‘นรา’ เรื่อง

 

 

ขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ หนังเรื่อง Better Days เพิ่งเข้าฉายในบ้านเรายังไม่ครบสัปดาห์ แต่เท่าที่ประเมินจากความเห็นส่วนตัวของหลายๆ คนทางโซเชียลมีเดียและบทวิจารณ์หลายๆ ชิ้น ก็สามารถสรุปฟันธงได้แล้วว่า มันเป็นหนังที่ชนะใจคนดูในวงกว้าง

มีหลายความเห็นเปรียบเปรยว่า Better Days เป็นเสมือน ‘ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ’ ของยุคนี้

‘ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ’ (A Moment of Romance) เป็นหนังฮ่องกง ปี 1990 ว่าด้วยเรื่องรักโรแมนติกกินใจ ระหว่างหญิงสาวผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและฐานะความเป็นอยู่ กับหนุ่มนักเลงข้างถนนที่ชีวิตปราศจากอนาคต เป็นรักแท้ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม กระทั่งนำไปสู่บทสรุปรวดร้าวสะเทือนใจ

นี่เป็นพล็อตเรื่องที่สามารถอธิบายขยายความเพิ่มเติมได้ด้วยเนื้อเพลง ‘มีเธอ’ ของวงตาวัน โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “มีกันอยู่สองคน คอยเป็นห่วงเป็นใย มีใจอยู่สองใจ คอยผลัดกันดูแล มันจะเลวจะร้ายเพียงใด แต่ยังมีแรงฉุดรั้งก้าวไป…”

Better Days ก็มีเค้าโครงเรื่องใกล้เคียงกัน หากแตกต่างอยู่บ้างตรงที่ตัวละครนางเอกไม่ใช่ ‘ดอกฟ้า’ ผู้สูงศักดิ์ แต่เป็นเด็กนักเรียนมัธยมฐานะยากจน โดดเดี่ยวแปลกแยกจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน ซ้ำร้ายกว่านั้น เธอยังตกเป็นเป้าหมายถูกข่มเหงรังแกอย่างไร้เมตตา

พูดอีกแบบคือ ‘ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ’ เป็นเรื่องรักโรแมนติกที่ทั้งพระเอกนางเอกซึ่งมีฐานะแตกต่างตรงข้าม ล้วนมีปัญหาภายในครอบครัว มีชีวิตโดยขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ ไร้คนเข้าใจ การพบเจอกันจึงช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายและต่างฝ่ายต่างโหยหา ขณะที่ Better Days เป็นเรื่องรักที่มีอุปสรรคสำคัญคือ ปัญหาหลาย ๆ อย่างในสังคมจีนร่วมสมัย

ความแตกต่างนี้ส่งผลให้บรรยากาศและโทนเรื่องของ Better Days มีความจริงจัง หนักหน่วง และมืดหม่นกว่า ‘ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ’ รวมทั้งมีลีลาในการมุ่งสู่ความเป็นเรื่องรักโรแมนติกแตกต่างกัน (ซึ่งได้ผลและดีไปคนละแบบ)

ปัญหาสังคมแรกสุดที่หนังหยิบยกมาสะท้อนถึง คือการข่มเหงรังแกกันอย่างโหดร้ายในโรงเรียน ในหนังเปิดเรื่องโดยฉากเด็กนักเรียนสาวชื่อ หูเสี่ยวตี๋ ตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตาย (ที่น่าสะเทือนใจคือ ท่ามกลางเหตุการณ์ตื่นตระหนกสะเทือนขวัญ นักเรียนส่วนใหญ่พากันมุงดูเหมือนกำลังติดตามมหรสพ และหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปหรืออัดคลิปวิดีโอกันโดยพร้อมเพรียง)

คาดเดาได้ไม่ยากนะครับว่า การตัดสินใจฆ่าตัวตาย เกิดจากการโดนกลั่นแกล้งอย่างหนักหน่วง กระทั่งไม่อาจทนทานแบกรับอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้การข่มเหงรังแกกันจบสิ้นลง เฉินเหนียน นางเอกของเรื่อง กลายเป็น ‘เหยื่อ’ รายใหม่ของการรังแกต่อไป

นอกจากการกลั่นแกล้งซึ่งทำให้ชีวิตทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนเป็นเสมือน ‘ฝันร้าย’ แล้ว ชีวิตที่บ้านของเด็กสาวก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน แม่ของเธอมีอาชีพขายของหนีภาษี ติดหนี้รุงรัง จนต้องหลบหน้าไปค้าขายต่างเมือง นานทีปีหนจึงจะกลับมาบ้านสักครั้ง (แบบหลบๆ ซ่อนๆ)

