ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก เรื่อง

 

ก่อนหน้านี้ผู้เขียนมีโอกาสเขียนถึงพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคของอินเดีย อย่างพรรคบีเจพีและพรรคคองเกรสในการสู้ศึกเลือกตั้ง 2019 ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน และมีปัจจัยเสริมทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน ถึงแม้ดูเหมือนว่าพรรครัฐบาลจะยังคงได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึง แต่คะแนนนิยมก็ไม่ได้มากนักเท่าเมื่อครั้งก่อน สถานการณ์การเมืองภายในอินเดียจึงค่อนข้างดุเดือด เพราะทุกพรรคต่างคาดหวังเข้าไปเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ

แต่แล้วในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อินเดียเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ และอาจกลายเป็นจุดสำคัญในประวัติศาสตร์โลกด้วยก็เป็นได้ เพราะเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019 ที่ผ่านมา ที่หลายคนกำลังเฉลิมฉลองวันแห่งความรัก แต่สำหรับอินเดียมันเป็นวันที่แสนเจ็บปวดที่คนทั้งประเทศไม่อาจลืมเลือน และเป็นชนวนสำคัญในการสร้างความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

 

ลำดับเหตุการณ์ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน

 

14 กุมภาพันธ์ 2562

ในขณะที่กองกำลังทหารอินเดีย ซึ่งกำลังปลดประจำการจากฐานทัพในตอนเหนือของแคว้นแคชเมียร์ กำลังเดินทางย้ายกลับเข้าเมือง ปรากฏว่ารถบรรทุกทหารจำนวนหนึ่งถูกโจมตีโดยระเบิดคาร์บอม เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตกว่า 40 นาย ทั้งนี้ในเวลาต่อมากลุ่มก่อการร้ายชื่อว่า Jaish-e-Mohammed (JeM) ได้ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลงานของพวกเขา นี่ถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่สุดในรอบ 10 กว่าปี ภายหลังการโจมตีมหานครมุมไบ

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้สร้างกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในสังคมอินเดีย โดยเฉพาะท่าทีที่มีต่อคนแคชเมียร์และประเทศปากีสถาน ซึ่งคนอินเดียส่วนใหญ่มองว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ รัฐบาลอินเดียประกาศขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากปากีสถานสูงถึง 200% ประกาศเคอร์ฟิวทั่วรัฐจัมมูและแคชเมียร์ เสริมกำลังทหารและหน่วยรบพิเศษเข้าไปในพื้นที่เพื่อปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่หลงเหลืออยู่

แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะไม่จบลงง่ายๆ เพราะมันลุกลามกลายเป็นปัญหาระหว่างสองประเทศไปเป็นที่เรียบร้อย และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงปากีสถาน เลือดความรักชาติของคนอินเดียทุกคนก็จะพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ความแค้นเคืองของชาวอินเดียทั่วประเทศได้บานปลายกลายเป็นการประท้วงใหญ่ในหลายเมือง โดยเฉพาะในรัฐจัมมูร์และแคชเมียร์ ชาวมุสลิมจำนวนมากอยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะชาวแคชเมียร์ซึ่งถูกมองว่าให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

 

15-17 กุมภาพันธ์ 2562

ปากีสถานออกแถลงการณ์ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และกล่าวหาอินเดียว่าอ้างเหตุผลอันไม่มีมูลเหตุอันใดเลยเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องระหว่างกลุ่มก่อการร้ายกับทางการปากีสถาน ทั้งยังไม่มีหลักฐานอันหน้าเชื่อถือได้ว่าปากีสถานมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวของกลุ่มก่อการร้าย

นายกรัฐมนตรีอิมราน ข่าน ของปากีสถานเน้นย้ำว่าอินเดียควรหาหลักฐานมาให้มากกว่านี้ ก่อนที่จะกล่าวหาประเทศอื่น ที่สำคัญทางการปากีสถานยังตอกกลับอินเดียว่า พยายามผลักความผิดนี้ให้ปากีสถานเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวของหน่วยข่าวกรอง และหน่วยงานความมั่นคงภายในของประเทศตัวเอง

