ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

30 เมษายน 2516 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ออกรายการพิเศษทางโทรทัศน์ เพื่อชี้แจงชาวอเมริกันว่า ตามที่มีข่าวว่าคนของพรรครีพับลิกันในคณะกรรมการเลือกตั้งซ่อมประธานาธิบดี (The Committee to Re-elect the President, CREEP) เข้าไปจารกรรมข้อมูลและตั้งเครื่องดักฟังในศูนย์กลางของพรรคเดโมแครตซึ่งอยู่ในตึกโรงแรมวอเตอร์เกตนั้น ตัวเขารับผิดชอบในเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายตรงข้ามและสื่อมวลชนกล่าวหาว่ากระทำการผิดกฎหมาย จากนั้นก็บอกว่าที่ปรึกษาใหญ่ของทำเนียบขาวสองคนขอลาออก รวมทั้ง จอห์น ดีน ที่ปรึกษาพิเศษในทำเนียบขาว ทั้งหมดฟังแล้ว คนน่าจะยอมรับความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ที่นิกสันบอกว่า “กระตือรือร้นในการทำงานมากเกินไป”

ผมนั่งฟังในห้องรับแขกของมิสซิสมัวร์ เจ้าของห้องเช่าตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก เธอบ่นกระฟัดกระเฟียดว่าพวกนักการเมืองนี่ไม่ได้เรื่อง จะตามเล่นงานประธานาธิบดีไปถึงไหน จะปิดโทรทัศน์เครื่องเดียวในบ้านให้ได้ ผมขอดูต่อเพราะอยากรู้ความเห็นของผู้วิจารณ์ข่าวจากสำนักข่าวใหญ่เช่นซีบีเอสและเอ็นบีซี มิสซิสมัวร์จึงเดินออกไปด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ ผมเดินทางกลับเมืองไทยในเดือนสิงหาคม 2516 กว่าการสอบสวนจะได้เรื่องเกือบสมบูรณ์ก็กินเวลาไปอีกเกือบปี ในที่สุดนิกสันยอมลาออกก่อนที่วุฒิสภาจะทำการตัดสินถอดถอน ในวันที่ 8 สิงหาคม 2517

ผมเล่าเรื่องในอดีตเพราะกำลังฟังและตามข่าวที่แกนนำและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเดโมแครต ตัดสินใจประกาศดำเนินการถอดถอนประธานาธิบดี (impeachment) โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์สองร้อยกว่าปีของรัฐธรรมนูญและระบบประชาธิปไตยในอเมริกา

คนที่ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการคือแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งกระทำในนามของพรรคและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคเดโมแครตเป็นเสียงข้างมาก เธอให้เหตุผลสั้นๆ อย่างไม่ยืดเยื้อว่า จากการกระทำที่เพิ่งเปิดเผยออกมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “กระทำการทรยศหักหลังต่อคำปฏิญาณในการรับตำแหน่ง หักหลังความมั่นคงของชาติเรา และหักหลังการเลือกตั้งของเรา” นั่นคือใช้อำนาจของประธานาธิบดีอย่างผิดกฎหมาย ด้วยการโทรศัพท์บีบให้ผู้นำประเทศอื่นหาหลักฐานการทำผิดกฎหมายของโจ ไบเดน และลูกชายซึ่งมีธุรกิจในยูเครน การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจของรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ นับว่าเป็นการกระทำผิดร้ายแรง จึงสมควรที่รัฐสภาจักต้องดำเนินการถอดถอนต่อไป

การตัดสินใจครั้งนี้นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญยิ่งในการเมืองอเมริกันปัจจุบันและต่อพรรคเดโมแครต ซึ่งกำลังมีศึกภายในระหว่างสมาชิกพรรคฝ่ายก้าวหน้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปีที่แล้ว พยายามผลักดันให้ดำเนินการถอดถอนทรัมป์เดี๋ยวนี้ เพราะข้อมูลหลักฐานและร่องรอยของการกระทำผิดหรือละเมิดกฎหมายของเขามีมากมาย ทั้งจากรายงานของคณะอัยการพิเศษมุลเลอร์ ซึ่งยืนยันว่ามีการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายเรื่อง แต่อัยการไม่อาจดำเนินการฟ้องร้องได้ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ต้องให้เป็นเรื่องของสภาคองเกรสซึ่งมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการฟ้องร้องถอดถอนประธานาธิบดี