ท่ามกลางชีวิตความเป็นอยู่อย่างยากไร้และเลวร้าย ความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่จะช่วยให้เฉินเหนียนหลุดพ้นจากสภาพดังกล่าว คือ การสอบ ‘เกาเข่า’ (การสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขันอันสุดแสนจะโหดหิน จากจำนวนผู้เข้าสอบปีละประมาณ 9 ล้านคนจากทั่วประเทศ)

 

 

แง่มุมนี้ หนังแสดงรายละเอียดผ่านการเรียนกวดวิชาอย่างคร่ำเคร่งจนดึกดื่น ภาพนักเรียนนับร้อยนับพันเดินออกจากโรงเรียนอย่างอิดโรยอ่อนล้าราวกับคนงานในโรงงาน ทำให้ผู้ชมตระหนักได้ถึงความจริงจังเข้าขั้นเอาเป็นเอาตาย ไกลเกินกว่าการสอบคัดเลือกเรียนต่อ แต่เป็นการเดิมพันตัดสินอนาคตทั้งชีวิต

พูดได้ว่า การสอบ ‘เกาเข่า’ ไม่ได้มีความหมายและสำคัญอย่างยิ่งยวดเฉพาะกับตัวเฉินเหนียนเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงตัวละครเด็กนักเรียนอื่นๆ ทั้งหมด รวมถึงคนทั่วทั้งสังคมจีนที่ไม่ได้ปรากฎอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย

หนังไม่ได้แจกแจงสาธยายจนหมดครบถ้วนหรอกนะครับ ว่าปัญหาในสังคมจีนมีอะไรบ้าง แต่ผู้ชมพอจะจับเค้าได้ว่า สังคมอย่างเช่นที่เห็นในหนังคงจะรุมเร้าไปด้วยปัญหาสารพัดสารพัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ อาชญากรรม หรือระบบการศึกษา จนกระทั่งผู้คนหลงเหลือทางออกที่ช่วยหลุดพ้นจากสภาพชีวิตอันไม่น่าพึงพอใจอย่างจำกัด หนึ่งในนั้นคือการฝากผีฝากไข้ วางชีวิตทั้งหมดเป็นเดิมพันไปกับการแทงหวยสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย

โดยพล็อตคร่าวๆ และชื่อหนัง ตลอดจนการสื่อสารสาระสำคัญผ่านบทสนทนาหลายๆ ตอน เช่นว่า “เส้นทางที่เราเลือกมักจะมีเงามืดเสมอ แต่เมื่อเงยหน้าก็จะเห็นแสงสว่าง” หรือ “เราอยู่ในที่เสื่อมโทรม แต่บางคนก็ยังสามารถแหงนดูดาว” รวมถึงการเน้นย้ำภาพท้องฟ้าสดใสแทรกเข้ามาในบรรยากาศส่วนใหญ่ที่หม่นทึม เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องเก่าซอมซ่อผุพังอยู่หลายครั้ง ทำให้แก่นเรื่องของ Better Days สะท้อนชัดว่า พูดถึงคนที่มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่โหดร้ายย่ำแย่ แต่ก็ไม่สิ้นความหวัง

ตรงนี้ หนังขยายแง่มุม ด้วยการเล่าเรื่องของอีกตัวละครสำคัญคือ เสี่ยวเป่ย เด็กหนุ่มที่เป็นนักเลงข้างถนนตั้งแต่อายุ 13 พ่อของเขาทิ้งแม่และครอบครัว จากนั้นแม่ก็ทิ้งเขาอีกทอดหนึ่ง ทำให้เสี่ยวเป่ยต้องยังชีพด้วยการขายของที่ถูกขโมยมา ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทะเลาะวิวาท ต่อยตีกับนักเลงกลุ่มอื่น ไม่มีโอกาสได้เล่าเรียน และมีประวัติอาชญากรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความเป็นหนังรักของ Better Days เริ่มขึ้นเมื่อเฉินเหนียนและเสี่ยวเป่ยพบเจอกัน และค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์จากคนแปลกหน้ากลายเป็นคู่รัก โดยมีเหตุการณ์กลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นตัวขับเคลื่อนให้เรื่องคืบหน้า กระทั่งมุ่งสู่เรื่องราวเลวร้ายบานปลาย ซึ่งเป็นทั้งจุดจบของชีวิตวัยเยาว์ เป็นจุดเปลี่ยน และเป็นการเรียนรู้เพื่อเติบโตครั้งสำคัญ