นี่ถือเป็นการเปิดฉากสงครามน้ำลายอีกครั้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน เหนือสถานการณ์การก่อการร้ายในแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ แน่นอนว่าอินเดียไม่ได้นิ่งนอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และพยายามเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศหันมาใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นมากขึ้น โดยเฉพาะการกระทำของปากีสถานที่แอบเลี้ยงดูกลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนอย่าง JeM

 

18-22 กุมภาพันธ์ 2562

การประกาศเคอร์ฟิวทั่วรัฐจัมมูและแคชเมียร์ ส่งผลให้มีการออกลาดตระเวนของทหารอินเดียเป็นไปอย่างมีเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซ้ำยังเกิดการปะทะกับกลุ่มก่อการร้ายอยู่เนืองๆ มีการออกตรวจตาและสำรวจพื้นที่ต่างๆ ที่คาดหมายว่าเป็นแหล่งกบดานของผู้ก่อการร้ายที่มีส่วนกับการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ โดยการปะทะครั้งสำคัญระหว่างทหารกับผู้ก่อการร้าย ส่งผลให้มีทหารเสียชีวิตเพิ่มอีก 4 คน ในขณะที่ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต 2 คน โดย 1 ในนั้น คาดว่าเป็นผู้นำระดับระดับสูงของ Jaish-e-Mohammad คือนาย Kamran โดยจากการตรวจสอบคาดว่านายคนนี้มีส่วนสำคัญในการวางแผนการคาร์บอมรวมถึงเผยแพร่ลัทธิก่อการร้ายภายในรัฐจัมมูและแคชเมียร์

นอกจากการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศแล้ว อินเดียก็เดินสายพูดคุยกับองค์การระหว่างประเทศ และประเทศอื่นๆ เพื่อร่วมกันแบนปากีสถานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ และดูเหมือนว่าฝรั่งเศสจะยื่นมือเข้ามาในปัญหานี้ด้วย โดยต้องการให้สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประกาศให้ผู้นำของกลุ่มก่อการร้าย JeM คือนาย Azhar เป็นผู้ก่อการร้ายสากล โดยก่อนหน้านี้อินเดียเคยเสนอเรื่องนี้เข้าสู่เวทีความมั่นคงของยูเอ็นแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจีนจะใช้สิทธิวีโต้ในการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้ผู้นำกลุ่ม JeM ไม่อยู่ในรายชื่อผู้ก่อการร้ายสากล เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์บานปลายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศมหาอำนาจเข้ามาอยู่ในเกมความขัดแย้งครั้งนี้ด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ความรู้สึกไม่พอใจของประชาชนภายในประเทศก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่เฉพาะกับชาวปากีสถานเท่านั้น แต่รวมถึงชาวแคชเมียร์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของอินเดียด้วย คนอินเดียชาตินิยมหัวรุนแรงจำนวนมากเริ่มออกคุกคามชีวิตและทรัพย์สินของชาวแคชเมียร์ที่ออกมาทำมาหากินในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศอินเดีย รายงานของสำนักงานตำรวจหลายพื้นที่ในรัฐต่างๆ ระบุเกี่ยวกับความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงกับชาวแคชเมียร์ ส่งผลให้ชาวแคชเมียร์จำนวนมากไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้

นักเรียนและนักศึกษาแคชเมียร์หลายคนที่ศึกษาอยู่ในรัฐอื่นๆ ถูกพักการเรียน ถูกไล่ออก ในขณะเดียวกันผู้เช่าจำนวนมากยกเลิกสัญญาการอยู่อาศัย ส่งผลให้คนเหล่านี้ไม่มีที่อยู่ นักเรียนและนักศึกษาเหล่านี้ถูกโจมตีว่าเป็นพวกต่อต้านชาติอินเดีย ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีการร้องเรียนต่อศาลสูงสุดของอินเดียเพื่อขอคุ้มครองคนแคชเมียร์เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งศาลสูงสุดของอินเดียได้ประกาศให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐต่างๆ ทั้ง 11 รัฐมีหน้าที่ต้องเข้าไปแก้ไขและคุ้มครองคนเหล่านี้

 

23-25 กุมภาพันธ์ 2562

เมื่อท่าทีของอินเดียมีความแข็งกร้าวมากเช่นนี้ ในเวลาต่อมากองทัพปากีสถานออกแถลงการณ์เตรียมพร้อมกำลังแบบเต็มรูปแบบหากมีการโจมตีจากอินเดีย ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวออกมาจากกองทัพภายหลังที่นายกรัฐมนตรีอิมราน ข่าน อนุมัติให้กองทัพปากีสถานสามารถตอบโต้ได้ทันทีหากคิดว่าสมควร

ความน่าสนใจคือคำที่เขาระบุในการตอบโต้ ไม่ใช่เป็นการตอบโต้แบบตอบโต้กลับเท่านั้น แต่เป็น Full Force หมายถึงตอบโต้แบบเต็มกำลัง ใช้อาวุธได้เต็มรูปแบบ และสมรภูมิรบอาจขยายวงได้ด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าหลังจากคำขู่ของกองทัพอินเดียที่ออกมา ปากีสถานเองก็มีการเตรียมความพร้อมและออกกฎนี้ขึ้นมาเพื่อบอกว่าตัวเองก็พร้อมนะถ้าโดนโจมตี

แถลงการณ์ของกองทัพปากีสถานนี้ ส่งผลให้ทางการอินเดียได้เข้าพูดคุยและออกประกาศให้ชุมชนแคชเมียร์ที่อยู่ตามแนวเส้นควบคุม (LoC) ให้เตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อการอพยพ รายงานทางการทหารระบุว่ามีการปะทะเล็กๆ ระหว่างทหารอินเดียและปากีสถานตามแนวพรมแดนตลอดช่วงที่เกิดความตรึ่งเครียดก่อนหน้านี้ กว่า 27 ชุมชนที่ได้รับการประสานจากทางกองทัพอินเดียให้รับทราบถึงสถานการณ์ความไม่มั่นคงที่กำลังดำเนินอยู่ กองทัพบกของอินเดียได้มีการเคลื่อนกองกำลังกว่า 1,100 นาย จากส่วนจัมมูมาที่เมืองศรีนาการ์ทางตอนเหนือของรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับเส้นควบคุมที่เป็นพรมแดนของทั้งสองประเทศ

 

26 กุมภาพันธ์ 2562

กองทัพอากาศอินเดียได้ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ เข้าไปถล่มฐานกองกำลังกลุ่มก่อการร้ายที่อยู่ฝั่งปากีสถาน คาดว่ามีผู้เสียชีวิตมากถึง 200-300 คน นี่ถือเป็นการเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มก่อการร้ายครั้งที่สองแล้วภายใต้รัฐบาลโมดี แน่นอนว่าเป้าหมายการโจมตีครั้งนี้คือกลุ่มก่อการร้ายที่มาเคลื่อนไหวในเขตจัมมูและแคชเมียร์ของอินเดีย

อินเดียอธิบายว่านี่เป็นการปฏิบัติการในลักษณะชิงโจมตีก่อน (Pre-emptive Strike) การกระทำนี้กลายเป็นชนวนสำคัญที่สร้างปัญหาบานปลายให้สองประเทศ นายกรัฐมนตรีอิมราน ข่าน ของปากีสถานเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ทางการทหารระดับสูง เพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์การโจมตีที่เกิดขึ้น พร้อมประณามการกระทำของอินเดียที่ลุกล้ำอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศอื่น ซ้ำยังกล่าวด้วยว่านี่เป็นการกระทำที่วู่วามและขาดการยั้งคิดของอินเดียที่อาจนำมาซึ่งปัญหาที่ยากจะแก้ไขของทั้งสองประเทศ

 