เพโลซีต้องไกล่เกลี่ยลูกพรรคหลายเดือน ว่าขอเวลาให้หลักฐานข้อมูลชัดเจนและมัดอย่างดิ้นไม่หลุดก่อน เนื่องจากการดำเนินการกับทรัมป์ซึ่งมีฐานเสียงสนับสนุนจากมวลชนฝ่ายอนุรักษนิยมและกลุ่มขวาจัดหนาแน่นมาก จะทำอะไรต้องรอบคอบ ไม่อย่างนั้นเดโมแครตอาจสูญเสียที่นั่งในสภาคองเกรสไปอีก รวมทั้งทำเนียบขาวด้วย เป็นสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเพโลซี จนกระทั่งวันเวลาอันเหมาะสมได้มาหาพวกเขาแล้ว

 

วันที่เสียงนกหวีดดัง

 

คนที่ช่วยกู้และผลักดันให้พรรคเดโมแครตออกจากสภาวะเขาควายนี้ได้คือ ‘นักเป่านกหวีด’ หรือ Whistleblower ซึ่งรวบรวมและเขียนรายงานถึงการโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีเซเลนสกีแห่งยูเครน ช่วงวันที่ 25 สิงหาคม เนื้อหาคือทรัมป์บอกให้เซเลนสกีไปสอบสวนดูว่าโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสมัยโอบามา และฮันเตอร์ ลูกชายซึ่งเป็นกรรมการบริษัทในยูเครนได้กระทำการคอร์รัปชันอะไรบ้าง

ที่หนักหน่วงไปกว่านั้นคือการที่ทรัมป์พูดออกมาตรงๆ ว่าความช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐฯ ที่จะให้ยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซียกว่า 400 ล้านเหรียญนั้นจะไปไม่ถึงมือ จนกว่าเซเลนสกีจะให้ความร่วมมือในการขุดคุ้ยสิ่งสกปรกที่พ่อลูกไบเดนได้กระทำไว้ในยูเครนออกมาเสียก่อน

ตรงนี้เองที่คนตีความว่าเป็นการใช้อำนาจของประธานาธิบดีไปข่มขู่ประมุขของประเทศอื่น เพื่อสนองต่อผลประโยชน์ส่วนตัวของทรัมป์เอง เพราะโจ ไบเดน กำลังเป็นตัวเก็งในการเป็นผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 ของพรรคเดโมแครต และคะแนนเสียงจากประชามติออกมาว่าโจ ไบเดน มีเสียงชนะทรัมป์ด้วย

ผมก็เพิ่งรู้ว่าอเมริกามีกฎหมายระดับสหพันธ์ในเรื่องการมีนักเป่านกหวีด เพื่อรายงานการกระทำมิชอบและผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง เหตุผลที่เขาต้องยอมให้มีกฎหมายนี้เพราะข้อมูลการทำผิดกฎหมายและการคอร์รัปชันในหน่วยงานรัฐนั้น ยากที่จะได้ข้อมูลถึงระดับสูงจริงๆ นอกจากต้องมีคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานนั้นๆ ให้ข้อมูลและร่วมมือในการรวบรวมหลักฐานการทำผิดออกมา จึงจะสามารถฟ้องร้องเอาผิดผู้มีอำนาจในสำนักงานนั้นๆ ได้

กฎหมายนักเป่านกหวีดยังมีการคุ้มครองคนที่ออกมาเป่านกหวีดด้วย แต่โดยรวมๆ แล้วก็ดำเนินไปภายใต้การดูแลของประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหาร ตรงนี้คือปมเงื่อนที่คนกำลังวิตกว่า คนที่ออกมาเป่านกหวีดกล่าวโทษทรัมป์จะให้ใครช่วยปกป้องเขาได้ เพราะทรัมป์ออกมาทวีตแล้วว่า อยากเจอนักเป่านกหวีดคนนี้จังว่าได้หลักฐานมาจากใคร และกล่าวเลยไปถึงว่า คนที่ออกมาพูดเล่นงานเขาเท่ากับเป็นพวก ‘ทรยศ’

ข้อมูลเท่าที่ออกมาได้ความว่า นักเป่านกหวีดคนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรอง ที่สำนักข่าวกรองกลางหรือซีไอเอส่งให้ไปทำงานในทำเนียบขาว ไม่ทราบเหมือนกันว่าหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คนนี้คืออะไร แต่ข้อมูลที่เขาได้มานั้น ไม่ใช่เขาได้ยินเอง หากแต่มาจากคนในทำเนียบขาวที่ทำหน้าที่บันทึกการพูดโทรศัพท์ของประธานาธิบดีทุกครั้ง แล้วถอดบทสนทนาออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเป็นเอกสารราชการต่อไป คนที่ฟังและถอดบทสนทนามีถึงสองห้อง ดังนั้นคำพูดทั้งหมดจึงไม่ตกหล่นไป นักเป่านกหวีดแถลงว่าเขาได้หลักฐานทั้งหมดมาจากคนในห้องฟังการสนทนา ดังนั้นในรายงานของเขาจึงละเอียดและมีข้อมูลถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการ เพราะไม่ใช่ว่าได้มาจากการบอกเล่าของคนอื่น หากแต่มาจากบทสนทนาที่เกิดขึ้นจริง

นี่เองเป็นเหตุให้ทำเนียบขาวรีบออกมาแก้สถานการณ์ ด้วยการเปิดเผยบันทึกการสนทนาออกมา พร้อมกับหมายเหตุว่า อันนี้ไม่ใช่บทสนทนาคำต่อคำ หากแต่เป็นการถอดและเรียบเรียงข้อความจากคำสนทนาทั้งหมด ซึ่งนักเป่านกหวีดและคนที่ได้อ่านรายงานของนักเป่านกหวีด ต่างรู้ว่า บันทึกจากทำเนียบขาวในเรื่องนี้ถูกตัดต่อและชำระความ ‘สกปรก’ ออกไปจนหมด เหลือแต่การสนทนาที่เป็นไปอย่างฉันมิตร และไม่มีการบีบบังคับให้ประธานาธิบดียูเครนต้องทำอะไรเลย

วันที่แนนซี เพโลซี ประกาศเริ่มกระบวนการถอดถอนทรัมป์นั้น ทรัมป์กำลังประชุมสหประชาชาติในกรุงนิวยอร์ก เช้าวันนั้นเขาโทรศัพท์ถึงเพโลซีเรื่องการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืน จากนั้นเพโลซีจึงบอกทรัมป์ว่าเธอจะประกาศการถอดถอนประธานาธิบดีในวันนั้นด้วย ทรัมป์จึงรู้ตัวก่อนแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชั่วโมงต่อมา ทวีตที่ออกมาของเขาจึงเป็นการตอบโต้อย่างแรงเช่นกัน หลังจากนั้นนักข่าวก็พากันไปสัมภาษณ์ประธานาธิบดีเซเลนสกีว่าได้พูดโทรศัพท์กับทรัมป์อย่างไร ภาพที่ออกมาคือเซเลนสกีหน้าตาไม่เป็นสุขเท่าไร พูดไม่ค่อยออก นอกจากว่าไม่มีอะไร เป็นการคุยกันธรรมดา “ไม่มีการบีบบังคับอะไร”

เดโมแครตผนึกกำลัง

 

แม้ว่าการตัดสินใจดำเนินการถอดถอนจะเปรียบเสมือนการเข็นครกขึ้นภูเขา แต่จากการตอบรับและความเห็นของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนฯ ส่วนใหญ่ ปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนและเห็นด้วยกับการดำเนินการถอดถอนครั้งนี้ ด้านหนึ่งเท่ากับเป็นการฉุดให้พรรคเดโมแครตขยับออกจากเขาควายที่นับวันมีแต่จะเดินไปสู่หนทางที่มองไม่เห็นจุดหมาย