ผมคิดว่าหนังใช้การสอบ ‘เกาเข่า’ ในหลายบทบาทหน้าที่ แรกสุดมันเป็นปลายทางของเหตุการณ์ที่หนังจะมุ่งไปถึง ถัดมามันเป็น ‘ความหวัง’ หรือ ‘แสงสว่าง’ ตามที่เฉินเหนียนเข้าใจและเชื่อมาตลอด จนกระทั่งค้นพบว่าไม่ใช่ แท้ที่จริงแล้วการสอบนี้เป็นเพียงภาพลวงตา อีกความหมายที่คล้าย ๆ กัน คือการสอบนี้เป็นเสมือนเส้นแบ่งระหว่างโลกวัยเยาว์กับโลกของผู้ใหญ่ (ตามความเข้าใจแบบไร้เดียงสาของตัวละครอีกเช่นกัน แน่นอนว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่)

หน้าที่สุดท้ายและสำคัญสุดของการสอบ ‘เกาเข่า’ ที่ปรากฎในหนังเรื่องนี้ คือ การจำแนกให้เห็นความแตกต่างระหว่างเฉินเหนียนกับเสี่ยวเป่ย มองอย่างผิวเผินแล้ว สองตัวละครนี้แทบไม่มีอะไรต่างกัน ทั้งคู่เป็นคนจำพวก ‘ตกเป็นเบี้ยล่าง’ ยากไร้ โดดเดี่ยว มีสภาพเป็นผู้ถูกกระทำจากสังคมรอบข้างทั้งทางตรงทางอ้อม

แต่การสอบ ‘เกาเข่า’ ทำให้ชีวิตของเฉินเหนียนมีเป้าหมาย เกิดความหวัง และมองเห็นโอกาสให้ไขว่คว้า ขณะที่เสี่ยวเป่ยนั้นอนาคตมืดมนเป็นทางตัน ส่อเค้าว่าจะต้องจมปลักดังเช่นที่เป็นอยู่ตลอดไป

น้ำหนักของความเป็นเรื่องรักโรแมนติกอันจับใจผู้ชมอยู่ตรงนี้แหละครับ ตรงที่ตัวละครมีความแตกต่างสวนทางกัน คนหนึ่งมีหนทางให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า  ส่วนอีกคนเป็นทางตัน หยุดนิ่งอยู่กับที่ ในความแตกต่างนี้เอง เสี่ยวเป่ยเลือกสนับสนุนและยอมเสียสละ เพื่อให้ผู้หญิงที่ตนรักสามารถ ‘ไปต่อ’ โดยไม่คำนึงว่าตนเองต้องตกสู่ห้วงยามเลวร้ายเช่นไรบ้าง

ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า แก่นเรื่องพูดถึงการผ่านผจญความเลวร้ายด้วยความหวัง ท้ายที่สุด คำตอบที่หนังหยิบยื่นให้ (รวมทั้งเป็นดาบสุดท้ายที่ทำให้ความโรแมนติกดำเนินไปสู่จุดสูงสุด) คือการสอบ ‘เกาเข่า’ ไม่ใช่ความหวังสำหรับเฉินเหนียน แต่เป็นเสี่ยวเป่ยต่างหากที่ใช่ ในทางกลับกัน ชีวิตที่ดูสิ้นไร้หนทาง มองไม่เห็นแสงสว่างของเสี่ยวเป่ย การ ‘มีเธอ’ ก็ทำให้วันร้ายคืนเลว มีวันที่ดีรอคอยอยู่เบื้องหน้า

 

 

ความโดดเด่นดีงามของ Better Days มีอยู่หลายประการ อย่างแรกเป็นการผสมผสานระหว่างเนื้อหา อารมณ์ และบรรยากาศหม่นทึม หนักหน่วงจริงจังกับความบันเทิงได้อย่างเนียนและกลมกลืนมาก

พูดง่ายๆ คือ มีความเป็นหนังหนักอึ้งตึงเครียดที่เล่าออกมาได้สนุกครบรส มีตั้งแต่ความน่าสะพรึงกลัว ความเศร้าสะเทือนใจ ความซาบซึ้งนุ่มนวล ไปจนถึงความตื่นเต้นเร้าใจ ชวนให้ติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ

จุดเด่นต่อมาคือ เนื้อหาสาระ ผมได้กล่าวบางแง่มุมที่เป็นใจความหลักไปแล้ว แต่หนังยังมีประเด็นปลีกย่อยอยู่ตามรายทางเต็มไปหมด เช่น แง่มุมเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งรังแกกัน ตัวละครหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เพราะผู้ตกเป็นเหยื่อแลดู ‘อ่อนแอ’ จึงเร่งเร้าเชิญชวนให้กลายเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่คำโต้แย้งจากอีกตัวละครก็คือ พวกเราต่างหากที่อ่อนแอ จึงทนนิ่งเฉยดูดายปล่อยให้การกลั่นแกล้งรังแกเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา โดยไม่มีใครคิดจะลุกขึ้นมายับยั้งขัดขวาง (ที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ คนจำนวนมากมองดูการข่มเหงที่เกิดขึ้นด้วยความสนุกสนานครื้นเครง บางครั้งถึงขั้นร่วมผสมโรงล้อเลียนเหยื่อ)

แง่มุมการกลั่นแกล้งยังบอกเล่าถึงความล้มเหลวของระบบในภาพรวม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพูดด้วยความท้อใจว่า เมื่อเกิดคดีทำนองนี้ขึ้น ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่มักรอดพ้น ไม่โดนทำโทษ เนื่องจากขาดพยานหลักฐาน (ซึ่งเกี่ยวโยงกับเหตุผลในย่อหน้าข้างต้น) การซัดทอดเป็นลำดับขั้นว่าใครควรจะเป็นคนรับผิดชอบ  ตำรวจตำหนิทางโรงเรียนที่ไม่สอดส่องคุมเข้ม ครูโทษผู้ปกครองที่ย่อหย่อนบกพร่องในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลาน พ่อแม่บอกปัดว่าต้องดิ้นรนทำมาหากินอย่างยากลำบาก บางคนถึงขั้นมีเวลาเจอหน้าลูกเพียงปีละครั้ง

ตรงนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือตัวละครเด็กสาวหน้าตาน่ารักฐานะดีชื่อ เว่ยไหล ผู้เป็นหัวหน้าแก๊งกลั่นแกล้งผู้อื่นอย่างโหดร้ายเกือบตลอดทั้งเรื่อง หนังเล่าเฉพาะพฤติกรรมน่ารังเกียจ โดยไม่แจกแจงสาเหตุความเป็นมา แต่ก็มีอยู่ 2 ฉากที่เล่าผ่านๆ รวบรัด ซึ่งทำให้ผู้ชมสามารถทำความเข้าใจตัวละครนี้

ฉากแรก เมื่อตำรวจเชิญผู้ปกครองมาสอบถาม ท่าทีและคำพูดจาของแม่ได้เล่าในสิ่งที่หนังไม่ได้เล่าตรงๆ ว่า เว่ยไหลได้รับการเลี้ยงดูแบบพะเน้าพะนอตามใจจนเสียเด็ก ครอบครัวของเธอเป็นนักธุรกิจฐานะร่ำรวยที่มีหน้ามีตาในสังคม จนอาจจะไม่มีเวลาให้ลูก

คำอธิบายครั้งต่อมา เป็นบทพูดสั้นๆ ไม่กี่ประโยคในช่วงท้าย ซึ่งบ่งบอกให้ผู้ชมทราบว่า เว่ยไหลเคยล้มเหลวในการเรียนการสอบมาก่อน จนกลายเป็นชนวนขัดแย้งกับพ่อ (ซึ่งผมคาดเดาต่อเนื่องไปได้ว่า เด็กสาวน่าจะโดนพ่อกดดันเกี่ยวกับการสอบ ‘เกาเข่า’)

รายละเอียดบางๆ เหล่านี้ เมื่อประกอบรวมกันแล้ว ทำให้ผมสันนิษฐานหรือเดาต่อได้ว่า การที่เว่ยไหลเที่ยวแกล้งรังแกใครต่อใครไปทั่วนั้น อาจเป็นเพราะปมเกี่ยวกับความล้มเหลวของตนเอง หรือบังเกิดจิตริษยาอิจฉา (เหยื่อที่โดนเธอรังแกมักเป็นเด็กเรียนดี) หรือคิดอย่างทื่อๆ ที่สุดว่า การข่มเหงนี้เป็นวิธีหนึ่งในการกำจัดหรือตัดกำลังคู่แข่งในการสอบ