27 กุมภาพันธ์ 2562

ปฏิบัติการโจมตีสายฟ้าแลบของกองทัพอากาศอินเดีย ได้สร้างความหวาดวิตกต่อการก่อสงครามระหว่างอินเดียและปากีสถาน ซ้ำยังนำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ทั้งในสังคมอินเดียและสังคมระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีของปากีสถานย้ำถึงการตอบโต้ที่ปากีสถานพึงกระทำได้ต่ออินเดีย และนำมาซึ่งปฏิบัติการส่งเครื่องบิน F-16 จำนวน 3 ลำบินล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของอินเดีย ก่อนที่จะเกิดการปะทะกันระหว่างอินเดียและปากีสถาน การกระทำดังกล่าวของปากีสถานทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า อาจเป็นชนวนให้ทั้งสองประเทศก่อสงครามกันครั้งใหญ่ และอาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าการปะทะกันเมื่อปี 1999 ในเมืองการ์กิว (Kargil)

นอกจากปฏิบัติการดังกล่าว โฆษกกระทรวงกลาโหมของปากีสถานยังได้แถลงถึงการโจมตีเครื่องบินรบอินเดียสองลำ ที่ลุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าปากีสถาน จนเป็นเหตุให้สามารถจับกุมนักบินของอินเดียได้ 1 คน ถึงแม้ว่าในช่วงแรกอินเดียจะออกมาปฏิเสธ แต่สุดท้ายโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดียก็ออกมายอมรับถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีนักบินรบอินเดียถูกจับเป็นเชลยจริง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้รัฐบาลปากีสถานประกาศปิดน่านฟ้าและสนามบินชั่วคราวทั้งประเทศ​ สายการบินจำนวนมากที่ต้องบินผ่านประเทศปากีสถานโดยเฉพาะเส้นทางจากอาเซียนไปยุโรป ไม่สามารถทำการบินได้ รัฐบาลปากีสถานให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการลุกล้ำน่านฟ้าแบบเฉียบพลันของอินเดีย และป้องกันการโจมตีเครื่องบินพลเรือน

การโจมตีที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านสงครามอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในสื่อโซเชียลมีเดียทั้งจากชาวอินเดียและปากีสถาน โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ที่มีการติดแฮชแท็ก #SayNoToWar ในขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีอิมราน ข่าน ของปากีสถานได้ระบุชัดว่ารัฐบาลอินเดียควรหยุดการกระทำเพียงเท่านี้ และเดินหน้าเจรจาสันติภาพกับปากีสถานก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามบานปลาย จนกระทั่งเขาเองหรือนายกรัฐมนตรีโมดีจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้

 

28 กุมภาพันธ์ 2562

รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลปากีสถานทำตามสนธิสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการไม่ทำร้ายเชลยศึก และออกมาประณามการกระทำดังกล่าวที่ทำเกินกว่าเหตุ ทั้งที่อินเดียเพียงเข้าไปโจมตีกลุ่มก่อการร้าย ในเวลาต่อมานายกรัฐมนตรีของปากีสถานออกแถลงการณ์เรียกร้องให้อินเดียหันหน้าเข้ามาคุยกัน อย่าขยายขอบเขตความขัดแย้งออกไปมากกว่านี้ พร้อมเน้นย้ำว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย แต่การกระทำของอินเดียถือได้ว่าละเมิดอำนาจอธิปไตยของปากีสถานก่อน

วันนั้นเอง นายกรัฐมนตรีปากีสถานพูดในรัฐสภาว่าเขาพยายามอย่างมากในการติดต่อกับนายกรัฐมนตรีโมดีของอินเดีย เพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรง และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เขาระบุชัดว่าปากีสถานไม่ต้องการทำสงครามกับอินเดีย เพราะสงครามไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง ยิ่งทั้งสองประเทศเป็นเพื่อนบ้านกันด้วย ในที่สุดแล้วเพื่อลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีอิมราน ข่าน ของปากีสถาน ออกมาประกาศว่าในวันที่ 1 มีนาคม 2562 เขาจะปล่อยตัวนักบินอินเดียที่ถูกจับเป็นเชลย เพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของอินเดียที่ต้องการให้ปล่อยนักบินรบผู้นี้อย่างปลอดภัย

 

เราเห็นอะไรในวังวนความขัดแย้งครั้งใหม่ และทำไมทั้งสองประเทศต้องตอบโต้กันรุนแรงขนาดนี้?