จอห์น ลูอิส สมาชิกสภาผู้แทนฯ อาวุโส กล่าวสนับสนุนเพโลซีว่า “มีเวลาหนึ่งที่คุณต้องถูกทำให้เคลื่อนไหวด้วยสปิริตของประวัติศาสตร์ ในการกระทำเพื่อปกป้องและรักษาไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพของประเทศเรา ข้าพเจ้าเชื่ออย่างจริงใจว่า เวลาที่จะเริ่มการถอดถอนประธานาธิบดีคนนี้ได้มาถึงแล้ว การชักช้าหรือทำอย่างอื่นจะทรยศรากฐานของประชาธิปไตยของเรา”

ลูอิสเป็นหนึ่งในผู้นำขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวดำสมัยมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ถูกจับกุมคุมขังหลายครั้งกว่าจะได้สิทธิเท่าเทียมกับคนผิวขาว เขาวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์มาตลอดและต้องการถอดถอน แต่เขาเคารพและเกรงใจแนนซี เพโลซีอย่างมาก ทำให้ไม่เคยออกมาพูดเพื่อให้ทำการถอดถอนแต่อย่างใด กระทั่งถึงวันนี้ ในการประชุมเพื่อตัดสินใจการถอดถอนที่ใช้เวลา 24 ชั่วโมงต่อเนื่องกว่าจะได้มติ ในที่สุดสมาชิกพรรคจำนวน 196 คน รวมทั้ง 47 คนที่มาจากเขตเลือกตั้งที่คะแนนเสียงของทรัมป์หนาแน่นด้วย พากันลงมติให้ดำเนินการถอดถอน นับว่ากรณีนี้ทำให้สมาชิกพรรคเดโมแครตหันหน้าเข้าหากันอย่างเป็นเอกภาพอีกวาระหนึ่ง

 

กระบวนการถอดถอน (impeachment)

 

เนื่องจากการถอดถอนประธานาธิบดีมีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ การดำเนินการและปฏิบัติจึงต้องเริ่มด้วยการไปอ่านมาตราที่กำหนดให้มีการถอดถอนขึ้นมา ปัญหาคือมาตราที่ว่านี้ไม่ได้ให้รายละเอียด โดยเฉพาะวิธีการอันเป็นรูปธรรมเลยว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง แม้กระทั่งความผิดที่ฟ้องร้องประธานาธิบดีได้ก็ไม่ชัดเจน เพียงแต่ระบุว่ามี 3 คดีใหญ่คือ ทรยศชาติ ประพฤติตัวอย่างไม่ถูกต้อง (misdemeanor) และคดีอาชญากรรมอันใหญ่โต (high crime)

ส่วนการตัดสินว่าการกระทำอย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าคือการทรยศชาติ ประพฤติไม่ถูกต้อง และทำอาชญากรรมใหญ่โต เป็นหน้าที่ของสภาคองเกรส ทั้งสภาล่างและสภาสูงที่จะให้คำวินิจฉัยว่าการกระทำอันไหนของประธานาธิบดีเข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรมนูญ นี่คือประเด็นใหญ่ที่จะนำไปสู่การโต้แย้งและวิวาทะกันระหว่างสมาชิกพรรคเดโมแครตกับรีพับลิกันเมื่อวาระการถอดถอนเข้าสู่สภาคองเกรส

กระบวนการที่ปฏิบัติกันมาคือ สภาผู้แทนราษฏรเป็นผู้ริเริ่มรวบรวมหลักฐานและทำข้อสรุปกล่าวหาประธานาธิบดี จากนั้นเสนอเป็นกฎหมายเรียกว่า ‘บทบัญญัติการถอดถอน’ (Article of Impeachment) โดยระบุอย่างเป็นรูปธรรมเลยว่าประธานาธิบดีกระทำความผิดในเรื่องอะไร เข้าข่ายอะไร ทั้งหมดมีกี่กระทง พรรคเดโมแครตตกลงมอบภารกิจการสอบสวนให้แก่คณะกรรมาธิการข่าวกรอง นำโดยอาดัม ชิฟ ส.ส.แคลิฟอร์เนีย ซึ่งแกนนำพรรคเดโมแครตและเพโลซีเห็นพ้องกันว่า ควรให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ทำหน้าที่สอบสวนและดำเนินการถอดถอนจนกว่าจะเสร็จกระบวนการ

ความจริงที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการที่ทำการสอบและไต่สวนพฤติกรรมของทรัมป์มากกว่าเพื่อน คือฝ่ายยุติธรรม (Judiciary Committee) ภายใต้การนำของเจอโรลด์ แนดเลอร์ (ส.ส.นิวยอร์ก) ซึ่งประกาศอย่างเปิดเผยว่าเขาต้องการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้เขาและคณะกรรมาธิการยุติธรรมถูกตอบโต้จากรีพับลิกันและทรัมป์อย่างหนัก

ถ้าให้แนดเลอร์และทีมกรรมาธิการของเขาเป็นผู้ไต่สวนและสืบสวนเรื่องจากนักเป่านกหวีด เกรงว่าจะถูกครหาและนินทาจากรีพับลิกันและทรัมป์ว่าไม่เป็นกลางและไม่ยุติธรรมต่อเขา เพราะแนดเลอร์มีอคติต่อทรัมป์อยู่ก่อนแล้ว ข้อสำคัญคือการจะผลักดันให้กระบวนการถอดถอนนี้บรรลุผลสำเร็จได้ จักต้องเป็นกระบวนการที่เรียกว่าสองพรรคร่วมกัน (bi-partisan) ดังนั้นอะไรที่จะเป็นอุปสรรคต่อการทำให้รีพับลิกันจะมาร่วมมือได้ ก็ต้องหาทางหลีกเลี่ยงไปเสียก่อน การให้อดัม ชิฟ ทำหน้าที่จึงเหมาะสม เพราะเขาไม่เคยแสดงอาการที่ต่อต้านทรัมป์อย่างออกหน้าเลย แต่เขาก็ยืนหยัดหลักการในการวิจารณ์ทำเนียบขาวที่แทรกแซงการทำงานของคองเกรสมาหลายครั้ง

เมื่อสภาผู้แทนฯ ตกลงจัดทำคำกล่าวหาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ไม่ง่าย เพราะรีพับลิกันเริ่มเรียกร้องให้สภาผู้แทนฯ นำเรื่องนี้เข้าสู่การลงคะแนนเสียงทั้งสภาเสียก่อน กลยุทธ์นี้อาจทำให้สมาชิกเดโมแครตบางคนที่มาจากเขตเลือกตั้งอ่อนไหวกลับใจได้ จากนั้นส่งกฎหมายนี้ไปยังวุฒิสภาเพื่อทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุนและทำการไต่สวนเหมือนในระบบศาล ส่วนวิธีพิจารณาในการไต่สวนและรายละเอียดต่างๆ ก็ให้วุฒิสภาเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเอง

จะเห็นได้ว่า สถาบันที่จะเป็นผู้ตัดสินสุดท้ายหลังจากสภาผู้แทนฯ มีมติให้ทำการถอดถอนแล้ว ก็คือวุฒิสภานั่นเอง หากพิจารณาจากการที่พรรครีพับลิกันคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา และหัวหน้าเสียงข้างมากในวุฒิสภา มิทช์ แมคคอนแนล เป็นคนสนับสนุนทรัมป์อย่างแข็งขัน รวมทั้งสมาชิกรีพับลิกันคนอื่นๆ ที่ยังคงหนุนหลังทรัมป์ ด้วยความเชื่อทางการเมืองแบบอนุรักษนิยม หรือไม่ก็กลัวผู้ลงคะแนนเสียงในรัฐที่เป็นฐานเสียงอันเหนียวแน่นของทรัมป์ ทำให้ผู้สังเกตการณ์มองว่ากระบวนการถอดถอนครั้งนี้เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง กล่าวคือต้องกลับใจวุฒิสมาชิกรีพับลิกันให้ได้อย่างน้อย 20 คน จึงจะโหวตเอาทรัมป์ออกจากตำแหน่งได้

ล่าสุดแมคคอนแนลให้สัมภาษณ์ว่า หากกฎหมายถอดถอนผ่านสภาผู้แทนฯ และเข้าสู่วุฒิสภา เขาก็ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากทำไปตามกฎหมาย คือเอาเข้าสภาแล้วเปิดการอภิปรายเพื่อบรรลุเป้าหมายของกฎหมาย แต่เขาก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ฝ่ายเดโมแครตอดหวั่นไหวไม่ได้ว่า “แต่ไม่รู้ว่าการไต่สวนจะใช้เวลานานเท่าไร อาจจบลงอย่างเร็วก็ได้”

หลายคนยังคงจำบทบาทอันแสบทรวงของแมคคอนเนล สมัยที่รีพับลิกันยึดวุฒิสภากลับมาได้ในช่วงปลายสมัยประธานาธิบดีโอบามาสมัยที่สอง และกำลังเข้าสู่การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ปรากฏว่าตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดว่าง 1 ตำแหน่งจากการเสียชีวิตกะทันหันของผู้พิพากษาแอนโทนิน สกาเลีย โอบามาจึงเสนอชื่อผู้พิพากษาคนใหม่เข้าสภาคองเกรส โดยมีขั้นตอนสำคัญคือการรับรองจากวุฒิสภา

ผลที่เกิดขึ้นคือ มิทช์ แมคคอนเนล ไม่นำญัตติพิจารณาผู้พิพากษาเข้าวุฒิสภาเลย แต่ดองเก็บไว้ พอคนวิจารณ์ว่าทำไมไม่ดำเนินการสักที แกตอบว่าตอนนี้ใกล้จะเปลี่ยนประธานาธิบดีคนใหม่ รอให้ได้ประธานาธิบดีคนใหม่ก่อน แล้วค่อยให้เขาเสนอชื่อขึ้นมา อันเป็นเหตุผลที่ไม่มีการองรับในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เมื่อมาถึงคราวนี้ คนบอกว่าเขาไม่สามารถดองเรื่องถอดถอนได้ เพราะรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าวุฒิสภาต้องดำเนินการพิจารณาต่อไป ท่ามกลางมรสุมที่กำลังก่อตัวขึ้น จุดที่น่าสนใจคือฝ่ายทรัมป์หาทางตอบโต้แก้เกมอย่างไร

ถ้าย้อนไปในสมัยนิกสัน มีการตั้งกองบัญชาการเพื่อตอบโต้คำกล่าวหาและแก้หลักฐานเสียใหม่ ส่วนสมัยคลินตันก็ตั้ง ‘วอร์รูม’ ศูนย์บัญชาการสู้รบขึ้นในทำเนียบขาว แต่ทรัมป์ไม่ได้ตั้งหน่วยอะไรมารับมือในศึกการถอดถอนนี้เลย อาวุธประจำกายที่เขาใช้ในการตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว คือการพยายามสร้างวาทกรรมใหม่ที่ให้ความชอบธรรมแก่การกระทำของตัวเองว่าไม่ใช่การทำลายรัฐธรรมนูญ แต่เพราะเขาต้องการปราบคอร์รัปชัน การโต้กลับของทรัมป์ทำให้สมาชิกรีพับลิกันเริ่มออกมาวิจารณ์คัดค้านการดำเนินการถอดถอนของเดโมแครตมากขึ้น

 

หมากต่อไปของทั้งสองฝ่าย

 

หากดูจากประวัติศาสตร์ การถอดถอนทรัมป์จะใกล้เคียงกับกรณีของนิกสัน บทตายของนิกสันมาถึงเมื่อมีเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวให้ปากคำแก่คณะกรรมาธิการถอดถอนว่ามีการบันทึกเทปการสนทนาโทรศัพท์ในห้องประธานาธิบดีทั้งหมด เมื่อสภาฯ ขอให้ทำเนียบขาวส่งหลักฐานเทปทั้งหมดไปให้ นิกสันก็ไม่ยอม หาทางบ่ายเบี่ยงไปหลายวัน จนในที่สุดสภาฯ ขอให้ศาลสูงบังคับให้นิกสันต้องส่งเทปไปให้สภาฯ นั่นคืออวสานของนิกสัน เพราะข้อความในเทปบอกละเอียดว่านิกสันพูดอะไรบ้างที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมายอย่างไม่อาจดิ้นให้หลุดได้