มีแง่มุมชวนคิดในหนังอีกเยอะเลยนะครับ แต่ที่น่าสนใจและหนังค่อนข้างเน้นย้ำคือ ฉากเปิดเรื่องและปิดเรื่อง ว่าด้วยการเรียนการสอนไวยากรณ์อังกฤษถึงความแตกต่างระหว่าง was กับ used to be ที่สะท้อนถึงความเป็นอดีต โดย used to be มีนัยยะถึงอดีตที่จบสิ้นไปแล้ว

หนังใช้ถ้อยความ 3 ประโยค คือ This is our playground, This was our playground และ This used to be our playground ให้ตัวละครท่องซ้ำทวนไปมาอยู่หลายเที่ยว

ตามความเข้าใจของผม คิดว่ามันเกี่ยวโยงไปถึงความเป็นหนัง coming of age หรือการเรียนรู้จนก้าวข้าม เปลี่ยนผ่านจากช่วงวัยหนึ่งไปสู่อีกวัยหนึ่ง

แต่ปริศนาธรรมที่ผู้ชมจะต้องครุ่นคิดต่อคือ เบื้องลึกในใจของตัวละคร แท้จริงแล้วเธอคิดและรู้สึกเช่นไรกับแต่ละประโยค และช่วงเวลาในหนัง แต่ละถ้อยความตรงกับการแสดงอดีตแบบไหน?

ผมไม่แน่ใจและไม่ยืนยันว่าใช่หรือถูกต้อง แต่มันจะน่าเจ็บปวดสุด ถ้าหากว่า ’แต่ก่อนตรงนี้เคยเป็นสนามเด็กเล่น’ มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตัวละครยังใช้ชีวิตเป็นนักเรียน

นอกจากจะเป็นหนังที่ดูสนุก ดูง่าย เข้าใจง่าย ครบครันทั้งสาระและความบันเทิงแล้ว อีกสิ่งที่โดดเด่นและทรงพลังมากในหนังเรื่องนี้คือ การแสดงอันยอดเยี่ยมของโจวตงหยี่ว์ ผู้รับบทเป็นเฉินเหนียน และแจ็คสัน ยี ในบทเสี่ยวเป่ย การสวมบทบาทของทั้งคู่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกรักและเอาใจช่วยตัวละครตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่อารมณ์ต่างๆ ติดตามมา ไม่ว่าจะเป็นความสะเทือนใจ โรแมนติก หรือความลุ้นระทึก

โดยกลวิธีแล้ว Better Days เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ความดีงามหลักๆ เกิดขึ้นผ่านการเขียนบท (ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง In His Youth, In Her Beauty ของจิวหยูซี) ซึ่งเล่าเรื่อง สื่อความหมาย และเร้าอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจังหวะจะโคนอันแม่นยำของผู้กำกับ มี 2 ฉากเด่นที่แสดงให้เห็นทีมเวิร์คเข้าขากันมากๆ ระหว่างบทหนัง ผู้กำกับ นักแสดง และการถ่ายทำ คือ ฉากตัดผมและฉากเฉินเหนียนพบกับเสี่ยวเป่ยในตอนท้ายๆ ซึ่งต่างมองดูกันและกันโดยปราศจากคำพูด แต่สามารถบอกกล่าวความในใจเบื้องลึกที่มีต่อกันได้วิเศษมาก

อย่างไรก็ตาม ในความตรงไปตรงมาของวิธีการนำเสนอ งานสร้างทั้งหมดของหนังก็ทำหน้าที่เป็นแบ็กอัพที่แข็งแรงมาก ทั้งงานกำกับศิลป์ ดนตรีและการออกแบบเสียงประกอบ (รวมถึงการเลือกใช้ความเงียบในบางฉากบางตอน) งานกำกับภาพผสมระหว่างการถ่ายสวย ควบคู่ไปกับการคุมโทนหม่นทึม เน้นย้ำความเสื่อมโทรมผุพังของฉากหลัง

ที่ผมชอบอีกอย่างคือ หนังเลือกถ่ายด้วยวิธีแบกกล้องใส่บ่าแทนการใช้ขาตั้งเกือบตลอดทั้งเรื่อง วิธีเช่นนี้ ส่งผลให้ภาพมีความสั่นไหวเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา  สอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราวของตัวละครที่มีชีวิตไม่มั่นคง เปราะบาง

กล่าวโดยสรุป เป็นหนังที่ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง แนะนำดังๆ แรงๆ เลยนะครับ

 

Author

Nara

นรา - นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม