ผมอยากให้งานของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยคนเหล่านั้น ให้พวกเขาได้พูดสิ่งที่คิด พูดอย่างที่เขาอยากจะพูดได้จริงๆ” ชายหนุ่มตรงหน้าผมตอบคำถามจากคาแร็กเตอร์ที่เป็นเขาเอง

แดเนียลเล่าเรื่องราวที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางมาแสดง FULL SERVICE ที่ไทยให้ผมฟังต่ออีกสักพัก (บางเรื่องเราต้องปิดเครื่องอัดเสียง) จนกระทั่งมีคนเข้ามาขอใช้ห้องต่อ เราถึงได้จบบทสนทนาและปิดดีลอย่างเป็นทางการ

ก่อนจากกัน เขายื่นนามบัตรของตัวเองให้กับผม พร้อมโทรศัพท์มือถือให้พิมพ์ชื่อเฟซบุ๊กเพื่อกดเพิ่มเป็นเพื่อน (โดยไม่คิดเงินเพิ่ม) เรากอดกันหลวมๆ แทนคำบอกลา ก่อนผมจะบอกแดเนียลด้วยความหวังว่าเขาจะเอางานอื่นๆ ของตัวเองมาแสดงให้เราดูกันในปีต่อๆ ไป

สองสามวันต่อมา ผมเข้าไปเช็ครายการออเดอร์ของทริปเอเชียบนเว็บไซต์ FULL SERVICE ก่อนจะพบว่าในบรรดาลูกค้าชาวไทยที่มาซื้อบริการจิ๊บจ้อยของเขา,

‘ราคาที่ต้องจ่าย’ ของผม อยู่ในอันดับสูงที่สุด

 

อ้างอิง

เว็บไซต์ full service project

เว็บไซต์ของ daniel hellmann

เว็บไซต์ของ bangkoktheatrefestival

SHARE