ข่าวด่วนล่าสุดของวันที่เขียนบทความนี้ (9 ตุลาคม) คือทำเนียบขาว “ประกาศสงครามกับการสืบสวนเพื่อถอดถอนแล้ว” นี่เป็นพาดหัวข่าวของนิวยอร์กไทมส์ ทำเนียบขาวส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการข่าวกรองว่าจะไม่ให้ความร่วมมือในการให้หลักฐานและให้ปากคำใดๆ ทั้งสิ้น เพราะกระบวนการถอดถอนนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพในสิทธิที่จะเรียกพยานมาไต่สวนของประธานาธิบดี หลักๆ คือเป็นการอ้างรัฐธรรมนูญมาตอบโต้ โดยที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการข่าวกรองได้เรียกให้ทำเนียบขาวส่งหลักฐานหลายอย่างไปให้ ได้แก่เอกสารจากกระทรวงกลาโหมและสำนักงานงบประมาณ เรื่องการให้เงินอุดหนุนแก่ยูเครน

ปรากฏว่าไม่มีใครยอมส่งหลักฐานหรือมาให้ปากคำแก่คณะกรรมาธิการข่าวกรอง โดยทำเนียบขาวปฏิเสธมาตลอด รวมทั้งห้ามไม่ให้คนที่ถูกเรียกไปให้ปากคำไปปรากฏตัวต่อคณะกรรมาธิการ รายล่าสุดคือเอกอัครรัฐทูตสหรัฐฯ ประจำสหภาพยุโรป กอร์ดอน ซอนด์แลนด์ และมารี โยวาโนวิตช์ อดีตทูตประจำยูเครน ที่ถูกทรัมป์เรียกกลับเพราะไม่สนองนโยบายของเขา ก็ถูกทำเนียบขาวสั่งห้ามไปให้ปากคำแก่คณะกรรมาธิการข่าวกรอง

หมากที่จะเดินต่อไปของทั้งสองฝ่ายจึงน่าสนใจติดตามอย่างยิ่ง ว่าใครจะเคลื่อนเข้าสู่หมากที่พิฆาตฝ่ายตรงข้ามได้ สถาบันที่จะช่วยกรรมาธิการสอบสวนการถอดถอนได้ต่อไปคือศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันนี้เสียงส่วนข้างมากเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม แน่นอนว่าเดโมแครตคงไม่อยากไปถึงจุดนั้น ถ้ายังไม่สามารถสร้างประชามติออกมารองรับและสนับสนุนกระบวนการถอดถอนทรัมป์ได้อย่างหนักแน่น ระหว่างนี้การค้นหาข่าว ข้อมูลใหม่ๆ ไปจนถึงการสร้างหลักฐานและความจริง จึงเป็นหนทางเดียวที่ทั้งสองฝ่ายใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง

บัดนี้การเมืองอเมริกาได้มาถึงจุดของวิกฤตรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่ออำนาจฝ่ายบริหารไม่ยอมให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติเข้าตรวจสอบและลงโทษได้

หลายเดือนก่อนผมได้สรุปในบทความที่พูดถึงบทบาทของอัยการพิเศษมุลเลอร์ว่า “ในที่สุดคติความเชื่อว่าด้วยการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสามคือบริหาร นิติบัญญัติ และยุติธรรม อันเป็นเสาหลักของระบอบประชาธิปไตยอเมริกัน แสดงออกในการปฏิบัติท่ามกลางการทำความผิดของประธานาธิบดี ไม่ใช่การรอหวังให้อำนาจนอกระบบและสถาบันอภิสิทธิ์ที่อยู่เหนือประชาชนธรรมดามาเป็นผู้ตัดสินลงโทษให้

ระบบอเมริกันจึงดูแล้วเป็นเรื่องง่ายราวสามัญสำนึก แต่ทำจริงๆ ยาก เพราะต้องอาศัยศรัทธาของคนเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจมาช่วยกันทำ ใช้เวลาและความอดทน ระบบและกฎหมายไม่ได้ดีมาก่อน คนเก่งก็ไม่ได้มีมาจากที่ไหน ต่อเมื่อสำเร็จ ระบบตรวจสอบจึงเข้มแข็งขึ้นมาได้” 

Author

Thanet Aphornsuvan

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ - ศาสตราจารย์แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้สนใจศึกษาเรื่องสังคมการเมืองสหรัฐอเมริกามาตลอดชีวิตวิชาการ โดยเฉพาะเรื่องระบบทาส