 

ต้องบอกก่อนว่าการเผชิญหน้าทางการทหารระหว่างอินเดียและปากีสถานนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะตามแนวเส้นควบคุม อย่างไรก็ตามนี่นับเป็นการปะทะกันครั้งสำคัญที่ทั้งสองประเทศปฏิบัติการในเขตแดนของกันและกัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อสมัยปี 1971 สิ่งสำคัญคือไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการการโจมตีใดๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น อินเดียจะพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้เครื่องบินรบของตนเองล้ำเข้าไปในเขตของปากีสถาน และปากีสถานเองก็กระทำเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นการปะทะกันที่การ์กิว ในปี 1999

และเมื่อเปรียบเทียบกับปฏิบัติการโจมตีแบบสายฟ้าแลบที่ผ่านๆ มาของอินเดีย อย่างในปี 2016 ที่อินเดียเข้าไปโจมตีกลุ่มก่อการร้ายนั้น ก็มักอยู่ในพื้นที่พิพาทระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่เขตควบคุมสมบูรณ์ของประเทศใดประเทศหนึ่งดังที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ คำถามใหญ่ของใครหลายคนจึงอยู่ที่ว่า แล้วทำไมอินเดียต้องกระทำเช่นนั้น

เมื่อลองพิจารณาจากปัจจัยหลายข้อ หนึ่งในสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คืออินเดียกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง และหลายสำนักโพลก็เริ่มแสดงให้เราเห็นแล้วว่า พรรครัฐบาลขวาจัดชาตินิยมอย่างพรรคบีเจพี มีคะแนนนิยมที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้พ่ายแพ้ในหลายรัฐใหญ่ การปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างผลงานด้วยการโจมตีปากีสถานจากปัญหาการก่อการร้ายในครั้งนี้ ถูกนำไปใช้หาเสียงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้สมัครของพรรคบีเจพี

ในขณะที่อีกทางหนึ่ง การตอบโต้ของปากีสถานดูเหมือนว่าจะวางอยู่บนพื้นฐานทางด้านการทหาร ที่พยายามหลีกเลี่ยงการขยายวงของปัญหาโดยไม่มีการโจมตีใดๆ ในเขตแดนอินเดีย ถึงแม้จะมีการส่งเครื่องบินรบเข้าไปในเขตแดนอินเดียก็ตาม ทั้งนี้ส่วนหนึ่งคาดว่าเพราะปากีสถานไม่ต้องการให้เกิดการกระทำของอินเดียแบบนี้อีกในอนาคต ซึ่งถือเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยอย่างชัดเจน

ท่าทีประนีประนอมของปากีสถานเอง ก็ค่อนข้างแปลกตาไปจากการเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศในหลายครั้ง เพราะส่วนใหญ่ปากีสถานจะเหมือนเป็นผู้ร้ายที่เข้าไปโจมตีอินเดียก่อน แต่สำหรับครั้งนี้ปากีสถานกับเล่นบทบาทเป็นผู้แสวงหาสันติภาพผ่านการเจรจา ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะการก่อสงครามอาจสร้างปัญหาใหญ่ต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะที่ขยายตัวอย่างรุนแรง และหากรัฐบาลปากีสถานมีแนวนโยบายการตอบโต้อินเดียไม่เหมาะสมเพียงพอ ก็อาจนำไปสู่การรัฐประหารได้ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วภายหลังสงครามการ์กิวปี 1999

ทั้งนี้ เราจะเห็นท่าทีที่แข็งขันของอินเดียในการไม่ยอมจำนนต่อปากีสถาน เพื่อเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรครัฐบาลต่อปฏิบัติการดังกล่าว ขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นแนวทางอย่างการมุ่งเน้นเจรจาบนฐานของผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายของปากีสถาน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสงคราม อันอาจสร้างผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล ฉะนั้นปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะจบลงอย่างสันติภายใต้โต๊ะเจรจาของผู้นำระดับสูงของทั้งอินเดียและปากีสถาน

