ข่าวเรื่องการนอกใจของไทเกอร์ วู้ดส์เมื่อ 7 ปีก่อน ถือเป็นข่าวใหญ่ประจำปีนั้นก็ว่าได้ การให้สัมภาษณ์ของเอลิน นอร์เดเกรน ภรรยาของไทเกอร์และการขุดคุ้ยถึงชีวิตอีกด้านหนึ่งของไทเกอร์ทำให้เรารู้ว่าไทเกอร์มีสาวๆ ที่เขาคบหานอกจากภรรยามากถึง 8 คน ซึ่งเขาบริหารจัดการเรื่องสาวๆ ของเขามาเป็นปีโดยไม่มีใครระแคะระคาย

ถ้าหากคืนนั้นไม่เกิดอุบัติเหตุจนภรรยาของเขาต้องออกไปตาม ก็อาจไม่มีใครรู้ชีวิตอีกด้านหนึ่งของไทเกอร์ วู้ดส์ และเขาอาจยังอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร มีทั้งชื่อเสียง ความสามารถและยังสนุกกับการบริหารจัดการเรื่องสาวๆ ของเขาได้ แต่ก็นั่นแหละครับ เวลาฮันนีมูนผ่านมาแล้วและกรณีของไทเกอร์ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของความซีเรียสของคนอเมริกัน (และชาติตะวันตกบางประเทศ) ถึงเรื่องของการนอกใจคนรักของตัว

 

ต้องยอมรับว่ากรอบความคิดแบบผัวเดียวเมียเดียวของคริสเตียนยุคโรแมนติก ส่งผลกับความคิดเรื่องการมีครอบครัวของเราอย่างมากในช่วงสองทศวรรษมานี้เอง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นสังคมตะวันตกยังยอมรับได้เรื่องการมีครอบครัวแบบ polygamy หรือในสังคมหลายๆ แห่ง ครอบครัวแบบ polygamy ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้แบบสบายๆ เพราะถือว่าลักษณะครอบครัวในแต่ละสังคม เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรและแรงงานและเป็นกลไกในการรักษาธำรงเผ่าของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม แต่การระบาดอย่างหนักของโรคติดต่อในยุคกลางของยุโรปเป็นตัวผลักดันอย่างสำคัญที่ทำให้สังคมเรื่องสร้างเงื่อนไขเรื่องการครองรักแบบผัวเดียวเมียเดียวและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ของครอบครัวเพื่อการบริหารจัดการให้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงเรื่องปัญหาสังคม การล่าอาณานิคมยิ่งทำให้ความคิดแบบนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกและกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ และถูกยกย่องว่าการมีผัวเดียวเมียเดียวนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์แห่งความเป็น ”อารยะแบบตะวันตก”

ผมคิดว่า การถือครองชีวิตแบบผัวเดียวเมียเดียวนั้นเป็นเรื่องที่ฝืนสัญชาตญาณของมนุษย์สักหน่อย เราไม่ได้เป็นสัตว์ที่ถูกออกแบบมาให้ครองคู่กันแบบนกเงือก แต่เราเป็นสัตว์ที่สำส่อน เรียนรู้ที่จะสนุกกับการมีเพศสัมพันธ์ แต่การพยายามบีบตัวเองให้อยู่ในกรอบก็เป็นไปเพื่อการจัดการที่ง่ายขึ้นเพื่อลดปัญหาสังคม (เช่น ป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติ การป้องกันการเกิดโรคระบาด ฯลฯ) จึงจำเป็นต้องมีชุดความคิดแบบนี้แหละมาช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ในอเมริกาซึ่งดูเหมือนมีเสรีภาพเรื่องเพศ แต่จริงๆ แล้วกฎหมายที่เกี่ยวกับการแต่งงาน การหย่าร้างนั้นถือว่ารุนแรงมาก เรียกว่าชีวิตก่อนแต่งงานกับหลังแต่งงานนี่คนละเรื่องเลยก็ว่าได้ ความคิดเรื่องการนอกใจคู่ของตัวเองเป็นเรื่องที่สังคมให้โทษไว้รุนแรงทั้งในแง่ของการต่อต้านจากสังคมและการลงโทษทางกฎหมาย เป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้การแต่งงานและหย่าร้างของคนดังในสังคมอเมริกัน จึงเป็นข่าวใหญ่เสมอเพราะมันสามารถทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นยาจกและอีกคนกลายเป็นเศรษฐีได้เลย ฉะนั้นถ้าทนไม่ไหวก็ต้องปิดให้มิด ถามไทเกอร์ วู้ดส์ได้ในข้อนี้

สิ่งที่น่าสนใจในโลกยุคดิจิทัลก็คือ เริ่มมีการถามถึง “ขอบเขตใหม่” ของการนอกใจว่าแค่ไหนถึงจะเรียกว่านอกใจ

กิจกรรมที่ทำบนอินเทอร์เน็ต บนแอปพลิเคชันหรือบนแท็บเล็ตของเรา ถือเป็นการนอกใจไหน แค่ไหนกันล่ะที่เราเรียกว่านอกใจ

หากนิยามตามความหมายเดิม เป้าหมายหนึ่งของการนอกใจนั้นอยู่ที่การได้มาซึ่งความสัมพันธ์ทางกาย ได้มีเซ็กซ์ กอด จูบ ลูบไล้กัน ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการนอกใจก็ว่าได้ แต่อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราไปมาก การพูดคุยกับเพื่อนใหม่ที่เราเจอบนทินเดอร์หรือการดูกิจกรรมการช่วยตัวเองของเพื่อนใหม่ที่เราเจอบนอินเทอร์เน็ต แม้ว่าจะไม่มีการสัมผัสหรือจับต้องกันทางกาย แต่การกระทำแบบนี้เราจะเรียกว่า เป็นการนอกใจได้หรือไม่อย่างไร หรืออย่างเช่นพูดคุยกับเพื่อนใหม่ที่เรารู้สึกพิเศษบนอินเทอร์เน็ตแต่ไม่เคยเจอกัน อย่างนี้จะเรียกว่าเรากำลังนอกใจอยู่หรือเปล่า?

ปลายปีที่แล้ว dessertnews.com ทำรายงานเชิงลึกสำรวจความคิดเห็นเรื่องของการนอกใจของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกว่า 1,000 คน คละศาสนาและความเชื่อ (ในจำนวนนั้นมีคนที่นับถือศาสนามอร์มอนที่แสนเคร่งครัดอยู่ 250 คนรวมอยู่ด้วย) แบบสอบถามนี้ถามคนในช่วงอายุตั้งแต่ Baby Boomer ไปจนถึง Millennials และได้ข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้ครับ

 

  • พวกเขาพบว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าการมีความสัมพันธ์แบบ one night stand หรือการหา sex buddy นั้นถือว่าเป็นการนอกใจ (อันนี้เดาไม่ยาก)
  • 51% ของกลุ่มตัวอย่างก็มองว่าการส่งข้อความที่ส่อไปในเรื่องเพศ ก็ถือเป็นการนอกใจ 
  • 61% นั้นมองว่าการคงความสัมพันธ์ทางออนไลน์ก็ถือว่าเป็นการนอกใจด้วยเช่นกัน
  • 16% บอกว่าการที่คู่รักของตัวเองตามดูแฟนเก่าผ่าน social media ต่างๆ ก็ถือว่าเป็นการนอกใจด้วยเช่นกัน
  • ที่น่าแปลกใจก็คือการสำรวจนี้พบด้วยว่ากลุ่มคน Millennials ถึง 94% มองว่าการมีความสัมพันธ์แบบ one night stand ถือเป็นการนอกใจ ซึ่งสูงกว่ากลุ่มคนในเจเนอเรชันอื่นๆ ทั้ง Baby Boomer และ Gen X
  • 71% ของผู้หญิงในกลุ่มตัวอย่างมองว่าการมีความสัมพันธ์กันบนออนไลน์ถือว่าเป็นการนอกใจขณะที่ตัวเลขของผู้ชายอยู่ที่ 50%

 

การสำรวจนี้บอกเราได้อย่างหนึ่งว่า อิทธิพลของศาสนามีผลต่อความรู้สึกของการนอกใจนั้นดูเหมือนจะรุนแรงมากกว่าในกลุ่มคนเคร่งศาสนา พวกเขามองว่าการดูหนังโป๊โดยไม่ได้ดูกับคู่รัก หรือการเข้าคลับเปลื้องผ้าคนเดียวหรือกับเพื่อนก็เป็นการนอกใจด้วย และในกลุ่มอายุที่มากขึ้นการชงกาแฟให้หรือการบริการเล็กๆ น้อยๆ บางอย่าง เช่น ชงกาแฟให้ หรือเอารถไปเติมน้ำมันให้ ถือว่าส่อถึงการ “นอกใจ” ด้วยเช่นกัน

อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือคนรุ่นใหม่ที่อายุยังไม่มากก็มีมุมมองต่อเรื่องของการนอกใจในบางประเด็นก็รุนแรงกว่าคนที่ผ่านประสบการณ์ในชีวิตมามากกว่า

การเติบโตขึ้นของแอปพลิเคชันอย่าง Tinder หรือเว็บไซต์หาคู่ต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้เราได้เจอคนใหม่ๆ มากขึ้นกว่าเดิมมาก และมันตอกย้ำถึงความต้องการลึกๆ ของมนุษย์เราว่า เราเป็นสัตว์สังคมและต้องการรูปแบบความสัมพันธ์ที่หลากหลายมากกว่าแค่แบบเดียว และคนกลุ่มไม่น้อยที่พร้อมจะเสี่ยงลองดู เมื่อมีโอกาสให้นอกใจ ยิ่งเมื่อพวกเขาพบว่าจริงๆ แล้วเขาสามารถบริหารจัดการเวลาได้ ก็ไม่น่าเป็นเรื่องยากที่จะรักษาความสัมพันธ์ลับๆ ของตัวเองได้ ยิ่งหากทำสำเร็จในครั้งแรก ครั้งอื่นๆ ก็จะตามมา จนกว่าพวกเขาจะรู้สึกไม่ท้าทายไปเอง

มีเพื่อนหลายคนมาถามผมเรื่องนี้ และผมจะบอกเสมอว่า หากยินดีรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และคิดว่าจะไม่เปิดปัญหาครอบครัวภายหลัง ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล โดยเฉพาะเรื่องความเข้าใจและมุมมองต่อเรื่องเซ็กซ์และความสัมพันธ์ เพราะผมว่าผมจะไม่เชื่อเรื่อง monogamy แต่ก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าในบริบทของการเป็น polygamy ก็ไม่มีใคร win-win ไปเสียทุกส่วน และยิ่งบนพื้นฐานของโลกสมัยใหม่ที่ความคิดแบบผัวเดียวเมียเดียวยังคงเป็นบรรทัดฐานหลักด้วยแล้ว มันไม่ง่ายที่จะทำให้ทุกอย่างลงตัว

ไม่แน่ว่าอนาคตภาพของครอบครัวสมัยใหม่อาจเปลี่ยนภูมิศาสตร์เรื่องเซ็กซ์และความสัมพันธ์ของคนเราไปได้ เพราะเมื่อเราไม่ต้องการมีลูก ไม่ได้อยากสืบทอดเผ่าพันธุ์ จำนวนชาย หญิงมีสัดส่วนไม่เท่ากัน การแพทย์ที่ช่วยการมีลูกก้าวหน้าขึ้น ฯลฯ จนการมีเซ็กซ์เพื่อ “หน้าที่” ไม่มีอยู่แล้วเปลี่ยนมาเป็นเซ็กซ์เพื่อความสำราญมากขึ้น ก็เป็นไปได้มากว่าความหมายของการนอกใจก็จะเปลี่ยนไปได้อีกมาก

 

น่าเสียดายที่ผมคงอยู่ไม่ถึงจนสามารถอยู่ร่วมวงสนุกสนานไปกับความตื่นเต้นที่ว่านั้นได้

และคิดว่าคงตายก่อนด้วยน้ำมือคนข้างๆ ตัวนี่แหละ -_-‘

 

 

เข้าไปดูข้อมูลที่น่าสนใจได้ของการสำรวจนี้ได้ใน https://www.deseretnews.com/media/misc/pdf/2017-Adultery-Study.pdf

 

Author

Ekasart Sappachang

จบการศึกษาปริญญาโท ด้านมานุษยวิทยา เคยทำงานอยู่ในหน่วยงานระหว่างประเทศระยะสั้นๆ ก่อนชีวิตผกผันให้เข้ามาอยู่ในแวดวงนิตยสารกว่า 20 ปี ผ่านการทำงานมาทั้งนิตยสารหัวไทย หัวนอก ปัจจุบันหุ้นกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ผันตัวมาทำ Content Agency ให้บริการเรื่องการผลิตเนื้อหาให้แบรนด์