fbpx
เมื่อแอปฯ ส่งอาหารกำลังเปลี่ยนวิถีบริโภคของมนุษย์ (และโลกของเราด้วยเช่นกัน)

เมื่อแอปฯ ส่งอาหารกำลังเปลี่ยนวิถีบริโภคของมนุษย์ (และโลกของเราด้วยเช่นกัน)

โสภณ ศุภมั่งมี เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมามีข่าวชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจจากผู้ให้บริการเดลิเวอรีอาหารเจ้าหนึ่ง บอกว่ายอดสั่งอาหารช่วงปีใหม่เพิ่มขึ้นกว่าวันปกติถึง 16 เท่า และปริมาณอาหารต่อออเดอร์เพิ่มขึ้นถึง 35% ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองคืนข้ามปี

ที่น่าสนใจเพราะผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ถ้าเป็นสมัยเมื่อสามสี่ปีก่อน คืนนี้ฝนตก ไม่อยากออกไปข้างนอก เหนื่อยจากงาน เดินไปในห้องครัวมีมาม่ากับไข่ฟองหนึ่ง ยิ่งกว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้าเสียอีก แต่ตอนนี้ไม่ว่าฝนตก แดดออก เช้า กลางวัน เย็น เที่ยงคืน หรือตื่นมากลางดึกตีสามตีสี่แล้วหิว ก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป แค่กดเปิดแอปฯ ในมือถือ เลือกร้าน แล้วรอให้อาหารมาส่งที่หน้าประตูบ้าน อยากกินอะไรก็กดเลือก นั่งดู Netflix รอไป แถมจานก็ไม่ต้องล้างถ้าร้านใส่กล่องพร้อมทานและมีช้อนส้อมแถมมาให้ด้วย

แอปพลิเคชันส่งอาหารเปลี่ยนวิถีการบริโภคของผู้คนในเมืองใหญ่ๆ ไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย มีผู้เล่นมากหน้าหลายตา อย่างในไทยก็มี Grab, Foodpanda, Uber Eats, Line Man และ Get ส่วนต่างประเทศก็ยังมีเจ้าอื่นๆ อีกอย่าง Meituan-Dianping , Grubhub, DoorDash, Postmates, Seamless, Deliveroo ฯลฯ เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงและขยายเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย จนทำให้เกิดธุรกิจอื่นๆ ตามมาอย่าง Cloud Kitchen หรือ Virtual Restaurant ที่มาเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าที่เมื่อก่อน (อย่างผมเอง) กินอะไรก็ได้เหลือๆ ที่มีในห้องครัว ให้มาพึ่งพาและใช้แอปพลิเคชันเหล่านี้เป็นประจำแทบทุกวัน

แต่เมื่อมองมุมกลับอีกด้านหนึ่ง บุคลากรที่เป็นเมสเซนเจอร์รับส่งอาหาร ต้องตากแดด ตากฝน ฝ่ามลพิษ เจอรถติด เสี่ยงอันตราย รายได้เฉลี่ยตามจริงก็ผันผวนมากบ้างน้อยบ้างตามจำนวนผู้ใช้งาน ตามจำนวนพนักงานที่อยู่ในระบบ และตามทิปที่ได้จากลูกค้า (เพิ่งมีบทความเขียนใน New York Times) กลายเป็นว่าเทคโนโลยีที่มา disrupt ธุรกิจร้านอาหารอย่างการส่งอาหาร on-demand นั้น ไม่เพียงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อผู้ใช้บริการที่เป็นกลุ่มคนรายได้ปานกลางถึงสูงเท่านั้น แต่กลุ่มแรงงานขั้นต่ำที่มีโอกาสใหม่ๆ เพิ่มช่องทางการหาเงินที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังถูกเอารัดเอาเปรียบและต้องพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพื่อดำรงชีพอยู่ดี (แม้ว่าจะบอกว่าเป็นอาชีพอิสระ ไม่มีเจ้านาย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นจริงๆ สักเท่าไหร่)

แน่นอนว่าแอปพลิเคชันเหล่านี้นำความสะดวกและทางเลือกของอาหารมากมายมาอยู่ที่ปลายนิ้ว แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือเรื่องปัญหาขยะพลาสติก มลภาวะทางอากาศ และเศษอาหารที่เหลือทิ้งมากขึ้นตามไปด้วย ก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวมันไก่อาจจะมาถึงที่บ้านคุณภายใน 30 นาทีก็จริงอยู่ แต่กล่องโฟมหรือพลาสติกที่ห่ออาหารมาด้วยนั้นอยู่ต่อไปอีกไม่รู้กี่ร้อยปี

ระบบขนส่งอาหารเดลิเวอรีเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาลเลยก็คงไม่ผิดนัก ทั้งในรูปแบบของตัวธุรกิจ ผู้บริโภค พนักงานขนส่ง และที่หนักสุดคือสภาพแวดล้อม เพราะระบบเดลิเวอรีอาหารที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดก็คงทำให้สัดส่วนของขยะแพ็กเกจอาหารนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในอเมริกาแค่ที่เดียวแพ็กเกจห่ออาหารนับเป็น 30% ของขยะมูลฝอย (municipal solid waste) ทั้งหมด ภายในปี 2017 นั้นหนักถึง 80 ล้านตันเลยทีเดียว

เทียบกับประเทศจีนที่มีความคล้ายคลึงกันของการเติบโตจากแอปพลิเคชันเหล่านี้ ในปี 2018 Meituan-Dianping หนึ่งในบริการเดลิเวอรีอาหารเจ้าใหญ่ในประเทศจีนส่งออเดอร์อาหารไปกว่า 6.4 ล้านออเดอร์ โดยขยะของแพ็กเกจอาหารในปี 2017 นั้นหนักประมาณ 1.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 2 ปีก่อนหน้านั้นถึง 9 เท่า ซึ่ง 3/4 ของขยะเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ และมีโอกาสที่จะไหลลงสู่ทะเลในที่สุด (มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2015 มีขยะประมาณ 3.6 แสนตันไหลลงสู่แม่น้ำแยงซีเกียง) ถึงแม้ว่าตอนนี้รัฐบาลจีนจะพยายามแก้ไขปัญหานี้โดยการสนับสนุนโครงการรีไซเคิลพลาสติกให้มากขึ้น และหยุดนำเข้าวัสดุรีไซเคิลจากต่างประเทศ (ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้หลายประเทศรวมถึงอเมริกาต้องหาปลายทางการนำกระดาษและพลาสติกไปรีไซเคิล)

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of Manchester คาดคะเนว่าภายในสหภาพยุโรป มีการใช้ภาชนะที่ใช้แล้วทิ้งมากกว่า 2 พันตันต่อปี และส่วนใหญ่ของภาชนะเหล่านี้ไม่ถูกนำกลับมารีไซเคิลใหม่อีกครั้ง และแพ็กเกจอาหารอย่างพวกช้อนส้อมพลาสติก จาน หรือหลอด เป็นส่วนประกอบถึง 70% ของขยะที่หลุดลอดไปในทะเลของยุโรป

เราเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างการงดใช้พลาสติก ใช้แพ็กเกจอาหารที่ย่อยสลายได้ หรือมีเทรนด์การใช้ปิ่นโตเพื่อรับอาหารกลับบ้าน แต่จนกว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกใช้อย่างกว้างขวาง มีอะไรบ้างที่แอปพลิเคชันเดลิเวอรีส่งอาหารสามารถลดขยะมูลฝอยจากธุรกิจ แล้วเราล่ะ?

แอปพลิเคชันสั่งอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลต่อผู้ใช้งานในวงกว้างอยู่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ถ้าพวกเขาร่วมมือกัน ยกตัวอย่าง Grab จะเห็นว่าช่วงหลังเมื่อกดสั่งอาหารจะมีออปชันให้กดเลือกว่าจะรับช้อนส้อมพลาสติกรึเปล่าสำหรับออเดอร์นั้นๆ (Deliveroo กับ Uber ก็มีเช่นเดียวกัน) หรืออย่าง DoorDash ที่เริ่มทำโปรเจค DASH เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องขยะอาหารเหลือทิ้งและกลุ่มคนยากจนที่หิวโหย โดยมีการเชื่อมต่อกันระหว่างร้านอาหารที่เป็นพาร์ตเนอร์พวกเขากับศูนย์บริจาคอาหาร เมื่อมีอาหารที่ทำมากเกินไป ร้านอาหารเหล่านี้ก็สามารถเรียกคนมารับไปบริจาคได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Seamless ที่พาร์ตเนอร์กับองค์กร No Kid Hungry ลูกค้าของพวกเขาสามารถรวบรวมเงินแล้วไปซื้ออาหารให้เด็กๆ ยากไร้ได้เช่นกัน

Zomato นอกจากจะเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปเดลิเวอรีอาหารในอินเดียที่กำลังมาแรงแล้ว พวกเขายังมีแนวคิดที่น่าสนใจทำหน้าที่เป็นหน่วยเก็บน้ำมันทอดอาหารที่ใช้แล้ว ให้กับร้านอาหารที่ใช้น้ำมันทอดอาหารมากกว่า 100 ลิตรอีกด้วย (ตามแนวคิด Repurpose Used Cooking Oil ของประเทศอินเดีย) โดยเทคโนโลยีของพวกเขาจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ร้านอาหารให้กดเรียกคนมารับน้ำมัน หลังจากนั้นพวกเขาก็เอามารวมกันไว้ก่อนที่จะส่งต่อไปยังผู้รับคนต่อไปเพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซลต่อ

ขยะอาหารที่เหลือทิ้งและขยะพลาสติกเพิ่มสูงขึ้นด้วยอัตราเร่งที่น่าตกใจทั่วโลก แต่ข้อมูลจาก EPA ก็ยังพอมีแง่มุมหนึ่งที่พอทำให้ยิ้มได้ คือด้านขยะอาหารนั้นถูกกำจัดเพิ่มขึ้นจาก 2.15 ล้านตัน เป็น 2.57 ล้านตัน และมีขยะกว่า 94 ล้านตันถูกรีไซเคิลในช่วงปี 2017 เทียบเท่ากับการลดมลภาวะจากการใช้รถยนต์กว่า 39 ล้านคันบนท้องถนน

แอปพลิเคชันสั่งอาหารแบบเดลิเวอรีส่งถึงหน้าบ้านคงอยู่กับเราไปอีกนาน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเปลี่ยนแปลงวิถีการบริโภคของคนในยุคนี้ไปแล้วอย่างชัดเจน แต่การเปลี่ยนแปลงก็ส่งผลกระทบมหาศาลต่อโลกของเราเช่นเดียวกัน แอปพลิเคชันเหล่านี้ต้องช่วยกันกระตุ้นการรับรู้ให้สังคม ถึงปัญหาขยะที่เพิ่มขึ้นจากบริการเหล่านี้ ช่วยแก้ไขปัญหาและหาทางออกที่ไม่สร้างความเสียหายที่มาพร้อมกับการขยายตัวของธุรกิจ ถ้าจะให้ดีมากขึ้นกว่านี้คือคอยสนับสนุนเป็นตัวกลางที่ช่วยลดปัญหาอาหารที่เตรียมมากเกินกับกลุ่มประชากรอย่างเด็กๆ และคนไร้บ้านผู้ด้อยโอกาสในสังคมด้วย

ส่วนของผู้บริโภคเอง ถ้าเป็นไปได้ก็เลือกที่จะไม่รับช้อนส้อมพลาสติก กล่องอาหารที่เป็นพลาสติกถ้าเก็บรีไซเคิลได้ก็ควรทำ ร้านไหนที่ยังเป็นกล่องโฟมหรือวัสดุที่ย่อยยากก็พยายามหลีกเลี่ยง หรือถ้ามีบริการไหนที่รับส่งโดยใช้ปิ่นโตก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย

แน่นอนว่าไม่ใช่งานง่ายเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ การเติบโตของธุรกิจที่มาพร้อมกับความยั่งยืนคือสิ่งที่จำเป็น เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าบริษัทเหล่านี้จะเติบโตมูลค่าหลายหมื่นล้าน ถ้าโลกต้องตายไปพร้อมๆ กับการเติบโตนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่คุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save