 

สิ่งที่ต้องจับตามอง ต่อประเด็นปัญหาความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน

 

แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างอินเดียและปากีสถาน ดูเหมือนเป็นเรื่องระหว่างประเทศเพื่อนบ้านสองประเทศ แต่ความขัดแย้งระลอกใหม่นี้เราได้เห็นท่าทีของประเทศมหาอำนาจหลายๆ ฝ่ายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ต่อการรับรองสถานะกลุ่มก่อการร้าย JeM ที่เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น จนเรียกได้ว่าเป็นสงครามตัวแทนย่อมๆ

จีนยังคงมีท่าทีนิ่งเฉยต่อความพยายามในการระบุให้กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มก่อการร้ายสากลตามข้อเสนอของอินเดีย ทั้งยังเน้นย้ำหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า การกระทำใดๆ ควรวางอยู่บนพื้นฐานการเคารพอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศต่างๆ

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาพยายามผลักดันให้กลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวเป็นกลุ่มก่อการร้ายสากล และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็คาดหวังให้ทั้งสองประเทศแสวงหาแนวทางสันติที่ไม่ขยายวงความขัดแย้ง ซึ่งในเรื่องหลังนี้ หลายประเทศเห็นร่วมกันว่าทั้งอินเดียและปากีสถานต้องคุยกัน รัสเซียและตุรกีเองก็พยายามเสนอตัวเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคเอเชียใต้

อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านี้ต่างต้องระมัดระวัง เพราะทั้งอินเดียและปากีสถานอาจถูกใช้เป็นสมรภูมิใหม่ของความเป็นตัวแทนระหว่างมหาอำนาจบนโลก เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องสำคัญที่เราต้องจับตามอง ถึงแม้ว่าความเป็นไปได้จะมีน้อยมากก็ตาม

นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวของชาติมหาอำนาจที่ต้องจับตามองแล้ว การเมืองภายในประเทศของทั้งปากีสถานและอินเดียเองก็ต้องติดตามไม่แพ้กัน เพราะถึงแม้ว่าพรรคบีเจพีจะสามารถดึงคะแนนนิยมมาได้จากการโจมตีปากีสถานในช่วงที่ผ่านมา แต่พรรคคองเกรสเองก็แชร์ข้อมูลที่น่าสนใจออกมาว่า หลังจากช่วงที่ทหารอินเดียถูกกลุ่มก่อการร้ายโจมตีนั้น นายกรัฐมนตรีโมดีตัดสินใจไม่เดินทางไปสดุดีทหารทันที แต่กลับใช้เวลาไปกับการถ่ายทำสารคดี Discovery ยิ่งไปกว่านั้น โมดีเองก็ยังไม่ได้เดินทางเยี่ยมบ้านทหารที่เสียชีวิตเลย ฉะนั้นความพยายามของพรรคบีเจพีในการใช้เรื่องนี้ในการหาเสียง อาจกลายเป็นดาบสองคมทิ่มแทงตัวเองก็ได้

ในขณะที่ปากีสถานเองก็ต้องคอยจับตาความเคลื่อนไหวของกองทัพให้หนัก เพราะหลายๆ ครั้งที่มีการเผชิญหน้ากับอินเดีย กองทัพปากีสถานที่แอบอิงอยู่หลังเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก็มักจะแสดงบทบาทแข็งกร้าวมากขึ้น และหากผู้บริหารไม่รับฟังก็อาจนำไปสู่การรัฐประหารได้ แต่โชคดีที่สายสัมพันธ์ระหว่างอิมราน ข่าน กับกองทัพค่อนข้างดี แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถวางใจได้

 


***เนื้อหาบางส่วนของงานชิ้นนี้ปรับมาจากเพจ กระแสเอเชียใต้ ของผู้เขียนที่ติดตามสถานการณ์ปัญหา 2 ประเทศนี้มาอย่างต่อเนื่อง

Author

Suppawit Kaewkhunok

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก - นักเรียนรัฐศาสตร์ ผู้สนใจศึกษา 'อินเดีย' ในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม